Saturday, 6 June 2026
เทือกเขาหิมาลัย

รู้จัก 'ทเวตส์' ธารน้ำแข็งแห่งวันสิ้นโลก กับการละลายที่ 'โลก-ไทย' ต้องหวั่นเกรง

ทีมวิจัยจากสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ซึ่งทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งทเวตส์ ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอนตาร์กติกา แถลงในการประชุมประจำปีของ American Geophysical Union (AGU) โดยเตือนว่าธารน้ำแข็งกำลังละลายลงอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ และละลายเร็วขึ้นถึง 2 เท่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจพังทลายลงในไม่กี่ปีข้างหน้า

รายงานระบุว่า ธารน้ำแข็งทเวตส์ ซึ่งมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับสหราชอาณาจักรหรือฟลอริดา มีความยาวประมาณ 120 กิโลเมตร และลึกประมาณ 800 ถึง 1,200 เมตร บางครั้งถูกเรียกว่า "ธารน้ำแข็งแห่งวันสิ้นโลก" (Doomsday Glacier) เพราะการพังทลายของมันอาจทำให้ธารน้ำแข็งอื่น ๆ ในแอนตาร์กติกาพังทลายไปด้วย ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น 3 เมตร!! 

“ทเวตส์” สูญเสียน้ำแข็งไปประมาณ 595,000 ล้านตัน (540,000 ล้านเมตริกตัน) ตั้งแต่ปี 1980 ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้น 4% นับแต่นั้นเป็นต้นมา

การศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร The Cryosphere ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ระบุว่าธารน้ำแข็งทเวตส์และธารน้ำแข็งเกาะไพน์มีส่วนประมาณ 10% ของการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลทั่วโลก

ขณะนี้ น้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นไม่เพียงแต่จะทำให้ธารน้ำแข็งทเวตส์ละลายเท่านั้น แต่ยังทำให้การยึดเกาะของธารน้ำแข็งใต้ทะเลสั่นคลอนยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อธารน้ำแข็งอ่อนตัวลงก็มีแนวโน้มที่จะมีน้ำแข็งแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ หรือหลุดออกจากแนวสันดอนภายใน 3 ปีข้างหน้านี้ โดยภาพถ่ายจากดาวเทียมแสดงให้เห็นรอยแยกใหม่บนพื้นผิวของน้ำแข็ง

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในแอนตาร์กติกาอาจเกิดขึ้นภายใน 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า โดย ดร.เอริน เพตติต จากมหาวิทยาลัย Oregon State University อธิบายว่ารอยแตกของน้ำแข็งคล้ายกับรอยร้าวบนกระจกรถ ซึ่งรอยร้าวจะค่อย ๆ ขยายขึ้นเรื่อย ๆ และหากได้รับการกระทบกระเทือนมันก็จะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ

>> สะเทือนถึงไทยไหม?
อย่างที่ทราบกันว่ากรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของเรา อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1.5 ถึง 2 เมตร ดังนั้นหากถึงวันที่ธารน้ำแข็งทเวตส์พังทลายลง ซึ่งนักวิจัยชี้ว่าจะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น 3 เมตร ก็มีความเป็นไปได้ที่กรุงเทพมหานครจะได้รับผลกระทบไปด้วย

นอกจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว แผ่นดินก็กำลังทรุดตัวลงทุกปี ๆ ซึ่งนอกจากการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติเองแล้ว การสูบน้ำบาดาล และการเติบโตของเมืองยิ่งส่งผลให้แผ่นดินกรุงเทพทรุดตัวเร็วขึ้น ประกอบกับพื้นดินซึ่งเป็นดินเหนียวที่มีความหนาแน่น ทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดน้ำท่วมมากขึ้น

‘หนึ่ง วิทิตนันท์’ ปีนเขา Yasa Thak ที่ยังไม่เคยมีใคร ปีนได้สำเร็จมาก่อน เพื่อฉลองความสัมพันธ์ 65 ปี ‘ไทย - เนปาล’ เฉลิมปีมหามงคล ในหลวง ร.10

(28 ธ.ค. 67) ‘Echo Friendship Project’ เป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์ในการเจริญความสัมพันธ์ในทุกมิติระหว่างประเทศไทยและ Nepal ในวาระ 65 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ของประเทศไทย และ Nepal  ซึ่งคล้องกันกับในปีนี้เป็นปีมหามงคล ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้ส่งเจริญพระชนม์มายุ 72 พรรษา ทางสมาคมมิตรภาพไทย , Nepal  Nepal Mountaineering Association , จึงถือเอาวาระแห่งความสำคัญนี้เริ่มต้นโครงการโดยการปีนยอดเขาที่ยังไม่มีการปีน สำเร็จมาก่อน ถือเอาเป็นภาพสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นที่จะดำเนินไปสู่เป้าหมายตามวัตถุประสงค์ โดยมีนายธัน พหาทุร โอลิ (H.E. Mr. Dhan Bahadur Oli ) เอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทย เป็นประธานที่ปรึกษา และเป็นผู้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการผลักดันโครงการนี้ 

โดยภารกิจในครั้งนี้ นาย วิทิตนันท์ โรจนพานิช นายกสมาคมมิตรภาพไทย Nepal จะเป็น เป็นผู้ปีนยอดเขา Yasa Thak ยอดเขาที่มีความสูง 6,141 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่ง ตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย บริเวณ Solukhumbu ในเขตวนอุทยานแห่งชาติ Sagarmatha ร่วมกับนักปีนเขาชาวเนปาล อีกสามคน ซึ่งการปีนเขาในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญคือการบันทึกภาพสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ  รวมทั้งได้นำพระพุทธเมตตา จากวัดไทยพุทธคยาขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว ขึ้นไปประดิษฐานไว้บนยอดเขาเพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลและภาพสัญลักษณ์ของสันติสุข 

การปีนเขาในครั้งนี้ได้ กระทำสำเร็จแล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2567 เวลา 12:05 น. และเมื่อการปีนเขาในครั้งนี้ได้สำเร็จลุล่วงแล้ว ทางสมาคมมิตรภาพไทย Nepal จะได้ดำเนินการขออนุญาตรัฐบาล Nepal ในการต่อชื่อในตอนท้ายของชื่อยอดเขา ในวงเล็บว่ว่า Echo Friendship Peak  

กิจกรรมในครั้งนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่ได้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงต่างประเทศ  , มูลนิธิไทย , นายสุวพงศ์ ศิริสรณ์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงกาฐมาณฑุ , วัดไทยลุมพินีประเทศ Nepal , วัดไทยพุทธคยา , วัดไทยกุสินารา, ซึ่ง การบริหารจัดการวางแผนและดูแลความปลอดภัยในการปีนเขาในครั้งนี้ได้รับความช่วยเหลือจาก Echo Friendship Project  

กิจกรรมการปีนยอดเขาในครั้งนี้ได้รับการบริหารจัดการดูแลความเรียบร้อยและความปลอดภัยโดยบริษัท Khumbi-Ila Voyage Mountaineering & Trekking / Travels& Tours จำกัด

และหลังจากสำเร็จกิจกรรมการปีนยอดเขาในครั้งนี้ ทางสมาคมมิตรภาพไทย เนปาล และสถานเอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทย ยังได้มีดำริ ที่จะจัดนิทรรศการเกี่ยวข้องกับการเดินทางในครั้งนี้ ตลอดจนเรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ รวมทั้งกิจกรรมทางการท่องเที่ยว อาหาร และ ศิลปะ วัฒนธรรมของประเทศเนปาล ในราวเดือนเมษายน 2568 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ อีกด้วย

บทเรียนประชาธิปไตย 2 ราชอาณาจักรแห่งเทือกเขาหิมาลัย ‘ภูฏาน’ คงระบอบกษัตริย์ - ยึดในหลวง ร.9 เป็นต้นแบบพัฒนาชาติ

เมื่อวันที่ (14 ก.ย. 68) รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อว่า Piti Srisangnam  ว่า ในปี 2008 ราชอาณาจักร 2 แห่งสุดท้ายบนเทือกเขาหิมาลัย เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองสู่ ระบอบประชาธิปไตย

เนปาล ราชอาณาจักรฮินดูแห่งสุดท้าย ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ถูกแรงกดดันอย่างต่อเนื่องเนื่องจากปกครองแบบรวมศูนย์และละเมิดสิทธิพลเมือง ทำให้ Napali Congress ลุกฮือต่อต้านมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแบบที่ราชวงศ์พยายามประสานผลประโยชน์กับฝ่ายการเมือง ความมั่งคั่งกระจุกตัวเฉพาะคนข้างบน คนข้างล่างทนไม่ได้จึงหันไปนิยมลัทธิเหมา สังคมนิยมสุดโต่ง จนเกิดเหตุการณ์สงครามกลางเมือง Maoist Insurgency ตั้งแต่ 1996 จนถึง 2006

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ปี 2001 มกุฎราชกุมารลุกขึ้นมาสังหารหมู่พระราชวงศ์ของตนเอง ตำแหน่งกษัตริย์เปลี่ยนมือ

2006 ข้อตกลงสันติภาพระหว่างราชวงศ์ นักการเมือง และขบวนการหัวรุนแรงลัทธิเหมาเกิดขึ้น หลังการประท้วงใหญ่ Jana Andolan II

2008 คือจุดสิ้นสุดของระบอบกษัตริย์ในเนปาล ประเทศเดินหน้าสู่ระบอบ Federal Parliamentary Republic แต่ละรัฐมีรัฐบาลท้องถิ่นที่มีอำนาจในท้องถิ่นตนเอง มีเมืองหลวงทำนโยบายระดับชาติ ประธานาธิบดีเชิงสัญลักษณ์ อำนาจบริหารอยู่ที่นายกฯ 

2008-2025 ประเทศลงเหวจากการผูกขาดการเมืองของนักการเมืองกลุ่มเดิม ๆ ที่ผลัดกันครองตำแหน่ง คนรวย-รวยขึ้น คนจน-จนลง เครือข่ายนักการเมืองสวาปามกอบโกยความมั่นคั่ง ทอนเงินแบ่งเงินกันในทุกระดับ ลูกหลานโชว์รวย+โชว์โง่ สร้างความเกลียดชัง

2025 ประชาชนโกรธแค้น ลุกฮือ

ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย
กษัตริย์ Jigme Singye Wangchuck (พระราชบิดาของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน)  ประกาศในปี 2001 ในการปฏิรูปประเทศเพื่อเปลี่ยนประเทศไปสู่ระบอบ Constitutional Monarchy ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

เจ้าชายหนุ่ม Jigme Kheser Namgyel Wangchuck เดินทางออกไปเรียนหนังสือในต่างประเทศทั้งที่ สหรัฐอเมริกา ประเทศไทย และ ประเทศอังกฤษ ก่อนที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ที่ 5 ต่อจากพระราชบิดา

ในหลายวาระ เราได้เห็นความใกล้ชิดระหว่าง 2 พระราชวงศ์ ไทย-ภูฏาน ที่ทั้ง King Jigme Singye Wangchuck (คนพ่อ) และ King Jigme Kheser Namgyel Wangchuck (คนปัจจุบัน) ต่างก็แสดงให้ประชาคมโลกได้เห็นว่าพระองค์ท่านมี ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นบุคคลต้นแบบ เป็น Role model ทฤษฎีการพัฒนาแบบเศรษฐกิจพอเพียง และโครงการหลวงฯ กลายเป็นเครื่องมือหลักในการปฏิรูปประเทศภูฏาน

จาก 2001-2008 เราเห็นภูฏานพัฒนาดัชนีชี้วัดประเมินการพัฒนาของตนเองที่เรียกว่า Gross National Happiness (GNH) เราเห็นการปรับปรุงระบบสาธารณสุข แบบ Universal Health Coverage เราเห็นการขยายโอกาสการศึกษา เราเห็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ปี 2008 เราราชอาณาจักรพุทธแห่งสุดท้ายบนเทือกหิมาลัย ภูฏาน เปลี่ยนสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
 เราเห็นสถาบันกษัตริย์ที่ผูกพันกับศาสนาที่เป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่เข้มแข็ง เราเห็นพระราชวงศ์ที่ใกล้ชิดเป็นกันเองร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน

เราเห็น Bhutan Model ที่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็น Role Model

ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ ประชาชน คือ เสาหลักของการพัฒนาประเทศ

ในเวลาที่โลกระส่ำ ฝรั่งเศสประท้วงเพราะรัฐบาลจะลดงบประมาณ ลดสวัสดิการ ลดวันหยุด ของประชาชน แต่ยังเอาเงินไปสนับสนุนสงคราม, อังกฤษประท้วงต่อต้านคนต่างชาติ ต่างอัตลักษณ์, สหรัฐอเมริกายิงทิ้งผู้ที่คิดต่างจากตนเอง, อิสราเอลถล่มการ์ตาทั้งที่เขาต้องการเป็นตัวกลางในการสร้างสันติภาพ... 

ผมว่าไทยเราเองต้องสร้าง model การเมือง การปกครอง การพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นของเราเอง เพื่อผลประโยชน์ของคนไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top