Wednesday, 22 July 2026
อมตะซิตี้

‘GDSI’ ปักหมุด!! ลงทุนประเทศไทย เตรียมทุ่มงบ 1 พันล้านดอลลาร์ สร้าง!! ‘ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ไฮเปอร์สเกล’ ภายในนิคมฯ อมตะซิตี้ ชลบุรี

(9 พ.ย. 67) บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ประกาศการลงนามข้อตกลงซื้อขายที่ดินกับบริษัท GDS International ผู้พัฒนาศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำจากแปซิฟิก เพื่อสร้างศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ไฮเปอร์สเกลในประเทศไทย บนพื้นภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี เพื่อตอบสนองความต้องการที่เติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจระบบคลาวด์และการจัดเก็บข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูง ซึ่งจะสนับสนุนการพัฒนากลยุทธ์ด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยคาดว่าใช้งบประมาณลงทุนถึง 1 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 5 ปี ข้างหน้า

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่ GDS International เลือกนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี เป็นที่ตั้งศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ไฮเปอร์สเกลแห่งแรกในประเทศไทย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของอมตะ และรู้สึกยินดีกับโอกาสในการร่วมมือกับหนึ่งในผู้นำสำคัญของธุรกิจศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก ความร่วมมือครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย และเป็นโอกาสสำคัญในการเติบโตเคียงข้างกัน ในฐานะผู้นำด้านการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม เรามุ่งมั่นสนับสนุนความต้องการที่หลากหลายของภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจดิจิทัลกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โครงการนี้ยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการใช้ระบบดิจิทัลและคลาวด์เพื่อผลักดันเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาค และมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการลงนามในครั้งนี้ครอบคลุมการเข้าซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และการบริการด้านพลังงานหมุนเวียน อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์บนผิวน้ำ (floating solar power)

นายวิลเลียม หวง ประธานของ GDS International กล่าวว่า การเข้ามาลงทุนในประเทศไทยครั้งนี้เรามีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลในเอเชียและตอบสนองความต้องการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และ AI ของประเทศไทย พร้อมกับการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เติบโตต่อเนื่อง การสนับสนุนจากภาครัฐบาลไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IEAT) ทำให้เราเชื่อมั่นในการเลือกประเทศไทยเป็นฐานสำคัญของเราในอาเซียน โดย GDS International มุ่งมั่นที่จะช่วยเสริมสร้างประเทศไทยให้เป็นผู้นำด้านดิจิทัลในภูมิภาคนี้

นายเจมี่ คู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GDS International กล่าวเสริมว่า การเติบโตของเทคโนโลยี AI ทำให้เกิดความต้องการบริการ Colocation เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากธุรกิจต่าง ๆ ใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและกระบวนการทำงานที่ดีขึ้น การลงทุนในประเทศไทยครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่ยังเปิดโอกาสในการจ้างงานและพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ให้กับแรงงานไทย เราตั้งใจที่จะร่วมมือกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษาในท้องถิ่นเพื่อพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลสำหรับอนาคต

นอกจากการขยายพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว GDS International ยังวางแผนที่จะผสานโซลูชันพลังงานหมุนเวียน เช่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำและเทคโนโลยีการระบายความร้อนด้วยของเหลว เพื่อลดการใช้พลังงานและตอบโจทย์เป้าหมายความยั่งยืนและความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินงานของศูนย์ไฮเปอร์สเกลนี้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

‘เอกนัฏ’ นำ 6 หน่วยงานรัฐ-เอกชนเปิดศูนย์บริการรัฐแบบเบ็ดเสร็จ ปักหมุด ‘อมตะซิตี้’ ชลบุรี เพิ่มศักยภาพออกใบอนุญาตรวดเร็ว - โปร่งใส

(4 ก.พ. 68) 6 หน่วยงานรัฐ จับมือ กลุ่มอมตะ ร่วมเปิดศูนย์ “Government All-Service Center” ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี มุ่งยกระดับการให้บริการครบวงจร กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ลดขั้นตอน อุปสรรคในการขอใบอนุญาตต่างๆ เพิ่มความเชื่อมั่นด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC พร้อมดึงนักลงทุนสู่ฐานผลิตสำคัญของประเทศ 

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 68 ) กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานส่งเสริมการลงทุน สำนักงานเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC)  การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ. ) และกลุ่มอมตะ  ร่วมพิธีเปิดศูนย์บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จให้บริการผู้ประกอบการแบบครบวงจร (Government All-Service Center ) อย่างเป็นทางการและเป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกที่จัดตั้งศูนย์ฯ นี้  โดยมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก  นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน  นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ รักษาการผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และนายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) 

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า   การดำเนินงานของศูนย์บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จแบบครบวงจร  (Government All-Service Center )   เป็นความร่วมมือของ  6  องค์กร ประกอบด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC)  สำนักงานส่งเสริมการลงทุน การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ. ) และกลุ่มอมตะ  เพื่อยกระดับการให้บริการ อำนวยความสะดวก ต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ที่เข้ามาติดต่อหน่วยราชการ สามารถใช้บริการผ่าน ศูนย์บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จฯ  ทั้งในด้านการขอใบอนุญาต การยื่นคำขอรับสิทธิประโยชน์ การขออนุญาตนำเข้า และส่งออก เป็นต้น  ที่จะครอบคลุมการให้บริการในพื้นที่ EEC  ซึ่งเป็นศูนย์ฯ แห่งแรกที่ จัดตั้ง ใน จ.ชลบุรี โดยจะเห็นว่า พื้นที่ดังกล่าวมีสถานประกอบการด้านอุตสาหกรรมจำนวนมาก ดังนั้นศูนย์ฯ จะเป็นเครื่องมือ และกลไกสำคัญในการผลักดันให้เกิดการลงทุน เพื่อให้มีความพร้อมในทุกๆด้าน นับเป็นการสนับสนุนภารกิจของกระทรวงอุตสาหกรรมภายใต้นโยบาย "การปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจใหม่" ที่มีเป้าหมายให้เศรษฐกิจไทย มีความสะอาด สะดวก และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น จึงเป็นก้าวสำคัญในการให้บริการสำหรับผู้ประกอบการและประชาชนที่เข้ามาติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ลงทุน จ.ชลบุรี 

“ ความร่วมมือภาครัฐ และเอกชนในครั้งนี้ เป็นการยกระดับบริการให้กับผู้ประกอบการที่สามารถลดระยะเวลากับหน่วยราชการในขั้นตอนต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว ทำให้เกิดความเชื่อมั่นกับนักลงทุนที่จะเข้ามาใช้พื้นที่ ใน EEC  เพื่อการลงทุน ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคการผลิต ในการวางระบบการบริหารจัดการด้านการติดต่อหน่วยงานราชการให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งในอดีตอาจต้องใช้ระยะเวลายาวนาน ทำให้สูญเสียโอกาสในการลงทุนของผู้ประกอบการ” 

ด้านนายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการเปิดศูนย์บริการแห่งนี้ว่า  “การจัดตั้งศูนย์บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ “ เป็นกลไกที่สำคัญ ที่จะเอื้อต่อการลงทุน  เพราะพื้นที่การลงทุนในภาคตะวันออก มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจประเทศ ทั้งการนำเข้า และส่งออกสินค้า นับเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค ดังนั้นการอำนวยความสะดวก ในด้านการขอใบอนุญาตต่าง ๆจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการให้บริการ ให้สอดรับกับภาวะการแข่งขัน และยังคงรักษาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศได้ 

“Government All-Service Center” ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน   เป็นการผนึกกำลังร่วมกัน ระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านการอนุมัติ และอนุญาต จากหน่วยราชการที่มีประสิทธิภาพ สู่การพัฒนาประเทศในยุคที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และทันสมัยอย่างแท้จริง.”นายวิกรม กล่าว

นายพรรษา ใจชน ผู้จัดการฝ่ายประสานงานราชการและนิติกรรม บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้บริหารศูนย์บริการราชการ Government All-Service Center เปิดเผยถึงแนวทางการบริหารจัดการศูนย์ฯ ว่า อมตะมุ่งเน้นการให้บริการและรองรับกิจกรรมต่างๆ ของผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป เพื่อสอดคล้องกับปรัชญา “All Win” ซึ่งเป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจของกลุ่มอมตะ

“ปัจจุบันศูนย์บริการราชการ พร้อมให้บริการผ่าน 6 หน่วยงานหลัก และในอนาคต กลุ่มอมตะมีแผนขยายการให้บริการเพิ่มเติม โดยเชิญหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และองค์กรที่มีบทบาทสำคัญต่อสังคมเข้ามาให้บริการภายในพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมอมตะ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจและประชาชนได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นายพรรษา กล่าว

อย่างไรก็ตาม นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยมีผู้ประกอบการมากกว่า 800 ราย เข้าดำเนินธุรกิจอยู่ในพื้นที่ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการให้บริการที่มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนรองรับนักลงทุนใหม่ที่เล็งเห็นศักยภาพของอมตะ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้พื้นที่แห่งนี้เติบโตเป็นศูนย์กลางธุรกิจและอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งได้ในอนาคต

ผลตรวจ 19 โรงงานอมตะซิตี้!! กนอ.ปูพรมตรวจโรงงานกลุ่มเสี่ยงอมตะซิตี้ ระยอง ยืนยันไม่พบปล่อยน้ำเสียลงคลองภูไทร ยืนยันโรงงานแยกระบบน้ำเสีย–น้ำฝนตามมาตรฐาน กนอ.ย้ำหากฝ่าฝืนสั่งระงับกิจการทันที

กนอ.เผยผลสุ่มตรวจ 19 โรงงานกลุ่มเป้าหมาย อมตะซิตี้ ระยอง“ไม่พบการลักลอบปล่อยน้ำเสีย”
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เผยผลตรวจ 19 โรงงานกลุ่มเป้าหมาย ที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้โรงบำบัดน้ำเสียแห่งที่ 3 แห่งที่ 4 และบริเวณใกล้คลองภูไทร นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง“ไม่พบการลักลอบปล่อยน้ำเสีย” ชี้เหตุน้ำเอ่อเกิดจากดินทรุดบ่อพักน้ำหลังการบำบัด สั่งแก้ด่วน! ย้ำโรงงานไหนฝ่าฝืน สั่งระงับกิจการทันทีไม่มีข้อยกเว้น

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบการระบายน้ำลงสู่ลำคลองสาธารณะและพื้นที่บุคคลอื่นที่อยู่ใกล้เคียง นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ระหว่างวันที่14-15 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดย กนอ. ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กนอ. ได้จัดตั้ง คณะทำงานรวมทั้งสิ้น 35 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง,ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี, ผู้อำนวยการกองควบคุมมลพิษ,ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด , กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะซิตี้ ระยอง จำกัดและบริษัท อมตะ ยู จำกัด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากทุกหน่วยงาน โดยคณะทำงานแบ่งออกเป็น 4 ทีม ปูพรมเข้าตรวจสอบตามแผนเฝ้าระวังโรงงานกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งอยู่บริเวณโรงบำบัดน้ำเสียแห่งที่ 3 (อยู่ระหว่างก่อสร้าง) แห่งที่ 4 และบริเวณใกล้เคียงคลองภูไทร โดยเบื้องต้นได้เข้าตรวจสอบระบบภายในเสร็จสิ้นแล้วจำนวน 19 โรงงาน โดยจากการส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบโรงงานกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวอย่างละเอียด ปรากฎว่า ไม่พบโรงงานใดที่มีเจตนาฝ่าฝืนหรือลักลอบปล่อยน้ำเสียจากกระบวนการผลิตออกสู่คลองภูไทร หรือลงสู่ระบบระบายน้ำฝนส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรมแต่อย่างใด อีกทั้งทุกโรงงานได้มีการแยกระบบระบายน้ำเสียออกจากระบบระบายน้ำฝนอย่างชัดเจน ก่อนระบายเข้าสู่ระบบสาธารณูปโภคของนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยจัดการคุณภาพน้ำให้เป็นไปตามมาตรฐานที่นิคมอุตสาหกรรมกำหนด ก่อนระบายลงสู่ระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม สำหรับจุดที่เป็นสาเหตุหลักของเหตุการณ์น้ำไหลเข้าสู่รางระบายน้ำฝนและพื้นที่ใกล้เคียงในครั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า เกิดจากการใช้น้ำหลังการบำบัดรดพื้นที่สีเขียวในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น การรั่วซึมและการทรุดตัวของชั้นดินบริเวณข้างบ่อพักน้ำหลังการบำบัด โดย กนอ. ได้ดำเนินมาตรการตอบโต้สถานการณ์ทันที โดยสั่งการให้ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ปิดกั้นรางระบายน้ำฝนเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำดังกล่าวรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ พร้อมสั่งการให้เร่งปรับปรุงแก้ไขระบบบ่อพักน้ำและจุดที่ดินทรุดตัวให้คืนสู่สภาพสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด รวมถึงการฟื้นฟูคลองภูไทรและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

“กนอ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เติบโตควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคมให้เดินหน้าไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน โดยขอย้ำเตือน ให้โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมปฏิบัติตามกฎหมายโรงงานและข้อบังคับของ กนอ. อย่างเคร่งครัด โดยระบบระบายน้ำเสียจะต้องแยกออกจากระบบระบายน้ำฝนอย่างเด็ดขาด และต้องมีบ่อตรวจคุณภาพน้ำอย่างน้อย 1 บ่อ หากตรวจพบการฝ่าฝืน กนอ. จะใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งการลงโทษและระงับการกระทำที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบทันที” ผู้ว่าการ กนอ.กล่าวปิดท้าย

กองสื่อสารองค์กร
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

อมตะซิตี้ ลาว ลุย EV Truck Park ลงนาม MOU ร่วมกับพีทีที ลาว ศึกษาพัฒนา EV Truck Park ในลาว หนุนโลจิสติกส์สีเขียว ไทย–ลาว–จีน ตั้งเป้า 30% ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายใน 2030

อมตะซิตี้ ลาว จับมือ พีทีที ลาว ศึกษาพัฒนา EV Truck Park
หนุนโลจิสติกส์สีเขียว เชื่อมการค้าไทย–ลาว–จีน

อมตะซิตี้ ลาว และบริษัท พีทีที (ลาว) จำกัด ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา EV Truck Park ภายในโครงการ “อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ” แขวงอุดมไช และ “อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาเตย” แขวงหลวงน้ำทา สปป. ลาว รองรับการขนส่งด้วยรถบรรทุกไฟฟ้าบนเส้นทางเศรษฐกิจไทย–ลาว–จีน พร้อมวางรากฐานระบบโลจิสติกส์สีเขียวและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ลดการปล่อยคาร์บอน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของภูมิภาค สอดรับนโยบายรัฐบาล สปป. ลาว ในการขับเคลื่อนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ดร.มโนทอง วงศ์สาย รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป. ลาว (MOIC) เปิดเผยว่า ทางกระทรวงฯ พร้อมให้การสนับสนุนโครงการรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) และโครงการพัฒนาที่จอดรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck Park) ของอมตะอย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นโครงการที่สอดรับกับนโยบายแห่งชาติในการเร่งขับเคลื่อนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดมลพิษจากการขนส่ง ยกระดับระบบโลจิสติกส์สีเขียว และใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ทางรัฐบาล สปป. ลาว ยังได้ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็น 30% ภายในปี 2030 ควบคู่กับการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งด้านสถานีอัดประจุไฟฟ้า ศูนย์บริการและบำรุงรักษา รวมถึงมาตรการสนับสนุนด้านการเงินและความร่วมมือทางเทคโนโลยี เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการขนส่ง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ความร่วมมือครั้งนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงการขนส่งด้วยรถบรรทุกไฟฟ้าเข้ากับระบบรถไฟลาว–จีน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าในแนวระเบียงเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และยกระดับบทบาทของ สปป. ลาว ในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงการขนส่งทางบกของภูมิภาค บนพื้นฐานของการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน

นายวรงค์ ตังประพฤทธิ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะซิตี้ ลาว จำกัด กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัท พีทีที (ลาว) จำกัด ถือเป็นก้าวสำคัญในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ EV Truck Park เพื่อรองรับการขนส่งด้วยรถบรรทุกไฟฟ้าในพื้นที่ภาคเหนือของ สปป. ลาว ด้วยศักยภาพของอมตะในฐานะผู้พัฒนาเมืองอุตสาหกรรมและพื้นที่ยุทธศาสตร์ผสานกับความเชี่ยวชาญด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของพีทีที ลาว เพื่อวางรากฐานระบบโลจิสติกส์สีเขียวบนเส้นทางเศรษฐกิจไทย–ลาว–จีน

"โครงการนี้มีเป้าหมายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการขนส่งด้วยรถบรรทุกไฟฟ้า เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งข้ามพรมแดน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนบทบาทของ สปป. ลาว ในการก้าวสู่ศูนย์กลางการเชื่อมโยงโลจิสติกส์และการลงทุนของภูมิภาค" นายวรงค์กล่าว

ด้านนายพีรเวท ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที (ลาว) จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัท พีทีที ลาว พร้อมนำองค์ความรู้ด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานมาร่วมศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ทั้งในด้านเทคนิค การลงทุน และรูปแบบการดำเนินธุรกิจ เพื่อพัฒนาระบบการขนส่งที่เชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Mobility) และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งพลังงานสะอาดของภูมิภาค
ภายใต้กรอบความร่วมมือ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ ประเมินศักยภาพทางเทคนิค วิเคราะห์รูปแบบการลงทุน และจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อขับเคลื่อนโครงการ โดยอมตะซิตี้ ลาว เข้ามาสนับสนุนพื้นที่และการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ ขณะที่พีทีที ลาว จะสนับสนุนด้านเทคโนโลยี ระบบพลังงาน และการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

โครงการ EV Truck Park มีแนวคิดพัฒนาเป็นศูนย์บริการครบวงจรสำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าบนเส้นทางขนส่งหลักของภูมิภาค รองรับระบบชาร์จไฟกำลังสูง (Ultra-fast Charging) พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ประกอบการและผู้ขับขี่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งระยะไกล ยกระดับความปลอดภัย และสนับสนุนการใช้งานรถบรรทุกไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของทั้งสององค์กรในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดและระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของการค้าและการลงทุนตามแนวระเบียงเศรษฐกิจไทย–ลาว–จีน พร้อมสนับสนุนบทบาทของ สปป. ลาว ในการก้าวสู่ศูนย์กลางการเชื่อมโยงการขนส่งและห่วงโซ่อุปทานสีเขียวของอาเซียน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top