Friday, 5 June 2026
ล้านนา

เชียงใหม่ - อบจ.เชียงใหม่ จัดการประกวดนางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2565 เชื่อมโยงอัตลักษณ์ความเป็นล้านนา...สู่สากล!!

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จัดพิธีเปิดการจัดประกวดนางสาวเชียงใหม่ ประจำปี  พ.ศ. 2565 โดยมีนายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิด งาน เพื่อขับเคลื่อนการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยว ของจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทั้งรองรับนโยบายการเปิดประเทศของรัฐบาลและนโยบายการเปิดเมืองของจังหวัดเชียงใหม่   (CHARMING Chiang Mai) ณ ลานกิจกรรมตรงข้ามสวน  เฉลิมพระเกียรติ 82 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ (ด้านหลังศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่)

นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่เรามีประเพณี ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมล้านนารวมถึงยังมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ อันเป็นอัตลักษณ์ทรงคุณค่า มีเสน่ห์ที่โดดเด่น เป็นปัจจัยที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งมาสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมร่วมกัน เกิดการประชาสัมพันธ์กันในวงกว้าง จนติดอันดับต้น ๆ ในการจัดอันดับเมืองที่น่าเที่ยวที่สุดในโลกเป็นประจำทุก ๆ ปี

เนื่องจากเกิดสถานะการโควิด19 เกิดวิกฤตครั้งใหญ่ ทำให้การท่องเที่ยวทั่วโลกหยุดชะงัก เศรษฐกิจซบเซา ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ได้มีมาตราการเพื่อรับมือกับโควิด19 มาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ในการร่วมมือป้องกันและตั้งรับโรคโควิด19 จึงทำให้ขณะนี้เชียงใหม่ได้เริ่มกลับมามีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเชียงใหม่อีกครั้ง ยอดจองห้องพักเพิ่มขึ้น การท่องเที่ยวทางธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรมเชียงใหม่ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

การจัดการประกวดนางสาวเชียงใหม่ในปี2565 นี้ ทางจังหวัดเชียงใหม่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นกิจกรรมหนึ่งที่จะช่วยประชาสัมพันธ์เชียงใหม่ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่น ตลอดจนนักท่องเที่ยว ว่าเชียงใหม่ เที่ยวได้ โดยคำนึงถึงมีมาตรการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 อย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสาธารณสุข เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดให้อยู่ในวงจำกัด   ขอความร่วมมือ พี่น้องประชาชน ยังคงต้องระมัดระวังตนเองในการปฏิบัติเว้นระยะห่างสวมหน้ากากอนามัย ตรวจเช็คอุณหภูมิ ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อยับยั้ง การแพร่ระบาดให้อยู่ในวงจำกัด ให้สามารถควบคุมได้ โดยคำนึงถึงมีมาตรการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 อย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสาธารณสุข

นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่าว่า เพื่อเปิดโอกาสให้สาวงามทั่วประเทศไทย ได้ลงชิงชัย และแสดงศักยภาพของผู้หญิงไทยในการเชื่อมโยงอัตลักษณ์ความเป็นล้านนาสู่สากล อีกทั้งเป็นตัวแทนประชาสัมพันธ์เมืองเชียงใหม่ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และเป็นแม่แบบตัวอย่าง  ด้านวัฒนธรรม การส่งเสริมขนมธรรมเนียมประเพณีจริยธรรมล้านนาให้อยู่คู่แผ่นดินล้านนา เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชน รวมถึงเป็นทูตสายสัมพันธ์การท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ และเป็นตัวแทนของจังหวัดเชียงใหม่ในการร่วมกิจกรรมงานเทศกาลด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งในระดับจังหวัด และในระดับประเทศ

โดยการประกวดนางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2565 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นการประกวดนางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2565 รอบแรก 30 คน วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2565 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป การประกวดนางสาวเชียงใหม่  ประจำปี 2565 รอบที่ 2 คัดเลือกสาวงาม 20 คน เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ  วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2565 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป การประกวดนางสาวเชียงใหม่  ประจำปี 2565 รอบตัดสิน และประกาศผลผู้ได้รับตำแหน่งนางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2565 

สำหรับรางวัลการประกวดนางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2565 มีดังนี้

1. ตำแหน่งนางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2565 จะได้รับมงกุฎเพชร สายสะพาย ผ้าคลุมและ

ถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัลมูลค่ากว่า 100,000 บาท

2. ตำแหน่งรองอันดับ 1 นางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2565 จะได้รับมงกุฎเพชร สายสะพาย และถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัลมูลค่ากว่า 50,000 บาท

3. ตำแหน่งรองอันดับ 2 นางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2565 จะได้รับมงกุฎเพชร สายสะพาย และถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัลมูลค่ากว่า 30,000 บาท

4. ตำแหน่งรองอันดับ 3 นางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2565 จะได้รับมงกุฎเพชร สายสะพาย และถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัลมูลค่ากว่า 25,000 บาท

5. ตำแหน่งรองอันดับ 4 นางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2565 จะได้รับมงกุฎเพชร สายสะพาย และถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัลมูลค่ากว่า 20,000 บาท

6. ตำแหน่งขวัญใจสื่อมวลชน จะได้รับสายสะพาย และถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัลมูลค่ากว่า 10,000 บาท

7. ตำแหน่งขวัญใจมหาชน จะได้รับสายสะพาย และถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัลมูลค่ากว่า 10,000 บาท

11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 วันคล้ายวันเกิด ‘ครูบาศรีวิชัย’ นักบุญล้านนาผู้นำสร้างถนนขึ้น ‘ดอยสุเทพ’

วันที่ 11 มิถุนายนของทุกปี ถือเป็นวันคล้ายวันเกิดของ 'ครูบาเจ้าศรีวิชัย' หรือ 'ครูบาศรีวิชัย' นักบุญแห่งล้านนา ผู้ได้รับการยกย่องจากชาวเหนือว่าเป็นพระสงฆ์ผู้เปี่ยมศรัทธาและจริยวัตรงดงาม ท่านเกิดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 ที่บ้านปาง ตำบลแม่ตืน ปัจจุบันคือ ตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

ครูบาศรีวิชัยอุปสมบทเมื่ออายุ 21 ปี และได้รับฉายาว่า 'สิริวิชโยภิกขุ' ท่านมีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ฉันอาหารมื้อเดียว ไม่ฉันเนื้อสัตว์ และยึดหลักสันโดษ ทำให้ได้รับความเคารพนับถืออย่างสูงจากชาวบ้านทั่วภาคเหนือ โดยเฉพาะจากการเป็นผู้นำในการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพในปี พ.ศ. 2477 ที่ระดมแรงศรัทธาจากประชาชนกว่าแสนคน โดยไม่ใช้งบประมาณจากรัฐเลย

แม้จะได้รับการยกย่องจากชาวบ้าน แต่ครูบาศรีวิชัยกลับถูกจับตามองจากรัฐและคณะสงฆ์ส่วนกลาง เนื่องจากบทบาทที่โดดเด่นเกินกรอบการควบคุม ท่านถูกกล่าวหาหลายครั้ง เช่น ตั้งตนเป็นอุปัชฌาย์โดยไม่ได้รับอนุญาต บวชพระเณรเอง รวมถึงยุยงพระสงฆ์ให้ไม่ขึ้นกับคณะสงฆ์กลาง ท้ายที่สุด ถูกกักบริเวณและสอบสวนหลายครั้งตลอดชีวิตสมณเพศ

ครูบาศรีวิชัยจึงไม่ใช่เพียงพระผู้ทรงศีลเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของพลังศรัทธาจากท้องถิ่น ที่ขัดแย้งกับอำนาจรัฐส่วนกลางในช่วงเปลี่ยนผ่านของการรวมศูนย์อำนาจ ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 สิริอายุ 60 ปี แม้กายจะสิ้นไปนาน แต่ชื่อของครูบาศรีวิชัยยังคงเป็นที่เคารพสักการะ และเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังประชาชนล้านนาจนถึงทุกวันนี้

12 เมษายน 1839 ‘พญามังราย’ ทรงสถาปนาเวียงเชียงใหม่ จุดกำเนิดราชธานีสำคัญแห่งล้านนา ย้อนวันสถาปนานครสำคัญ หมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ล้านนา

12 เมษายน พ.ศ. 1839 ‘พญามังราย’ ทรงสถาปนาเวียงเชียงใหม่ จุดกำเนิดราชธานีสำคัญแห่งล้านนา

วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 1839 เป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ภาคเหนือและของไทยโดยรวม เพราะเป็นวันที่ พญามังราย พญางำเมือง และพญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) ทรงร่วมกันสถาปนาเมืองแห่งใหม่ขึ้นบริเวณพื้นที่ราบตอนเหนือระหว่างเชิงดอยสุเทพกับแม่น้ำปิง และขนานนามว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ซึ่งก็คือเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน โดยข้อมูลของกรมศิลปากรและจังหวัดเชียงใหม่ใช้วันที่นี้เป็นวันก่อตั้งเมืองอย่างชัดเจน

การสถาปนาเชียงใหม่ไม่ได้เป็นเพียงการตั้งเมืองใหม่อีกแห่งหนึ่ง แต่คือการวางศูนย์กลางทางการเมือง การปกครอง ศาสนา และวัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนาอย่างเป็นระบบ เมืองนี้จึงมีฐานะเป็นราชธานีใหม่ที่ถูกออกแบบให้เป็นหัวใจของรัฐล้านนา และต่อมากลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของภาคเหนือสืบเนื่องยาวนานหลายศตวรรษ

ก่อนหน้าการสร้างเชียงใหม่ พญามังรายได้สร้าง เวียงกุมกาม ขึ้นก่อน และแหล่งข้อมูลของสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่อธิบายว่า เวียงกุมกามถูกขนานนามว่าเป็น “ราชธานีก่อนเมืองเชียงใหม่” โดยเอกสารประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่กล่าวว่าพญามังรายสร้างเมืองนี้ในปี พ.ศ. 1829 หลังยึดหริภุญชัยได้ไม่นาน อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ลุ่มต่ำและมีปัญหาน้ำท่วม จึงไม่น่าจะเหมาะสำหรับการพัฒนาเป็นราชธานีถาวรของอาณาจักรขนาดใหญ่

ด้วยเหตุนี้ การเลือกทำเลใหม่จึงเป็นการตัดสินพระทัยที่สำคัญมาก พื้นที่ซึ่งต่อมากลายเป็นเชียงใหม่ตั้งอยู่ระหว่าง ดอยสุเทพ กับ แม่น้ำปิง มีทั้งแหล่งน้ำ พื้นที่เกษตรกรรม ความสะดวกด้านคมนาคม และข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในการป้องกันเมือง กรมศิลปากรระบุชัดว่า พื้นที่นี้ถูกเลือกเพื่อให้เป็น ศูนย์กลางแห่งอาณาจักรล้านนา สะท้อนว่าการสร้างเชียงใหม่เป็นการคำนวณเชิงภูมิรัฐศาสตร์อย่างรอบคอบ ไม่ใช่เพียงการขยายชุมชนตามธรรมชาติ

บุคคลสำคัญที่สุดของเหตุการณ์นี้คือ พญามังราย ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายและเป็นผู้สร้างอาณาจักรล้านนา พระองค์มิได้เพียงสร้างเมือง แต่ยังทรงวางรากฐานของการปกครอง การศาสนา และกฎหมาย โดยแหล่งข้อมูลของกรมศิลปากรระบุว่าพญามังรายทรงพัฒนาเชียงใหม่ ก่อสร้างวัดวาอาราม ตรากฎหมายที่เรียกว่า มังรายศาสตร์ และทำให้ล้านนามีระบบเศรษฐกิจ สังคม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ภาษา และตัวหนังสือของตนเองอย่างเด่นชัด

จุดที่ทำให้เรื่องการสถาปนาเชียงใหม่มีความพิเศษยิ่งขึ้น คือการเกี่ยวข้องกับ “สามกษัตริย์” ได้แก่ พญามังรายแห่งล้านนา พญางำเมืองแห่งพะเยา และพญาร่วงหรือพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย ข้อมูลจากศิลาจารึกวัดเชียงมั่นซึ่งกรมศิลปากรอ้างถึง ระบุว่าทั้งสามพระองค์ทรงร่วมกันสร้างเมืองเชียงใหม่และวัดเชียงมั่น ความทรงจำเช่นนี้สะท้อนว่า การก่อตั้งเชียงใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่สัมพันธ์กับเครือข่ายอำนาจและพันธมิตรของรัฐสำคัญในภูมิภาคสุวรรณภูมิขณะนั้น

หลังการสร้างเมืองแล้ว ทั้งสามพระองค์ยังทรงโปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้นที่ เวียงเชียงมั่น บริเวณหอนอนหรือที่ประทับชั่วคราวระหว่างควบคุมการสร้างเมือง ซึ่งเดิมเรียกว่า เวียงเหล็ก หรือ เวียงเล็ก จากนั้นพญามังรายทรงย้ายไปประทับยัง เวียงแก้ว และถวายตำหนักเดิมให้สร้างเป็นวัด พระราชทานนามว่า “วัดเชียงมั่น” ซึ่งมีความหมายว่า “บ้านเมืองที่มีความมั่นคง” วัดแห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงวัดเก่าแก่ แต่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แรกเริ่มของการสถาปนาเชียงใหม่ทั้งในมิติทางการเมืองและศาสนา

หลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันเรื่องราวนี้ คือ ศิลาจารึกวัดเชียงมั่น ซึ่งกรมศิลปากรระบุว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทรงคุณค่า จารึกดังกล่าวกล่าวถึงความสัมพันธ์ของสามกษัตริย์ การร่วมกันสร้างเมืองเชียงใหม่ การขุดคู ก่อกำแพงสามชั้นทั้งสี่ด้าน และการสถาปนาวัดเชียงมั่นขึ้นจากพระราชมณเฑียรเดิม จึงทำให้เรื่องการสร้างเมืองเชียงใหม่มีฐานรองรับจากทั้งตำนานและหลักฐานจารึกในท้องถิ่นล้านนาเอง

ชื่อเต็มของเมืองที่สร้างขึ้นใหม่คือ “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ซึ่งเป็นนามที่มีนัยมงคลและยิ่งใหญ่ คำว่า “เชียงใหม่” เองก็มีความหมายตรงตัวว่า เมืองใหม่ เป็นการประกาศการเกิดขึ้นของราชธานีใหม่ภายใต้ราชวงศ์มังรายอย่างเด่นชัด ชื่อนี้จึงไม่ใช่แค่ชื่อเรียกทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นถ้อยคำที่ประกาศความชอบธรรม ความรุ่งเรือง และความหวังของรัฐล้านนาในระยะเริ่มต้นด้วย

ในมิติที่กว้างกว่าเมืองเดียว การสถาปนาเชียงใหม่ทำให้ล้านนามีศูนย์กลางที่แข็งแรงพอจะพัฒนาเป็นอาณาจักรสำคัญของภูมิภาค กรมศิลปากรอธิบายว่าล้านนาเติบโตร่วมสมัยกับสุโขทัยและล้านช้าง เกิดความผูกพันและการผสมผสานกันทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม ประเพณี เศรษฐกิจ และสังคม นั่นทำให้เชียงใหม่ไม่ได้เป็นเพียงเมืองหลวงของล้านนา แต่ยังเป็นศูนย์กลางอารยธรรมที่เชื่อมโลกภาคเหนือเข้ากับรัฐสำคัญอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคต้นด้วย

ทุกวันนี้ จังหวัดเชียงใหม่ยังคงจัดพิธีรำลึกการก่อตั้งเมืองอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นข่าวของจังหวัดเชียงใหม่เมื่อปี 2567 ที่ระบุการจัดพิธียอสวยไหว้สาพญามังราย เนื่องในโอกาสครบรอบ 728 ปีการก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ สะท้อนว่าเหตุการณ์วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 1839 ไม่ได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์ในเอกสาร แต่ยังเป็นความทรงจำร่วมและอัตลักษณ์สำคัญของชาวเชียงใหม่มาจนถึงปัจจุบัน

ดังนั้น วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 1839 จึงเป็นมากกว่าวันสถาปนาเมือง เพราะคือวันที่วางรากฐานของราชธานีแห่งล้านนา เมืองซึ่งเติบโตขึ้นจากวิสัยทัศน์ของพญามังราย การเลือกชัยภูมิอย่างรอบคอบ ความร่วมมือของสามกษัตริย์ และการหลอมรวมอำนาจทางการเมืองเข้ากับศาสนาและวัฒนธรรมอย่างแนบแน่น จนทำให้ เชียงใหม่ กลายเป็นหนึ่งในเมืองประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของไทย และยังคงมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของผู้คนมากกว่า 700 ปีต่อมา

ที่มา : https://shorturl.asia/ANrnX


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top