Wednesday, 22 July 2026
รัฐ

หวังกวาดยกจังหวัด!! 'สันติ-ชัยวุฒิ' นำทีมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ปทุมฯ ขึ้นปราศรัย ชูก้าวข้ามความขัดแย้ง – จับมือเดินหน้าพัฒนาประเทศ

‘เลขาสันติ – รองชัยวุฒิ’ นำว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ปทุมธานี 7 เขต ขอโอกาสชาวปทุมฯ เลือก พปชร.ยกจังหวัด สร้างปรากฎการณ์รวมพลังเป็นหนึ่งเดียว ทิ้งอดีต จับมือเดินหน้าร่วมพัฒนาประเทศ 

(4 มี.ค.66) เมื่อเวลา 19.00 น.ที่เวทีปราศรัย ณ สวนบริษัท เคเอสเอส อินเตอร์เทคกรุ๊ป ย่านคลองสาม ต.คูคต อ.ลำลูกกา  จ.ปทุมธานี นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมด้วย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นำว่าที่ผู้สมัครจังหวัดปทุมธานีทั้ง 7 เขต ได้แก่ เขต 1 นายเสวก ประเสริฐสุข, เขต 2 นายนพดล ลัดดาแย้ม,เขต 3 นายปรีชา ชื่นชนกพิบูล,เขต 4 นายยุทธวัฒน์ หาญเกียรติกล้า,เขต 5 นายวิรัช พยุงวงษ์,เขต 6 นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง,และ เขต 7 น.ส.กฤษณา วงศ์คำ ขึ้นเวทีปราศรัยพบประชาชน

นายสันติ กล่าวว่า ตนดีใจที่วันนี้ชาวปทุมธานีให้การต้อนรับผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐอย่างอบอุ่น ซึ่งทั้ง 7 คน มีความตั้งใจที่จะเข้ามาพัฒนา และแก้ปัญหาให้กับพี่น้องชาวจังหวัดปทุมธานีอย่างแท้จริง   ถ้าปทุมธานีให้โอกาสกับตัวแทนของพรรคพลังประชารัฐทั้งจังหวัด ก็จะเกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการทำงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน

นายสันติ กล่าวต่อว่า ปัญหาต่าง ๆ ที่ชาวปทุมธานีเผชิญอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถติด หรือน้ำท่วม น้ำแล้งรวมไปถึงราคาพืชผลทางการเกษตร เช่น ปุ๋ยแพง หรือแม้กระทั่งการพัฒนาลูกหลานของเรา จะได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรมผ่านว่าที่ ส.ส.ทั้ง 7 คนนี้ ที่จะเข้าไปเป็นกระบอกเสียงชั้นเยี่ยมให้กับท่าน และจะเป็นปรากฎการณ์ที่ชาวปทุมธานีสร้างพลังอย่างยิ่งใหญ่ ร่วมใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เสียงของท่านก็จะดังมากขึ้นอย่างแน่นอน

ด้านนายชัยวุฒิ กล่าวว่า วันนี้ตนขอโอกาสมาพูดคุยกับทุกคน เพื่อเล่าถึงนโยบายดี ๆ ของพรรคพลังประชารัฐ เราต้องยอมรับว่า จังหวัดปทุมธานีเป็นจังหวัดที่มีความพร้อม และศักยภาพที่จะพัฒนาไปได้อีกไกล ตนดีใจแทนชาวปทุมทุกคน ที่มีทีมงานที่เข้มแข็งทั้ง 7 คน ตนคงไม่ต้องอธิบาย ว่าทุกคนเข้มแข็งอย่างไร เพราะชาวปทุมธานีน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี ผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐ มาจากหลายหลายอาชีพที่จะมาช่วยกันคิดช่วยกันทำ เพื่อพี่น้องทุกคน แต่วันนี้ยังขาดอยู่อย่างเดียวก็คือ โอกาสจากทุกคน ผมจึงขอให้ชาวปทุมให้โอกาสกับทั้ง 7 คนได้เข้ามาทำงานเพื่อพี่น้องด้วย 

นักวิชาการ มธ. สกัดผู้รับเหมาทิ้งงานรัฐ!! ชงแก้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ใช้เกณฑ์ประโยชน์แทนราคาต่ำสุด แนะตรวจสภาพคล่องและผลงาน สร้างระบบตรวจประวัติคู่สัญญา

นักวิชาการ มธ. ชงมาตรการ สกัดผู้รับเหมาทิ้งงานรัฐ
ชี้แก้ ‘พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ’ ยังไม่พอ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้รัฐแก้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ สกัดปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน เป็นเรื่องดี แต่ช่วยได้ไม่มาก คุมเข้มคัดเลือกคู่สัญญา-เลิกใช้ราคาต่ำสุดเกณฑ์เดียว ลดความเสี่ยงได้บ้างแต่ยังไม่พอ แนะรัฐตรวจสอบสภาพคล่องผู้รับเหมา พร้อมแก้กฎหมายลำดับรอง สร้างระบบรองรับ

ดร.สุรศักดิ์ บุญญานุกูลกิจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถือเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลเดินหน้าแก้ไข พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งแม้จะยังไม่มีรายละเอียดในการแก้ไข แต่จากวัตถุประสงค์ที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยออกมา โดยเฉพาะการคุมเข้มการคัดเลือกคู่สัญญาของรัฐ จากเดิมที่ใช้การยึดเกณฑ์ราคาต่ำที่สุด เปลี่ยนเป็นพิจารณาจากประโยชน์ของราชการ ความสามารถการปฏิบัติงาน รวมถึงผลงานในอดีต ซึ่งถ้าทำให้เกณฑ์นี้มีความชัดเจนขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน และการก่อสร้างล่าช้าเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนดได้

ทั้งนี้ เนื่องจากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เป็นโครงการก่อสร้างที่มีมูลค่าสูงที่มักเจอปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน และการก่อสร้างล่าช้านั้น หนึ่งในสาเหตุสำคัญเกิดจากกระบวนการคัดเลือกคู่สัญญาที่ยังไม่รัดกุม หรือมีประสิทธิภาพเพียงพอ เพราะเดิม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ จะระบุเพียงหลักการกว้างๆ ไว้ ทำให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามแนวทางที่กรมบัญชีกลางกำหนดไว้เหมือนกันหมด และเน้นเลือกผู้รับเหมาที่มีคุณสมบัติเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งอาจไม่มีการตรวจสอบความสามารถทางการเงินของผู้รับเหมา หรือปริมาณงานของรัฐที่ผู้รับเหมาเป็นคู่สัญญาด้วยในช่วงเวลาเดียวกัน อันเป็นเรื่องสำคัญที่อาจทำให้เกิดปัญหาในภายหลังได้

“หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้รับเหมาทิ้งงาน คือ การขาดขาดสภาพคล่อง เพราะรัฐจ่ายเงินเป็นงวด ผู้รับเหมาเลยต้องสำรองจ่ายไปก่อนบางส่วน และต้องมีศักยภาพทางการเงินพอสมควร ซึ่งผู้รับเหมาหลายรายก็จะแก้ปัญหาด้วยการวิ่งรับหลายโครงการทั้งของรัฐและเอกชน เพื่อหมุนเวียนเงิน แต่ถ้าหมุนไม่ทันก็ทำให้ทำงานไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จะย้อนกลับไป คือ รัฐมีการตรวจสอบศักยภาพทางการเงินไหมว่าผู้รับเหมาสามารถทำได้ตามสัญญา หรือในช่วงเวลาเดียวกันเป็นคู่สัญญากับรัฐมากน้อยขนาดไหน” ดร.สุรศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ เมื่อถึงขั้นตอนเสนอราคา แม้ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ จะไม่ได้กำหนดให้ต้องพิจารณาจากราคาต่ำที่สุดเป็นหลัก อีกทั้งยังเปิดช่องให้ใช้เกณฑ์อื่นในการประกอบการคัดเลือกได้ด้วย แต่เพราะระเบียบของกระทรวงการคลัง และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจ้างที่มีอยู่จำนวนมากได้กำหนดเงื่อนไขไว้หลายเรื่องจนส่งผลให้ในทางปฏิบัติหน่วยงานภาครัฐเลือกใช้เกณฑ์ราคาต่ำที่สุด เนื่องจากเป็นเกณฑ์ที่ง่ายที่สุด สะดวกที่สุด และปลอดภัยที่สุดสำหรับเจ้าหน้าที่

“การเลือกใช้เกณฑ์ราคาต่ำสุดทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกฟ้องร้องมากเกินไป เพราะเป็นการจำกัดการใช้ดุลยพินิจ แต่ปัญหาคือเกณฑ์ราคาต่ำสุดสามารถใช้ในการคัดเลือกคู่สัญญาได้ทุกกรณีอย่างมีประสิทธิภาพหรือเปล่า ซึ่งคำตอบก็คือไม่น่าจะเหมาะสม เพราะถ้าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพเท่าๆ กัน เช่น การซื้อปากกา อาจจะใช้เกณฑ์ราคาต่ำสุดเป็นหลักได้ โดยไม่ต้องใช้เกณฑ์อื่นประกอบ แต่กรณีโครงการขนาดใหญ่และต้องใช้ความรับผิดชอบสูงจำเป็นต้องใช้เกณฑ์ในการพิจารณาด้วย” ดร.สุรศักดิ์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม หากรัฐจะแก้ไขเพียง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ เพียงอย่างเดียว จะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ไม่มากนัก เพราะงานด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐถูกขับเคลื่อนด้วยระเบียบ หรือกฎหมายลำดับรอง ดังนั้น รัฐจะต้องแก้ไขระเบียบ และแนวปฏิบัติในการจัดซื้อจัดจ้างของกระทรวงการคลัง หรือกรมบัญชีกลางให้สอดรับไปด้วย เพราะจะเป็นสิ่งที่กำหนดผลลัพธ์ของการแก้ไข พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ในครั้งนี้ให้เกิดขึ้นจริงได้ในทางปฏิบัติ

“กฎหมายลำดับรองเหล่านี้หลายเรื่องสามารถเป็นเรื่องเชิงนโยบายที่สามารถเตรียมการแก้ไขควบคู่กันไปได้เลยในระหว่างผลักดัน พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ เช่น ให้ใช้เกณฑ์อื่นๆ ประกอบการพิจารณาด้วยไม่ใช่เรื่องราคาต่ำสุดอย่างเดียว ซึ่งการแก้ไขกฎหมายลำดับรองเหล่านี้ไม่ต้องรอกระบวนการทางนิติบัญญัติด้วย หากทำเสร็จแล้วก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหารเลยจะประกาศให้มีผลได้เมื่อไหร่ ส่วนถ้าเป็นอย่างการยกเลิกสัญญาที่มีเกณฑ์ที่ละเอียดมากขึ้น และมีเงื่อนไขที่กว้างขึ้นอาจจะต้องรอตัวกฎหมายหลักให้ชัดเจนก่อน” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวเสริม

ดร.สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า รวมถึงควรจะต้องมีการสร้างระบบที่รองรับกับสิ่งที่กฎหมายระบุด้วย เช่น การคัดเลือกคู่สัญญาของรัฐ ที่จะให้พิจารณาความสามารถของผู้รับเหมาจากผลงานในอดีตที่เคยทำร่วมกับรัฐ โดยภาครัฐจำเป็นต้องทำระบบประเมินประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของคู่สัญญา ตลอดจนเชื่อมโยงฐานข้อมูลกันทั่วประเทศไม่ใช่กระจุกตัวแค่ในส่วนกลาง เพราะไม่อย่างนั้นหน่วยงานที่จัดซื้อจ้างที่อยู่ต่างจังหวัดจะไม่มีทางรู้ข้อมูลของผู้รับเหมาที่มายื่นข้อเสนอเคยมีปัญหาในการรับงานรัฐหรือไม่

“การแก้ไข พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ดีในแง่การวางเป็นหลักการ แต่กฎหมายลำดับรอง รวมถึงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างว่าจะไปในทิศทางไหน เพราะหน่วยงานรัฐจะมาพึ่งพิง หรืออิงจากสิ่งเหล่านี้ของกรมบัญชีกลาง เพราะฉะนั้นถ้ามีการวางแนวปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และชัดเจน หลักการก็จะถูกนำไปใช้ต่ออย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.สุรศักดิ์ กล่าว

ดร.สุรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ยังมีอีกหลายมิติที่ควรได้รับการแก้ไข เช่น การควบคุมตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ควรจะมีการทำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เพราะปัจจุบันยังมีปัญหาในหลายกรณี ฯลฯ ซึ่งหากเป็นไปได้ก็ควรใช้โอกาสนี้แก้ไขเรื่องอื่นๆ ให้จบเลยในครั้งนี้ แต่หากต้องการผลักดันเรื่องเกณฑ์การคัดเลือกให้เสร็จก่อนก็อาจจะมาพิจารณาแก้ไขในภายหลังอีกครั้งได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top