Thursday, 4 June 2026
วันเฉลิมพระชนมพรรษา

'บิ๊กแก้ว' ประธานจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2565​ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2565 ที่กองบัญชาการกองทัพไทย​ (บก.ทท.) พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2565​ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสมพระเกียรติ ซึ่งตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมาพระองค์ทรงอุทิศพระวรกายในการประกอบพระราชกรณียกิจต่าง ๆ นานัปการ ทั้งในด้านการศึกษา ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านการต่างประเทศ ด้านเกษตรกรรม ด้านการศาสนา ด้านการกีฬา ด้านการทหาร และด้านการบิน

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

ภ.2 ร่วมบริจาคโลหิต เนื่องใน วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี

ตำรวจภูธร ภาค 2 จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความดีด้วยหัวใจ” ดำเนินกิจกรรมจิตอาสาบริจาคโลหิต " เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุธิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ที่ หอประชุมชั้น 2 ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี  พลตำรวจโท สมประสงค์  เย็นท้วม/ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมข้าราชการตำรวจ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ ดำเนินกิจกรรมจิตอาสาบริจาคโลหิต เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี" โดยมีนายชัยพร แพภิรมย์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายเพิ่มสิน คณิตวานนท์ ประธานกต.ตร.สภ.คลองกิ่ว พร้อมด้วย ผกก.สภ.ทุก สภ. ตัวแทนแต่ละ สภ. และแม่บ้านตำรวจ ภ.จว.ชลบุรี เข้าร่วมการจัดกิจกรรม ตำรวจภูธรภาค 2  ได้นำกำลังพลมาร่วมกันบริจาคโลหิต เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี" เนื่องจากสภาวะปัจจุบันโลหิตในคลังสภากาชาดไทย เกิดภาวะขาดแคลน ทางตำรวจภูธรภาค 2 ต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งกำลังพลทุกนายที่ร่วมบริจาคโลหิต ล้วนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีความเต็มใจเสียสละและตั้งใจที่จะมาร่วมกันบริจาคโลหิตในครั้งนี้

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

‘พล.ท.นันทเดช’ ชี้ 4 เหตุผลสำคัญ ทำให้ไทยอยู่ได้อีกนาน คนทั้งประเทศมี ‘พระเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียวกัน’ อยู่ในจิตสำนึก

(29 ก.ค. 67)  พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ ‘สถาบันพระมหากษัตริย์ กับ ประเทศไทย ในอนาคต ตอนที่ 1’ ระบุว่า...

สถาบันพระมหากษัตริย์ กับ ประเทศไทย ในอนาคต ตอนที่ 1

นอกจากเรื่องสงครามนิวเคลียร์แล้ว สถานการณ์ต่างๆในประเทศไทย และของโลก ในปัจจุบัน ได้ทำให้พวกเราหลายคนกังวลว่า อีกไม่นานประเทศไทยอาจจะกลายเป็น ‘ประเทศที่ล้มเหลว’ (Failed State)ในอนาคตอันใกล้นี้ได้ !!

ผมขอยืนยันว่าประเทศไทยจะไม่มีทางเป็น Failed State แน่นอน จากเหตุผลที่ไม่เข้าเงื่อนไขหลายประการ ได้แก่

1.เงื่อนไขสำคัญของการเป็นรัฐล้มเหลว คือการที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมพื้นที่บางส่วนของประเทศได้ ซึ่งรัฐบาลไทย แม้จะขี้โกงขนาดไหน ก็ยังเป็นคนไทย ไม่กล้าปล่อยให้พื้นที่ไหนขาดการควบคุม  และประชาชนคนไทยก็ไม่ได้โง่ เพียงแต่ส่วนใหญ่อยากอยู่สงบๆ และเรียบง่าย  แต่ถ้ามีเรื่องเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติแล้ว คนไทยก็ไม่เคยนิ่งเฉยสักครั้งเลย ส่วนเหตุความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น  ถ้าจะแก้ไขปัญหากันอย่างจริงจัง ก็ย่อมทำได้ แต่ผู้คนเหล่านั้น ก็คือ คนไทย ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ   ประกอบกับการที่ทุกคนเป็นประชาชนที่มีพระเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียวกันอีก ดังนั้น ฝ่ายทหาร จึงมักใช้วิธีการพูดคุยกัน  เป็นหลัก ก่อนการใช้ความรุนแรงปราบปราม

2.โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบของรัฐชาตินั้น ประเทศไทยยังมีอยู่ครบถ้วน ทั้ง ด้านการศึกษา การสาธารณสุข การคมนาคม ฯลฯ ซึ่งแม้องค์กรเหล่านี้จะไม่เข็มแข็งนักเพราะต้องลู่ตามลมการเมือง แต่เราก็มี ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คอยคัดท้ายอยู่  ส่วนองค์กรทางด้านความมั่นคงส่วนใหญ่ ยังเข็มแข็ง พอที่จะป้องกันประเทศได้ หรือสามารถตอบอย่างเต็มปากเต็มคำ ว่า ‘ทหารมีไว้ทำไม’

3.ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีสงครามกลางเมือง หรือ การก่อการร้าย เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับการควบคุมได้ (หลังแจกเงินดิจิตอลแล้วค่อยมาพูดกันอีกที) ส่วนเรื่องสิทธิมนุษยชนของไทยนั้น  ดีเยี่ยมกว่าทุกประเทศในเอเซีย การตกงานแม้จะเริ่มสูงขึ้น ถึงกับมีข่าวการตกงานกันแทบทุกวัน  แต่ถ้าไม่เลือกงาน ก็ยังพอไหว สิ่งที่น่าวิตกมากสุด คือ เรื่องของการคอรัปชั่น ที่กำลังก้าวขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ตรงนี้ดูเหมือนคนไทยจะคุ้นชินกันไปซะแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงไยพอควรทีเดียว

4.จุดแข็งของประเทศไทย คือ คนไทยเรามี สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในจิตสำนึก แม้พระองค์จะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่พระองค์ก็ทรงงานช่วยเหลือประชาชนอยู่ตลอดเวลา ไม่มีวันหยุด ไม่เหมือนนักการเมือง ที่มีวาระการทำงาน หมดวาระก็เลิกทำ   พระองค์จึงต่างกับนักการเมือง ที่สามารถทรงงานแก้ไขปัญหาของประชาชนได้ อย่างต่อเนื่อง และ ยังเป็นสถาบันหลักของชาติเพียงสถาบันเดียวในปัจจุบัน  ที่นักการเมืองขี้โกงทั้งหลาย และผู้ที่คิดร้ายต่อประเทศ  ยังต้องพะวงหน้าพะวังหลังอยู่  เนื่องจากรู้ดีว่า เบื้องหลังพระองค์ยังมีประชาชนจำนวนมหาศาลที่ ยืนอยู่เคียงข้างพระองค์ อย่างเงียบๆ อยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นประเทศไทยยังอยู่ได้อีกนานครับ ไม่ต้องหนีไปไหน แต่ “ความเจริญก้าวหน้าอาจจะชะลอคงที่อยู่ ไม่รุดหน้าไปเหมือนประเทศอื่นๆ”แค่นั้น ซึ่งจะส่งผลทำให้คนไทยจะจนลงเรื่อยๆ คนชั้นกลางที่เคยเป็นผู้ออกมารักษาผลประโยชน์ของชาติ ก็จะลดน้อยลงไป

การทุจริตก็จะกลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะแก้ได้หรือไม่ก็อยู่ที่ตัวเราเองด้วยครับ คิดเสียว่าในอนาคตน่าจะดีขึ้นก็ได้ครับ

ข้อเขียนเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา

‘สมเด็จพระสังฆราช’ มีพระดำรัสถวายพระพร ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ ขอตั้งกัลยาณจิตถวายพระพรชัยมงคล ให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

(11 ส.ค. 67) เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระดำรัสถวายพระพรแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2567 ความว่า ...

ศุภมงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา ของสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ได้เวียนมาบรรจบ อีกคำรบหนึ่ง อาตมภาพในนามคณะสงฆ์ ขอตั้งกัลยาณจิตถวายพระพรชัยมงคล ให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงมุ่งมั่นบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรมาเนิ่นนานกว่า 7 ทศวรรษ ทรงถึงพร้อมด้วยพระราชจริยวัตรอันสอดคล้องต้องด้วยธรรมะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อ ‘ทาน’ ซึ่งหมายถึง การให้ การแบ่งปัน การเสียสละ และการเอื้อเฟื้อ อันเป็นคุณธรรมสำคัญแห่งพุทธาทิบัณฑิตทั้งหลายมานับแต่โบราณกาล แม้สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ ก็ทรงสั่งสมพระทานบารมีมาแล้วนับอเนกอนันต์ชาติ อันว่าการให้ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น จำแนกได้เป็นหลายสถาน กล่าวคือ ‘อามิสทาน’ การให้วัตถุสิ่งของ ‘ธรรมทาน’ การสั่งสอนอบรมคุณธรรมเพื่อนำออกจากทุกข์ การให้กำลังใจ และการให้วิชาความรู้ ‘อภัยทาน’ การให้ชีวิต การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากให้ทุเลาทุกข์ภัย การยกโทษให้ผู้คิดร้าย พูดร้าย หรือทำร้าย โดยไม่พยาบาทอาฆาตจองเวร ครั้นพิเคราะห์ให้ลึกซึ้งถึงพระราชจริยวัตรและพระราชกรณียกิจของสมเด็จบรมบพิตร ย่อมเห็นประจักษ์ได้ว่าพระองค์ทรงบำเพ็ญทานทุกชนิดอย่างสม่ำเสมอ สมด้วยพระราชสมัญญา ‘แม่ของแผ่นดิน’ ผู้พร้อมเสียสละให้ทั้งอามิสทาน ธรรมทาน และอภัยทานแก่สรรพชีวิต ซึ่งทรงเพ่งพินิจว่าล้วนเป็น “ลูก” ของพระองค์ โดยไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง ทั้งนี้ ก็ด้วยอานุภาพแห่งพระมหากรุณาธิคุณ

เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ขอปวงประชานิกร จงสโมสรสมานฉันท์ พร้อมเพรียงกันบูชาพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการให้ปันแก่กันและกันอย่างจริงใจ เพื่อความผาสุกของลูกหลานไทยจักบังเกิดขึ้นได้ สมดังพระราชหฤทัยปรารถนา

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และพระราชกุศลธรรมจริยา โปรดอภิบาลรักษาสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ให้ทรงบริบูรณ์ด้วยจตุรพิธพรชัย เสด็จสถิตเป็นกำลังพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นมิ่งขวัญแห่งราชอาณาจักรไทย ตลอดกาลนานเทอญ

‘พรรคประชาชน’ ไร้แบนเนอร์ ‘ถวายพระพร’ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ตอกย้ำ!! คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ‘ล้มล้างการปกครอง-เซาะกร่อนบ่อนทำลาย’

(12 ส.ค. 67) เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2567 พรรคการเมืองหลักทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคชาติไทยพัฒนา รวมทั้งพรรคเล็กพรรคน้อย ต่างทำแบนเนอร์ถวายพระพร ผ่านเพจของพรรค อย่างพร้อมเพรียงกัน ในขณะที่พรรคประชาชน ไม่ปรากฏแบนเนอร์ถวายพระพรแต่อย่างใด

ทั้งนี้นับแต่มีการก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ มาถึงพรรคก้าวไกล ก็ไม่ปรากฏมีการทำแบนเนอร์ถวายพระพรในวันสำคัญของราชวงศ์แม้แต่ครั้งเดียว และไม่มีคำอธิบายใดๆทั้งสิ้น นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ถึงแนวคิดของพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล รวมทั้งพรรคประชาชนว่า ไม่ต้องการสถาบันพระมหากษัตริย์ ตอกย้ำด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่วินิจฉัยว่าการแก้ม.112 ของพรรคก้าวไกล เป็นการล้มล้างการปกครอง รวมถึงคดียุบพรรคก้าวไกล ล้วนแสดงให้เห็นถึงเป้าหมายของพรรคนี้ว่าไม่ต้องการการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องการตัดสถาบันพระมหากษัตริย์ออกจากระบอบการปกครอง

ผบ.พัน ร.7 กรม.ร.3 พล.นย.นำกำลังพลในสังกัด ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2567

วันที่ 13 ส.ค. 67 น.ท.เมธา คงเจริญ ผบ.พัน.ร.7 กรม ร.3 พล.นย. พร้อมด้วยข้าราชการและพลทหารในสังกัด ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2567 ผ่านระบบออนไลน์ ณ บริเวณ บก.พัน.ร.7 กรม ร.3 พล.นย. ค่ายมหาสุรสิงหนาท ต.ตะพง อ.เมืองระยอง จ.ระยอง
เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย
โดยผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 11 – 13 สิงหาคม 2567 ตามที่รัฐบาลเชิญชวนคนไทยร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2567

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

ทรงพระเจริญ ๓ มิถุนายน วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหารและพนักงาน สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES

วันที่ 3 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 

พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี คู่พระบารมีรัชกาลที่ 10

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2521 มีพระนามเดิมว่า สุทิดา ติดใจ ทรงสำเร็จการศึกษาหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จบการศึกษาเมื่อปี พ.ศ.2543 ก่อนที่จะทรงเข้าทำงานเป็นพนักงานต้อนรับของการบินไทย เมื่อปี พ.ศ.2546 - พ.ศ. 2551 หลังจากนั้น ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ให้ทรงดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลเอกพิเศษ)

วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส และสถาปนาพลเอกหญิง สุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา เป็น "สมเด็จพระราชินีสุทิดา" ทรงดำรงตำแหน่งพระอิสริยยศ ฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ต่อมา พระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการ จัดขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสุทิดาขึ้นเป็น "สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี"

‘เอเลียด คิปโชเก’ ตำนานนักวิ่งมาราธอนโลก ฑูตด้านการท่องเที่ยวกีฬาฯ โพสต์ถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมฯ

(3 มิ.ย. 68) เอเลียด คิปโชเก ตำนานนักวิ่งมาราธอนโลก เจ้าของสถิติวิ่งมาราธอนได้ต่ำกว่า 2 ชม. และแชมป์โอลิมปิกเกมส์ 2 สมัยชาวเคนยา โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว Eliud Kipchoge ถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2568 โดยข้อความระบุว่า ... 

เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้รับเกียรติให้เข้าร่วมวิ่งมาราธอน Amazing Thailand Bangkok 10K ร่วมกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี นับเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำที่ได้ผ่านสถานที่สำคัญและสถานที่สำคัญของกรุงเทพฯ หลายแห่ง

เนื่องในวันที่ 3 มิถุนายน 2568 นี้ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน มีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ทรงพระเกษมสำราญ และทรงมีความสุขกับการเฉลิมฉลองในปีต่อ ๆ ไป

สำหรับ เอเลียด คิปโชเก ในฐานะ "ฑูตด้านการท่องเที่ยวกีฬาและวัฒนธรรม" ของประเทศไทย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ให้ร่วมวิ่งกับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในระยะ 10 กม. การแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก ครั้งที่ 7 ประจำปี 2567 รายการ "อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก พรีเซ็นต์บาย โตโยต้า ครั้งที่ 7" ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยในปีนี้ เอเลียด คิปโชเก ก็จะมาร่วมการแข่งขันรายการนี้ ที่ประเทศไทย อีกครั้ง

๒๘ กรกฎาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในวันที่ 28 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ปวงชนชาวไทยจะร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัย พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจมากมายเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชกรณียกิจด้านการศึกษาเพื่อสร้างรากฐานแห่งอนาคตของชาติ

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง โดยทรงตระหนักว่าการศึกษาคือรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ พระองค์ทรงสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรในการพัฒนาการศึกษาไทยให้มีคุณภาพและทันสมัย ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และเตรียมคนไทยให้พร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต โดยพระราชกรณียกิจด้านการศึกษาที่สำคัญได้แก่:

ทรงพัฒนาการศึกษาอย่างทั่วถึง
พระองค์ทรงห่วงใยการศึกษาของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อสนับสนุนการก่อตั้งโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาในถิ่นทุรกันดาร 6 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา 1 จ.นครพนม, โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา 2 จ.กำแพงเพชร, โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา 3 จ.สุราษฎร์ธานี, โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 1 จ.อุดรธานี, โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 2 จ.สงขลา และโรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 3 จ.ฉะเชิงเทรา และทรงรับโรงเรียนไว้ในพระราชูปถัมภ์เพิ่มอีก 8 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดโบสถ์) ในพระราชูปถัมภ์ฯ กรุงเทพฯ, โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดน้อยใน) ในพระราชูปถัมภ์ฯ กรุงเทพฯ, โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ฯ กรุงเทพฯ, โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดประดู่) ในพระราชูปถัมภ์ฯ จ.สมุทรสงคราม, โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ในพระราชูปถัมภ์ฯ จ.ปทุมธานี, โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดสุนทรสถิต) ในพระราชูปถัมภ์ฯ จ.สมุทรสาคร, โรงเรียนอนุราชประสิทธิ์ จ.นนทบุรี และโรงเรียนมกุฎเมืองราชวิทยาลัย จ.ระยอง รวมถึงโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 66 แห่ง เพื่อให้การศึกษามีคุณภาพและเข้าถึงได้ทุกคน

ทรงสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษา
พระองค์ทรงเห็นความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีในการศึกษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนและการเข้าถึงการศึกษาของเด็กและเยาวชนในทุกพื้นที่ ผ่านมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯชุดใหม่ และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พัฒนาต่อยอดการดำเนินการให้ทันสมัย ซึ่งคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯได้น้อมนำพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติ โดยพัฒนาระบบการดำเนินงานในองค์กร และระบบการออกอากาศการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม เพื่อรองรับเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยยังคงดำเนินการถ่ายทอดเทปบันทึกการเรียนการสอนระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง มัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไปยังกลุ่มโรงเรียนปลายทาง ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในชนบทห่างไกลกว่า 31,000 แห่ง จากหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งมีการปรับปรุงระบบการออกอากาศเป็นรูปแบบความคมชัดสูง พัฒนาสื่อการเรียนการสอน และเพิ่มช่องทางการออกอากาศทั้งบนเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน DLTV และช่องยูทูบ

พระราชทานโอกาสทางการศึกษา
พระองค์ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษา โดยในปี พ.ศ. 2552 เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระราชดำริดำเนินการโครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนนักศึกษาที่ประพฤติดีและมีผลการเรียนดีให้ได้ศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี และเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.)” โดยทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิ เพื่อสานต่อและเสริมความยั่งยืนให้กับโครงการทุนพระราชทานที่ทรงริเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ซึ่งการดำเนินงานของมูลนิธิฯ มีกลไกระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการที่เข้มแข็ง โดยมีคณะกรรมการมูลนิธิฯ และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงมีคณะกรรมการระดับจังหวัดทุกจังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่คัดเลือกนักเรียนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ารับทุน ติดตามดูแลและส่งเสริมการบำเพ็ญประโยชน์ตลอดระยะเวลาที่ได้รับทุนจนสำเร็จการศึกษา โดยระหว่างปี 2552–2564 มีผู้ได้รับทุน ม.ท.ศ. รวม 13 รุ่น จำนวน 2,088 คน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ เป็นเงินทุนพระราชทานรวมทั้งสิ้นกว่า 607 ล้านบาท และนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา มูลนิธิฯ ได้พัฒนารูปแบบการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นตามพระบรมราโชบาย โดยมีการทำสัญญาการรับทุนและการชดใช้ทุน การฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพผู้รับทุนในด้านทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และคุณธรรมจริยธรรม เพื่อบ่มเพาะให้เป็นคนดี มีจิตอาสา พร้อมพัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่รุ่นที่ 9 เป็นต้นมา

ทรงสนับสนุนมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น
มหาวิทยาลัยราชภัฏ เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ถือกำเนิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม “ราชภัฏ” ซึ่งหมายถึง “คนของพระราชา” ให้แก่สถาบันการศึกษาผลิตครู โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการศึกษาและท้องถิ่น และภายใต้การนำของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ก็ทรงสานต่อพระราชปณิธานและทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏอย่างต่อเนื่อง โดยทรงตระหนักถึงความสำคัญของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ในฐานะกลไกสำคัญในการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มหาวิทยาลัยราชภัฏจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพและคุณธรรม เพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนและสังคม

นอกจากด้านการศึกษาแล้ว พระองค์ยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น

ด้านการทหาร พระองค์ทรงดำรงพระยศทางทหารของ 3 เหล่าทัพ และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อความมั่นคงของประเทศ

ด้านการศาสนา พระองค์ทรงสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนา เพื่อส่งเสริม คุณธรรม จริยธรรม และความสามัคคีในสังคม

ด้านการกีฬา พระองค์ทรงส่งเสริมกิจกรรมกีฬาเพื่อสุขภาพและการสร้างน้ำใจเป็นนักกีฬา

ด้านการแพทย์และสาธารณสุข พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนให้ได้รับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ โดยเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร และทรงสนับสนุนการวิจัยทางการแพทย์และการป้องกันโรค

การเกษตรและพัฒนาชนบท พระองค์ทรงสืบสานพระราชปณิธานในด้านการเกษตร โดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัย การจัดการน้ำ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยทรงใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568

(25 ก.ค.68) เวลา 07.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีถวายพระพรชัยมงคล พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน และพิธีลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ , รอง ผบ.ตร. , จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) , ผู้ช่วย ผบ.ตร. , รอง จตช. , ผู้บังคับบัญชาหน่วยต่างๆในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธี ณ ห้องโถง ชั้น 1 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนั้น ผบ.ตร. และคณะ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล ฯ ณ ห้องสารสิน ชั้น 2 

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดพิธีต่างๆ ในโอกาสอันเป็นมหามงคล ด้วยความจงรักภักดีของข้าราชการตำรวจ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ในโอกาสอันเป็นมหามงคลนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเชิญชวนข้าราชการตำรวจ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงประชาชน ร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 ผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th  ระหว่างวันที่ 25-31 กรกฎาคม 2568


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top