‘อาจารย์อุ๋ย’ จี้รัฐบาลออกกฎกระทรวง!! บังคับมูลนิธิเปิดงบออนไลน์ แยกบัญชีรับบริจาคจากบัญชีส่วนตัว ชูต้นแบบออสเตรเลียกู้ศรัทธาองค์กรการกุศล ชี้เปิดบัญชีให้เห็น ก่อนประชาชนหมดศรัทธา
อาจารย์อุ๋ยจี้รัฐบาลออกกฎกระทรวงอุดช่องโหว่เงินบริจาค! บังคับมูลนิธิเปิดงบออนไลน์ ยกกฎหมายออสเตรเลียกู้วิกฤตศรัทธา !
31 ตุลาคม 2569-- นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟสบุ๊คแสดงความเห็นว่า
"ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการบริหารเงินบริจาคและบัญชีธนาคารของมูลนิธิองค์กรทำดี ทำให้สังคมกลับมาตั้งคำถามถึงความโปร่งใสขององค์กรการกุศลต่าง ๆ อีกครั้ง แม้ข้อเท็จจริงของแต่ละกรณีต้องตรวจสอบอย่างเป็นธรรมและรับฟังคำชี้แจงของผู้เกี่ยวข้อง แต่ปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้คือ ปัจจุบันประชาชนยังไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างสะดวกว่า เงินที่ตนบริจาคไปได้ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิมากน้อยเพียงใด
เงินบริจาคเกิดจากความไว้วางใจ บางคนแบ่งเงินจากรายได้เพียงเล็กน้อยเพื่อช่วยผู้ป่วย เด็ก หรือผู้ประสบภัย ผู้บริจาคจึงควรเข้าถึงข้อมูลการใช้เงินได้โดยสะดวก โดยไม่ต้องรอให้เกิดข่าวฉาวแล้วค่อยตามหาคำตอบ และไม่ควรต้องพึ่งคำยืนยันของผู้บริหารองค์กรเพียงฝ่ายเดียว
ปัจจุบันกฎหมายเกี่ยวกับการกำกับดูแลมูลนิธิอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 110 ถึง 136 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยมาตรา 135 เปิดให้บุคคลขอตรวจหรือขอสำเนาเอกสารเกี่ยวกับมูลนิธิที่นายทะเบียนเก็บรักษาไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ระบบที่ประชาชนต้องยื่นคำขอตรวจเอกสารยังไม่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล รัฐควรกำหนดให้ข้อมูลสำคัญต้องถูกเผยแพร่ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ผู้บริจาคเข้าไปตรวจสอบได้ทันทีจากโทรศัพท์มือถือของตนเอง
ออสเตรเลียมีตัวอย่างทางกฎหมายที่ชัดเจน ตาม Australian Charities and Not-for-profits Commission Act 2012 มาตรา 60-5 กำหนดให้องค์กรการกุศลที่จดทะเบียนส่งรายงานข้อมูลประจำปี ส่วนมาตรา 60-10 กำหนดให้องค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ส่งรายงานการเงิน พร้อมรายงานผู้สอบบัญชีหรือผู้สอบทานตามเงื่อนไขของกฎหมาย
สาระสำคัญอยู่ที่มาตรา 40-5 ซึ่งกำหนดให้นำรายงานดังกล่าวเข้าไว้ในทะเบียนสาธารณะ รวมถึงข้อมูลสำคัญขององค์กรและผู้รับผิดชอบ โดยมาตรา 40-5(3) และ (4) กำหนดให้ทะเบียนเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์และเปิดให้ประชาชนตรวจดูบนอินเทอร์เน็ต ประชาชนจึงเข้าถึงข้อมูลที่เผยแพร่ได้โดยไม่ต้องยื่นคำร้องขอเอกสารเป็นรายกรณี ทั้งนี้ กฎหมายมีข้อยกเว้นในการเปิดเผยข้อมูลบางประเภท และกำหนดภาระการรายงานแตกต่างกันตามขนาดและลักษณะองค์กร
ประเทศไทยสามารถนำหลักการนี้มาปรับใช้ได้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยควรเร่งใช้อำนาจตามมาตรา 136 (4) ซึ่งครอบคลุมการดำเนินกิจการและการทะเบียนมูลนิธิ ประกอบมาตรา 136 (5) และสิทธิการตรวจเอกสารตามมาตรา 135 เพื่อออกกฎกระทรวงยกระดับการรายงานและการเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งการกำหนดมาตรฐานความโปร่งใสเช่นนี้ ฝา่ายบริหารมีฐานอำนาจทางกฎหมายให้ดำเนินการได้ โดยต้องออกแบบรายละเอียดให้อยู่ในขอบเขตกฎหมายแม่บท ไม่จำเป็นต้องตั้งต้นด้วยการรอแก้กฎหมายทั้งระบบ
กฎกระทรวงควรกำหนดให้มูลนิธิที่เปิดรับบริจาคจากประชาชนเผยแพร่รายงานกิจการ งบการเงิน ยอดรับบริจาค ค่าใช้จ่ายช่วยเหลือ ค่าใช้จ่ายบริหาร และเงินคงเหลือของโครงการ ตลอดจนรายชื่อกรรมการ โดยจัดให้มีฐานข้อมูลกลางที่ค้นหาและดาวน์โหลดได้ง่าย พร้อมกำหนดเส้นตายการส่งและเผยแพร่ข้อมูลให้ชัดเจน ภาระการจัดทำและตรวจสอบบัญชีควรเหมาะสมกับขนาดและยอดเงินของแต่ละมูลนิธิ
พร้อมกันนี้ ควรกำหนดหลักเกณฑ์ให้การรับบริจาคในนามมูลนิธิเข้าบัญชีชื่อมูลนิธิ แยกจากบัญชีส่วนบุคคล มีหลักฐานรับจ่ายและตรวจสอบย้อนหลังได้ รวมทั้งเปิดเผยรายการเกี่ยวโยงกับกรรมการหรือบุคคลใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ส่วนข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริจาคและผู้รับความช่วยเหลือ โดยเฉพาะข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วย ต้องได้รับการปกปิดอย่างเหมาะสม
รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้ข่าวฉาวแต่ละครั้งจบลงเพียงการถกเถียงว่าใครพูดจริงหรือใครทำผิด แล้วปล่อยระบบตรวจสอบไว้เหมือนเดิม เพราะความคลุมเครือขององค์กรหนึ่งสามารถบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อองค์กรการกุศลอื่นที่ทำงานอย่างสุจริต และกระทบถึงผู้เดือดร้อนที่กำลังรอความช่วยเหลือ
รัฐบาลควรเร่งออกกติกาให้ชัดว่า มูลนิธิที่รับเงินบริจาคจากประชาชนต้องเปิดเผยว่าได้เงินมาเท่าไร ใช้ไปกับอะไร และเหลืออยู่เท่าไร คนบริจาคจะได้ไม่ต้องรอให้เป็นข่าวก่อนจึงรู้ว่าเงินของตัวเองไปอยู่ที่ไหน ส่วนมูลนิธิที่ทำงานสุจริตก็จะได้มีหลักฐานให้สังคมเห็น ไม่ต้องพลอยเสียชื่อไปด้วย
ด้วยความปรารถนาดี
https://www.facebook.com/share/p/1E6xaA6hxC/?mibextid=wwXIfr








