Wednesday, 22 July 2026
วันสวรรคต

'กองทัพบก' จัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศลครบรอบ 5 ปี ‘วันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร’

วันนี้ (วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2564) เวลา 07.00 น. ณ กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก ณรงค์พันธ์  จิตต์แก้วแท้  ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา และกำลังพลร่วมกิจกรรมบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศล ครบรอบ 5 ปี วันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยกิจกรรมประกอบด้วย พิธีตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 18 รูป จากวัดโสมนัสราชวรวิหาร ถวายเป็นพระราชกุศล ณ บริเวณลานด้านหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 กองบัญชาการกองทัพบก จากนั้นจึงกระทำพิธีสวดพระพุทธมนต์ ณ ห้องจัดเลี้ยง 221 อาคาร 2 ชั้น 2 โดยนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป จากวัดโสมนัสราชวรวิหาร และพิธีวางพวงมาลา และกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณฯ ณ ห้องรับรองพิเศษ 161 อาคาร 1 ชั้น 6 กองบัญชาการกองทัพบก

นอกจากกิจกรรมภายในกองบัญชาการกองทัพบกแล้ว หน่วยขึ้นตรงกองทัพบกต่างพร้อมใจกันจัดกิจกรรมภายใต้โครงการ “ร่วมทำความดี สร้างความรักสามัคคีคนในชาติ สืบสานรักษาต่อยอด พระราชปณิธาน” ได้แก่ กิจกรรมจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจกิจกรรมปลูกหญ้าแฝก กิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งการช่วยเหลือประชาชน เป็นต้น ณ พื้นที่รับผิดชอบของหน่วย ชุมชนใกล้เคียง และพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงครองราชสมบัติ ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 นับเป็นพระมหากษัตริย์ไทย ที่ทรงครองราชสมบัติยาวนานที่สุดในประเทศไทย ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี ที่ทรงครองราชย์ พระองค์ทรงปกครองราษฎรไทยด้วยน้ำพระราชหฤทัยงดงามเปี่ยมด้วยพระเมตตา ภายใต้ปฐมพระบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” พระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่งด้านการทหาร ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ในยามปกติพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมค่ายทหารและตำรวจตระเวนชายแดน และพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ในยามที่ทหารต้องออกปฏิบัติหน้าที่ป้องกันอธิปไตยรักษาความสงบตามแนวชายแดน

พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นมิ่งขวัญกำลังใจแก่ทหารกล้า รวมทั้งพระราชทานทรัพย์อุปการะช่วยเหลือครอบครัว และช่วยเหลือทุนการคึกษาแก่บุตรของทหารที่พลีชีพจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องแผ่นดิน ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศให้มั่นคงอย่างยั่งยืนด้วยแนวพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” ผ่านโครงการพระราชดำริจนทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นกษัตริย์นักพัฒนา

จิตอาสา! ผบ.ตร. นำกำลังพล รวมพลังดาราศิลปิน บริจาคโลหิต ช่วยชีวิตผู้ป่วยกว่า 9 พันราย

วันที่ 27 ต.ค.64 ที่พิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวัน กรุงเทพฯ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมบริจาคโลหิต ตามโครงการ “ตำรวจ จิตอาสา บริจาคโลหิต ช่วยชีวิตผู้ป่วย น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ 2 มหาราช” โดยมี พล.ต.อ. วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

กลุ่มดาราศิลปิน นำโดย โดโด้ ยุทธพิชัย ชาญเลขา , แอม ณัฎฐา ชาญเลขา ,พาส ภศนา ทองบุญเรือง ,ตุ๋ย สุวินัยจำปาศิริ , นีฟ รัฐนันท์ สุขอุบล ,ส้ม ทัศวรรรณ ,พลอย วรินทร์ แสนชัย , เอ๊กซ์ หม่อมเอ็กส์ อัศนัย ,ทอฝัน Maxim น้องจูน นาตาชา ,ร.ต.อ.หญิง พัชรีย์ เซ่งเตียวโล่,น้าแมน พินิจนันท์ บัวมหาศักดิ์ ,แม็กกี้ อาภา ภาวิไล ตลกหน้าเหมือนเหยิน สกอเปี้ยน และทีมงานดาราพยนตร์ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ ร่วมกันบริจาคโลหิตช่วยชีวิตผู้ป่วย ถวายเป็นพระราชกุศล

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า เนื่องในเดือนตุลาคม มีวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งตรงกับวันที่ 24 ตุลาคมของทุกปี และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรตรงกับวันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี พระองค์ได้มีพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขแห่งปวงพสกนิกรชาวไทยสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยความร่วมมือจากสภากาชาด จึงจัดกิจกรรมจิตอาสาด้วยการบริจาคโลหิตขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์ท่าน

กิจกรรมจิตอาสาเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความสมัครสมาน สามัคคี ร่วมมือร่วมใจ เพื่อประโยชน์สุขส่วนรวมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ทำให้เกิดความรักความผูกพันใน 4 สถาบันหลักของชาติ คือ สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน 

24 กันยายน ‘วันมหิดล’ วันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย

24 กันยายน พ.ศ. 2472 เป็นวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย จึงถือเอาวันนี้เป็นวัน ‘มหิดล’ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระองค์ฯ

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระราชโอรส-พระราชธิดาด้วยกัน 3 พระองค์ ดังนี้ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร  และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระผู้ได้รับการถวายพระสมัญญาภิไธยจากแพทย์และประชาชนทั่วไปว่า “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย”

22 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 วันสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระองค์ทรงเป็นพระอัครมเหสี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมเหสีพระองค์แรกตามแบบยุโรปและระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย หลังจากพระราชสวามีสละราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. 2477 พระองค์ประทับอยู่ประเทศอังกฤษจวบจนพระราชสวามีเสด็จสวรรคต และเสด็จนิวัติกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ. 2492 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลในขณะนั้น

ในอดีตกล่าวกันว่าพระองค์เป็นสตรีชาวไทยที่ทรงพระสิริโฉมสามารถเลือกฉลองพระองค์ยุโรปมาสวมใส่ได้อย่างเหมาะสม ทั้งยังมีพระจริยวัตรนุ่มนวล พระพักตร์แจ่มใส แย้มพระสรวลอยู่เนืองนิตย์ ทั้ง ๆ ที่พระองค์ประสบกับโลกธรรมและความสูญเสียอันใหญ่ยิ่งมาแล้ว

พระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานะพระบรมราชินีในการเสด็จพระราชดำเนินไปยังหัวเมือง รวมทั้งต่างประเทศเพื่อเป็นการเชื่อมพระราชไมตรีระหว่างประเทศ ภายหลังการนิวัติประเทศไทยหลังการสวรรคตของพระราชสวามีแล้ว พระองค์ได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชหลายครั้ง 

เมื่อเสด็จย้ายไปประทับ ณ จังหวัดจันทบุรี ทรงดำเนินกิจการในด้านการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ และทรงพัฒนาการทอเสื่อ เพื่อเป็นโครงการตัวอย่างและนำความรู้นั้นออกเผยแพร่แก่ประชาชน นอกจากนี้ พระองค์ยังมีส่วนในการพัฒนาการสาธารณสุขและการศึกษาของชาวจันทบุรี โดยรับเป็นพระราชภาระในการปรับปรุงโรงพยาบาลพระปกเกล้า รวมทั้งทรงตั้งมูลนิธิพระปกเกล้าเพื่อสนับสนุนกิจการต่าง ๆ ของโรงพยาบาลพระปกเกล้า วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี

พระองค์ทรงเริ่มมีพระอาการประชวรด้วยพระโรคความดันพระโลหิตสูง ตั้งแต่ พ.ศ. 2518 และวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 เวลา 15.50 นาฬิกา พระองค์เสด็จสวรรคตด้วยพระหทัยวายโดยพระอาการสงบ ณ พระตำหนักวังศุโขทัย รวมพระชนมายุได้ 79 พรรษา 5 เดือน 2 วัน

11 กรกฎาคม 2231 วันสวรรคตสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปิดฉากรัชสมัยกษัตริย์นักการทูต พระมหากษัตริย์ผู้เปิดอยุธยาสู่โลกตะวันตก จากราชสำนักอยุธยาสู่ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 เป็นวันสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์พระองค์สำคัญแห่งกรุงศรีอยุธยา ผู้ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทย และเป็นกษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ปราสาททอง

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงครองราชสมบัติระหว่าง พ.ศ. 2199 ถึง พ.ศ. 2231 รวมระยะเวลาประมาณ 32 ปี รัชสมัยของพระองค์ถือเป็นยุคสำคัญที่กรุงศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองทั้งด้านการเมือง การทหาร การค้า การต่างประเทศ วรรณคดี และการรับวิทยาการจากต่างชาติ

พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถด้านการต่างประเทศอย่างโดดเด่น ในช่วงเวลาที่ชาติตะวันตกเริ่มเข้ามามีบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงดำเนินนโยบายเปิดประเทศ เจริญสัมพันธไมตรีกับนานาชาติ และใช้การทูตเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของกรุงศรีอยุธยา

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญในรัชสมัยของพระองค์ คือการเจริญพระราชไมตรีกับฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีการส่งคณะราชทูตไปมาระหว่างอยุธยากับราชสำนักฝรั่งเศส ทำให้ชื่อของสยามเป็นที่รู้จักในยุโรปอย่างกว้างขวาง และทำให้อยุธยามีบทบาทสำคัญบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศในยุคนั้น
นอกจากฝรั่งเศสแล้ว กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังมีความสัมพันธ์กับหลายชาติ ทั้งอังกฤษ ฮอลันดา จีน ญี่ปุ่น เปอร์เซีย และชาติต่าง ๆ ที่เข้ามาติดต่อค้าขาย ส่งผลให้กรุงศรีอยุธยากลายเป็นศูนย์กลางการค้าและการทูตที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาค

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังทรงโปรดให้เมืองลพบุรีมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้น และเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่ลพบุรีเป็นเวลานานในแต่ละปี พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์จึงกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญทางการเมือง การทูต และวัฒนธรรมในช่วงปลายรัชสมัยของพระองค์

รัชสมัยของพระองค์ยังเป็นยุคที่มีการรับวิทยาการและเทคโนโลยีจากต่างชาติเข้ามาในสยาม ทั้งด้านการทหาร การก่อสร้าง ดาราศาสตร์ การแพทย์ และระบบสาธารณูปโภคบางประการ สะท้อนให้เห็นถึงพระราชวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้างต่อความรู้ใหม่ และทรงเลือกใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความเจริญของบ้านเมือง

ด้านวรรณคดีและวัฒนธรรม รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชถือเป็นยุคสำคัญอีกยุคหนึ่งของอยุธยา มีงานวรรณกรรมและตำราสำคัญเกิดขึ้นหลายชิ้น เช่น จินดามณี ซึ่งได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นตำราเรียนเล่มสำคัญของไทย รวมถึงงานวรรณคดีประเภทคำฉันท์และบทประพันธ์อื่น ๆ ที่สะท้อนความรุ่งเรืองทางภาษาและภูมิปัญญาในยุคนั้น

อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเต็มไปด้วยความตึงเครียดทางการเมือง ภายหลังพระองค์ทรงพระประชวรหนักที่เมืองลพบุรี ได้เกิดความขัดแย้งและการแย่งชิงอำนาจภายในราชสำนัก โดยเฉพาะบทบาทของพระเพทราชา ซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชย์และเปิดฉากราชวงศ์บ้านพลูหลวง
การสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 จึงไม่ใช่เพียงการสิ้นสุดรัชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกรุงศรีอยุธยา เพราะหลังจากนั้น ทิศทางการเมืองและความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกของสยามได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังคงถูกจดจำในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระปรีชาสามารถรอบด้าน โดยเฉพาะด้านการทูตและการเปิดอยุธยาสู่โลกภายนอก พระองค์ทรงทำให้สยามเป็นที่รู้จักในสายตานานาชาติ และทรงแสดงให้เห็นว่าการต่างประเทศสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเอกราชและอำนาจของรัฐได้

วันที่ 11 กรกฎาคมของทุกปี จึงเป็นวันที่ชวนให้คนไทยรำลึกถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงนำกรุงศรีอยุธยาเข้าสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองทางการทูต การค้า และวัฒนธรรม
แม้เวลาจะผ่านไปหลายศตวรรษ แต่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังคงปรากฏชัดในหน้าประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะในฐานะกษัตริย์ผู้ทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านการเมืองระหว่างประเทศเชื่อมสยามเข้ากับโลก และวางรากฐานให้คนรุ่นหลังเห็นความสำคัญของการทูต ความรู้ และการเปิดรับความเปลี่ยนแปลงจากภายนอกอย่างมีวิจารณญาณ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top