Friday, 5 June 2026
วิกฤตน้ำมัน

จับโป๊ะ!! 'โจ ไบเดน' ส่งทีมคุยเผด็จการ 'เวเนซุเอลา' ประคองเสถียรภาพน้ำมันก่อน ประชาธิปไตยว่ากันทีหลัง

ไบเดนกำลังเสี่ยงบ่อนทำลายความพยายามส่งเสริมประชาธิปไตยของตัวเอง หลังมีข่าวแอบส่งตัวแทนพบผู้นำเผด็จการเวเนซุเอลา เพื่อหาซัพพลายน้ำมันมาทดแทนน้ำมันรัสเซียที่ถูกคว่ำบาตร

ท่ามกลางสงครามในยูเครน คณะผู้แทนอเมริกันย่องเข้าพบนิโคลัส มาดูโร ที่วอชิงตัน เพื่อพูดคุยเรื่องความชอบธรรมในการรับตำแหน่งประธานาธิบดีเวเนซุเอลาที่อุดมด้วยน้ำมัน แต่ข่าวนี้กลับรั่วไหล ส่งผลให้คณะบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ต้องตะเกียกตะกายออกมาอธิบายสาเหตุที่ไปข้องแวะกับรัฐบาลเผด็จการ

ไบเดน อาจอวดอ้างความสำเร็จหลังจากเมื่อวันอังคาร (8 มี.ค.) ทางเวเนซุเอลา ได้ปล่อยชาวอเมริกัน 2 คนที่ถูกควบคุมตัวไปก่อนหน้านี้

แต่อย่างไรก็ดี ท่ามกลางภาวะที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งพรวดจากสงครามในยูเครน รวมทั้งการที่วอชิงตันแบนการนำเข้าน้ำมันและก๊าซทั้งหมดจากรัสเซีย จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการหาซัพพลายน้ำมันจากที่อื่น

วิกตอเรีย นูแลนด์ ปลัดกระทรวงต่างประเทศ อ้างว่า สิ่งที่รัฐบาลทำเป็นเรื่องปกติที่ทำกันทั่วโลกคือ หาหุ้นส่วน องค์กร และนิติบุคคลที่จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาด และเนื่องจากมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ผลิตน้ำมันดิบชนิดหนักแบบที่รัสเซียส่งออก อเมริกาจึงจำเป็นต้องเสาะแสวงหาจากทุกที่ที่ทำได้

ทั้งนี้ นูแลนด์ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่อาจมีการสั่งซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลา แม้ว่าอเมริกาคว่ำบาตรน้ำมันจากชาติลาตินอเมริกาแห่งนี้มาตั้งแต่ปี 2019 มิหนำซ้ำเวเนซุเอลายังเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียอีกด้วย

ในส่วนมาดูโรนั้น มาเรียโน เดอ อัลบา ที่ปรึกษาในลาตินอเมริกาของอินเตอร์เนชันแนล ไครซิส กรุ๊ป บอกว่า กำลังศึกษาความเป็นไปได้ของการให้สัมปทานแบบต่างตอบแทน แต่ไม่ได้หมายความว่า เขาจะทิ้งปูติน และสำทับว่า การพักการเป็นปฏิปักษ์ระหว่างวอชิงตันกับคารากัสจะเป็นกระบวนการที่เยิ่นเย้อ ไร้ความแน่นอน และเสี่ยงสูง

ไม่ว่าจะอย่างไร คณะบริหารของไบเดนถูกวิจารณ์ยับเรียบร้อย โดยในการแถลงต่อสภาเมื่อวันอังคาร นูแลนด์ไม่ได้ถูกตัวแทนจากพรรครีพับลิกันไล่ต้อนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสมาชิกเดโมแครตพรรคเดียวกับไบเดนด้วย

มาร์โก รูบิโอ วุฒิสมาชิกรีพับลิกัน โจมตีว่า การซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลาอาจส่งผลอย่างมากต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เท่ากับเป็นการโอนเงินหลายล้านดอลลาร์เข้ากระปุกออมสินมาดูโร

บ็อบ เมเนนเดซ ผู้นำเดโมแครตในคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์สภาสูง ขานรับว่า การสร้างแรงบันดาลใจด้านประชาธิปไตยให้คนเวเนซุเอลามีค่ามากกว่าน้ำมันไม่กี่พันบาร์เรล

แอรอน เดวิด มิลเลอร์ อดีตนักการทูตอเมริกันที่ปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญของกองทุนคาร์เนกี้เพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ เชื่อว่า วอชิงตันจะยอมเสี่ยงถูกครหา เนื่องจากไบเดนกำลังพยายามหาช่องทางต่างๆ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของชาติกับการดูแลผลประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง

แต่สถานการณ์ของไบเดนดูเหมือนละเอียดอ่อนยิ่งขึ้นเนื่องจากเขาสัญญาไว้ว่า สิทธิมนุษยชนจะเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายต่างประเทศที่ตอนนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ

ทำความเข้าใจ ทำไมสงครามรอบนี้กระทบวิกฤตน้ำมันของไทย

ทำความเข้าใจ ทำไมสงครามรอบนี้กระทบวิกฤตน้ำมันของไทย

สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านรอบนี้ทำให้เราเรียนรู้อะไรได้หลายๆสิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของพลังงานน้ำมัน วันนี้เอย่าจะมาเล่าเรื่องวิกฤตพลังงานของไทยรอบนี้ให้ทุกท่านทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริงก่อน แล้วค่อยมาดูว่าความจริงเรานั้นควรจะอยู่กับวิกฤตนี้อย่างไร

ณ วันนี้เราต้องบอกว่าอิหร่านไม่ใช่ประเทศหมูในอวยของสหรัฐที่คิดว่าจะเอาระเบิดไปหย่อนหัวแล้วลากตัวผู้นำออกมาได้ เพราะนี่ได้พิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่อิหร่านมีนอกจากอาวุธแล้ว อิหร่านยังมีพันธมิตรที่ดีที่พร้อมจะเป็นหูตาให้เวลาโดนนักเลงโลกรังแก และเชื่อได้เลยว่าสงครามนี้อาจจะทวีคูณความเสียหายไปมากกว่านี้อีกหลายเท่าจนต้องบีบให้ประเทศอีกหลายๆประเทศต้องเลือกข้างก็เป็นได้

กลับมาที่ไทย จากที่ท่าน สว. หญิงท่านหนึ่งได้ออกมาจั่วหัวว่า ประเทศไทย ยังไม่มี “คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ” (Strategic Petroleum Reserve) แบบหลายประเทศ จนกลายเป็นประเด็นในโซเชียลไปทั่ว เอย่าก็อยากจะย้ำคำตอบของท่านอนุทินอีกครั้งว่า ไทยมีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์รัฐอยู่แล้วคะ แต่เราไม่ได้มีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์เต็มรูปแบบ แต่ไทยเราใช้ระบบที่เรียกว่า Legal Reserve คือให้เอกชนเป็นผู้เก็บขั้นต่ำตามกฎหมาย ภายใต้การกำกับของกระทรวงพลังงาน และ กรมธุรกิจพลังงาน เพื่อลดภาระการสร้างที่เก็บของไทยเอง เพราะจากข้อมูลที่เอย่าไปหามา ประเทศที่ลงทุนทำคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ หรือเรียกว่า Strategic Petroleum Reserve หรือ SPR นั้นต้องลงทุนนับแสนล้านบาทในการทำที่เก็บ ซึ่งประเทศที่เลือกใช้ระบบ SPR นี้ ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน 100% หรือเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

กลับมาที่ตรงนี้ว่าแล้วไทยไม่เสี่ยงหรือ ณ วันนี้ เอย่าจะขอตอบจากข้อมูลที่หามาได้ให้ทราบนะคะ ณ ตอนนี้ประเทศไทยพึ่งพาน้ำมันนำเข้า 80% และอีก 20% เป็นการขุดเจาะในไทยเอง ซึ่งน้ำมันทั้งหมดที่นำเข้าเป็นน้ำมันดิบเพราะไทยมีโรงกลั่นของตัวเอง อีกทั้งในไทยเราสามารถผลิตน้ำมันดิบในประเทศได้ประมาณ 120,000–150,000 บาร์เรลต่อวัน จากแหล่งทั้งบนบกและในทะเล รวมถึงกลั่นน้ำมันได้วันละ 1.2–1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากที่สุดในอาเซียนขณะนี้ และนี่ถึงเป็นข้อบ่งบอกว่าถ้าเราไม่ประหยัดน้ำมันกันเลย ใช้น้ำมันแบบสุรุ่ยสุร่าย เราจะมีน้ำมันสำรองใช้กันไปอีก 60-65 วันตามคำที่ท่านอนุทินกล่าวนั่นเอง

คำถามต่อมาคือ แล้วไทยเราต้องกังวลกับวิกฤตน้ำมันครั้งนี้หรือ เอย่าขอตอบให้ทราบคำว่าน้ำมันดิบที่เรานำเข้าส่วนใหญ่มาจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประมาณ 43% ของปริมาณทั้งหมดและอีก 14% มาจากซาอุดิอาระเบีย พูดง่ายๆน้ำมัน 80% ที่เรานำเข้ามานั้น 57% ของน้ำมันนำเข้ามาจากประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกาและต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุชเท่านั้น ถามว่าถ้าเราขนส่งไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุชทำได้ไหม คำตอบคือได้คะแต่ราคาจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าจากราคาที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุชและน้ำมันที่ไม่ผ่านช่องแคบนี้จะขนส่งได้ในปริมาณที่จำกัด ซึ่งไม่เหมาะกับการซื้อน้ำมันในจำนวนมาก

ณ วันนี้เราอาจจะยังไม่ได้เผอิญถึงวิกฤตการขาดแคลนพลังงานที่แท้จริงและจากสถานการณ์ที่อิหร่านยิงเรือมยุรีนารีของไทยก็เป็นการส่งสัญญาณแล้วว่าแม้ไทยจะบอกว่าเป็นกลางในสงครามครั้งนี้ มันไม่ได้มีอยู่จริงเพราะอิหร่านก็คงร็สึกเสมอมาว่าไทยมีความโปรอเมริกาอยู่แม้ว่าไทยเราจะไม่ได้เป็นขี้ข้าอเมริกาเต็มตัวแบบหลายๆประเทศในอาเซียนก็ตาม การเดินเกมส์การทูตครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากถึงความอยู่รอดของไทย และเอย่าจะขอส่งสัญญาณไปถึงผู้มีอำนาจของรัฐบาลไทยนะคะ อย่างการเล่นเป็นนกสองหัวของผู้นำอินเดียอย่าง Narendra Modi ในการจะรักษาสมดุลและสัมพันธภาพทั้งกับสหรัฐและรัสเซียไว้ แต่รัสเซียไม่เล่นด้วยเลยตัดส่วนลดพิเศษราคาน้ำมันที่อินเดียเคยได้ไปเสียอย่างนั้น ดังนั้น Siamese Talk ในอดีตอาจจะไม่สามารถใช้ได้แล้วในการศึกครั้งนี้ก็เป็นได้ดังตัวอย่างที่อินเดียทำไว้และรัสเซียก็เชือดไก่ให้ลิงดูเป็นขวัญตาว่าการทรยศจะได้รับผลอย่างไร

ปลัดพลังงานชี้วิกฤตน้ำมัน ราคาน้ำมันพุ่งเกือบ 3 เท่า กองทุนน้ำมันติดลบเกือบ 5 หมื่นล้าน เร่งดึง Windfall โรงกลั่นช่วยประชาชน วอนทุกฝ่ายร่วมมือฝ่าวิกฤตพลังงาน

“ปลัดพลังงาน” ชี้วิกฤตน้ำมันรุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ เร่งดึง Windfall โรงกลั่น ช่วยประชาชน วอนทุกฝ่ายร่วมมือฝ่าวิกฤต

วันนี้ (3 เมษายน 2569) นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานในขณะนี้ว่า เป็นวิกฤตที่รุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกพุ่งทะยานจากสถานการณ์ปกติที่ 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นเกือบ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ซึ่งรุนแรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เคยทำสถิติสูงสุดไว้ที่เพียง 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการชดเชยราคาช่วยเหลือประชาชนติดลบแล้วเกือบ 5 หมื่นล้านบาท แม้จะมีวงเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาทรองรับได้ประมาณอีก 2 เดือน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็น่ากังวลอย่างยิ่ง การบริหารราคาในช่วงนี้จึงยากลำบากเพราะต้องรักษาสมดุลระหว่างราคาตลาดโลก ฐานะกองทุนฯ และผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 2 วันติดกันที่ผ่านมานั้น ก็เพื่อรักษาสภาพคล่องกองทุนฯ และไม่ให้เกิดการขึ้นราคาแบบกระชากเพราะอาจทำให้เกิดการกักตุนหรือลักลอบนำออกนอกประเทศไทย โดยกระทรวงพลังงานได้สั่งการให้พลังงานจังหวัดเข้มงวดตรวจสอบสถานีบริการทั่วประเทศในวันก่อนที่จะมีการขึ้นราคาป้องกันการกักตุน ขณะเดียวกันยังคงใช้เงินกองทุนฯ อุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) วันละประมาณ 30 ล้านบาท เพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพและราคาอาหารของประชาชน

สำหรับประเด็นโครงสร้างราคาและค่าการกลั่นนั้น การคำนวณสต๊อกน้ำมัน(เก่า-ใหม่) ของโรงกลั่นใช้วิธี Mark to Market ซึ่งเป็นตามหลักสากลที่ใช้กัน ซึ่งโรงกลั่นก็ต้องยอมรับความเสี่ยงตรงนี้ด้วย ส่วนค่าการกลั่นก็ไม่ใช่กำไรสุทธิ แต่ครอบคลุมต้นทุนคงที่ต่างๆ เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าขนส่ง ค่าแรง และค่าบำรุงรักษา และต้นทุนเพิ่มเติมอย่างค่า War Premium ค่าประกันภัย ค่าน้ำมันดิบที่แพงขึ้นในช่วงสงคราม อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤตนี้พบว่า ค่า War Premium ที่เพิ่มเข้ามา ส่งผลให้เกิดกำไรส่วนเกิน (Windfall) ทางคณะ คตร. จึงเร่งพิจารณานำค่าการกลั่นเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 2.43 บาท มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เพื่อดึงส่วนต่างนี้กลับมาชดเชยให้ประชาชน โดยได้เรียกโรงกลั่นหารือเพื่อหาจุดสมดุลแล้ว และได้รับความร่วมมือเบื้องต้นจาก ปตท. และบางจาก ซึ่งคาดว่าจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อสรุปตัวเลขได้ในวันจันทร์นี้ ก่อนจะพิจารณารูปแบบการช่วยเหลือต่อไปว่าจะเป็นการลดราคาให้ทันที หรือช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า เช่น กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง ทั้งนี้ตัวเลข Windfall ในแต่ละเดือนมีความแตกต่างกัน

"วิกฤตการณ์ครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมากในประวัติศาสตร์ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมัน ผู้ประกอบการ และประชาชน กระทรวงพลังงาน พยายามอย่างเต็มที่ในการหาจุดสมดุลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการดึงกำไรส่วนเกิน หรือ Windfall มาช่วยแบ่งเบาภาระ ซึ่งเชื่อมั่นว่าโรงกลั่นที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยจะให้ความร่วมมือ เพราะนี่คือเวลาที่ต้องช่วยคนไทยด้วยกัน เพื่อฝ่าฟันวิกฤตที่หนักหน่วงนี้ไปด้วยกันให้ได้" นายประเสริฐ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top