วันชาติบรูไน 23 กุมภาพันธ์ ครบรอบ 42 ปี: ประเทศเล็กที่ “เดินนิ่ง” แต่ไปไกล และสิ่งที่ไทยควรเรียนรู้
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ของทุกปีคือ “วันชาติบรูไน” (Hari Kebangsaan) วันที่ชาวบรูไนใช้รำลึกถึงการประกาศเอกราชและการยืนบนขาของตนเองในเวทีโลก ซึ่งปี 2026 นี้เท่ากับครบรอบ 42 ปี (นับจากปี 1984) ของการเป็นรัฐเอกราชอย่างเต็มรูปแบบ
แต่ถ้าเรามองบรูไนแค่มุม “ประเทศน้ำมัน” เราจะพลาดบทเรียนสำคัญที่สุดของเขา…บทเรียนของ “ความต่อเนื่อง” ที่ทำให้ประเทศเล็กสามารถรักษาเสถียรภาพ วางระบบ และต่อรองบนเวทีโลกได้อย่างมีน้ำหนัก
จุดเริ่มต้นของบรูไน: จากอาณาจักรการค้า สู่รัฐสมัยใหม่
บรูไนมีรากทางประวัติศาสตร์ยาวนานในฐานะศูนย์กลางการค้าและอำนาจทางทะเลในเกาะบอร์เนียว ก่อนจะพัฒนาเป็น “สุลต่านแห่งบรูไน” ที่มีบทบาทเด่นในภูมิภาค โดยช่วงรุ่งเรืองสำคัญอยู่ราวศตวรรษที่ 15–16 ซึ่งอิทธิพลแผ่ไปตามชายฝั่งบอร์เนียวและบางส่วนของหมู่เกาะฟิลิปปินส์ในยุคนั้น
จากนั้นบรูไนเผชิญช่วง “ขาลง” ของอำนาจในศตวรรษที่ 17–19 จากปัจจัยทั้งการแข่งขันของมหาอำนาจตะวันตก ความเปลี่ยนแปลงเส้นทางการค้า และแรงเสียดทานภายใน จนท้ายที่สุดกลายเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษในปี 1888 และถูกจัดระบบบริหารแบบ “Resident” (ที่ปรึกษา/ผู้บริหารอังกฤษ) ในปี 1906
ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง บรูไนถูกญี่ปุ่นเข้ายึดครอง (เริ่มโจมตีปลายปี 1941) ก่อนจะถูกปลดปล่อยในปี 1945 ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญต่อโครงสร้างรัฐและความคิดเรื่องการปกครองสมัยใหม่
หลังสงคราม บรูไนค่อย ๆ ขยับสู่การปกครองตนเองมากขึ้น—มีรัฐธรรมนูญปี 1959 ที่ทำให้การบริหารภายในประเทศเป็นของบรูไนมากขึ้น (ขณะที่อังกฤษยังดูแลต่างประเทศ/ความมั่นคงบางส่วน) และปี 1962 เกิดเหตุการณ์กบฏ/การลุกฮือช่วงสั้น ๆ (Brunei Revolt) ซึ่งถูกปราบลง และส่งผลต่อทิศทางการเมืองของประเทศในระยะยาว
จุดเปลี่ยนใหญ่คือสนธิสัญญากับอังกฤษในปี 1979 ที่ปูทางไปสู่เอกราชเต็มรูปแบบ และในที่สุดบรูไนประกาศเอกราชวันที่ 1 มกราคม 1984 ก่อนจะ “ถือธรรมเนียมฉลองวันชาติ” ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ของทุกปี
หลังเอกราช บรูไนเดินเกมต่างประเทศเร็วและชัด: เข้าร่วม ASEAN เมื่อ 7 มกราคม 1984 และเป็นสมาชิก United Nations ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ซึ่งช่วยให้ประเทศเล็กมีที่ยืนและเครือข่ายค้ำประกันเชิงการทูตมากขึ้น
แล้ว “คนไทยต้องเรียนรู้อะไร” จากบรูไน?
1) เป้าหมายประเทศต้องชัด และต้องทำต่อเนื่อง
บรูไนมีกรอบวิสัยทัศน์ระดับชาติอย่าง Vision 2035 วางเป้าหมายตรงไปตรงมาเรื่องคุณภาพคน คุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจที่ยั่งยืน—สำคัญไม่ใช่ชื่อแผน แต่คือ “ความต่อเนื่องของรัฐ”
2) ประเทศเล็กไม่ได้แปลว่าเสียงเบา ถ้าเดินเกมต่างประเทศเป็น
บรูไนรีบ “ปักหมุด” บนเวทีภูมิภาคและโลกทันทีหลังเอกราช—เข้าร่วมอาเซียนและยูเอ็นอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเทศเล็กมีที่ยืนและเครือข่ายค้ำประกันเชิงการทูต
3) ทรัพยากรเป็นทุนตั้งต้นได้ แต่ต้องไม่กลายเป็นกับดัก
บรูไนเติบโตจากน้ำมันและก๊าซ แต่แก่นที่น่าคิดคือการเอารายได้ไปวางระบบรัฐและคุณภาพชีวิต จนรัฐสามารถบริหารแบบ “มั่นคง” ได้ยาว ๆ
4) วิกฤตในประวัติศาสตร์คือบททดสอบความเป็นรัฐ
บรูไนผ่านยุคอารักขา ผ่านสงคราม ผ่านเหตุการณ์ความไม่สงบภายใน—แต่รัฐเลือก “ล็อกทิศทาง” แล้วเดินต่อด้วยความมีระเบียบ
5) ความต่อเนื่องของผู้นำ = ความต่อเนื่องของนโยบาย (แต่ต้องมีระบบรองรับ)
บรูไนถูกนำโดย Sultan Hassanal Bolkiah มายาวนาน ซึ่งสะท้อน “เสถียรภาพแบบสถาบัน” ในบริบทของเขา บทเรียนสำหรับไทยคือควรมี “ระบบ” ที่ทำให้นโยบายสำคัญไม่สะดุดทุกครั้งที่การเมืองเปลี่ยนหน้า
6) อัตลักษณ์ชาติที่ชัดช่วยให้รัฐสื่อสารทิศทางได้ตรงกัน
บรูไนวางกรอบอัตลักษณ์รัฐชัด (เช่นแนวคิด Malay Islamic Monarchy) ทำให้การสื่อสารของรัฐมีแกนเดียวกัน บทเรียนสำหรับไทยคืออัตลักษณ์ควรเป็นพลังรวม ไม่ใช่ชนวนแยก








