Thursday, 22 October 2026
อินฟินีออน

‘อินฟินีออน’ ยกระดับไทยสู่ฐานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก ลุยตั้งโรงงานในสมุทรปราการ คาดเปิดเดินเครื่องได้ต้นปี 69

(14 ม.ค. 68) "บีโอไอ" ร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงาน "อินฟินีออน" ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์เบอร์ 1 เยอรมนี สำหรับอีวี ดาต้าเซ็นเตอร์ แบตเตอรี่ อุปกรณ์เกี่ยวกับพลังงานสะอาด เป็นแห่งที่ 3 ในโลก คาดเปิดต้นปี 2569 พร้อมตั้งศูนย์วิจัยผนึกบุคลากร ยกระดับไทยสู่ฐานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Advanced Packaging) ประเภท Power Module ซึ่งเป็นเซมิคอนดักเตอร์ที่ใช้ในอุปกรณ์ควบคุมระบบไฟฟ้า ที่จังหวัดสมุทรปราการ ของบริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) ในเครือ Infineon Technologies AG

ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของเยอรมนี โดยมีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ของโลก สำหรับผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ให้กำลังไฟในงานอุตสาหกรรม (Power Electronics) อีกทั้งยังเป็นผู้ผลิต Power Module รายแรกของโลกด้วย

โรงงานผลิต Power Module ของอินฟินีออนในประเทศไทยแห่งนี้ ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จและพร้อมเปิดดำเนินงานในช่วงต้นปี 2569 โดยเน้นป้อนให้กับกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบกักเก็บพลังงาน และกลุ่มอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดเป็นหลัก

นอกจากนี้ บริษัทจะลงทุนสร้าง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาสำหรับผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์” เพื่อใช้สนับสนุนการดำเนินงานในโครงการ รวมถึงบริษัทในเครือที่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย อีกทั้งยังมีแผนถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยทำความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัย เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทยและช่วยยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในระดับโลก

การตัดสินใจลงทุนของบริษัท อินฟินีออนในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเข้าสู่ Supply chain ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในระดับโลก โดยเฉพาะเป็นการผลิต Advanced Packaging สำหรับผลิตภัณฑ์ Power Module เพื่อรองรับธุรกิจบริหารจัดการพลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อีกทั้งยังมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรสาขาวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้สามารถผลิตชิ้นส่วนที่ได้มาตรฐานโลก

การลงทุนครั้งนี้แสดงถึงความเชื่อมั่นของบริษัทต่อสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจและศักยภาพในการเติบโตของประเทศไทย โดยการที่รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

นายรุ๊ทเกอร์ วิจบูร์ก กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ จากบริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ กล่าวว่า การก่อสร้างโรงงานเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ของอินฟินีออนในประเทศไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการขยายฐานผลิตครั้งใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและกระจายความหลากหลายของฐานผลิตรองรับความต้องการของตลาดในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในด้านพลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการเข้าสู่ยุคดิจิทัล เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตในเชิงโครงสร้างที่สำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เราจึงจัดตั้งโรงงาน Back End ที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทยเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในอนาคต สร้างความยืดหยุ่นและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานของเรา การลงทุนในประเทศไทยครั้งนี้ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มความหลากหลายให้กับฐานผลิตและการบริหารต้นทุน เพื่อสร้างความมั่นใจและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าว่าเราจะสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายรุ๊ทเกอร์ กล่าว

ทั้งนี้ นายรุ๊ทเกอร์ วิจบูร์ก และคณะผู้บริหารจาก Infineon Technologies AG ยังได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ในวันที่ 13 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อขอบคุณรัฐบาลไทยที่ได้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการลงทุนเป็นอย่างดี และได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือในอนาคต ทั้งด้านการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทย รวมถึงการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

‘บีโอไอ’ เผย!! ‘อินฟินีออน’ ยกระดับซัพพลายเชน มุ่งผลิตชิปครบวงจร เปิดเกมรุก!! ดึง MPI ผู้ประกอบ และทดสอบชิปรายสำคัญลงทุนในไทย

(20 ก.ย. 68) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเลขานุการคณะกรรมการ นโยบายเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ เปิดเผยว่า หลังจากที่บีโอไอให้การส่งเสริมการลงทุนแก่บริษัท Infineon Technologies ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ของโลกในกลุ่มชิปสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ให้กำลังไฟในงานอุตสาหกรรม (Power Electronics) ซึ่งตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ ประเภท Power Module ที่ใช้ในอุปกรณ์ควบคุมระบบไฟฟ้า สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบกักเก็บพลังงานและการบริหารจัดการพลังงานสะอาด โดยจะเป็นศูนย์ประกอบและทดสอบชิปที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศเยอรมนีของกลุ่มอินฟินีออน มีพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานผลิตที่จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อเดือนมกราคม 2568 ที่ผ่านมา และมีแผนจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 5,000 คน นอกจากนี้ อินฟินีออนยังมีแผนดึงพันธมิตรระดับโลกเข้ามาร่วมในห่วงโซ่การผลิตในไทย เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตให้รองรับตลาดทั้งในและนอกภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ

ล่าสุด Mr. George Lee, EVP and Head of Backend Operations ผู้บริหารอินฟินีออนได้นำ Mr. Manuel Zarauza Brandulas, Group Managing Director of MPI พันธมิตรรายสำคัญเข้าพบเลขาธิการบีโอไอ และประกาศการโอนกิจการเดิมในส่วนการผลิต Backend Semiconductor สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และการสื่อสาร ที่จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีพนักงานกว่า 1,000 คน ให้กับบริษัท Malaysian Pacific Industries (MPI) จากประเทศมาเลเซีย ภายใต้บริษัท Carsem ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการประกอบ บรรจุ และทดสอบชิป (Outsourced Semiconductor Assembly, Packaging and Testing: OSAT) รายใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย ให้บริการแก่ลูกค้าทั่วโลกมานานกว่า 50 ปี โดยการโอนกิจการครั้งนี้ MPI มีข้อตกลงระยะยาวในการผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนเพื่อส่งต่อให้กับโรงงานแห่งใหม่ของอินฟินีออนที่จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อใช้ในการประกอบ Power Module นอกจากนี้ MPI ยังมีแผนขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเติมในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ขั้นสูงสำหรับชิป (Advanced Packaging) เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ารายอื่นด้วย

“การที่อินฟินีออนดึงผู้ผลิตชิปรายใหม่และเป็นพันธมิตรสำคัญอย่าง MPI ให้เข้ามาลงทุนในไทย แสดงถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทย ทั้งความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรการสนับสนุนของภาครัฐ และคุณภาพของบุคลากรไทยที่สามารถรองรับการผลิตที่มีมาตรฐานสูงได้  สำหรับในส่วนการลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่ของอินฟินีออน ส่งผลบวกอย่างมากต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย โดยนอกจากจะมีการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแล้ว บริษัทยังมีแผนพัฒนาระบบนิเวศของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานด้านนวัตกรรมของไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรสาขาวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในซัพพลายเชนด้วย” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 การลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ขอรับการส่งเสริมมากถึง 168 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.08 แสนล้านบาท

‘อนุทิน’ เปิดโรงงาน “อินฟินีออน” ยักษ์ใหญ่เซมิคอนดักเตอร์จากเยอรมนี ตั้งฐานเซมิคอนดักเตอร์ครั้งที่ 3 ลงทุน 48,000 ล้านบาทในไทย สร้างบุคลากรทักษะสูงกว่า 5,000 คน เชื่อมไทยสู่ยุทธศาสตร์ AI แห่งอนาคต

นายกฯ อนุทิน เปิดโรงงาน “อินฟินีออน” รุกตั้งฐานเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในไทย

นายกรัฐมนตรีเปิดโรงงานเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ของ “อินฟินีออน” ตั้งฐานผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) แห่งที่ 3 ของบริษัท ต่อจากเยอรมนีและจีน ตอกย้ำบทบาทของไทยในเครือข่ายการผลิตของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก พร้อมต่อยอดการลงทุนสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากรทักษะสูง งานวิจัย และโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานแห่งใหม่ของบริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ แมนูแฟคเชอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ณ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นาย Michael Reiffenstuel เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย และนาย Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ เอจี (Infineon Technologies AG) จากประเทศเยอรมนี เข้าร่วมพิธี โดยโรงงานดังกล่าวได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 48,000 ล้านบาท ครอบคลุมการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) การทดสอบวงจรรวม (IC) และเวเฟอร์ (Wafer) รวมถึงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีเปิดว่า “การเปิดโรงงานอินฟินีออนแห่งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีต่อประเทศไทย และเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก การลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ เพื่อพัฒนาระบบนิเวศให้ครบวงจร และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาคในอนาคต โดยรัฐบาลจะสนับสนุนการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการต่าง ๆ อาทิ Thailand FastPass ที่ช่วยให้โครงการเชิงยุทธศาสตร์เดินหน้าได้รวดเร็ว เพื่อสร้างคุณค่าให้กับประเทศไทยในระยะยาว”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “วันนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับเศรษฐกิจจาก Digital Economy สู่ Intelligence Economy เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับไฟฟ้าและระบบสื่อสารในอดีต การลงทุนของอินฟินีออนจึงไม่ใช่เพียงการเปิดโรงงานแห่งใหม่ แต่เป็นการพาไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าเทคโนโลยีโลก และเป็นส่วนสำคัญของแนวทาง All in AI ที่มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศรองรับเศรษฐกิจ AI ควบคู่กับ AI in All ที่นำ AI ไปยกระดับผลิตภาพในทุกภาคส่วน รัฐบาลต้องการต่อยอดการลงทุนนี้ให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และการสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เชื่อมโยงตั้งแต่พลังงาน เซมิคอนดักเตอร์ ข้อมูล ไปจนถึง AI เพื่อให้การลงทุนของบริษัทระดับโลกสร้างโอกาสต่อเนื่องไปถึงคนไทย ธุรกิจไทย และอุตสาหกรรมไทย”

ไทยเพิ่มบทบาทในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก

โรงงานแห่งใหม่นี้เป็นฐานการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) แห่งที่ 3 ของอินฟินีออน ต่อจากเยอรมนีและจีน โดยเริ่มจากเฟส 1 (Module A) และมีแผนขยายได้ถึง 5 เฟส (Module A-E) หากขยายการลงทุนจนครบทั้ง 5 เฟสแล้ว จะถือเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ในขั้นการประกอบและทดสอบ (Back-end) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของอินฟินีออน ด้วยพื้นที่คลีนรูมที่ใช้ในการผลิตรวม 150,000 ตารางเมตร มากกว่าโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในปัจจุบันราว 2 เท่า

การเปิดโรงงานในครั้งนี้ บริษัทได้ลงทุนติดตั้งเครื่องจักรและจะเปิดสายการผลิตเฟสแรก (Module A) ซึ่งมีพื้นที่ห้องคลีนรูมที่ใช้ในการผลิตขนาด 30,000 ตารางเมตร รวมทั้งจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบในประเทศไทย สะท้อนความมุ่งมั่นของอินฟินีออนในการลงทุนระยะยาว และความเชื่อมั่นในบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก โดยต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ที่ไทยมีอยู่เดิม สู่การเพิ่มขีดความสามารถในกิจกรรมที่หลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งการผลิต การทดสอบ และการวิจัยและพัฒนา

นาย Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ เอจี (Infineon Technologies AG) ประเทศเยอรมนี เปิดเผยว่า “การที่บริษัทเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่นี้ เพราะไทยมีความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรม ทั้งฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง การมีกลุ่มผู้ประกอบการเซมิคอนดักเตอร์อยู่แล้ว ความพร้อมด้านบุคลากรและสถาบันการศึกษา รวมถึงทำเลที่สามารถเชื่อมโยงกับตลาดที่กำลังเติบโตในเอเชีย ขณะเดียวกัน ฐานการผลิตในไทยยังช่วยให้อินฟินีออนกระจายเครือข่ายการผลิตในแต่ละภูมิภาคได้อย่างสมดุล เพิ่มความยืดหยุ่นและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และรองรับการเติบโตของตลาดในอนาคต”

Power Semiconductor เทคโนโลยีสำคัญรับเมกะเทรนด์โลก

Power Semiconductor หรือชิปควบคุมพลังงาน เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ช่วยควบคุมและแปลงพลังงานไฟฟ้าในอุปกรณ์ทุกชนิด เพื่อให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียพลังงานและความร้อน จึงถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตทั่วโลก ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ เครื่องจักรและหุ่นยนต์ในโรงงาน ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์และระบบเทคโนโลยี AI

การเติบโตของ AI ทำให้ความต้องการด้านการประมวลผลและดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มสูงขึ้นมาก ประกอบกับการขยายตัวของเทคโนโลยี AI เชิงกายภาพ (Physical AI) เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot) และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ใช้ AI ในการควบคุมการทำงาน ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยเทคโนโลยีด้านการจัดการและแปลงพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้อุตสาหกรรมแห่งอนาคตเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการ Power Semiconductor ของบริษัทในอนาคต โดยตลาดชิปควบคุมพลังงานทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นกว่า 107,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2578

สำหรับประเทศไทย กลุ่มชิปที่เกี่ยวข้องกับระบบควบคุมพลังงาน (Power Semiconductor) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายตามยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งมุ่งพัฒนาขีดความสามารถตั้งแต่การออกแบบ การผลิตเวเฟอร์ การประกอบและทดสอบชิป ไปจนถึงการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module)

และระบบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการดึงดูดเทคโนโลยีใหม่ เช่น ซิลิคอนคาร์ไบด์ (Silicon Carbide: SiC)และแกลเลียมไนไตรด์ (Gallium Nitride: GaN) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับชิปประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ การลงทุนของอินฟินีออนในครั้งนี้ จึงช่วยเติมเต็มขีดความสามารถของไทยในกลุ่มชิปควบคุมพลังงาน และเชื่อมโยงกับฐานอุตสาหกรรมสำคัญที่ไทยมีอยู่ ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ และพลังงาน

โรงงานแห่งใหม่นี้ได้ออกแบบเป็นโรงงานอัตโนมัติ (Autonomous Factory) ตั้งแต่เฟสแรก โดยนำระบบอัตโนมัติขั้นสูง หุ่นยนต์ ระบบขนถ่ายวัสดุอัตโนมัติ และระบบการผลิตดิจิทัลมาใช้ในโรงงาน เริ่มตั้งแต่การทดสอบเวเฟอร์ (Wafer Testing) ซึ่งถือเป็นส่วนต้นน้ำของกระบวนการผลิตชิป (Front-end) ควบคู่ไปกับการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) และการทดสอบวงจรรวม (IC) ซึ่งถือเป็นการผลิตขั้นปลายของเซมิคอนดักเตอร์ (Back-end) ในโรงงานเดียวกัน นับเป็นแห่งแรกของอินฟินีออนที่ผสานงานทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการผลิต และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตตามเมกะเทรนด์สำคัญของโลก ทั้ง Digitalization, Electrification และ Energy Transition

จากมูลค่าเงินลงทุน สู่ “คุณค่าการลงทุน” ในประเทศไทย

ทิศทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของบีโอไอ ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนหรือจำนวนโรงงาน แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทย” ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา การสร้างบุคลากรทักษะสูง และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทระดับโลก

ในแผนการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมนี้ อินฟินีออนมีแผนจ้างบุคลากรไทยรวมทั้งสิ้นกว่า 5,000 คน หรือประมาณ 1,000 คนในแต่ละเฟส โดยจะเน้นการจ้างงานด้านวิศวกรและช่างเทคนิคขั้นสูง ทั้งนี้ บีโอไอได้กำหนดเงื่อนไขให้บริษัทพัฒนาบุคลากรไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว่า 600 คน แบ่งเป็นวิศวกรในสายการผลิตกว่า 400 คน และสายวิจัยและพัฒนากว่า 200 คน พร้อมส่งบุคลากรไทยกว่า 130 คนไปฝึกอบรมเทคโนโลยีเฉพาะทางในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต การทดสอบ ระบบอัตโนมัติ การออกแบบเวเฟอร์และการประกอบชิป ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและวิจัยในประเทศ โดยร่วมพัฒนาหลักสูตรด้านเซมิคอนดักเตอร์ไม่น้อยกว่า 60 วิชา และเปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีไม่น้อยกว่า 1,100 คน เข้าร่วมฝึกอบรมและร่วมโครงการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์ Power Module รวม 680 โครงการ พร้อมทั้งร่วมทำวิจัยและพัฒนากับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในประเทศไม่น้อยกว่า 18 โครงการ ตั้งแต่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ การพัฒนาระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์และการจัดการ Big Data ไปจนถึงการพัฒนากระบวนการและผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อสร้างองค์ความรู้ บุคลากร และขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของไทยในระยะยาว

พร้อมกันนี้ อินฟินีออนยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงผู้ประกอบการในประเทศ โดยมีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย (Thai Semiconductor Industry Association: THSIA) เพื่อพัฒนาเครือข่ายซัพพลายเออร์และระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยในระยะยาว

“การที่อินฟินีออนซึ่งเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของโลกด้านชิปควบคุมพลังงาน ได้ตัดสินใจสร้างโรงงานขนาดใหญ่ และวางแผนขยายอย่างน้อย 5 เฟสในประเทศไทย เป็นเครื่องยืนยันว่าไทยมีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเป้าหมายของเราไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเป็นฐานการผลิต แต่สิ่งสำคัญคือการผลักดันให้การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาช่วยสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ ทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา การยกระดับทักษะของบุคลากรและผู้ประกอบการไทย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ของประเทศไทย บีโอไอจะผนึกกำลังหน่วยงานพันธมิตรในการสร้างระบบนิเวศและห่วงโซ่อุปทานที่สมบูรณ์ เพื่อสร้างฐานที่มั่นคงของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาว เดินหน้าสู่เป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’” นายนฤตม์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top