Friday, 5 June 2026
รสนาโตสิตระกูล

‘รสนา‘ ยัน ข้อเสนอลดราคาน้ำมันของ ‘มิ่งขวัญ‘ ทำได้จริง เห็นด้วย ปรับโครงสร้างน้ำมันให้เหลือแค่ เบนซิน-ดีเซล

(23 ก.พ. 66) น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กรุงเทพมหานคร และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านพลังงาน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชื่อ ‘รสนา โตสิตระกูล‘ หัวข้อ ‘ข้อเสนอลดราคาน้ำมันเบนซินลง 18 บาท และลดดีเซลลง 6 บาทของมิ่งขวัญ เป็นไปได้หรือไม่ หรือแค่หาเสียง ?!?‘ โดยเนื้อหาระบุว่า...

ข้อเสนอการปรับราคาน้ำมันของ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ สร้างความแตกตื่นให้กับวงการพลังงาน ทั้งกลุ่มทุนพลังงาน และนักการเมืองฟากฝั่งรัฐบาล ที่ได้รับการอุ้มชูโดยกลุ่มทุนพลังงาน ต้องคัดค้านกันอย่างแข็งขันเป็นแน่

ต้องถือว่า คุณมิ่งขวัญ กล้าเสนอและถ้าจะทำให้ได้จริง ต้องมีการปรับนโยบายแบบ 360 องศากันเลย อยู่ที่ลุงป้อมผู้นำพรรค พปชร. จะกล้าออกมาประกาศเป็นเจตจำนงทางการเมืองอย่างจริงจังหรือไม่ หรือเป็นแค่นโยบายหาเสียงแบบตีหัวเข้าบ้านเหมือนพรรคอื่นในอดีตที่เคยประกาศจะยกเลิกกองทุนน้ำมัน แต่พอได้รับเลือกตั้ง ก็ยอมลดราคาเป็นโปรโมชันให้ 3-4 เดือน แล้วก็กลับมาใช้บริการกองทุนน้ำมันเหมือนเดิม

ดิฉันลองดูราคาที่คุณมิ่งขวัญเสนอ ถ้าจะทำจริง ดิฉันว่าสามารถทำได้ แต่ต้องจัดการหลายอย่าง เช่น หนี้สินในกองทุนน้ำมัน และการแก้ปัญหาเกษตรกรเรื่องน้ำมันชีวภาพ รวมทั้งภาษีน้ำมันที่รัฐบาลเสพติดเพราะได้มาง่าย ๆ เหมือนเปิดก๊อกน้ำ ที่สำคัญจะกล้าดึงอ้อยจากปากช้างกลุ่มผูกขาดพลังงานที่เป็นรัฐซ้อนรัฐตัวจริง ได้หรือไม่

ดิฉันขอคิดตามข้อเสนอคุณมิ่งขวัญโดยละปัญหาต่าง ๆ ไว้ให้พรรคที่ประกาศนโยบายนี้ ถ้าได้เป็นรัฐบาลต้องไปจัดการแก้ไขเพื่อขจัดอุปสรรคต่อนโยบายปรับโครงสร้างพลังงานเอาเอง

ที่ประกาศลดราคาเบนซิน 95 ลง 18.07 บาท/ลิตร จากราคา 44.06 บาท/ลิตร (ข้อมูลราคาวันที่ 17 ก.พ. 2566) เหลือราคาขายปลีกที่ 25.99 บาท/ลิตร และลดราคาดีเซลที่ราคา 34.44 บาท/ลิตรลง 6.37 บาท/ลิตร เหลือราคาหน้าปั๊มที่ 28.07 บาท/ลิตรนั้น

โครงสร้างราคาน้ำมันที่เป็นธรรม (ใช้ราคา 17/2/66) ส่วนที่จะปรับลดลง สามารถทำได้ดังนี้

1.) เนื้อน้ำมันเบนซิน 95 ราคาหน้าโรงกลั่น 22.28 บาท/ลิตร (ซึ่งเป็นราคาสมมติว่านำเข้าจากสิงคโปร์ซึ่งมีต้นทุนที่ไม่ได้จ่ายจริงคือค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างทาง) ถ้าเปลี่ยนมาใช้ราคาหน้าโรงกลั่นเป็นราคาเดียวกับที่เอกชน 'ส่งออก' จะลดราคาลงได้ประมาณ 2 บาท/ลิตร

2.) ค่าการตลาดที่เหมาะสมสำหรับเบนซินลิตรละ 2 บาท (วันที่ 17/2/66 ค่าการตลาด 3.11 บาท/ลิตร) จะลดลงได้ 1.11 บาท/ลิตร

3.) ยกเลิก 2 กองทุน คือ กองทุนน้ำมันและกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ลดได้ 6.55 บาท/ลิตร (กล่าวสำหรับกองทุนน้ำมันเป็นกองทุนที่มีไว้เพื่อใช้หนี้เอกชนซึ่งส่วนใหญ่ใช้จ่ายหนี้ให้กับเอทานอลที่ผสมในเบนซินและไบโอดีเซลที่ผสมในดีเซล และเอากองทุนไปชดเชยน้ำมันผสมให้หลอกตาว่าถูกลง แต่เป็นการล้วงเงินผู้ใช้น้ำมันไปชดเชย ทำให้เป็นหนี้กองทุนน้ำมันไม่สิ้นสุด โดยราคาเอทานอล 29.16 บาท/ลิตร น้ำมันเบนซิน 95 ราคา 22.28 บาท/ลิตร ไบโอดีเซลราคา 32.06 บาท/ลิตร ดีเซลธรรมดาราคา 21.99 บาท/ลิตร ดังนั้นยิ่งผสมมากยิ่งแพง ยิ่งต้องการเงินมาชดเชยมาก)

4.) ลดภาษีสรรพสามิต, ภาษีเทศบาล, ภาษีแวต จาก 10.02 บาท/ลิตร เหลือ 1.61 บาท/ลิตร จะลดราคาลงได้ 8.41 บาท/ลิตร

ดังนั้น ถ้าปรับลดราคาตามนี้จะลดราคาเบนซินลงได้ 2+1.11+6.55+8.41 = 18.07 บาท/ลิตร ส่วนดีเซล ราคาปลีกอยู่ที่ 34.44 บาท/ลิตร จะลดราคาลง 6.37 บาท/ลิตร เหลือราคาปลีกที่ 28.07 บาท/ลิตร สามารถปรับลด ดังนี้

1.) ราคาเนื้อน้ำมันดีเซล 24.23 บาท/ลิตร มีส่วนผสมไบโอดีเซล 7% อยู่ 2.24 บาท/ลิตร ถ้าตัดไบโอดีเซลลดได้ 2.24 บาท/ลิตร และถ้าใช้หน้าโรงกลั่นเป็นราคาเดียวกับ “ส่งออก” ลดได้อีกประมาณ 2 บาท/ลิตร

2.) ลดค่าการตลาดลงจาก 1.90 บาท/ลิตร เหลือ 1.50 บาท/ลิตร ลดได้ 50 สต./ลิตร

3.) ยกเลิก2กองทุนลดได้ 4.57 บาท/ลิตร

4.) ภาษีที่รัฐบาลเก็บ 3.71 บาท/ลิตร ไม่ต้องลดเลย

ถ้าปรับลดราคาดีเซลลงตามตัวเลขข้างต้น จะสามารถลดราคาได้ 2.24+2+.40+4.57 = 9.21 บาท/ลิตร ซึ่งมากกว่าตัวเลขคุณมิ่งขวัญ ที่ต้องการลด 6.37 บาท/ลิตร โดยไม่ต้องปรับลดภาษีของรัฐบาลด้วย

ถ้าต้องการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรมจริง ๆ ต้องยกเลิกกองทุนน้ำมัน ซึ่งหนี้ทั้งหมดมาจากการนำน้ำมันชีวภาพทั้งเอทานอล และไบโอดีเซลมาเติมในเบนซินและดีเซลโดยการอ้างเหตุผลลวงเรื่องช่วยเกษตรกร ซึ่งผู้ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่คือกลุ่มทุนพลังงาน

กรณีช่วยเกษตรกรไม่มีหลักฐานว่าเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจริง แต่คนใช้น้ำมันต้องแบกรับน้ำมันผสมราคาแพงเกินจริงโดยไม่มีทางเลือก กองทุนน้ำมันทำให้โครงสร้างราคาบิดเบือน ทำให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถถ่างราคาน้ำมันผสมได้ตามใจชอบ ราคาน้ำมันจึงไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ตามที่รัฐบาลและผู้ค้าน้ำมันมักยกเมฆกล่าวอ้างให้ประชาชนและสื่อมวลชนหลงเชื่อ ในขณะที่ผู้ใช้น้ำมันทั้งประเทศเขารับภาระราคาพลังงานขนาดนี้ไม่ไหวกันแล้ว เพราะกระทบค่าครองชีพ ราคาสินค้าและค่าบริการต่าง ๆ

ดิฉันเห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ให้ราคาน้ำมันเหลือเพียง 2 ชนิด คือ เบนซิน และดีเซลเท่านั้น โดยตัดน้ำมันชีวภาพออกไป ตราบเท่าที่ราคาน้ำมันชีวภาพยังมีราคาแพงกว่าน้ำมันพื้นฐาน และรัฐบาลควรใช้ความสามารถในการขยายตลาดการเกษตร ในการช่วยเหลือเกษตรกร ไม่ใช่บีบให้คนต้องใช้น้ำมันผสมที่มีราคาถูกแบบเทียม ๆ เพื่ออุ้มกลุ่มทุนมากกว่าเกษตรกร เพราะดึงเงินจากกองทุนน้ำมันซึ่งมาจากกระเป๋าประชาชนมาชดเชยไม่รู้จบ

ข้อเสนอของคุณมิ่งขวัญสามารถทำได้ แม้มีเรื่องต้องจัดการอยู่มากตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ขึ้นอยู่กับหัวหน้าพรรค คือ พล.อ ประวิตร วงษ์สุวรรณกล้าเปลี่ยนแปลงจริงหรือไม่

‘รสนา’ ฟาดกลับ 3 บก.เครือเนชั่น กล่าวหาเป็นขุนพลข้างกาย ‘นักการเมือง’ ย้ำชัด ไม่มีวันเป็นขุนพลข้างกายใคร ชี้ ‘พีระพันธุ์‘ ทำงานแนวของเขา

‘รสนา’ โต้ 3 บก. สื่อเครือเนชั่น เต้าข่าวกล่าวหา เป็นขุนพลข้างกาย ‘พีระพันธุ์’ โดยไม่มีการวิเคราะห์ใด ๆ ย้ำชัด เป็นพลทหารของประชาชน ไม่มีวันเป็นขุนพลข้างกายนักการเมืองพรรคใด 

เมื่อวันที่ (15 ม.ค. 68) นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีที่ผู้ดำเนินรายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ซึ่งประกอบด้วยนายวีระศักดิ์ พงษ์อักษร, นายสมชาย มีเสน และนายบากบั่น บุญเลิศ จัดรายการพาดพิงตนเองว่าเป็นขุนพลข้างการนายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.กระทรวงพลังงาน โดยระบุว่า รสนาเป็นพลทหารของประชาชนไม่มีวันเป็นขุนพลข้างกายนักการเมืองพรรคใด ตามที่สื่อเต้าข่าว !?!

วันนี้มีเพื่อนส่งคลิปนักข่าว 3 คนเครือเนชั่น ออกมาวิเคราะห์เรื่องนโยบายพลังงานของนายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.กระทรวงพลังงาน มีการเอาภาพใครต่อใครมาแปะข้างกายนายพีระพันธุ์ และพาดหัวใต้ภาพว่า ‘ขุนพลข้างกาย “พีระพันธุ์” พานโยบายย้อนยุค?’

ในภาพดังกล่าว มีรูปดิฉันอยู่ด้วย และมีการพูดชื่อดิฉันชัดเจนในรายการ ทุนสื่อเนชั่นแกล้งเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า!? สิ่งที่นักข่าวทั้ง 3 คนพูด ไม่มีเนื้อหาสาระอะไรในเชิงวิเคราะห์ข่าวที่เต้าขึ้นมาแม้แต่น้อย แต่กล่าวหาดื้อ ๆ ว่าดิฉันเป็นขุนพล รมว.พีระพันธุ์

นักข่าว นักสื่อมวลชนจะสื่อสารอะไรกับสังคมและประชาชนที่เวลานี้มีช่องทางอิสระในการหาความจริงได้มากกว่าทุนสื่อบางกลุ่มที่ทั้งตกยุค ตกเทรนด์พลังงานโลกยุคใหม่เสียอีก สื่อจึงควรมีเนื้อหาสาระ มีข้อมูลที่เป็นความจริงน่าเชื่อถือ มิเช่นนั้นอาจจะถูกมองว่าเป็นทุนสื่อของค่ายธุรกิจการเมืองบางกลุ่มที่หวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์พลังงานโลกจนต้องเต้าข่าว ปั่นข่าวโคมลอย เพื่อดิสเครดิตใครก็ตามที่มุ่งสู่การปลดแอกทุนพลังงานจากบ่าประชาชน สื่อเต้าข่าวจำพวกนี้ ควรระวังที่จะทำให้ประชาชนขาดความเชื่อถือในอนาคตอันใกล้ !!

ดิฉันก็จบคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ สิ่งที่เราได้รับการอบรมสั่งสอนคือสื่อต้องมีจริยธรรม ในการนำเสนอความจริงต่อสังคม การเต้าข่าวเลื่อนลอยถือว่าเป็นอนันตริยกรรมในวิชาชีพสื่อ ใช่หรือไม่??!!

ดิฉันไม่มีวันเป็นขุนพลข้างกายนักการเมืองของพรรคใดๆ ถ้าจะเป็น ก็จะเป็นเพียงพลทหารของประชาชน ที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างสุดฤทธิ์เท่านั้น

ดิฉันทำงานต่อสู้เรื่องพลังงานมานานมากก่อนที่นักการเมืองคนใดจะสนใจประเด็นนี้เสียอีก

‘รสนา’ โต้ 3 บก. สื่อเครือเนชั่น เต้าข่าวกล่าวหา เป็นขุนพลข้างกาย ‘พีระพันธุ์’ โดยไม่มีการวิเคราะห์ใด ๆ ย้ำชัด เป็นพลทหารของประชาชน ไม่มีวันเป็นขุนพลข้างกายนักการเมืองพรรคใด

เมื่อวันที่ (15 ม.ค. 68) นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีต สว.โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีที่ผู้ดำเนินรายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ซึ่งประกอบด้วยนายวีระศักดิ์ พงษ์อักษร, นายสมชาย มีเสน และนายบากบั่น บุญเลิศ จัดรายการพาดพิงตนเองว่าเป็นขุนพลข้างการนายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.กระทรวงพลังงาน โดยระบุว่า

รสนาเป็นพลทหารของประชาชนไม่มีวันเป็นขุนพลข้างกายนักการเมืองพรรคใด ตามที่สื่อเต้าข่าว !?!

วันนี้มีเพื่อนส่งคลิปนักข่าว 3 คนเครือเนชั่น ออกมาวิเคราะห์เรื่องนโยบายพลังงานของนายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.กระทรวงพลังงาน มีการเอาภาพใครต่อใครมาแปะข้างกายนายพีระพันธุ์ และพาดหัวใต้ภาพว่า ‘ขุนพลข้างกาย 'พีระพันธุ์' พานโยบายย้อนยุค?’

ในภาพดังกล่าว มีรูปดิฉันอยู่ด้วย และมีการพูดชื่อดิฉันชัดเจนในรายการ ทุนสื่อเนชั่นแกล้งเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า!? สิ่งที่นักข่าวทั้ง 3 คนพูด ไม่มีเนื้อหาสาระอะไรในเชิงวิเคราะห์ข่าวที่เต้าขึ้นมาแม้แต่น้อย แต่กล่าวหาดื้อ ๆ ว่าดิฉันเป็นขุนพล รมว.พีระพันธุ์

นักข่าว นักสื่อมวลชนจะสื่อสารอะไรกับสังคมและประชาชนที่เวลานี้มีช่องทางอิสระในการหาความจริงได้มากกว่าทุนสื่อบางกลุ่มที่ทั้งตกยุค ตกเทรนด์พลังงานโลกยุคใหม่เสียอีก สื่อจึงควรมีเนื้อหาสาระ มีข้อมูลที่เป็นความจริงน่าเชื่อถือ มิเช่นนั้นอาจจะถูกมองว่าเป็นทุนสื่อของค่ายธุรกิจการเมืองบางกลุ่มที่หวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์พลังงานโลกจนต้องเต้าข่าว ปั่นข่าวโคมลอย เพื่อดิสเครดิตใครก็ตามที่มุ่งสู่การปลดแอกทุนพลังงานจากบ่าประชาชน สื่อเต้าข่าวจำพวกนี้ ควรระวังที่จะทำให้ประชาชนขาดความเชื่อถือในอนาคตอันใกล้!!

ดิฉันก็จบคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ สิ่งที่เราได้รับการอบรมสั่งสอนคือสื่อต้องมีจริยธรรม ในการนำเสนอความจริงต่อสังคม การเต้าข่าวเลื่อนลอยถือว่าเป็นอนันตริยกรรมในวิชาชีพสื่อ ใช่หรือไม่??!!

ดิฉันไม่มีวันเป็นขุนพลข้างกายนักการเมืองของพรรคใด ๆ ถ้าจะเป็น ก็จะเป็นเพียงพลทหารของประชาชน ที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างสุดฤทธิ์เท่านั้น

ดิฉันทำงานต่อสู้เรื่องพลังงานมานานมากก่อนที่นักการเมืองคนใดจะสนใจประเด็นนี้เสียอีก

‘รสนา’ ชื่นชม!! ‘กกพ.’ ชงลดค่าไฟฟ้า แนะ!! เจรจาลด ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ ด้วย

เมื่อวานนี้ (17 ม.ค. 68) นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า …

มาช้าดีกว่าไม่มา กกพ.จ่อชงนายกฯทบทวนค่าแอดเดอร์พลังงานหมุนเวียน หั่นค่าไฟลง 17 สตางค์ เหลือ 3.98 บาท

ข่าวสื่อมวลชนวันนี้ระบุว่าคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)เตรียมเสนอนายกรัฐมนตรีให้ทบทวนนโยบายรัฐที่ให้เงินส่วนเพิ่มไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่เรียกว่า แอดเดอร์ (Adder) ทำให้ราคารับซื้อเพิ่มสูง และมีการต่อสัญญาแบบอัตโนมัติทำให้ค่าไฟมีราคาสูงกว่าราคาที่เป็นจริงในปัจจุบันมาก หากมีการทบทวนราคารับซื้อตามต้นทุนจริง จะลดค่าไฟลง 17 สตางค์ เหลือ 3.98 บาท คาดประหยัดค่าไฟได้ 3.3 หมื่นล้านบาทต่อปี

ในการรับฟังความเห็นประชาชนเรื่องการปรับค่าFt ของกกพ.งวด มกราคม -เมษายน 2568 ระหว่างวันที่ 8-22 พฤศจิกายน 2567 สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค)ได้เสนอแนวทางการปรับลดราคาค่าไฟไปทั้งหมด 6 ข้อ

หนึ่งใน6 ข้อเสนอของสภาผู้บริโภค ก็คือเสนอให้ยกเลิกนโยบายมาตรการสนับสนุนส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ที่สูงเกินสมควรจนมีผลกระทบต่อภาระค่าไฟฟ้าทั้งระบบ ซึ่งกกพ. ควรเสนอให้ทบทวนนานแล้ว เอกชนได้ค่าไฟฟ้าส่วนเกินที่ไม่ควรได้รับปีละ 3.3 หมื่นล้านบาท เป็นค่ารับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ที่หมดอายุ 8-10 ปีไปแล้ว แต่กกพ.ก็ยังปล่อยให้ต่อสัญญาโดยอัตโนมัติในราคาสูง โดยประชาชนตาดำๆ ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายนี้ให้เอกชนผ่านค่าไฟฟ้า เป็นภาระค่าไฟแพงของประชาชน แต่ไม่ปรากฎว่ากกพ.จะได้นำข้อเสนอนี้ของสภาผู้บริโภคไปพิจารณาเพื่อลดค่าไฟในงวด มกราคม- เมษายน 2568 แต่ประการใด

อย่างไรก็ตาม มาช้าดีกว่าไม่มา ก็ต้องชื่นชมที่ กกพ.ตัดสินใจทำข้อเสนอถึงนายกรัฐมนตรีให้ทบทวนการให้เงินส่วนเพิ่ม(Adder)ว่าควรยกเลิกได้แล้วเพราะปัจจุบันราคาพลังงานหมุนเวียนมีราคาลดลงมากแล้ว ซึ่งบริษัทเหล่านั้นได้คืนทุนและมีกำไรคุ้มไปนานแล้ว การต่อสัญญาอัตโนมัติจึงควรยกเลิก ซึ่งจะทำให้สามารถลดค่าไฟลงได้ 17 สตางค์/หน่วย ทำให้ค่าไฟลดลงเหลือ 3.98 บาท/หน่วย จากที่กำหนดไว้เดิมที่ 4.15บาท/หน่วย และทำให้ประชาชนได้ปลดแอกบนบ่าถึงปีละ 3.3 หมื่นล้านบาทได้สักที

สิ่งที่กกพ.ควรเสนอนายกรัฐมนตรีเพิ่มอีกอย่างน้อย 1 ข้อ คือให้เจรจาลดค่าความพร้อมจ่ายสำหรับโรงไฟฟ้าที่ได้คืนทุนและมีกำไรพอสมควรแล้ว จากเอกสารของกกพ. ในงวด มกราคม-เมษายน 2568 ค่าความพร้อมจ่ายสูงถึง 19,875 ล้านบาท หากคำนวณทั้งปี จะเป็นเงิน 59,625 ล้านบาท/ปี หากนำมาเฉลี่ยกับหน่วยไฟที่ใช้ทั้งประเทศประมาณ 200,000 ล้านหน่วย/ปี เท่ากับจะลดลงได้ 29-30 สต./หน่วย หากตัดค่าความพร้อมจ่ายส่วนนี้ไปได้ น่าจะลดได้ค่าไฟลงไปได้อีกเกือบ30 สตางค์/หน่วย (ตัวเลขที่นำมาคำนวณจากเอกสารที่เผยแพร่โดย กกพ.ในการรับฟังความเห็นค่า Ft)

แม้ตามสัญญาค่าความพร้อมจ่ายอาจจะตัดไม่ได้ แต่รัฐบาลสามารถใช้ประเด็น ‘เหตุสุดวิสัย’ในการเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐเพื่อลดค่าไฟ เปิดให้มีการเจรจาลดค่าความพร้อมจ่ายในโรงไฟฟ้าที่คืนทุนแล้ว หรือไม่มีการผลิตแต่ยังได้ค่าความพร้อมจ่าย โดยแลกกับการขยายสัญญารับซื้อไฟต่อให้อีกสัก1-2ปีหลังหมดสัญญา และโรงไฟฟ้าใหม่ไม่ควรมีค่าความพร้อมจ่ายอีกแล้ว

กกพ.จึงควรถือเป็นหน้าที่ในการรีดไขมันที่ทำให้ค่าไฟแพงอย่างไม่เป็นธรรมต่อประชาชน ซึ่งยังมีอีกหลายรายการที่สมควรพิจารณาต่อไปอย่างจริงจัง จะเป็นการช่วยลดภาระที่ประชาชนแบกจนหลังแอ่นมายาวนานมาก และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่มีราคาค่าไฟเหมาะสมจูงใจให้ธุรกิจต่างชาติสนใจจะมาลงทุน

รัฐบาลหัดคิดนโยบายประชานิยมเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นธรรมบ้าง ประชาชนจะได้เงยหน้าอ้าปากอย่างยั่งยืน เลิกใช้วิธีกู้เงินมาหว่านแจกซื้อเสียงแบบฉาบฉวยได้แล้ว!!

‘รสนา’ ขอศาลอนุญาต ‘ฟ้า สุธินี’ ไปเรียนที่ที่สหราชอาณาจักร วอนอย่าตัดอนาคตเด็กให้ได้รับโอกาสเติบโตทางปัญญา

(16 ก.ค. 68) น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ดิฉันขอความกรุณาศาลอาญากรุงเทพใต้ในการอนุญาตให้ 'ฟ้า สุธินี' ได้รับโอกาสไปศึกษาต่างประเทศตามที่ได้รับทุน 

ดิฉันไม่รู้จักเธอหรือครอบครัวเป็นการส่วนตัว แต่เธอคือเยาวชนที่จะเป็นอนาคตของประเทศ เธอคือลูกหลานของคนไทยที่ควรได้รับโอกาสเติบโตทางปัญญา และมีโอกาสได้เห็นโลกกว้างเพื่อมาทำประโยชน์ต่อประเทศ ต่อครอบครัว และต่อตัวเธอเองในอนาคต

เมตตาธรรมของผู้ใหญ่จะเป็นกำลังใจ เป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนเหล่านี้

ดิฉันขอความกรุณาศาลแทนเธอและครอบครัวได้โปรดเมตตาเยาวชนไทยด้วยการอนุญาตให้เธอได้ไปเรียนต่อ เป็นการแสดงความเมตตากรุณาของศาลที่ทำงานภายใต้พระปรมาภิไธย ที่ไม่ตัดอนาคตของเด็กไทยที่เป็นลูกหลานของเรา

สำหรับกรณีดังกล่าว สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2568 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ฟ้า - สุธินี จ่างพิพัฒน์นวกิจบรรณาธิการหนังสือเด็ก อายุ 25 ปี  หนึ่งในจำเลยคดีมาตรา 112 จากการร่วมอ่านแถลงการณ์ในการชุมนุมที่หน้าสถานทูตเยอรมนี เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 พร้อมด้วยทนายความได้เดินทางไปยื่นคำร้องขอเดินทางออกนอกประเทศ หลังได้รับทุนการศึกษาในระดับปริญญาโทจากทุน ‘Erasmus Mundus’ ในสาขาวรรณกรรมเด็ก

ในคดีนี้ ศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างพิจารณา โดยมีเงื่อนไข “ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรก่อนได้รับอนุญาตจากศาล” ต่อมา ฟ้าได้รับทุนการศึกษาจากโครงการอีราสมุส มุนดุส สำหรับหลักสูตรปริญญาโทนานาชาติ ในสาขาวรรณกรรมเด็ก สื่อและการประกอบการทางวัฒนธรรม (CLMCE) ซึ่งมีกำหนดการศึกษาเป็นระยะเวลา 24 เดือน ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 2568 – 15 ก.ย. 2570

ทั้งนี้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้คำสั่งไม่อนุญาตให้ฟ้าเดินทางออกนอกประเทศ โดยระบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เงื่อนไขการห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย เพราะเกรงว่าการปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาล 

“ที่จำเลยขออนุญาตเดินทางออกนอกราชอาณาจักรโดยอ้างว่าได้รับทุนการศึกษาเป็นเวลา 24 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 2568 ถึงวันที่ 15 ก.ย. 2570) ถือว่าเป็นการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน อาจกระทบต่อวันนัดสืบพยานคดีนี้ ประกอบกับคดีนี้ค้างพิจารณาเป็นเวลานานแล้ว ในชั้นนี้จึงไม่สมควรอนุญาต ยกคำร้อง”

อย่างไรก็ตาม หลังจากคำสั่งดังกล่าว ฟ้า สุธินี และทนายความ จะพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลเพิ่มเติม ให้ทบทวนคำสั่งต่อไป

‘รสนา’ การันตี ‘หมอสุภัทร’ ไม่มีพฤติกรรมส่อทุจริต หวัง ‘รัฐมนตรีสมศักดิ์’ ไม่บ้าจี้ตามคำสั่งของฝ่ายบริหาร สธ.

(18 ส.ค. 68) นางสาวรสนา โตสิตระกูล โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า สังคมอาจลืมไปแล้วว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในช่วงปี 2564 รุนแรงขนาดไหน มีคนตายจากโควิดมากเท่าไหร่ รพ. และรพ.สนามเต็มแน่น รพ.เอกชนปฏิเสธรับคนป่วยโควิด เกิดความตื่นตระหนกทั้งสังคม เพราะยังไม่มีทั้งวัคซีน และยารักษาโควิด-19

ในช่วงปี2564 ดิฉันในนามมูลนิธิสุขภาพไทย ได้ทำโครงการแจกเมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจรและยาแคปซูลฟ้าทะลายโจรให้กับผู้ติดเชื้อโควิด-19 เริ่มจากในกรุงเทพที่เป็นสถานที่แพร่ระบาดโควิดจากสนามมวย และสถานบันเทิงย่านทองหล่อ และชุมชนคลองเตยที่มีคนทำงาน ทั่วกทม.โดยได้รับการสนับสนุนยาฟ้าทะลายโจรจากมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  และ จากบริษัทยาพรีราน่า และบริษัทอื่นๆ รวมทั้งเงินบริจาคเพื่อเป็นค่าส่งยาให้ประชาชนที่ติดเชื้อโควิด ต้องกักตัวที่บ้านและขอยาเข้ามา และส่งยาให้กับอสส (อสม.ในกทม )69 เขต เพื่อแจกให้กับประชาชนในแต่ละเขต ในช่วงนั้นยังไม่มีทั้งวัคซีน และยารักษาโควิด

ดิฉันยังจำความโกลาหลของผู้คนที่แตกตื่นจากการระบาดของเชื้อโควิดได้ดี การระบาดกระจายไปทั่วหัวเมือง มีข่าวคนติดเชื้อนอนตายข้างถนนการเดินทางจากคนที่ติดเชื้อ แต่ยังไม่แสดงอาการ เมื่อมีการล็อคดาวน์กรุงเทพ คนงานไม่มีงาน ไม่มีเงินจึงหนีกลับบ้านในต่างจังหวัดและพาเชื้อไปแพร่กระจายในหมู่บ้านตนเอง

การตรวจเชื้อของหน่วยงานรัฐต้องใช้ RT PCR ซึ่งต้องรอคิวเป็นอาทิตย์กว่าจะได้ตรวจเชื้อ คนที่อาการหนัก หลายคนตายไปก่อนได้รับการตรวจเชื้อ การกักตัวเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดตามรพ.และรพ.สนามมากมาย ส่วนการรักษาในรพ.หรือรพ.สนาม ก็รักษาตามอาการ การกักตัวเพื่อลดการแพร่ระบาดเป็นหลัก ใครติดเชื้อน้อย ร่างกายแข็งแรงก็รอด ส่วนคนติดเชื้อมากร่างกายอ่อนแอก็ตาย คนที่ตายจากเชื้อโควิด ถูกนำไปเผาโดยญาติไม่มีโอกาสได้พบหน้ากันเลย 

ช่วงเดือนเมษายน2564 ดิฉันเคยเสนอผ่านเฟซบุ๊ก และให้สัมภาษณ์สื่อไปถึงหน่วยงานรัฐ ให้ใช้ ATK ตรวจคนในชุมชนคลองเตยอย่างรวดเร็วเพื่อแยกคนติดเชื้อออกจากครอบครัว และใช้วัด โรงเรียน หรือหน่วยราชการเป็นที่กักตัว เพราะรพ.สนามเต็มหมด และเสนอให้รัฐบาลต้องให้เงินทดแทนแรงงานคนเหล่านี้เพื่อดูแลครอบครัว ที่ต้องให้หยุดทำงานเพื่อลดการแพร่เชื้อ และเสนอให้ใช้ฟ้าทะลายโจรให้คนติดเชื้อ เพราะฟ้าทะลายโจรมีสรรพคุณรักษาหวัดที่เป็นเชื้อไวรัสอยู่แล้ว ตอนนั้นยังไม่มียาฟาวิพิราเวียร์

ในขณะนั้นหน่วยงานรัฐทั้งรัฐส่วนกลาง และท้องถิ่นยังไม่ได้ทำงานเชิงรุกมากพอ การระบาดจาก สนามมวย สถานบันเทิงในซอยทองหล่อ จึงระบาดแพร่กระจายเป็นวงกว้างไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว

เมื่อทีมงานของแพทย์ชนบท มีหมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ และหมอชนบทอีกหลายคนจากหลายรพ.ในต่างจังหวัด ตั้งทีมอาสาสมัครเข้ามาตรวจโควิดให้คนกรุงเทพ โดยใช้ ATK มาตรวจและแยกคนติดเชื้อออกจากคนที่ยังไม่ติด จ่ายยาให้คนติดเชื้อ ซึ่งมีทั้งยารักษาตามอาการ และยาฟาวิพิราเวียร์ สำหรับคนไข้อาการหนัก ซึ่งยาฟาวิพิราเวียร์ยังมีอยู่น้อยและมีราคาแพงมาก (ที่เบิกจากสปสช. ราคาต่อการรักษา 4,200 บาท/1คน ส่วนฟ้าทะลายโจรต่อการรักษา 1 คนแค่ 180 บาท ) ฟ้าทะลายโจรที่พวกเราส่งไปสนับสนุนชาวบ้านที่ติดโควิด ได้ผลดีมาก จึงได้ส่งให้ทีมแพทย์ชนบทที่มาตรวจเชื้อที่ กทม.ด้วย

ถ้าเรามองจากสถานการณ์ในช่วงโควิระบาด การมาช่วยตรวจเชื้อโควิดของหมอชนบทอย่างทีมหมอสุภัทร เป็นงานที่สำคัญ ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ในสภาพตื่นตระหนก ไม่รู้จะพึ่งพาใคร จะดูแลรักษาตัวเอง และคนในครอบครัวอย่างไร ไม่มีคนมาแนะนำ นอกจากทีมตรวจเชื้อของหมอสุภัทรแล้วยังมีอาสาสมัครกลุ่มอื่นที่รับช่วงช่วยกระจายอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่นให้ยืมเครื่องช่วยหายใจในกรณีเคสที่มีอาการหนัก กระจายยาฟ้าทะลายโจร และอาหาร ให้กับผู้ป่วยที่กักตัวที่บ้าน

ดิฉันเห็นว่าเป็นการร่วมมือกันของอาสาสมัครทั้งสังคมเพื่อช่วยกันลดการแพร่ระบาดให้เร็วที่สุด และช่วยเหลือกันในยามวิกฤตที่รัฐบาลไม่สามารถครอบคลุมการช่วยเหลือคนได้ทุกพื้นที่ทั้งหมด

มีคนวิจารณ์เรื่องที่ทีมแพทย์ชนบทมาตรวจเชื้อโควิดใน กทม. เพื่อได้รับค่าตอบแทนเป็นรายหัวจาก สปสช. อย่างเป็นกอบเป็นกำนั้น น่าจะเป็นการมองด้วยอคติเป็นที่ตั้งมากกว่า ถ้าหน่วยงานของท้องถิ่นในกทม.เข้ามาดำเนินการตรวจเชิงรุกแบบเดียวกัน ก็สามารถรับค่าใช้จ่ายตามรายหัวจาก สปสช.ได้อยู่แล้วเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่ทำ ใช่หรือไม่?!

ถ้าจะกล่าวหาเรื่อง ATK ที่หมอสุภัทร และแพทย์ชนบทจัดหามาใช้ว่าแพง ก็น่าพิจารณาว่าการจัดซื้อ ATK  ยี่ห้อเลอพู่จากจีน ขององค์การเภสัชกรรม (อภ.)ที่ซื้อจำนวนมาก แต่ก็พบว่ามีราคาแพงกว่าราคาตลาดที่ซื้อในจำนวนที่น้อยกว่า ใช่หรือไม่ ?!

นอกจากนี้ยังมีข้อน่าสงสัยว่า ผู้ชนะประมูลการจัดซื้อ ATK เลอพู่ ให้อภ.เป็นบริษัทหนึ่ง แต่ อภ.ทำสัญญาจัดซื้อกับอีกบริษัทหนึ่ง เป็นเรื่องถูกต้องของระเบียบการจัดซื้อหรือไม่นั้น แต่ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขก็ไม่ได้มีการตรวจสอบตามที่มีการร้องเรียน ใช่หรือไม่ ?!

ดิฉันเห็นว่าการจะตรวจสอบเอาผิดใคร สามารถเป็นการตั้งธงได้ ดูจากตัวอย่างคดีการทุจริตจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ในกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2542 ที่ดิฉันมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ในการทุจริตของนักการเมืองจะทำไปโดยฝ่ายบริหารระดับสูงไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ช่วยเหลือนั้น ไม่ว่าเรื่องการแปลงงบประมาณจากหมวดเงินอุดหนุน เป็นเงินหมวดใช้สอยวัสดุ ที่เปลี่ยนการใช้จ่ายรายหัว เป็นจ่ายตามอำนาจของผู้บริหาร การยกเลิกราคากลางยา เพื่อไม่ให้มีการเพดานราคา ล้วนต้องทำโดยข้าราชการในระดับบริหาร แต่ข้าราชการระดับสูงที่ให้ความเมืองที่ในครั้งนั้น ล้วนแต่ได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากการถูกไล่ออกจากราชการ มีแต่นักการเมืองที่ถูกลงโทษจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยึดทรัพย์จากการร่ำรวยผิดปกติ ที่มีการรับสินบนจากบริษัทยา และจัดซื้อยาแลเวชภัณฑ์ราคาแพงเพื่อให้บรรดาหมอในโรงพยาบาลของรัฐซื้อยาและเวชภัณฑ์ที่แพงเกินสมควร ศาลฯจึงตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 15ปี แต่บรรดาผู้บริหารระดับสูงในครั้งนั้นที่ช่วยนักการเมืองแปลงงบประมาณ  จากงบอุดหนุนในหมวด 800 ที่ต้องจ่ายตามรายหัว เป็นงบหมวดใช้สอยวัสดุ หมวด300 นั้นเป็นการเปิดช่องให้สามารถการซื้อยาและเวชภัณฑ์แพง ถ้าไม่มีชมรมแพทย์ชนบท และชมรมเภสัชชนบทออกมาเปิดโปงการทุจริตในครั้งนั้น และไม่มีเอ็นจีโอช่วยกันตรวจสอบ ไม่มีสื่อช่วยกันตรวจสอบก็ไม่อาจทำให้นักการเมืองถูกยึดทรัพย์และติดคุกอย่างแน่นอน แต่ฝ่ายบริหารระดับสูงไม่ได้ถูกตรวจสอบ เพราะฝ่ายบริหารชุดต่อมาก็ช่วยกันใช่หรือไม่ ?! ผู้บริหารระดับสูงจึงล้วนรอดจากการถูกลงโทษ เมื่อเกษียณแล้วก็ยังได้รับบำเหน็จบำนาญ สวัสดิการทั้งหลายกันต่อไป ใช่หรือไม่ ?!

ส่วนหมอสุภัทร ประธานแพทย์ชนบท ที่ทำงานช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ดิฉันเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีการทุจริต เป็นคนที่มีชีวิตที่สมถะ ไม่เคยเปิดคลินิกส่วนตัว แต่กำลังจะถูกผู้บริหารระดับสูง ลงโทษให้ออกจากราชการ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง หมอสุภัทรจะเหมือนถูกลงโทษประหารชีวิตกันเลยทีเดียว จากความผิดที่มีการอ้างเรื่องการซื้อ ATK มาช่วยชีวิตคนติดเชื้อโควิด ใช่หรือไม่?! 

ถ้าหมอสุภัทรถูกให้ออกจากราชการ จะไม่ได้รับบำเหน็จ บำนาญ ความดีที่เคยทำจะถูกประหารไปพร้อมกับคำสั่งให้ออกจากราชการ คำสั่งเช่นนี้ เป็นการตั้งธงโดยฝ่ายบริหาร ใช่หรือไม่ การลงโทษหมอสุภัทร เป็นสิ่งที่มีความเป็นธรรมแล้วหรือ ต่อไปจะมีใครทำดีให้สังคม ใครแข็งขืนผู้บริหาร ก็จะถูกเชือดไก่ให้ลิงดูแบบหมอสุภัทร ใช่หรือไม่ ?!? 

เราต้องการหมอที่เป็นโรคกระดูกสันหลังเสื่อม ที่ต้องค้อมหลังให้ผู้บริหาร โดยไม่กล้ายืนหลังตรงอย่างนั้นหรือ ?!?

หวังว่ารัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน คงไม่บ้าจี้ตามคำสั่งของฝ่ายบริหารสธ. ใช่หรือไม่ !?

‘รสนา’ แนะ ‘หมอสุภัทร’ ฟ้องผู้บริหาร สธ. ผิด 157 ชี้ มติลงโทษหนักให้ออกจากราชการไม่เป็นธรรม

เมื่อวานนี้ (25 ส.ค.68) นางสาวรสนา โตสิตระกูล โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิควรร้องผู้บริหารผิด 157 ที่สั่งลงโทษไม่เป็นธรรมหรือไม่

กรณีที่ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข สั่งสอบวินัย นพ.สุภัทร ฮาสุรรณกิจ ผิดวินัยร้ายแรงถึงขั้นลงโทษจะให้ออกจากราชการนั้น ดิฉันเห็นว่าผู้บริหารยุคนี้ของกระทรวงสาธารณสุขอยู่ในยุคมืด ที่คิดจะลงโทษผู้อยู่ในการบังคับบัญชา โดยขาดไร้คุณธรรมของผู้บริหาร ดังนั้นจึงควรที่จะฟ้องเอาผิดผู้บริหารและกรรมการสอบที่มีมติให้หมอสุภัทรออกจากราชการด้วยมาตรา 157  หรือไม่

กรณีของหมอสุภัทร ทำให้ดิฉันคิดถึง คดีของศาสตราจารย์นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว อดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ท่านเคยเล่าประวัติของท่านในหนังสือ “เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง” สมัยที่ท่านยังเป็นหมอหนุ่มอายุแค่ 28 ปี ท่านเป็นผู้อำนวยการ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ซึ่งเป็นรพ.ของรัฐแห่งแรกที่สร้างด้วยเงินบริจาคของประชาชน ไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐแม้แต่แดงเดียว ชื่อโรงพยาบาลนี้ยังคงใช้อย่างเป็นทางการมาถึงปัจจุบัน 

ต่อมาเกิดปัญหาว่าตามระเบียบของราชการแล้ว รายได้ของรพ.รัฐทุกแห่งต้องส่งเข้าคลังก่อน นพ.เสม พริ้งพวงแก้วในฐานะ ผอ.รพ.และแพทย์ใหญ่ประจำจังหวัดได้ต่อสู้ปกป้องสิทธิของรพ.ในการดูแลรายได้ที่รพ.หามาได้เองในรูปของ “เงินทุนสะสม” โดยไม่นำส่งคลัง รัฐมนตรีคลังในสมัยนั้นคือพระยาไชยยศสมบัติ ท่านขึ้นไปดูว่า รพ.เชียงรายวิเศษอย่างไร ทำไมไม่เอาเงินเข้าคลัง ท่านถามนพ.เสมว่า “ทำไมเงินที่คุณหมอหาได้ จึงไม่นำส่งคลัง คุณหมอทำผิด พ.ร.บ.คลัง”

ท่านตอบรัฐมนตรีว่า “รพ.นี้รัฐบาลไม่ได้ออกเงินสักบาทเดียว ชาวบ้านเขาออกเอง ถ้าผมเอาเงินจำนวนนี้ไปให้รัฐบาล ผมไม่รู้จะเอาอะไรมารักษาชาวบ้าน เงินนี้มันเป็นวงจร เอาเงินไปซื้อยามาให้ชาวบ้าน หมุนเวียนไป”  ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ว่าอะไร 

หลังจากท่านเจ้าคุณไชยยศสมบัติกลับกรุงเทพฯก็มีคำสั่งพิเศษว่า ต่อไปนี้ถ้ารพ.มีรายได้ ให้สามารถเก็บรายได้เป็นเงินทุนสะสม เป็นการเริ่มต้น “เงินทุนสะสม” ของรพ.ในประเทศไทยตั้งแต่นั้นมา นี่ไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นคำสั่งที่ถือเป็นแนวทางสืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เห็นได้ชัดเจนว่า นพ.เสมทำผิด พรบ.คลังจริง เพราะเงินที่ได้รับบริจาคหลายล้านบาทไม่ได้ส่งเข้าคลังที่กรุงเทพฯ แต่ผู้บริหารเห็นว่ามีเหตุผลที่สมควร ไม่หัวสี่เหลี่ยมอ้างแต่ระเบียบจ้องจะเอาผิดผู้ใต้บังคับบัญชาให้ได้ ทั้งที่กรณีของนพ.เสม เป็นการทำผิดพ.ร.บ.คลัง ไม่ใช่แค่ผิดระเบียบเท่านั้น

แต่ผู้บริหารของกระทรวงการคลังและกรมสาธารณสุขในสมัยนั้น มีความเป็นนักบริหารมืออาชีพ และมีความใจกว้างมาก การลงไปดูและสอบถามข้อเท็จจริง ทำให้ไม่เอาผิดนพ.เสม พริ้งพวงแก้ว และยังมีคำสั่งให้ทุกรพ.จัดตั้งเงินทุนสะสมสำหรับใช้ในรพ.ได้อีกด้วย

ในกรณีของนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ การเข้ามาช่วยคัดกรองผู้ติดเชื้อโควิด-19 ออกจากผู้ไม่ติดเชื้อ เพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงวิกฤตที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคระบาดในวงกว้างอย่างรวดเร็ว(Superspreader) ควรได้รับความชื่นชมมากกว่าการจ้องลงโทษหนักถึงขั้นให้ออกจากราชการ ใช่หรือไม่

ยิ่งข้อมูลว่า นพ.สุภัทรซื้อ ATK ชิ้นละ 230 บาทถูกกว่าราคาแนะนำของกรมการค้าภายในที่ 350 บาท และการแบ่งซื้อตามอำนาจการสั่งจ่ายครั้งละ 2 ล้านบาทเพราะไม่สามารถกำหนดจำนวนผู้มาคัดกรองได้ อีกทั้งการจัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจง ก็ทำได้ตามระเบียบที่กรมบัญชีกลางได้ปลดล็อกไว้แล้ว รวมทั้งการเดินทางมาตรวจคัดกรองที่กรุงเทพก็ได้รับการเชิญจาก สปสช. ในครั้งที่1 และได้รับเชิญจากกระทรวงสาธารณสุขในครั้งที่2,ที่3  จึงต้องถือว่านพ.สุภัทรไม่ได้ทำผิดระเบียบ และไม่ได้ทำให้ราชการเสียหายแต่อย่างไร 

การเอาผิดวินัยราชการอย่างร้ายแรงถึงให้ออกจากราชการ น่าจะไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีที่ผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุขที่มีการสั่งซื้อนำเข้ายาฟาวิพิราเวีร์ยในช่วงเดือน สิงหาคม 2564 ที่มีราคาเม็ดละ120 บาท ถึง 424 ล้านเม็ดทั้งที่สถิติคนไทยที่ติดเชื้อโควิด-19 ในระยะ 17 เดือนก่อนหน้านั้น มีเพียง 1 ล้านคนเท่านั้น ใช่หรือไม่ ?!

การนำเข้ายาฟาวิพิราเวียร์ 424 ล้านเม็ด ราคา120 บาท/เม็ด มูลค่าราว 5 หมื่นล้านบาท สามารถใช้กับคนป่วยถึง 8 ล้านคน เป็นการซื้อมากเกินไปเท่าไหร่ ไม่เคยมีข้อมูลว่ามีเหลือตกค้างจนหมดอายุ กี่ล้านเม็ด ?!

นอกจากนี้ มีการนำเข้าวัคซีนป้องกันโควิด -19 หลายยี่ห้อรวมจำนวนหลายล้านโดส ประเมินว่ามีวัคซีนที่หมดอายุจำนวนประมาณ 12 ล้านโดส มูลค่า 6,000 ล้านบาท ใช่หรือไม่ !?

ผู้บริหารที่สั่งซื้อยาและวัคซีนป้องกันและรักษาโควิด-19 เหลือทิ้งจำนวนมหาศาล ประมาณเป็นเม็ดเงินน่าจะมากกว่า 10,000 ล้านบาท ผู้บริหารคงอ้างทำถูกระเบียบ แต่ทำให้ราชการและภาษีของประชาชนเสียหายมหาศาล กลับไม่มีการตรวจสอบเอาผิด ใช่หรือไม่ ?!

แต่กับกรณีหมอสุภัทรที่ช่วยดูแลประชาชนในช่วงวิกฤต และใช้เงินอย่างประหยัดในจำนวนที่น้อยกว่ามาก ยังไม่ถึง 10 ล้านบาท คัดกรองคนได้จำนวน 192,905 คน พบคนติดเชื้อ 22,451คน และการดำเนินการก็สามารถอ้างระเบียบได้ จึงต้องถือว่าหมอสุภัทรไม่ได้ทำผิดระเบียบใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งยังไม่ทำให้ราชการเสียหาย เหมือนที่ผู้บริหารได้สั่งซื้อวัคซีนและยาฟาวิพิราเวียร์อย่างถูกระเบียบ แต่ทำให้ราชการเสียหาย เพราะซื้อมาจนเหลือใช้และเหลือจำนวนเป็นล้านที่หมดอายุไปโดยไม่ได้ใช้ นับเป็นเงินจำนวนหลายหมื่นล้านบาทที่เสียหายไป ใช่หรือไม่ แต่ไม่มีการสอบเอาผิดผู้บริหาร ที่บริหารจนราชการและภาษีจากเงินประชาชนเสียหายมหาศาล เทียบไม่ได้กับกรณีของหมอสุภัทรเลย แต่ก็ไม่มีใครผิด ใช่หรือไม่

แต่กลับมีการสอบวินัยร้ายแรงจะเอาผิดหมอสุภัทรให้ออกจากราชการให้ได้ ทั้งที่ราชการก็ไม่ได้เสียหาย ประชาชนคนกรุงเทพได้ประโยชน์ ช่วยลดการแพร่เชื้อ ลดจำนวนผู้ป่วย ลดค่าใช้จ่ายคนติดเชื้อที่ต้องมานอนโคม่าในรพ. ผลได้เหล่านี้ เหตุใดจึงไม่นำไปพิจารณา ?!

กรณีของหมอสุภัทร เมื่อเทียบกับความเสียหายที่ผู้บริหารในกระทรวงสาธารณสุขบริหารยาและวัคซีนแล้ว ย่อมเทียบกันไม่ได้เลย สำหรับวิญญูชนมองกรณีนี้แล้ว ย่อมลงความเห็นได้ว่า น่าจะเป็นการกลั่นแกล้งแบบชัดเจนมาก ใช่หรือไม่

ถ้ารัฐมนตรี และปลัดกระทรวงสาธารณสุขยังไม่ให้ความเป็นธรรมต่อหมอสุภัทร ดิฉันเห็นว่า หมอสุภัทรควรฟ้องร้องว่าผู้บริหารและกรรมการที่สอบวินัย และมีมติสั่งลงโทษไม่เป็นธรรม ด้วยมาตรา 157 ต่อไป ดีไหม ??!!

‘รสนา’ ตั้งคำถาม รมว.พลังงาน เป็นคนนอกจริงหรือ หวั่นเป็น 'สายตรง' เข้ามาเอื้อกลุ่มทุนพลังงานฟอสซิล

(8 ก.ย.68) น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า รัฐมนตรีพลังงาน “คนนอก” หรือ “สายตรง” กลุ่มทุนพลังงานฟอสซิล จะเป็นความหวังของใครกันแน่ !?!

วันนี้ได้อ่านบทความของคุณวินทร์ เลียววาริณ พูดถึงรัฐมนตรีคนนอก โดยเปรียบว่าวงการการเมืองไทยเป็นเหมือนตลาดหลักทรัพย์ ที่ผู้ลงทุนในแต่ละบริษัท (พรรค) คาดหมายผลกำไรและ 'เงินปันผล' ที่เรียกกันว่า 'โควตา' โอกาสที่คนนอกบริษัทจะเข้ามาทำงาน (หรือพูดหยาบๆ ว่า 'ชุบมือเปิบ') นั้นเกิดขึ้นได้ยากมาก และคำว่า 'คนนอก' มีนัยว่ามือสะอาด ทางการเมืองถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ซึ่งยกเอาตัวอย่างอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ที่ทำงานให้กับจอมเผด็จการ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ทั้งที่ทั้ง 2 ท่านมีแนวคิดคนละขั้วกัน

ดิฉันเห็นว่า “คนนอก” ของรัฐบาลสมัยนี้ต่างจากยุคอาจารย์ป๋วยมาก แต่อาจารย์ป๋วยไม่ใช่ “คนนอก” (เพราะท่านยังไม่เคยมีตำแหน่งทางการเมือง)แต่เป็นข้าราชการน้ำดี เป็นนักวิชาการมือสะอาด ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกลุ่มทุนใดๆ ทำการสิ่งใดก็คิดถึงผลประโยชน์มหาชนเป็นที่ตั้ง ดังเนื้อหาในบทความนั้น

แต่ “คนนอก” ของรัฐบาลอนุทิน บางคนเป็นสายตรงกลุ่มทุนพลังงาน ซึ่งน่าสงสัยว่าอาจมีผลประโยชน์กับกลุ่มทุนพลังงานฟอสซิล หรือไม่? ที่ทับซ้อนและขัดแย้งกับผลประโยชน์ของประชาชนที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายทางพลังงานเช่นลดค่าไฟลง ด้วยพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่เป็นทั้งพลังงานสะอาดที่ช่วยลดโลกร้อน และลดค่าไฟให้ประชาชนได้ และไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เป็นเทคโนโลยีที่มีราคาถูกลงทุกปี เพราะเป็นพลังงานที่ไม่มี “ต้นทุนเชื้อเพลิง” ที่ผ่านมารัฐบาลทุกยุคแม้หาเสียงลดค่าไฟฟ้า ลดราคาพลังงาน แต่ก็แค่เป็นเทคนิคหาเสียงเท่านั้น แต่ทุกรัฐบาลไม่เคยทำจริง ที่ทำจริงคือยืนบังแดด ไม่ให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานประชาธิปไตยแสงอาทิตย์ที่มีราคาถูก แบบง่ายๆ เหมือนซื้อตู้เย็นเบอร์5 ประหยัดไฟไปใช้ที่บ้าน

พรรคภูมิใจไทยประกาศหาเสียงจะติดโซลาร์รูฟท็อปให้ประชาชน ลดค่าใช้จ่ายค่าไฟเดือนละ 450 บาท ก่อนหน้านี้ลูกน้องคนสนิทคุณอนุทินพูดว่า ภท.ยังทำไม่ได้เพราะไม่ใช่พรรคอันดับ 1 มาวันนี้ภท. เป็นพรรคอันดับหนึ่งแล้ว เป็นรัฐบาลแล้ว นายอนุทินดีใจหน้าบานในวันได้รับเสียงโหวตจากพรรคประชาชน 143 เสียงรวมเป็น 311 เสียง คุณอนุทินดีใจเนื้อเต้นความฝันสูงสุดได้เป็นนายกรัฐมนตรีกับเขาชาติหนึ่งเป็นจริงแล้ว แล้วจะหันมาทำให้ประชาชนยิ้มบ้างได้ไหม ทำให้ความฝันประชาชนเป็นจริงตามสัญญาได้ไหม ?!?

แต่รัฐมนตรี “คนนอก” ที่คุณอนุทินเลือกมานั่งกระทรวงพลังงาน เป็น “คนนอก” จริงหรือ ?!! หรือเป็นสายตรงกลุ่มทุนพลังงานฟอสซิลกันแน่?! 

สายตรงกลุ่มทุนพลังงานฟอสซิล มีหรือจะไม่ยืนบังแดดประชาชนอีก?!? จะยอมให้มีนโยบาย แบบที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้ลดค่าไฟได้ ด้วยการสนับสนุนพลังงานที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงอย่างแสงอาทิตย์ ได้จริงหรือไม่นั้น คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ !!

พลังงานฟอสซิลเป็นเทคโนโลยีที่อัสดงตกยุคแล้ว เหมือนคำกล่าวที่ว่า “ยุคหินหมดไป ไม่ใช่เพราะหินหมด“ แต่เพราะมีเทคโนโลยีใหม่ที่ดีกว่า ถูกกว่า สะอาดกว่า และปกป้องโลกได้ดีกว่า แต่การที่รัฐบาลยังไม่สนับสนุนแสงอาทิตย์ ยังตะบี้ตะบันสนับสนุนพลังงานฟอสซิลสกปรกที่ทำให้โลกร้อนจนเผ่าพันธุ์มนุษย์จะสูญพันธุ์ ก็เพราะกลุ่มทุนพวกนี้ต้องการทำกำไรจากพลังงานฟอสซิลที่ผูกขาด สามารถล้วงกระเป๋าประชาชนให้นานที่สุด โดยอาศัยอำนาจรัฐ อำนาจการเมือง และอำนาจทุนผูกขาดที่ล้าหลังตกยุคแล้ว ใช่หรือไม่ ?!

การเลือกรัฐมนตรี “คนนอก” จากกลุ่มทุนฟอสซิล จึงอุปมาเหมือนให้นายทุนขายบุหรี่ มาทำนโยบายเลิกบุหรี่เพื่อสุขภาพประชาชน ดิฉันขอตะโกนถามดังๆ ว่า แล้วจะมีทางเป็นไปได้จริงหรือไม่?!?

รสนา โตสิตระกูล
8 กันยายน 2568


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top