Friday, 5 June 2026
สะพานมิตรภาพไทยลาว

8 เมษายน พ.ศ. 2537 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงร่วมพิธีเปิด ‘สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1’

วันนี้ เมื่อ 29 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงร่วมพิธีเปิด ‘สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1’   สะพานข้ามแม่น้ำโขงขนาดใหญ่แห่งแรก ที่เชื่อมต่ออำเภอเมืองหนองคายกับบ้านท่านาแล้ง สปป.ลาว

สะพานแห่งนี้ถือได้ว่า เป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือระหว่าง 3 ประเทศ คือ ไทย - ออสเตรเลีย - ลาว  แนวคิดในการสร้างสะพานเชื่อมระหว่าง 2 ประเทศมีมาตั้งแต่ปี 2499  จนกระทั่ง พ.ศ. 2531  พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีไทยในขณะนั้นได้เดินทางไปเยือน สปป. ลาว ผู้นำคณะรัฐบาลของทั้งสองฝ่ายออกแถลงการณ์ร่วมตกลงในหลักการให้มีการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงเพื่อเชื่อมหนองคาย-เวียงจันทน์ ต่อมา พ.ศ. 2532 นายโรเบิร์ต ฮอว์ค นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียในขณะนั้น เดินทางมาเยือนประเทศไทย และออกแถลงการณ์ในนามรัฐบาลออสเตรเลียที่จะสนับสนุนเงินช่วยเหลือค่าก่อสร้างสะพานผ่านความร่วมมือระหว่างผู้แทนจากไทยและลาว

เวลาเปลี่ยน เมืองไทยเปลี่ยน : สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 5

รัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนาประเทศไทยอย่างไม่หยุดยั้ง อีกหนึ่งโครงการใหญ่ในภาคอีสาน ‘สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 5’ ข้ามแม่น้ำโขง เชื่อมบึงกาฬ-บอลิคำไซ ความยาวกว่า 1,350 เมตร 

8 เมษายน พ.ศ. 2537 ‘ในหลวง ร.9’ เสด็จฯ เปิด ‘สะพานมิตรภาพไทย-ลาว’ สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งแรก สร้างผลประโยชน์ในด้าน ‘เศรษฐกิจ-สังคม-วัฒนธรรม’ ของทั้งสองประเทศ

เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2537 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย และนายหนูฮัก พูมสะหวัน ประธานประเทศลาว ทรงเป็นประธานทำพิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว สะพานข้ามแม่น้ำโขงขนาดใหญ่แห่งแรก เชื่อมต่อหมู่ที่ 1 คุ้มจอมมณี ตำบลมีชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคายของประเทศไทย เข้ากับบ้านท่านาแล้ง เมืองหาดซายฟอง นครหลวงเวียงจันทน์ของประเทศลาว

ทั้งนี้ ตัวสะพานมีความยาว 1,170 เมตร มีทางรถ 2 ช่องจราจร ทางเท้า 2 ช่องทาง และรถไฟทางเดี่ยวกว้าง 1 เมตร ตั้งอยู่กึ่งกลาง ใช้งบประมาณก่อสร้าง 30,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ด้วยความช่วยเหลือจากรัฐบาลออสเตรเลีย ใช้ระยะเวลาก่อสร้างระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2534 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2537

นอกจากนี้ สะพานแห่งนี้ได้ช่วยสร้างความสัมพันธ์ไทย-ลาว ให้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ชาวอีสานและชาวลาวเรียกสะพานนี้ว่า ‘ขัวมิดตะพาบ’

‘มนพร’ ย้อนรอย 21 ปี ‘ทักษิณ’ ครม.สัญจรนครพนม พร้อมอนุมัติสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3

‘มนพร’ ย้อนรอย 21 ปี อดีตนายกทักษิณ จัด ครม.สัญจร ครั้งแรก เมื่อปี 2547 ที่นครพนม อนุมัติงบสร้างสะพานมิตรภาพ ข้ามโขงไทย ลาว แห่ง ที่ 3 นครพนม – คำม่วน เกิดจุดเปลี่ยนด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ส.ส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กย้อนรอย คิดถึงอดีตนายกทักษิณ จัด ครม.สัญจรครั้งแรก ที่จังหวัดนครพนม เมื่อปี 2547 พร้อมระบุว่า ย้อนรอย 21 ปี อดีตนายกทักษิณ จัด ครม.สัญจร ครั้งแรก เมื่อปี 2547 ที่นครพนม อนุมัติงบสร้างสะพานมิตรภาพ ข้ามโขงไทย ลาว แห่ง ที่ 3 นครพนม - คำม่วน  เกิดจุดเปลี่ยนด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว

วันนี้ 9 กันยายน 2568 ถือเป็นวันสำคัญทางประศาสตร์ทางการเมือง เนื่องจากกระบวนการยุติธรรม ศาลดีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้ อดีตนายก ทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของไทย ได้รับการบังคับโทษ จำคุก 1 ปี  จากปัญหาคดีทางการเมือง ต้องบอกว่า เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ที่ต้องโทษจำคุก ในฐานะที่เป็นผู้แทน ชาวนครพนม ต้องขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัว และชื่นชมในความมีสปิริตทางการเมือง น้อมรับคำตัดสินของศาล ในฐานะประชาชนคนไทย ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่ต้องจารึก เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี คนแรกที่ต้องโทษติดคุก ทั้งที่ เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีผลงานพัฒนาประเทศ สร้างความกินดี อยู่ดี ให้ประชาชน คนไทย มาตลอด หลายนโยบาย ที่คนไทยได้ใช้ประโยชน์ จากอดีตถึงปัจจุบัน ตั้งแต่โครงการ แจกเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน พักหนี้เกษตรกร แก้หนี้นอกระบบ และอีกหลายโครงการ ล้วนเกิดประโยชน์ ต่อประชาชนคนไทย

มาถึงวันนี้ ต้องอดพูดถึงไม่ได้ ว่า  อดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของไทย เป็นอีกคนสำคัญ ที่มีส่วนจุดเริ่มต้นสร้างความเปลี่ยนแปลง ด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ของ จ.นคพรนม  ย้อนไปเมื่อปี  247  อดีตนายก ทักษิณชินวัตร มีการนำคณะรัฐมนตรี มาจัดประชุมสัญจรครั้งแรก  ของ จ.นครพนม มีการอนุมัติโครงการที่สำคัญให้กับ จ.นครพนม คือโครงการสร้างสะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่ 3 ข้ามแม่น้ำโขง นครพนม-คำม่วน เชื่อมไปยัง ลาว เวียดนาม และจีน งบประมาณกว่า 1,700 ล้านบาท รวมถึงการผลักดันก่อตั้งมหาวิทยาลัยนครพนม สร้างโอกาส สร้างอนาคต ทางการศึกษา แก่ลูกหลานเยาวชน 

นอกจากนี้ ยังได้เห็นความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ไทยกับเวียดนาม เนื่องจากลุงโฮ  อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์  เคยมาพำนัก ที่ บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม ในช่วงปี 2471 – 2473 ก่อนที่จะกลับไปกอบกู้เอกราช ทั้งนี้อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ได้ผลักดันสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ หมู่บ้านมิตรภาพไทยเวียดนาม ที่บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม  โดยมี อดีต นายกทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิด เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2547  กลายเป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ของนครพนม ต่อมาทางเวียดนาม ได้สนับสนุนงบประมาณ ดำเนินการก่อสร้างอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์  หรือ  ลุงโฮ   อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ เมื่อปี 2559 กลายเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ ของนครพนม

ในฐานะที่เป็น ตัวแทนของชาวนครพนม รวมถึงมีตำแหน่ง สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย ได้เคยทำงานร่วมกับ ท่าน อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร มาตลอด ขอชื่นชม เป็นกำลังใจ และขอขอบพระคุณ ที่ได้เห็นความสำคัญของการพัฒนาประเทศ รวมถึงพัฒนา จ.นครพนม ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวชินวัตร ที่ได้ทุ่มเท เสียสละ ทำหน้าที่อาสารับใช้ ดูแลประชาชน ถือว่าท่าน ได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ยืนยันว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ยังนึกถึงคุณประโยชน์ที่ทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง ถึงแม้จะเจออุปสรรคปัญหาทางการเมือง ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ ให้ท่าน อดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร ได้กลับมา สนับสนุนการทำงานของพรรคเพื่อไทย พาประเทศชาติเดินต่อไปข้างหน้า เพราะพรรคเพื่อไทย หัวใจ คือประชาชน

8 เมษายน 2537 วันประวัติศาสตร์แห่งลุ่มน้ำโขง ‘ในหลวง ร.9’ เสด็จฯ เปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรก หมุดหมายสำคัญ ‘สะพานมิตรภาพไทย-ลาว’ เชื่อมเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม

8 เมษายน 2537 ‘ในหลวง ร.9’ เสด็จฯ เปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรก สัญลักษณ์เชื่อมสองฝั่งโขง สู่ประตูเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2537 นับเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-ลาว เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเชื่อมจังหวัดหนองคายของไทยกับฝั่งท่าเดื่อ ใกล้นครหลวงเวียงจันทน์ของ สปป.ลาว และถือเป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งแรกในพื้นที่ตอนล่างที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิภาคนี้

พิธีเปิดในวันนั้นไม่ได้เป็นเพียงพิธีเปิดใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความร่วมมือระหว่าง 3 ประเทศอย่างชัดเจน เพราะมีทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ฝ่ายไทย ผู้นำลาว และฝ่ายออสเตรเลียเข้าร่วม โดยรัฐบาลออสเตรเลียเป็นผู้สนับสนุนหลักด้านการศึกษาความเป็นไปได้ การออกแบบ และการก่อสร้างสะพาน ด้วยงบประมาณราว 42 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ระหว่างปี 2534-2537

สะพานแห่งนี้มีความยาวประมาณ 1,170-1,174 เมตร กว้าง 12.7 เมตร รองรับการจราจร 2 ช่องทาง มีทางเดินเท้า และมีแนวทางรถไฟอยู่ตรงกลางสะพาน ทำให้ไม่ได้เป็นเพียงสะพานถนนธรรมดา แต่เป็นจุดเชื่อมยุทธศาสตร์สำคัญของการเดินทางและการขนส่งระหว่างไทยกับลาว

ก่อนหน้าการมีสะพานมิตรภาพฯ การเดินทางข้ามแม่น้ำโขงบริเวณหนองคาย-เวียงจันทน์ต้องพึ่งเรือหรือแพเป็นหลัก ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งด้านเวลา ความสะดวก และปริมาณการขนส่ง แต่เมื่อสะพานเปิดใช้อย่างเป็นทางการ เส้นทางดังกล่าวก็กลายเป็นประตูบกที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไทยสู่ลาว และต่อยอดไปสู่การเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในเวลาต่อมา

ในด้านเศรษฐกิจ สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรกมีบทบาทชัดเจนในการกระตุ้นการค้าชายแดน การขนส่งสินค้า การลงทุน และการเดินทางของภาคธุรกิจ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยระบุว่า สะพานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจควบคู่กับความร่วมมือด้านสังคม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ ขณะที่ฝ่ายลาวระบุว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สะพานแห่งนี้มีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงผู้คนของทั้งสองชาติอย่างต่อเนื่อง

ในด้านสังคม สะพานแห่งนี้ช่วยลดระยะห่างของผู้คนสองฝั่งโขงลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่แม่น้ำโขงเป็นทั้งเส้นทางชีวิตและเส้นแบ่งเขตแดน เมื่อมีสะพาน การเดินทางเพื่อเยี่ยมญาติ ติดต่อธุระ ศึกษา รักษาพยาบาล หรือทำงานระหว่างไทยกับลาวก็สะดวกขึ้นมาก สะพานมิตรภาพฯ จึงไม่ได้เชื่อมเพียงถนน แต่เชื่อม “ชีวิตประจำวัน” ของประชาชนสองประเทศเข้าด้วยกัน

ส่วนในด้านวัฒนธรรม สะพานมิตรภาพไทย-ลาวมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าโครงสร้างคอนกรีต เพราะไทยและลาวมีความสัมพันธ์ทางภาษา ประเพณี และวิถีชีวิตร่วมกันมายาวนาน การมีสะพานข้ามโขงแห่งแรกจึงยิ่งทำให้การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการเรียนรู้ร่วมกันของผู้คนสองฝั่งแม่น้ำเกิดขึ้นได้สะดวกและต่อเนื่องมากขึ้น เปลี่ยนพรมแดนจากจุดแบ่งแยก ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งมิตรภาพอย่างแท้จริง

อีกมุมหนึ่ง สะพานแห่งนี้ยังมีความหมายทางการเมืองและการทูตไม่น้อย เพราะถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หลังจากบรรยากาศความตึงเครียดในช่วงสงครามเย็นค่อย ๆ คลี่คลายลง สะพานมิตรภาพไทย-ลาวจึงเป็นหลักฐานว่าความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านสามารถสร้างผลประโยชน์ร่วมกันได้จริง ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง

การที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานด้วยพระองค์เอง ยิ่งทำให้วันที่ 8 เมษายน 2537 มีความหมายพิเศษในความทรงจำของคนไทย โดย ททท. ระบุว่า ในการเสด็จฯ ครั้งนั้น ยังมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินร่วมด้วย สะท้อนถึงความสำคัญของโครงการนี้ในฐานะเหตุการณ์ระดับประวัติศาสตร์ร่วมสมัย

เมื่อมองย้อนกลับไปจากวันนี้ สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 1 ไม่ได้เป็นเพียงสะพานแห่งแรกที่พาดผ่านแม่น้ำโขงเท่านั้น แต่คือจุดเริ่มต้นของยุคแห่งการเชื่อมโยงใหม่ของไทยและลาว ทั้งในมิติการค้า การเดินทาง การท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ของประชาชน และการพัฒนาภูมิภาคร่วมกัน สะพานแห่งนี้จึงเป็นได้ทั้งสัญลักษณ์ของมิตรภาพ และเครื่องพิสูจน์ว่าโครงสร้างพื้นฐานหนึ่งแห่ง สามารถเปลี่ยนภูมิทัศน์ของเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมได้พร้อมกัน
.

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_941813


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top