Friday, 5 June 2026
วิศวกรรมศาสตร์

เปิดมุมมองการเตรียมพอร์ต TCAS69 ชี้หนึ่งนาทีแรกในแฟ้มคือตัวกำหนดชะตา แต่ไม่ใช่เชือกเส้นสุดท้าย คะแนนสอบยังคงเป็นแกนหลัก

(16 พ.ย. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ชื่อ Puntipi Piamsa-nga ถึงประเด็นเรื่องการเตรียม “พอร์ตโฟลิโอ” สำหรับ TCAS69

เห็นนักเรียนเริ่มเตรียมพอร์ตแล้วมีดรามา ผมก็ขอเอาที่ผมเคยเขียนไว้หลาย ๆ ปี มาเล่าใหม่ครับ 
ขออภัยครับ ยาวไปหน่อย เอาหลายตอนมารวม คาดหวังว่า ผู้ปกครอง Gen X, Gen Y คงพอทนอ่านยาว ๆ ได้บ้าง เพื่อประโยชน์สำหรับลูกหลานของท่านนะครับ

พอร์ต: ไม่ใช่เชือกเส้นสุดท้าย แต่เป็นอาวุธของมหาวิทยาลัย
พูดกันตรง ๆ “พอร์ต” ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นทางรอดสุดท้ายของเด็ก แต่เป็น “เครื่องมือเชิงกลยุทธ์” ของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะสาขาดัง ๆ
.
รอบพอร์ตคือช่องทางที่มหาวิทยาลัยใช้ “ชิงตัว” คนที่มีทักษะชัด มีผลงานชัด ก่อนมหาวิทยาลัยคู่แข่ง จะเรียกว่าเป็นรอบที่ไว้ “ล็อกเด็กที่อยากได้ที่สุด” ก่อนปล่อยสนามรอบสามก็ไม่ผิด

และเอาจริง ๆ คนที่ทำพอร์ตได้ดีจนมหาวิทยาลัย “กล้าเสี่ยงรับ” มีไม่เยอะ มหาวิทยาลัยเลยเลือกเฉพาะที่ดูแล้ว “ไม่เสี่ยง” ชัดเจนว่ามีของ ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน น่าจะอยู่รอดในหลักสูตรได้จริง จากนั้นค่อยกระจายน้ำหนักไปใส่รอบคะแนนสอบ TCAS3 เพื่อรับให้เต็มที่นั่ง

ส่วนใหญ่ที่ผมเห็น แทบไม่เคยมีเคส “เกรดต่ำ งานไม่ชัด แล้วหลุดมาได้ด้วยพอร์ต” เลย พูดแบบไม่ฝันกลางวันกันเกินไป เพราะฉะนั้น ถ้ามองในมุมระบบ พอร์ตคือช่องทางเสริมที่มหาวิทยาลัยใช้แย่งเด็กเก่ง มากกว่าจะเป็นเส้นหลักของเด็กส่วนใหญ่ ตรงนี้แหละที่ทำให้ผม ไม่เคย แนะนำใครให้ทุ่มชีวิตทั้งหมดลงไปกับพอร์ตจนลืมคะแนนสอบ

อย่าหลงคิดว่าพอร์ตแทนคะแนนสอบได้
แกนหลักของการเข้ามหาวิทยาลัยไทยตอนนี้ ยังไงก็ยังเป็น “คะแนนสอบ” อยู่ดี พอร์ตคือโบนัส เป็นโอกาสพิเศษสำหรับบางกลุ่มที่ “มีของจริง มีผลงานจริง” มหาวิทยาลัยใหญ่หลายแห่งที่รับรอบพอร์ตจำนวนมาก ก็เขียนเกณฑ์ไว้ชัดอยู่แล้วว่า ต้องมีรางวัลระดับโอลิมปิกวิชาการ เหรียญนู่นนี่ ซึ่งไม่ใช่ของที่ “ใครก็ทำได้ถ้าขยันพอ” ด้วยซ้ำ

ดังนั้น พอร์ตไม่ใช่ของที่ทุกคนต้องมี และยิ่งไม่ใช่ของที่ควรแลกด้วยการปล่อยคะแนนสอบหลุด

สอบยังไงก็ต้องสอบอยู่ดี
หน้าตาพอร์ตที่มหาวิทยาลัย “อยากเห็น”
สิ่งที่ผมเห็นซ้ำ ๆ เวลาอ่านพอร์ตคือ มหาวิทยาลัยไม่ได้อยากเห็น PDF สวยที่สุดในโลก ไม่ได้ตัดสินใครจากกราฟิกหรือจำนวนหน้า

สิ่งที่อาจารย์อยากเห็นจริง ๆ คือ
 – “เด็กคนนี้เคยลงมือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมาบ้างแล้วหรือยัง และทำจนสำเร็จจริงแค่ไหน”
พอร์ตที่ “เสียของ” มักมีหน้าตาแบบนี้
 – ใบประกาศเข้าร่วมกิจกรรมเต็มไปหมด แต่ไม่บอกเลยว่าตัวเองทำอะไรในกิจกรรมนั้น
 – รูปถ่ายกับป้ายงานเยอะมาก แต่ไม่มีงานไหนสะท้อนการลงมือทำของตัวเอง
 – เขียนว่าเป็นโปรเจกต์ที่ทำ แต่พอถามลึก ๆ ตอบไม่ได้ว่าตัวเองทำส่วนไหน แก้ปัญหาอะไร
ในทางตรงกันข้าม เด็กที่พอร์ตบาง แต่ชัด มักเล่าได้แบบนี้
 – “งานนี้เริ่มจากปัญหาอะไร ลองอะไรแล้วเจ๊งกี่รอบ ใช้เวลายังไง แก้บั๊กยังไง ตัวเองรับผิดชอบตรงไหน และสุดท้ายได้อะไรออกมาจริง ๆ”
ถึงงานจะไม่ใช่ระดับโลก แต่นั่นคือ “ของจริง” ที่ทำให้กรรมการกล้าเสี่ยงรับ

จิตอาสา: เข้าร่วม ≠ ริเริ่มและทำจนจบ
เรื่องจิตอาสา ผมใช้เป็นตัวอย่างประจำ
- ไปเข้าค่ายวันเดียว ถ่ายรูปกับป้าย “โครงการจิตอาสา…” กลับบ้าน แบบนี้
ได้แต้มแค่คำว่า “เข้าร่วม”
แต่มหาวิทยาลัยอยากเห็นคือ เด็กที่
- คิดโครงการเอง
- ชวนคน
- วางแผน
- จัดการหน้างาน
- แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
- แล้วทำให้มัน “สำเร็จจริง”
ตรงนี้สะท้อนทั้งการคิดเป็นระบบ การจัดการคน การลงมือทำ และความรับผิดชอบ ซึ่งข้อสอบปรนัยรอบสามไม่มีทางวัดให้ เพราะฉะนั้น ถ้าจะทำพอร์ตจริง ๆ ผมอยากให้เปลี่ยนโจทย์จาก
 – “ไปเก็บกิจกรรมอะไรมาใส่พอร์ตดี”
 เป็น
 – “ในช่วง ม.ปลาย เราอยากลงมือทำอะไรให้มันเสร็จจริง ๆ อย่างน้อยสักหนึ่ง–สองเรื่อง”
พอร์ตที่ดี เริ่มจากการใช้ชีวิตแบบ “ลงมือทำจริง”
– ไม่ใช่เริ่มจากการออกแบบหน้าปกกับสารบัญ
.
หนึ่งนาทีแรกของพอร์ต สำคัญกว่าที่คิด
มหาวิทยาลัยไม่สนหน้าแรกสวย ๆ ของผู้สมัคร และเปิดข้ามทันที เด็กมักไม่รู้ แต่คนรับรู้ชัดมาก เวลาคัดรอบพอร์ต เราไม่มีเวลานั่งอ่านทุกบรรทัดในแฟ้มทุกคน พอร์ตแต่ละเล่มมีเวลา “เรียกความสนใจ” จริง ๆ แค่ไม่กี่สิบวินาทีแรก สิ่งที่ผมอยากเห็นในหนึ่งนาทีแรกคือ

เปิดแล้วรู้เลยว่า เด็กคนนี้เด่นเรื่องอะไร ทำอะไรเป็น เคยทำอะไรเสร็จจริงที่เกี่ยวกับสาขาที่สมัคร *
ไม่จำเป็นต้องมีหน้าแรกเป็นรูปเท่ ๆ คำนำ สารบัญหรู ๆ ถ้าหน้าแรกที่ผมเห็นคือใบประกาศเข้าค่าย “ฟังบรรยาย” ที่เด็กไม่ได้ทำอะไรเลย โอกาสที่ผมจะอ่านต่อก็ลดลงทันที สิ่งที่ทำให้เสียโอกาสฟรี ๆ คือ
- รูปหลักฐานแตก อ่านไม่ออก
- กราฟิกเยอะจนกลบเนื้อหา
- ใส่ทุกอย่างเทกระจาด ไม่เรียงลำดับความสำคัญ
ในขณะที่สิ่งที่ควรโผล่มาตั้งแต่ต้น คือ “งานที่ลงมือทำเองจริง ๆ” ที่โยงกับสาขานั้น

สิ่งที่ผมมองหาจริง ๆ ในเด็กที่ยื่นพอร์ต
ประสบการณ์หลายปีในรอบ TCAS1 ทั้งช้างเผือกและโอลิมปิก ผมมองหาเด็กแบบนี้
- เด็กที่งานไม่ใช่ของที่ผู้ใหญ่ทำให้แล้วเอาชื่อเด็กไปแปะ
 - เด็กที่ใฝ่รู้ รู้จักค้นคว้าในระดับสมเหตุสมผล
- เด็กที่เข้าใจบริบทงานตัวเอง เช่น ทำโปรเจกต์คอมด้านเกษตร ก็ควรรู้อะไรเกี่ยวกับเกษตรบ้าง ไม่ใช่สนใจแต่เทคโนโลยีอย่างเดียว
- เด็กที่เล่าเรื่องการเรียนรู้ของตัวเองให้คนอื่นฟังรู้เรื่อง
soft skill สำคัญมาก ฝีมืออย่างเดียวไม่พอ
- เด็กบางคนเก่ง แต่พูดไม่ได้ เชื่อมโยงไม่ได้ ศักยภาพหายไปครึ่งหนึ่งทันที
- ในทางกลับกัน เด็กที่ยังไม่สุด แต่เล่าเส้นทางตัวเองได้ชัด มักไปได้ไกลในระยะยาว
.
ภาษา: แต้มที่มีผลเกินกว่ารอบรับเข้า
ภาษาอังกฤษ (รวมถึงจีน ญี่ปุ่น เยอรมัน ฯลฯ) เป็นอีกตัวแปรที่โผล่มาชัดในพอร์ตและสัมภาษณ์ มันสะท้อนทั้งความพร้อมของเด็กและครอบครัว พูดแบบไม่แต่ง เด็กที่ภาษาดี จะมี “อิสระในการเลือก” สูงกว่ามาก
- เลือกคณะได้กว้างกว่า
- เลือกประเทศเรียนต่อได้มากกว่า
- เลือกงานและเส้นทางชีวิตได้มากกว่า
มันสำคัญกว่า TCAS ด้วยซ้ำ เพราะต่อให้ระบบรับเข้าเปลี่ยนอีกกี่รอบ ภาษาและทักษะการสื่อสารก็ยังตามเขาไปทั้งชีวิต
.
สรุป
พอร์ต คือช่องทางที่มหาวิทยาลัยใช้ดึงเด็กที่มั่นใจที่สุดมาก่อน
ส่วนที่เหลือ ยังไงก็ต้องกลับมาดูกันที่คะแนนสอบอยู่ดี
อย่าทุ่มทุกอย่างลงไปในพอร์ตจนลืมแกนหลัก
 แต่ถ้าจะทำพอร์ต ก็ทำให้สะท้อนว่า
- “เราทำอะไรเป็น”
 ไม่ใช่แค่
– “เราเคยไปอยู่ตรงไหนมา”
จะเล่นรอบพอร์ตก็ไม่ผิด จะเน้นรอบคะแนนสอบก็ไม่ผิดเหมือนกัน
* แต่อย่าเข้าใจผิดว่าพอร์ตคือทางรอดของทุกคน
สิ่งที่ควรลงทุนจริง ๆ คือ
- ความสามารถจริง
- ภาษา
- และทักษะการลงมือทำงานให้เสร็จและสื่อสารมันออกมาได้
สามอย่างนี้ จะอยู่กับเราไกลกว่าระบบรับเข้ามหาวิทยาลัยทุกรุ่นแน่นอนครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top