Thursday, 4 June 2026
วิกฤตพลังงาน

วิกฤตไฟฟ้าขาดแคลนของจีนแผ่ขยาย บีบให้ปิดโรงงาน และกระทบต่อเศรษฐกิจทำให้แนวโน้มการเติบโตลดลง

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าปัญหาการขาดแคลนพลังงานที่เพิ่มขึ้นในประเทศจีนทำให้ต้องหยุดการผลิตในโรงงานหลายแห่งรวมถึงโรงงานหลายแห่งที่เป็นซัพพลายเออร์ให้ Apple และ Tesla ในขณะที่ร้านค้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องใช้แสงเทียนและห้างสรรพสินค้าต้องปิดตัวลงเร็วขึ้น

การปันส่วนได้ถูกนำมาใช้ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนในหลายพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว และผู้อยู่อาศัยในเมืองต่างๆ รวมถึงฉางชุน กล่าวว่า การตัดไฟเกิดขึ้นเร็วขึ้นและยาวนานขึ้น

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมารัฐวิสาหกิจการไฟฟ้า (State Grid Corp) ให้คำมั่นว่าจะจัดหาแหล่งจ่ายไฟพื้นฐานและหลีกเลี่ยงการตัดกระแสไฟฟ้า

นักวิเคราะห์กล่าวว่าวิกฤตด้านพลังงานของจีนซึ่งเกิดจากอุปทานถ่านหินที่ตึงตัวและมาตรฐานการปล่อยมลพิษที่เข้มงวด ส่งผลกระทบต่อการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ ในหลายภูมิภาค และกำลังฉุดรั้งแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

ผลกระทบต่อครัวเรือนและผู้ใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช่ภาคอุตสาหกรรมเริ่มชัดขึ้นเนื่องจากอุณหภูมิในเวลากลางคืนลดลงจนใกล้จุดเยือกแข็งในเมืองที่อยู่ทางตอนเหนือสุดของจีน สำนักงานพลังงานแห่งชาติ (NEA) ได้แจ้งกับบริษัทถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเพื่อให้แน่ใจว่ามีพลังงานเพียงพอเพื่อให้บ้านมีความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว

มณฑลเหลียวหนิงกล่าวว่าการผลิตไฟฟ้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และช่องว่างด้านอุปทานเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับ "ระดับรุนแรง" เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้ขยายการตัดไฟจากบริษัทอุตสาหกรรมไปยังพื้นที่อยู่อาศัยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เมืองหูลู่ต่าวบอกกับผู้อยู่อาศัยว่าอย่าใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้พลังงานสูง เช่น เครื่องทำน้ำอุ่นและเตาไมโครเวฟในช่วงเวลาที่มีผู้ใช้บริการสูงสุด และผู้อยู่อาศัยในเมืองฮาร์บิน ในมณฑลเฮยหลงเจียงบอกกับรอยเตอร์ว่าห้างสรรพสินค้าหลายแห่งปิดเร็วกว่าปกติเวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เหตุการณ์นี้้ทำให้ตลาดหุ้นจีนตื่นตระหนกในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกกำลังแสดงสัญญาณการชะลอตัว

เศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญกับการควบคุมภาคอสังหาริมทรัพย์และเทคโนโลยี และความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของ China Evergrande ยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบปัญหาด้านการเงิน

พลังงานโลก เร่งอียูเตรียมแผนรับมือ หวั่นรัสเซียตัดก๊าซป้อนยุโรปโดยสิ้นเชิง

ทบวงพลังงานสากล (ไอเออี) เตือนชาติยุโรปเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตพลังงานด่วน หลังรัสเซียส่อตัดอุปทานก๊าซธรรมชาติที่ป้อนแก่ยุโรปโดยสิ้นเชิง 

ฟาตีห์ ไบรอล ผู้อำนวยการบริหารของทบวงพลังงานสากล กล่าวในถ้อยแถลงที่ส่งถึงสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า "ผมไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะหาประเด็นถกเถียงอีก และเดินหน้าหาข้ออ้างสำหรับลดการส่งมอบก๊าซสู่ยุโรป และบางทีอาจถึงขั้นตัดอุปทานก๊าซโดยสิ้นเชิง"

"นี่คือเหตุผลว่าทำไมยุโรปถึงจำเป็นต้องมีแผนฉุกเฉิน" ไบรอล ระบุ พร้อมบอกว่าการปรับลดจ่ายอุปทานก๊าซเมื่อเร็วๆ นี้ อาจเป็นความพยายามให้ได้มาซึ่งอิทธิพลทางการเมือง ก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวที่ลากยาวนานหลายเดือน

อย่างไรก็ตาม ฟาตีห์ ระบุว่า ในข้อสันนิษฐานของทบวงพลังงานสากล การตัดป้อนก๊าซโดยสิ้นเชิงไม่น่าจะเป็นกรณีที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด

สหภาพยุโรปกำหนดมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันและถ่านหินของรัสเซีย แต่ไม่ห้ามนำเข้าก๊าซธรรมชาติ สืบเนื่องจากอียูพึ่งพิงอุปทานจากมอสโกสูงลิ่ว

ในแง่ภาพรวมของการลงทุนทางพลังงานสำหรับปี 2022 ทบวงพลังงานสากลระบุในรายงานฉบับหนึ่งว่า มีการเตรียมลงทุนในภาคดังกล่าวในปีนี้ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ ในนั้นรวมถึงใช้จ่ายในด้านพลังงานหมุนเวียนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ทบวงพลังงานสากลชี้ว่ามันยังไม่เพียงพอสำหรับเติมช่องว่างทางอุปทานและจัดการกับภาวะโลกร้อน

คนอังกฤษ ทนวิกฤตค่าครองชีพไม่ไหว นัดรวมตัวประท้วงกดดันลดค่าก๊าซ-ไฟฟ้า

ชาวอังกฤษหลายพันคน ทนไม่ไหว ลุกฮือเดินขบวนประท้วงในหลายสิบเมืองทั่วประเทศ แสดงความไม่พอใจในการปรับขึ้นค่าก๊าซและค่าไฟฟ้า 

ประชาชนหลายพันคนรวมตัวตามเมืองต่าง ๆ หลายสิบแห่งทั่วราชอาณาจักรเมื่อวันเสาร์ (1 ต.ค.) ที่ผ่านมา เพื่อแสดงความขุ่นแค้นต่อวิฤตค่าครองชีพ ในสิ่งที่แกนนำระบุว่าเป็นการประท้วงอย่างพร้อมเพรียงกันครั้งใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักรในรอบหลายปี พร้อมกับเปิดแคมเปญไม่จ่ายค่าก๊าซและค่าไฟฟ้าจนกว่าจะลดราคาในระดับที่สามารถจ่ายได้

ไล่ตั้งแต่อีสบอร์นไปจนถึงเอดินบะระ นิวคาสเซิล ไปจนถึงนอริช มีผู้คนจำนวนมากออกมาชุมนุมประท้วงทั่วสหราชอาณาจักร สอดคล้องกับช่วงเวลาที่จะมีการปรับขึ้นค่าก๊าซและค่าไฟ ซึ่งจะทำให้ค่าครองชีพของประชาชนพุ่งสูงตามไปด้วย

ในกรุงลอนดอน ผู้ชุมนุมรวมตัวกันที่จัตุรัสคิงส์ครอส และชูป้ายที่มีข้อความว่า “ไม่จ่ายให้สหราชอาณาจักร” และ “พอแล้ว” รวมถึง “แช่แข็งราคา ไม่ใช่ประชาชน” เพื่อระบายความไม่พอใจต่อความทุกข์ยาก และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพแพง

ฟาร์ซานา คานอม ผู้ช่วยครูวัย 23 ปีรายหนึ่ง เผยว่า สถานการณ์ปัจจุบันทำให้เธอจำเป็นต้องเลือกระหว่างจ่ายค่าพลังงานที่พุ่งสูงกับการลงทุนในอาชีพการงานของเธอ "แต่ถ้าเราออกมาพร้อมกัน ส่งเสียงของเราให้ได้ยินไปทั่ว เมื่อนั้นบางทีเราอาจสร้างความแตกต่าง"

บรรดาผู้ชุมนุมยังได้ร่วมลงนามในหนังสืออุทธรณ์ฉบับหนึ่ง เรียกร้องให้ยุบสภาจัดการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อยุติความยุ่งเหยิงจากรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเบื้องต้นมีผู้ร่วมลงนามแล้วกว่า 300,000 คน

นอกจากนี้ แกนนำการประท้วงยังได้ทำการรณรงค์ให้ประชาชนไม่จ่ายค่าก๊าซและค่าไฟฟ้าจนกว่าจะลดราคาในระดับที่สามารถจ่ายได้

มีรายงานว่าหลายครัวเรือนทั่วสหราชอาณาจักรพากันเผาบิลค่าสาธารณูปโภค ในการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์สนับสนุนการรณรงค์ไม่จ่ายค่าก๊าซและค่าไฟฟ้าของกลุ่ม Don’t Pay UK ในขณะที่ล่าสุดขบวนการเคลื่อนไหวรากหญ้าแห่งนี้ได้รับเสียงตอบรับจากครัวเรือนต่างๆ เกือบ 200,000 ครัวเรือน ที่เตรียมยกเลิกบริการหักบัญชีอัตโนมัติ หากว่าชาวสหราชอาณาจักร 1 ล้านคนสัญญาว่าจะไม่จ่ายบิลค่าสาธารณูปโภค

‘SPR’ คือ คำตอบรับมือวิกฤตพลังงาน หากอิหร่าน ตัดสินใจปิดช่องแคบ ‘ฮอร์มุซ’

(23 มิ.ย. 68) จากผลพวงสหรัฐ อเมริกา ปฏิบัติการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ 3 แห่งของอิหร่าน ทำให้สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เตรียมตัดสินใจตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากมีรายงานว่ารัฐสภาของประเทศได้ยกมือสนับสนุนมาตรการดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามรายงานของสำนักข่าวเพรส ทีวี ของอิหร่าน เมื่อวันอาทิตย์(22มิ.ย.68)

แน่นอนว่า หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซขึ้นมาจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นชั่วคราว หรือ ยืดเยื้อระยะยาว นั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะระดับโลก เพราะช่องแคบฮอร์มุซ นับเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่มีปริมาณถึง 20% ของการบริโภคทั่วโลก เรียกได้ว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าพลังงานโลก โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของยุโรปและเอเชีย นั่นและนั่นจะเป็นสาเหตุให้ราคาพลังงานพุ่งทะยานและต้นทุนการดำรงชีวิตของประชาชนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ในการรับมือกับวิกฤตพลังงานน้ำมันในส่วนของประเทศไทยนั้น ทางนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีแนวคิดที่จะดำเนินนโยบายการสำรองเชื้อเพลิงปิโตรเลียมทางยุทธศาสตร์ (SPR : Strategic Petroleum Reserve) เพื่อให้ประเทศมีปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองเพียงพอต่อการใช้งานได้ถึง 90 วัน เช่นเดียวกับประเทศใหญ่หลายประเทศที่มีน้ำมันสำรองเพียงพอ 90 วัน ทำให้มีเวลาแก้ไขปัญหาและสามารถเตรียมการรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้นานขึ้น

เนื่องจากในปัจจุบัน ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองที่เอกชนจัดเก็บเพียงพอต่อการบริโภค 25-36 วัน นั่นหมายความว่า หากปัญหาวิกฤตน้ำมันในประเทศไม่สามารถแก้ไขได้แล้วเสร็จภายในเวลา 1 เดือน ย่อมจะเกิดผลกระทบที่จะสร้างความเสียหายอันใหญ่หลวงต่อประเทศในภาพรวม ไม่ว่าในด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การเงิน และการคลัง ฯลฯ อย่างแน่นอน ดังนั้น SPR ของ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ ที่กำลังผลักดันและร่างกฎหมายอยู่ในขณะนี้ คือ คำตอบที่จะทำให้ประเทศสามารถรับมือวิกฤตพลังงานโลกที่อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งเร็วๆ นี้

ผวาปิดฮอร์มุซ!! สหรัฐฯ-อิหร่านปะทุ “Perfect Storm” เขย่าพลังงานโลก ดีเซลต้นทุนพุ่ง +5.53 บาท วิกฤตน้ำมันลามทั่วโลก ต้นทุนกลั่นดีดแรง คนไทยตื่นตระหนกแห่ตุนน้ำมันทั่วประเทศ

 

สถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน สร้าง 'Perfect Storm' วิกฤตพลังงานทั่วโลก

สัญญาณต้นทุนดีเซลดีด +5.53 บาท/ลิตร คนไทยแห่ตุนน้ำมัน

ฝ่าทางรอดประเทศไทย “เอทานอล” พลังงานสำรอง ศักยภาพกำลังผลิต 6.92 ล้านลิตร/วัน

             สถานการณ์สหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน จุดชนวนพายุสมบูรณ์แบบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก (Perfect Storm) สัญญาณวิกฤตพลังงาน ต้นทุนน้ำมันดิบและค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้น วันที่ 4 มี.ค. 69 ต้นทุนดีเซล +5.53 บาท/ลิตร เบนซิน ออกเทน 95 +2.92 บาท/ลิตร หวั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต ราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุด คนไทยตื่นตระหนกแห่ตุน ปั้มน้ำมันปิดให้บริการ ฝ่าทางรอดประเทศไทยขับเคลื่อน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ชูศักยภาพกำลังการผลิตเอทานอล 6.92 ล้านลิตร/วันจากโรงงาน 28 แห่งทั่วประเทศ เป็นพลังงานสำรองพร้อมรับความต้องการใช้งานทันที

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน ที่ทวีความรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อ “ตะวันออกกลาง” ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่พลังงานของโลกทันที ในระยะอันใกล้หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของทั่วโลกหรือราว 17-18 ล้านบาร์เรล/วัน โดยเฉพาะการขนส่งจากประเทศผู้ส่งออกอย่างซาอุดีอาระเบีย อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งยังมีปัจจัยจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ความเสี่ยงนโยบายและกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ฯลฯ อาจกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า ‘Perfect Storm’ หรือพายุสมบูรณ์แบบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก

ทั้งนี้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ส่งผลให้น้ำมันดิบมีแนวโน้มจะสูงขึ้น โดยต้นทุนน้ำมันดิบและค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับวันที่ 2 มี.ค. 69 และวันที่ 4 มี.ค. 69 ต้นทุนหน้าโรงกลั่น (Ex-Refinery) ดีเซล พุ่งจาก 18.9924 เป็น 24.5248 บาท/ลิตร (เพิ่มขึ้น +5.53 บาท) ส่วน เบนซิน ออกเทน 95 ต้นทุนพุ่งจาก 16.6187 เป็น 19.5381 บาท/ลิตร (เพิ่มขึ้น +2.92 บาท) ซึ่งเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569  ปั๊มน้ำมันในประเทศไทยได้ปรับราคาขึ้น สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนคนไทยเกิดกระแสตุนน้ำมันทั่วประเทศ ทำให้ปั๊มน้ำมันเริ่มปิดการให้บริการ ขณะที่โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในเขตกรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 4 มีนาคม 2569 สรุปราคาขายปลีกน้ำมัน (Retail Price) เบนซิน ออกเทน 95 ราคา 39.14 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E10 ราคา 30.55 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 30.18 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E20 ราคา 28.34 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E85 ราคา 26.29 บาท/ ลิตร, ดีเซล (H-DIESEL) ราคา 29.94 บาท/ลิตร และ LPG ราคา 25.87 บาท/กิโลกรัม

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 70%  หากเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ หยุดลงชั่วคราว ผลกระทบต่อไทยจะเกิดขึ้นในทันที เพราะปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศไทยมีอยู่ราว 61 วัน โดยเป็นน้ำมันสำเร็จรูปสำรอง 38 วัน และน้ำมันดิบในเรือที่พ้นช่องแคบมาแล้วอีก 23 วัน ซึ่งตัวเลขนี้ ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางพลังงาน 2 เดือนเต็ม เพราะโรงกลั่นไทยต้องใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนสูง หากขนส่งหยุดลงนานกว่าระยะสำรอง โรงกลั่นจะขาดวัตถุดิบ ส่งผลให้การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงสะดุด ทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคปรับเพิ่มขึ้น และกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมลดกำลังการผลิตลง

ทั้งนี้ทางรอดที่ยั่งยืนของประเทศไทย คือการยกระดับเอทานอล เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากการผลิตมันสำปะหลังภายในประเทศอยู่แล้ว หากภาครัฐเร่งผลักดันให้ E20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานของประเทศ จะสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบลงได้ทันที 10% ของกลุ่มเบนซิน ซึ่งจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงพลังงานของไทยในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตเอทานอลสูงสุดรวมประมาณ 6.92 ล้านลิตร/วัน จากโรงงานผลิตเอทานอลรวมทั้งสิ้น 28 แห่ง สามารถเป็นพลังงานสำรองรับกับความต้องการใช้งานจริงได้ทันที นอกจากนี้ยังมีกำลังการผลิตสำรองอีกมากกว่า 50–60% หากมีการขยายตัวหรือส่งเสริมการใช้ E20 จากทางภาครัฐ  

ประชาสัมพันธ์และส่งข่าวเผยแพร่ กรุณาติดต่อ: คุณพิภพ (ท้อป) โทร. 081-9298864 

(ในนามสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง)

ครม.ลุยลดพลังงาน!! สั่ง WFH เต็มรูปแบบเร่งลดใช้ไฟ ถอดสูทประชุมปรับแอร์ 26 องศาฯ ระงับเดินทางต่างประเทศ ยกเว้นภารกิจจำเป็น เป้าประหยัดพลังงาน ลดใช้พลังงานลง 5%

(10 มี.ค. 69) คณะรัฐมนตรี เห็นชอบมาตรการรับมือวิกฤตพลังงานด้วยการดำเนินงาน Work from Home (WFH) เต็มรูปแบบสำหรับข้าราชการทั่วประเทศ พร้อมระงับการเดินทางไปต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน เพื่อสกัดผลกระทบราคาพลังงานโลกผันผวน จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุในแถลงการณ์ว่า "ทุกหน่วยงานราชการต้องปรับรูปแบบการทำงานเป็น WFH ทันทีจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ขณะที่หน่วยงานที่บริการประชาชนโดยตรงจึงยังต้องดำเนินการตามปกติ" พร้อมมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น การถอดสูทในที่ประชุม การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า

รัฐบาลสั่งระงับการเดินทางไปต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐ ยกเว้นภารกิจสำคัญและจำเป็นเท่านั้น เพื่อคุมค่าใช้จ่ายและลดการใช้พลังงานในช่วงวิกฤต โดยเน้นการประหยัดพลังงานในหน่วยงาน และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีออนไลน์ในที่ประชุม

สำหรับสถานการณ์พลังงานไทย น้ำมันสำเร็จรูปใช้งานเฉลี่ย 3.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ โดยมีปริมาณสำรองน้ำมันรวม 8,055 ล้านลิตร ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้ได้ระดับหนึ่ง ขณะเดียวกัน มีการวางมาตรการลดการใช้พลังงานในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

เป้าหมายลดการใช้พลังงานทั้งน้ำมันและไฟฟ้าลงประมาณ 5% ซึ่งจะลดการใช้น้ำมันลงประมาณ 330,000 ลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาท และประหยัดไฟฟ้าได้ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน รัฐบาลตั้งเป้าสร้างความมั่นคงพลังงานและต้นแบบการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ที่มา : https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/147926

วิกฤตพลังงานโลก!! เขย่าพฤติกรรมผู้บริโภคไทย ปรับตัวสู่ยุคประหยัดพลังงาน เร่งคนไทยหันหา EV สถาบันการเงินส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว

วิกฤตพลังงานโลก กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไทย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “พลังงาน” กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของราคาน้ำมัน ความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ หรือการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สำหรับประเทศไทย ผลกระทบที่ผู้บริโภครู้สึกได้ชัดที่สุดคือ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งในรูปของราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และค่าครองชีพที่ผูกโยงกับต้นทุนพลังงานในระบบเศรษฐกิจ สถานการณ์นี้ทำให้คำว่า “Energy Transition” หรือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้บริโภคต้องปรับตัวไปพร้อมกัน

ราคาน้ำมัน: ตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
แม้โลกจะพูดถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง น้ำมันยังคงเป็นพลังงานหลักของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในภาคการขนส่ง โลจิสติกส์และอุตสาหกรรม ประเทศไทยเองยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นสัดส่วนสูง เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ผลกระทบจึงสะท้อนมายังต้นทุนการขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากช่วงที่ผ่านมา ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงคราม ความตึงเครียดด้านพลังงาน และการปรับโครงสร้างพลังงานของหลายประเทศ ทำให้ราคาพลังงานกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจโลก

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคธุรกิจ แต่กำลังสะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้พลังงานของผู้บริโภค เมื่อพลังงานแพงขึ้น ผู้บริโภคก็เริ่มปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานในช่วงที่ผ่านมา โดยเริ่มตระหนักถึงต้นทุนด้านพลังงานมากขึ้น รวมถึงมีการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตในหลายมิติ ตัวอย่างเช่น การเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถ Hybrid มากขึ้น การใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมัน และการมองหาเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงานในครัวเรือน แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นว่า พลังงานไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน

การเปลี่ยนผ่านสู่ EV กำลังเร่งตัวในไทย
ข้อมูลจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปี 2568 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ด้วยยอดการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% (Battery Electric Vehicle-BEV) ป้ายแดงสูงถึง 147,522 คัน มีการเติบโต 74.70% ทั้งนี้ รัฐบาลไทยยังวางเป้าหมายสำคัญ คือ การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573 ซึ่งสะท้อนว่าการใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคขนส่งจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

บัตรเครดิตกับเศรษฐกิจสีเขียว
ในอดีตบัตรเครดิตอาจถูกมองว่าเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการใช้จ่าย แต่ปัจจุบันบัตรเครดิตกำลังกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสนับสนุนการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน หลายสถาบันการเงินทั่วโลกเริ่มพัฒนา Green Finance ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สำหรับประเทศไทย แนวคิดนี้กำลังเริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

เคทีซีได้พัฒนาและต่อยอดแนวทางในการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนผ่านสิทธิประโยชน์ของบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” เพื่อช่วยให้สมาชิกสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และส่งเสริมพฤติกรรมที่ตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม

สิ่งนี้สะท้อนบทบาทใหม่ของสถาบันการเงิน ที่มิใช่เป็นเพียงผู้ให้บริการด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเศรษฐกิจสีเขียว ด้วยเหตุว่าในอนาคต การใช้จ่ายของผู้บริโภคอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของความสะดวก แต่เป็นการเลือกวิถีชีวิตที่ส่งผลต่อโลกใบนี้ด้วย
ออกข่าวในนาม: ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

ไม่ใช่ครั้งแรก ย้อนรอยวิกฤตพลังงานไทย ฝ่ามาแล้วทุกยุคทุกสมัย วิกฤตน้ำมันรอบนี้ไม่ใช่วันสิ้นโลก เพราะไทยเคยผ่านของหนักกว่านี้มาแล้ว

ไม่ใช่ครั้งแรก ย้อนรอยวิกฤตพลังงานในไทย เราผ่านกันมาได้อย่างไร

เอย่าไม่คิดไม่ฝันว่าในวิกฤตน้ำมันรอบนี้สิ่งที่เสียงดังกว่าเรื่องน้ำมันคือเสียงกร่นด่าของชาวประชาโซเชียลที่ทำอย่างกับว่านี่เป็นวิกฤตนี้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก  วันนี้เอย่าจึงขอยกเหตุการณ์วิกฤตพลังงานในไทยว่ามีตั้งแต่สมัยไหนแล้วคนสมัยนั้นเขาผ่านกันมาได้อย่างไรมาให้รับรู้กันคะ

เหตุการณ์วิกฤตครั้งแรกต้องย้อนกลับไปในปี 2516 ขณะนั้นกลุ่มโอเปก (OPEC) ลดการส่งออกน้ำมันเพื่อตอบโต้ชาติตะวันตกจากสงครามตะวันออกกลาง และด้วยเหตุการณ์นั้นเองทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีหลายเท่าเพราะในเวลานั้นไทยนำเข้าน้ำมันเกือบ 100% เป็นผลให้ เกิดภาวะเงินเฟ้อสูง ค่าใช้จ่ายพุ่ง เศรษฐกิจชะลอ  รัฐบาลในขณะนั้นแก้ปัญหาโดยการจำกัดเวลาเปิด-ปิดสถานบริการน้ำมันและลดการใช้พลังงานเช่น โฆษณาและไฟถนนและนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งหน่วยงานด้านพลังงานที่ต่อมากลายเป็นกระทรวงพลังงานเพื่อผลักดันการสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยนั่นเอง 

วิกฤตน้ำมันครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี 2522 เกิดการปฏิวัติอิหร่าน เป็นเหตุการณ์สำคัญที่โค่นล้มระบอบกษัตริย์ภายใต้พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ผู้ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ แล้วเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐอิสลามนั่นเอง ซึ่งทำให้ supply น้ำมันหายไปประมาณ 4-5 ล้านบาเรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็น 7% ของโลก นั่นเป็นผลให้ราคาน้ำมันในไทยดีดขึ้นอีกครั้งเพราะราคาในตลาดโลกดีดขึ้น 2 เท่า  ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นเริ่มมีการเข้าแทรกแซงราคาน้ำมันในลักษณะเอางบประมาณมาสนับสนุนเพื่อพยุงราคาเข้ามาพยุงราคาน้ำมันและเริ่มมีการผลักดันให้ใช้แก๊สธรรมชาติ LPG ให้มาใช้ในรถยนต์แต่อยู่ในขั้นพัฒนาและยังไม่แพร่หลาย รวมถึงมีมาตรการที่ลดใช้พลังงาน  ดังคนในยุค 2516-2523 เคยกล่าวว่า ทีวีในยุคนั้นมีการเลื่อนออกอากาศกล่าวคือในวันธรรมดาออกอากาศเวลา  16.00 - 24.00 น. ส่วนวันหยุดออกอากาศเวลา 08.00 - 24.00 น. และมีการปิดสถานีทุกวันในเวลา 18.30 - 20.00 น. เพื่อสนองนโยบายประหยัดพลังงานนั่นเอง ส่วนในแง่ของโรงภาพยนตร์ให้ลดรอบฉายให้เหลือเพียงรอบบ่าย รอบเย็น และรอบค่ำ สำหรับวันธรรมดา เปิดแค่ 14.00-22.00 น. เท่านั้น ส่วนวันหยุดราชการ ฉายได้เพียง 12.00-20.00 น. ส่วนสถานบันเทิงต่างๆเช่น สถานเต้นรำให้เปิดในวันอาทิตย์ จนถึง พ.ศ. 2522 ก็เปลี่ยนมาเป็นการจำกัดระยะเวลาเปิด เป็นเปิดได้แค่เวลา 18.00-24.00 น. และให้น้อยลงอีกในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2523 เปิดได้แค่ 21.00-01.00 น.  

ในปี 2540 ประเทศไทยเกิดวิกฤตค่าเงินบาทลอยตัวหรือที่คนสมัยนั้นรู้จักคำว่า วิกฤตต้มยำกุ้ง นั่นทำให้ค่าน้ำมันในไทยทะยานขึ้นตามอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้นทันทีในช่วงแรกรัฐบาลเข้าตรึงราคาน้ำมันและนี่เป็นจุดเริ่มต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ประหยัดพลังงานนั่นเอง

ต่อมาในปี 2551มีวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งไปจากบาเรลละ 50 เหรียญสหรัฐไปที่ 147 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลและนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดน้ำมันแก๊สโซฮอลที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายก็มีวิกฤตนี้เป็นตัวจุดชนวนให้เกิดนั่นเองและช่วงเวลานั้นเองเป็นช่วงที่เกิดกองทุนน้ำมันที่เป็นรากฐานของกองทุนน้ำมันในปัจจุบันนนั่นเอง  แม้วิกฤตนี้จะเกิดเหตุไม่นานแต่ก็เป็นวิกฤตที่ทำให้ไทยเราเตรียมพร้อมเรื่องพลังงานของประเทศและเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญด้านพลังงานในไทยในยุคต่อมา

ในยุค 2565 ที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนก็เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนเช่นกันเพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นจากการที่รัสเซียโดนแซงชั่นจากชาติตะวันตกอันเป็นผลให้น้ำมันประมาณ 7-8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจากก่อนสงครามที่ประมาณ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลพุ่งไป 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  แต่นี่เป็นช่วงที่ประเทศไทยปรับตัวด้านพลังงานหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการผลักดันพลังงานทางเลือกอย่าง โซลาร์เซลล์ให้ครัวเรือนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น  ผลักดันการใช้รถ EV ในประเทศ  รวมถึงมาตรการอื่นๆเช่น ชะลอค่าไฟ  ออกแคมเปญคนละครึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพยุงราคาน้ำมันผ่านกองทุนน้ำมัน

เพราะฉะนั้นในวิกฤตครั้งนี้เอย่ามองว่าอาจจะไม่ได้ต่างกับวิกฤตที่ไทยเราเคยพานพบมาในอดีต เผลอๆอาจจะดีกว่าในยุคอดีตเสียด้วยซ้ำเพราะคนในอดีตก็มีการเตรียมแผนรับมือกันไว้ในระดับหนึ่งแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ท่านได้เตรียมแผนการโครงการมากมายไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำ  การทำ Bioenergy ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของแก๊สโซฮอลที่ใช้ในปัจจุบันและที่สำคัญคือหลักการเศรษฐกิจพอเพียงที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าในช่วงที่ประเทศต้องผจญกับวิกฤต เหตุการณ์วิกฤตพลังงานนี้อาจจะเป็นวิกฤตครั้งแรกของบางคนแต่ไม่ใช่ทุกคนและประเทศไทยเราโชคดีที่พ่อหลวงท่านได้เตรียมอะไรหลายๆอย่างให้เราแล้วถ้าหันหน้าไปมองเพื่อนบ้านรอบข้างแล้วจะเข้าใจ

‘ดร.เจษฎ์’ เตือนรัฐบาล!! เปิดความจริงราคาน้ำมัน รัฐต้องเลือกความโปร่งใส เตือนปมผลประโยชน์ทับซ้อนอาจพังศรัทธาประชาชน อย่าปล่อยพลังงานเป็นระเบิดเวลา จี้เปิดไส้ในราคาน้ำมันให้ประชาชนรู้

‘ดร.เจษฎ์’ เตือน รัฐบาลรับมือวิกฤตพลังงาน เปิดความจริงโครงสร้างราคาน้ำมัน หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อนทำลายความเชื่อมั่น

วันที่ 30 มีนาคม 2569 เวลา 08.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์พลังงานของไทยในปัจจุบัน โดยระบุว่า ขณะนี้ประเทศจะยังไม่เข้าสู่ขั้นวิกฤต แต่หากรัฐบาลบริหารจัดการไม่ดี อาจลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตการณ์ด้านพลังงานได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลโปร่งใสเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมัน และเร่งแก้ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

"​ในสิ่งที่เกิดขึ้น การลอยตัว หรือว่าการลอยค่าน้ำมัน อาจจะเป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องทำ แต่ในการทำในเรื่องเหล่านี้เนี่ย มันจะต้องมีการบอกเล่าให้พี่น้องประชาชนได้ทราบ หลายเรื่องท่านอาจจะมองเป็นธุรกิจ ว่าสิ่งที่เป็นต้นทุน หรือว่าสิ่งที่เป็นกลไกในการดำเนินธุรกิจ อาจจะไม่ได้จำเป็นที่จะต้องบอกกับพี่น้องประชาชน แต่ว่าสาธารณูปโภคหลัก สิ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ในชีวิต อย่างเช่น น้ำมัน มีสิ่งที่แตกต่างกับบรรดาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างอื่นมากเลย จะต้องบอกกับพี่น้องประชาชน วันนี้ปัญหาอาจจะไม่ใช่การสื่อสาร แต่คือความจริงไม่ได้ถูกนำเสนอ หรือความน่าเชื่อถือไม่มี" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวอีกด่วยว่า วันนี้ปัญหาอาจจะไม่ใช่การสื่อสาร แต่คือความจริงไม่ได้ถูกนำเสนอ หรือความน่าเชื่อถือไม่มี" พร้อมยกตัวอย่างว่า หากราคาน้ำมันปรับขึ้น 6 บาท รัฐจำเป็นต้องชี้แจงโครงสร้างให้ชัดเจนว่ามาจากส่วนใดบ้าง เช่น เป็นการสะท้อนราคาตลาดโลก 4.50 บาท หรือเป็นการเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อรักษาสถียรภาพในอนาคต หากประชาชนไม่ทราบถึงต้นทุนที่แท้จริง ย่อมเกิดความรู้สึกเชิงลบและมองว่าถูกขูดรีดเอาเปรียบ

​"6 บาทมาจากไหน ถ้าพี่น้องประชาชนไม่รู้ คนไม่ทราบ ว่าต้นทุนเป็นอย่างไร กลไกในการที่จะได้น้ำมัน และราคาขึ้นมาแบบนี้มันเป็นแบบไหน ในแง่บวกการที่ปล่อยให้ราคาลอย มันก็คือเราจะได้รู้ครับ ว่านี่แหละคือสภาพที่แท้จริง แต่ในโลกที่มันมีแง่ลบ และทุก ๆ คนมีความรู้สึกไม่ดีอยู่เสมอได้ มันก็จะทำให้รู้สึกว่า เฮ้ย นี่มันขูดรีดกันหรือเปล่า นี่มันโจรชัด ๆ นี่มันทำกันแบบนี้เนี่ย มันเอาเปรียบกันหรือเปล่า ซึ่งถ้าท่านบอกความจริง ท้ายที่สุดหลาย ๆ เรื่องประชาชนก็จะทราบครับ ใน 15 วันนั้นทำไมตรึงราคาได้ ท่านเอาเงินมาจากไหน และถ้าเงินเหล่านั้นมันไม่ได้ยั่งยืน ท้ายที่สุดมันต้องมีการเก็บสะสมเอาไว้เพื่อชดเชย มันก็ต้องบอกกัน ว่าถ้าเกิดรักษาสถียรภาพรักษาราคาไว้ตลอด ท้ายที่สุดเงินก็จะหมด" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ด้านความมั่นคงทางพลังงาน รศ.ดร.เจษฎ์ เผยให้เห็นถึงความจำเป็นในการชี้แจงสัดส่วนการใช้น้ำมันภายในประเทศเทียบกับการนำเข้า โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของไทย รวมถึงความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ที่ล้วนเป็นปัจจัยคุกคามที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

"สถานการณ์แบบนี้ใช้รถไฟฟ้ากันได้หมดจริงเหรอ ใช้แผงโซลาร์กันได้หมดจริงหรือ อันนั้นอาจจะต้องเป็นระยะกลางที่ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทนที่ไม่ใช่พลังงานน้ำมัน แล้วรัฐบาลก็ต้องเข้ามาช่วยครับในเรื่องของการพัฒนาไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ท้ายที่สุดในระยะยาวเนี่ย ท่านก็จะต้องมองภาพให้เห็นว่าประชาชนจะต้องรู้เรื่องพลังงาน จะต้องเตรียมตัวไว้ และไม่ใช่แค่นี้ครับ สถานการณ์ของตะวันออกกลางอาจจะไม่จบเร็ว แม้กระทั่งสถานการณ์ข้างบ้าน อย่างเรื่องไทยกับกัมพูชา ก็ยังต้องคอยติดตามคอยเฝ้าระวัง จะต้องมีการจัดการอย่างไร เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะกลายมาเป็นภัยคุกคามได้ต่อไป ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันเท่านั้นครับ" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้ฝากข้อคิดเตือนใจถึงการทำงานของรัฐบาล แม้จะมองว่าที่ผ่านมาทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ประเด็นที่เปราะบางที่สุดคือ "ความขัดแย้งทางผลประโยชน์" หากปล่อยให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการประกอบธุรกิจพลังงาน เข้ามามีบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดิน จะทำให้เกิดข้อ

กังขาว่าเป็นการทำเพื่อส่วนรวม หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งหากประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจ อาจนำไปสู่การเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ในที่สุด

"รัฐบาลทำมาดี แต่ก็ฝากให้ทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วก็สิ่งไหนที่เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอาคนที่อาจจะทำให้รู้สึกได้ว่า มีความขัดแย้ง ประกอบการทำมาหากินของตัวเองไปพร้อมกับการบริหารราชการแผ่นดิน มันจะถือว่าทำแล้วทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน อันนี้ต้องทำให้ประชาชนไว้วางใจให้ได้ ถ้าประชาชนไม่สามารถลงใจได้ ก็อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง แล้วก็ต้องคิดไปเบื้องหน้าครับว่าสถานการณ์นี้อาจจะคงอยู่อีกนาน และอาจจะแย่ลง ถ้าไม่เตรียมการ ไม่บริหารให้ดี ไม่จัดการให้ได้ อาจจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตจริงครับ" รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย

'ดร.เจษฎ์' กระตุกรัฐบาล!! วิจารณ์รัฐจัดการวิกฤตพลังงาน หวั่นดีเซลแตะ70บาท แนะควรระวังการกักตุน พิษสงครามซ้ำเติมเศรษฐกิจหลังสงกรานต์

‘ดร.เจษฎ์’ เตือนวิกฤตหลังสงกรานต์ หวั่นดีเซลทะลุ 70 บาท แนะรัฐบาลเฝ้าระวัง "นายทุนพลังงาน" กักตุน ปั่นราคา

8 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและวิกฤตพลังงานของไทย พร้อมเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการใช้จ่าย แนะการรับมือของรัฐบาลที่อาจนำพาสังคมไปสู่ความยากลำบากในช่วงหลังพ้นเทศกาล หากจัดการไม่ดี ราคาน้ำมันดีเซลอาจพุ่งสูง 70 บาทต่อลิตร โดยฝากความห่วงใยถึงประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนหาเช้ากินค่ำและแรงงานรายวัน ไม่ควรใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจหลังสงกรานต์จะเข้าสู่ภาวะฝืดเคืองอย่างหนัก

"สถานการณ์แบบนี้ มันท้าทายพวกเราทุกคน การที่บอกว่าน้ำมันจะยังไม่ขึ้นช่วงก่อนสงกรานต์ แล้วรัฐมนตรีพลังงาน ท่านบอกว่าราคาหน้าโรงกลั่นของ B7, B20 ต้องลงมา 2 บาทเนี่ย เมื่อพ้นสงกรานต์ นั่นแหละครับ สถานการณ์เราจะเลวร้ายมาก ต้องฝากพี่น้องทุกคนนะครับ ช่วงสงกรานต์ท่านอย่าจับจ่ายใช้สอยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าสุรุ่ยสุร่าย อย่าใช้จ่ายเกินตัว แล้วอย่าล้างผลาญตนเองครับ เพราะหลังสงกรานต์จะเป็นเรื่องชีวิตจริง" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้เปิดเผยข้อมูลจากการพูดคุยกับผู้ประกอบการว่า ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน หากมีพนักงานขอลาออก นายจ้างกลับรู้สึกยินดีเพราะเป็นการลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของตลาดแรงงาน และเป็นที่น่ากังวลว่าแรงงานที่เดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล อาจจะต้องเผชิญกับภาวะตกงานเมื่อกลับมาทำงานอีกครั้ง

ขณะที่ประเด็นการบริหารงานของรัฐบาล รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีการวางแผนรัดเข็มขัดและจัดลำดับความสำคัญของนโยบายอย่างเร่งด่วน พร้อมชี้ให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลที่จะขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 80% เพื่อนำเงินมาอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน และการออกมาตรการเยียวยาแบบเดิม ๆ เช่น โครงการ "คนละครึ่งพลัส" ก็เป็นเพียงการนำเงินภาษีหรือเงินกู้มาใช้ ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้จริง เพราะความเดือดร้อนในขณะนี้ได้กระจายตัวไปทุกกลุ่มอาชีพแล้ว

"รัฐบาลก็ต้องตระหนักในเรื่องนี้ ท่านต้องจัดระบบในการดูดซับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ต้องจัดกลไกในการดูแล ท่านจะบอกแค่ว่าคนละครึ่งพลัสไม่ได้หรอกครับ คนละครึ่งพลัสก็ใช้เงิน และเป็นเงินภาษี ก็อาจจะต้องไปกู้มา จะบอกเยียวยาบางกลุ่ม มันก็ไม่ได้เพราะมันเดือดร้อนกันทุกกลุ่ม" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในโครงสร้างราคาพลังงาน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบว่ามี "กลุ่มทุนพลังงาน" ที่คอยแสวงหาผลประโยชน์จากการกักตุน ลักลอบนำเข้าน้ำมันหนีภาษี หรือปั่นราคาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเองหรือไม่ หากพบว่ามีจริง รัฐบาลต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด รวมถึงปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งหากลุกลามบานปลายจนเกิดสงครามเต็มรูปแบบ จะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตพลังงานโลกและส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย

"ตกลงนายทุนพลังงานมีอยู่จริงหรือเปล่า ที่มีทั้งการกักตุน ที่มีทั้งการนำน้ำมันที่อาจจะไม่ได้เสียภาษีเข้ามา ที่มีทั้งการไปปรับราคาเพื่อที่จะให้สนนราคามันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบรรดานายทุนเหล่านี้ ถ้ามีต้องจัดการขั้นเด็ดขาด ถ้ายิ่งสหรัฐอเมริกาไม่หยุด อิหร่านไม่นำพา แล้วเขาก็เดินหน้าสงครามกัน เรายิ่งต้องวางแผนให้ดี รัดเข็มขัดให้มาก จัดสิ่งที่ควรให้มาก่อน สิ่งที่ไม่ควรให้ไปหยุดไว้ทีหลัง" 

​"ผมยังเกรงเลยนะครับว่าหลังสงกรานต์ไปสักระยะหนึ่ง ราคาดีเซลจะแตะได้ถึง 70 บาท หวังว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น รัฐบาลต้องพยายามพยุงให้ได้มากที่สุด โดยที่ไม่ได้จ่ายชดเชยเอาเงินภาษีมาเสริมเติม.ไม่เช่นนั้นสถานการณ์เราเลวร้ายแน่นอน" รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top