Friday, 5 June 2026
รื้อรัฐธรรมนูญ

ทำไม ‘พรรคใหญ่’ ชอบคำว่า ‘ฉบับใหม่ทั้งฉบับ’ มากกว่า ‘แก้เป็นมาตรา’

การเมืองไทยมีคำหนึ่งที่ได้ยินบ่อยทุกครั้งที่ประเทศติดหล่ม: “ต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ”
ฟังดูเหมือนทางออกที่สวยงาม—รีเซ็ตประเทศให้เริ่มใหม่ แต่ในโลกการเมืองจริง คำนี้มี “มูลค่า” สูงมาก เพราะมันเป็นปุ่มรีเซ็ตกติกาที่กระทบอำนาจโดยตรง

ประเด็นสำคัญคือ “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” เป็นคำที่กว้าง จนแต่ละฝ่ายตีความได้ตามใจ ทำให้พรรคใหญ่จำนวนหนึ่งชอบคำนี้ในฐานะเครื่องมือทางการเมือง มากกว่าเลือกเส้นทางที่ตรงไปตรงมาอย่าง “แก้รายมาตรา” ที่ต้องตอบให้ชัดว่าแก้อะไรและเพื่อใคร

1) เพราะ ‘ฉบับใหม่ทั้งฉบับ’ คือแพ็กเกจต่อรองที่ใหญ่ที่สุด
การแก้รายมาตราเป็นงานละเอียด ต้องบอกให้ชัดว่าแก้มาตราไหน เปลี่ยนอะไร ผลดี-ผลเสียคืออะไร และใครได้-ใครเสีย
แต่ “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” ไม่ต้องตอบละเอียดตั้งแต่ต้น เพราะยังไม่รู้เนื้อหา พรรคใหญ่จึงใช้มันเป็นแพ็กเกจต่อรองได้ เช่น ต่อรองกับพรรคร่วม/กลุ่มการเมือง/ฐานเสียงว่า “ค่อยไปคุยกันทีหลังในกรรมาธิการ/สภาร่างฯ”
พูดแบบง่ายๆ: คำนี้ให้พื้นที่ดีลมากกว่าคำว่า “แก้รายมาตรา” ที่ตรวจสอบง่ายและปิดช่องพูดกว้าง

2) เพราะมันเป็น ‘ทางลัด’ ที่ทำให้เปลี่ยนหลายเรื่องพร้อมกัน
รัฐธรรมนูญไม่ได้มีแค่เรื่องสิทธิหรือโครงสร้างรัฐสภา แต่มันแตะระบบอำนาจทั้งชุด เช่น ระบบเลือกตั้ง โครงสร้าง/ที่มา/อำนาจขององค์กรตรวจสอบ กระบวนการแต่งตั้งและถ่วงดุล รวมถึงขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ-ตุลาการ
หากแก้รายมาตรา คุณจะได้ทีละชิ้น และถูกจับตาทีละประเด็น แต่ถ้าทำใหม่ทั้งฉบับ คุณสามารถจัดชุดใหม่ได้พร้อมกันหลายส่วน และผลรวมมันมหาศาลกว่า

3) เพราะ ‘ฉบับใหม่’ เป็นคำขวัญที่ขายง่ายกว่านโยบายปากท้อง
การหาเสียงด้วย “รัฐธรรมนูญใหม่” มีข้อดีทางการตลาดการเมือง: ย่อให้เหลือประโยคเดียวได้ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าแก้เกมใหญ่ และโยนความผิดไปที่ “กติกา” ได้ทันทีเมื่อแก้เศรษฐกิจยาก
ในภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพเป็นโจทย์หนัก คำว่า “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” ทำหน้าที่เป็นธงรวมมวลชนที่ใช้เรียกพลังได้เร็ว แม้รายละเอียดจริงยังไม่ชัด

4) เพราะมันช่วย ‘ล้างกระดานความเสี่ยง’ ที่ผูกกับนักการเมืองบางกลุ่ม
ประเด็นที่คนจำนวนหนึ่งกังวลไม่ใช่แค่ชอบ/ไม่ชอบฉบับเดิม แต่คือคำถามว่า การทำใหม่ทั้งฉบับจะกลายเป็นการรีเซ็ตด่านตรวจสอบบางอย่างหรือไม่
ย้ำให้ชัด: นี่ไม่ใช่การกล่าวหาว่า “ทุกคน” ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ในเชิงโครงสร้าง พรรคและนักการเมืองย่อมประเมินว่า กติกาแบบไหนเสี่ยงกับตนเอง และกติกาแบบไหนคุมเกมได้มากกว่า
ดังนั้น “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” จึงเป็นคำที่เปิดช่องให้เปลี่ยนสมดุลการถ่วงดุลได้ หากคุมกระบวนการร่างได้

5) เพราะมันเป็น ‘คำกลาง’ ที่พูดแล้วไม่เสียคะแนนทันที
พรรคใหญ่มีฐานเสียงหลากหลาย บางส่วนอยากแก้มาก บางส่วนไม่อยากแตะ การพูดว่า “แก้รายมาตรา” ต้องระบุจุดยืนชัด อาจเสียคะแนนจากอีกฝั่ง
แต่การพูดว่า “ทำใหม่ทั้งฉบับ” พรรคสามารถพูดได้สองแบบพร้อมกัน: กับฝ่ายที่อยากเปลี่ยนคือ “เราจะเปลี่ยนให้หมด” กับฝ่ายที่กลัวแตะบางหมวดคือ “ไม่ต้องห่วง เรามีกรอบ/ไม่แตะเรื่องนั้น”
คำเดียว แต่ใช้สื่อสารคนละแบบกับคนละกลุ่มได้ นี่คือเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ที่พรรคใหญ่ชอบ

6) เพราะ ‘ฉบับใหม่’ ทำให้คนถามน้อยกว่า ‘คุณจะแก้มาตราไหน’
สังคมตรวจสอบง่ายขึ้นเมื่อคำถามเฉพาะเจาะจง เช่น คุณจะแก้ระบบเลือกตั้งแบบไหน คุณจะแก้กลไกตรวจสอบตรงไหน คุณจะแก้เรื่องคุณสมบัติ/จริยธรรมอย่างไร
แต่เมื่อเป็น “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” การตรวจสอบยากขึ้น เพราะคำตอบถูกเลื่อนไปอนาคต: “ค่อยไปดูตอนร่าง”
สุดท้ายประชาชนอาจถูกขอให้ “เชื่อก่อน” แล้วค่อย “อ่านทีหลัง” ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงทางประชาธิปไตยที่สุด

รีเซ็ตรัฐธรรมนูญใหม่

เมื่อพรรคการเมืองส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ กับคำถามที่ต้องตอบ แค่คำว่า ‘ใหม่’ ยังไม่พอ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ‘ใหม่เพื่อใคร?’

เหตุผลที่นักการเมืองกลัวรัฐธรรมนูญปี 60

ถูกปลุกปั่นให้กลายเป็นกฎหมายเผด็จการ แต่หากมองเหตุผลอย่างถ่องแท้ ก็เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 สร้างความ 'หวาดกลัว' ต่อบรรดานักการเมือง จนต้องต้องหาแนวร่วม 'ประชาชน' มาช่วยกัน 'ล้มล้าง' ให้สิ้น

แรงจัดชัดเจน! อ.อานนท์ ฟาดเปรี้ยงกลางรายการ เปรียบการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญเป็น 'ไอ้โง่หมู่มาก จูงไอ้บอด' 

เจ้าตัวเผยเคยถามกลางหอประชุมที่มีแต่ระดับ ป.โท-ป.เอก ยังไม่มีใครกล้ายืนยันว่าเข้าใจรัฐธรรมนูญทุกมาตรา แล้วประชาชนทั่วไปจะเหลืออะไร?

จับตา "วาระซ่อนเร้น" เมื่อนักการเมืองอึดอัด อยากเขียนกติกาใหม่ ให้ตัวเองพ้นผิด

ในโลกของการเงิน การ “ตีเช็คเปล่า” คือการลงลายมือชื่อในเช็คโดยไม่ระบุจำนวนเงิน ซึ่งมอบอำนาจให้ผู้ถือเช็คสามารถกรอกตัวเลขเท่าใดก็ได้ตามใจชอบ ความเสี่ยงทั้งหมดจึงตกอยู่กับเจ้าของเช็ค

ในบริบทการเมืองไทยปัจจุบัน ความพยายามที่จะ “รีเซ็ต” หรือ “ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ” โดยการโหวตประชามติเห็นชอบในหลักการล่วงหน้า กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากนักวิชาการและประชาชนบางกลุ่มว่า นี่คือการขอให้ประชาชนตีเช็คเปล่าทางการเมืองหรือไม่?

บทความนี้จะวิเคราะห์ว่าเหตุใดการแก้รัฐธรรมนูญ 2560 แบบล้างไพ่ทั้งใบ ถึงถูกเปรียบเปรยว่าเป็นความเสี่ยงระดับเช็คเปล่า
 
1. "ใครเขียน?" - ผู้ถือปากกาที่ไม่ระบุชื่อ
รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 แม้จะมีที่มาจากการแต่งตั้ง แต่เนื้อหาถูกนำไปทำประชามติให้ประชาชนเห็นชอบถึง 16.82 ล้านเสียง แต่สำหรับการยกร่างใหม่ทั้งฉบับในอนาคต ประชาชนถูกชวนให้ "เห็นชอบ" ก่อนที่จะรู้ว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ใครจะเป็นคนคัดเลือก และคนเหล่านั้นมีวาระซ่อนเร้น (Hidden Agenda) หรือไม่
ความเสี่ยง: หากผู้เขียนเป็นกลุ่มคนที่อิงแอบอยู่กับขั้วอำนาจการเมือง กติกาใหม่ที่ออกมาอาจถูกออกแบบมาเพื่อ "พวกพ้อง" มากกว่า "ประเทศชาติ"

2. "ด่านปราบโกง" - สิ่งที่จะถูกลบออกจากเช็ค
รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกขนานนามว่าเป็น “ฉบับปราบโกง” เพราะมีการวางมาตรฐานจริยธรรมนักการเมืองไว้อย่างเข้มงวด และให้อำนาจองค์กรอิสระในการตรวจสอบอย่างเบ็ดเสร็จ
•    มาตรฐานจริยธรรม: ที่ทำให้นักการเมือง "นั่งไม่ติด" เพราะกลัวถูกสอย
•    การตรวจสอบคุณสมบัติ: ที่เข้มข้นจนคัดกรองคนเทาๆ ออกจากการเมือง
การขอแก้ "ทั้งฉบับ" เปรียบเสมือนการขออนุญาตลบด่านตรวจเหล่านี้ทิ้ง โดยไม่มีหลักประกันว่ากติกาใหม่จะมีด่านตรวจที่เข้มแข็งเท่าเดิม หรือจะกลายเป็นกติกาที่ "ปล่อยฟรี" ให้เหล่านักการเมืองทำงานได้สะดวกขึ้นโดยไร้การตรวจสอบ

3. "ค่าใช้จ่ายหมื่นล้าน" - ตัวเลขที่ประชาชนต้องจ่าย
การทำประชามติและการยกร่างใหม่ทั้งฉบับต้องใช้งบประมาณแผ่นดินมหาศาล (คาดการณ์ว่าไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท) หากเทียบกับการแก้ไข "รายมาตรา" ในส่วนที่มีปัญหาจริงๆ การทำใหม่ทั้งฉบับจึงเป็นการลงทุนที่สูงมาก โดยที่ประชาชนยังไม่เห็น "สินค้า" หรือ "ผลลัพธ์" ว่าจะคุ้มค่ากับเงินภาษีหรือไม่

4. "เช็คเปล่าที่แลกด้วยความมั่นคง"
รัฐธรรมนูญ 2560 ใช้งานมาเกือบ 10 ปี ผ่านการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง จนเริ่มเห็นร่องรอยของเสถียรภาพทางการเมืองและการวางรากฐานการปฏิรูป การกดปุ่ม "รีเซ็ต" ทั้งหมด อาจนำไปสู่ภาวะสุญญากาศทางการเมือง หรือความขัดแย้งรอบใหม่หากเนื้อหาที่ร่างออกมาไม่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
คำถามสำคัญ: เราจะทิ้งกติกาที่คน 16.8 ล้านคนรับรอง เพื่อไปตายเอาดาบหน้ากับกติกาที่ยังไม่เห็นแม้แต่ร่างแรกจริงหรือ?

5. วาระซ่อนเร้น: แก้เพื่อประชาชน หรือ แก้เพื่อพ้นผิด?
แรงจูงใจของพรรคการเมืองที่เร่งรีบผลักดันเรื่องนี้ ถูกมองว่าอาจไม่ใช่เรื่องของ "ประชาธิปไตย" เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพยายามลดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เพื่อให้ฝ่ายการเมืองมีอำนาจล้นพ้นและลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบประเด็นจริยธรรม

‘กลุ่มธรรมศาสตร์พิทักษ์ธรรม’ ปลุกคนไทยโหวตไม่เห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญ ลั่น "อย่าเปิดบ้านรับโจร-เซ็นเช็คเปล่า" ให้ใคร หวั่นเปิดช่องนิรโทษกรรม – เซาะกร่อนบ่อนทำลาย

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 "กลุ่มธรรมศาสตร์พิทักษ์ธรรม" ออกแถลงการณ์ เรื่อง  ไม่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

โดยระบุว่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ นอกจากจะเป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ยังเป็นวันออกเสียงประชามติ "ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าสมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อใช้แทนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560"  ก่อให้เกิดคำถามว่าประชาชนชาวไทยควรจะออกเสียงประชามติในครั้งนี้ อย่างไร เนื่องจากยังไม่รู้ ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ฉบับเดิมไม่ดีอย่างไร ร่างใหม่จะเป็นอย่างไร จะเปลี่ยนแปลงอะไร ประชาชนได้ประโยชน์อะไร สามารถแก้เป็นรายมาตราได้แต่ทำไมต้องร่างใหม่ทั้งฉบับ  

กลุ่มธรรศาสตร์พิทักษ์ธรรม มีความเห็นต่อประชามตินี้ว่า เป็นการพยายามเปลี่ยนแปลงหลักการของประเทศ ล้มล้างกติกาการตรวจสอบลงโทษนักการเมืองที่ทุจริต เปิดทางให้มีการเซาะกร่อนบ่อนทำลายความเป็นชาติ สถาบัน ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี การทำประชามติเกิดจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มลัทธิการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ต่างชาติที่ต้องการครอบงำประเทศไทยให้เป็นเสมือนอาณานิคมใหม่ เพื่อจะได้แสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากร และสร้างความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีแรงหนุนจากนักการเมืองที่จะได้ประโยชน์ส่วนตนจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ กลุ่มฯ จึงขอแสดงจุดยืนต่อการทำประชามติครั้งนี้ ดังต่อไปนี้

“ ไม่เปิดบ้านรับโจร ” คำถามประชามติครั้งนี้เป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เอื้อประโยชน์ต่อลัทธิการเมืองที่เอื้อประโยชน์ต่อต่างชาติที่ให้ทุนสนับสนุนกลุ่มการเมืองเพื่อครอบงำประเทศไทย เปิดทางให้มีการบ่อนทำลายชาติ ล้มล้างสถาบันหลัก เพื่อจัดตั้งโครงสร้างประเทศใหม่ กลุ่มที่เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ได้แต่โฆษณาต่อประชาชนว่ารัฐธรรมนูญเดิมไม่ดี ไม่เป็นประชาธิปไตย ควรมีฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน ล้วนเป็นโฆษณาชวนเชื่อที่ลวงให้คนคล้อยตาม เสมือนขบวนการสแกมเมอร์ที่หลอกให้หลงเชื่อเพื่อปล้นสมบัติของเหยื่อไป เป็นเพียงวาทะกรรมที่สร้างขึ้นตามหลักจิตวิทยาสังคมที่ประเทศมหาอำนาจใช้แทรกซึมและล้างสมองให้คล้อยตาม ดังมีตัวอย่างให้เห็นมากมายในหลายประเทศที่กลุ่มลัทธิเหล่านี้อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองและนักการเมืองจนนำประเทศไปสู่การล่มสลาย เป้าหมายหลักคือจัดกติกาประเทศใหม่ เพื่อปูทางสู่การครอบงำผ่านพรรคการเมืองที่คอยรับใช้

“ ไม่โอนจ่ายเช็คเปล่า ” คำถามประชามติครั้งนี้เป็นการมอบอำนาจให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีเนื้อหาอย่างไร นักการเมืองที่มีคดีทุจริตก็คงผลักดันให้มีการแก้ไขบทกำหนดโทษ นิรโทษกรรมผู้ที่หนีคดีไปต่างประเทศ ข้อกำหนดจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็จะหายไป บรรดาลัทธิเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ก็คงผลักดันให้มีการแก้ไขในหมวด 1 และ 2  เพื่อเปิดบ้านรับโจรได้อย่างสะดวก องค์การอิสระต่างๆ ที่คอยตรวจสอบการทำงานของรัฐและนักการเมือง รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ ก็คงจะถูกเปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาเพื่อนำพรรคพวกมาสมคบคิดกัน ลดทอนบทบาทลง แม้จะมีการกำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็เชื่อได้ว่าคงมีกระบวนการที่จะคอยชี้นำการร่าง แม้จะมีการทำประชามติรอบสองและรอบสาม แต่ก็เป็นเพียงจุดขายตามหลักการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะผู้ออกเสียงส่วนหนึ่งจะคล้อยตามวาทะกรรมล้างสมองที่จะตามมาสารพัด และจะนำไปสู่ความแตกแยกในชาติอย่างรุนแรง จึงเสมือนการออกเช็คเปล่าให้เค้าเหล่านั้นไปเติมจำนวนเงินเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top