Thursday, 4 June 2026
ยุทธศาสตร์

มารู้จัก 'SMILES Strategy' ยุทธศาสตร์แห่งรอยยิ้มกันเถอะ!!

เมื่อไม่นานมานี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบเพื่อกรอบแนวทางในการระดมสมองในโครงการ Thailand Tourism Congress 2022 ณ จ.ภูเก็ต เวทีแห่งการมีส่วนร่วมเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างอนาคตการท่องเที่ยวไทย ประกอบด้วย

S - Sustainability ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ทั้งเรื่องการใช้พลังงาน Carbon Footprint ไปจนถึง Food Waste

M - Manpower ให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ทางด้านการท่องเที่ยว ที่มีทักษะในระดับนานาชาติ แต่รักษาเอกลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างมีเสน่ห์

I - Inclusive Economy ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วมกับคนทุกเพศ ทุกวัย เด็ก คนชรา รวมถึงออกแบบสถานที่การท่องเที่ยวให้ตอบสนองทุกกลุ่มคน และสร้างโอกาสในการทำงานด้านการท่องเที่ยวให้กับผู้ด้อยโอกาส

‘เอนก’ ชูยุทธศาสตร์ใหม่ไทย!! วิถีผู้นำไทยยุคใหม่ “รบได้ รวยเป็น และตื่นรู้” เอนกชี้ต้องพร้อมรบแต่ไม่เริ่มสงคราม ไทยต้องพัฒนาวัตถุโดยไม่ขายจิตวิญญาณ

เอนก เหล่าธรรมทัศน์ Anek Laothamatas กล่าวว่า

ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทยในโลกปัจจุบัน: รบได้ รวยเป็น และตื่นรู้
เอนก เหล่าธรรมทัศน์

โลกนี้ไม่ได้ใจดีพอให้เราเจริญทางจิต​ พอเท่านั้น เรามีอธิปไตยและพรมแดนที่ต้องปกป้อง มีประชากรที่เปิดหน้าจอหนัง​ จอข่าว​ จอสื่อนานาชนิดเพื่อดูคนชาติอื่นที่รวยกว่า ทันสมัยกว่า มีสุขอนามัยที่ดีกว่า อยู่อาศัยดีกว่า​เรา

นี่คือความจริงที่เราหนีไม่พ้น:

· เราต้องป้องปรามผู้รุกราน
· เราอดเปรียบเทียบกับชาติอื่นไม่ได้
· เราทิ้งวัตถุไม่ได้ และก็ไม่ควรทิ้ง

ความผิดพลาดมหันต์คือการคิดว่าเรามีแค่สองทาง: "สู้สุดตัว" หนึ่ง หรือ "ปลงตก" อีกหนึ่ง
เราต้องการทางที่สามต่างหาก
ความคิดที่หนึ่งที่ต้องปรับ "วัตถุที่พอเพียง มีไว้  เพื่อจิตที่เข้มแข็ง"
เราไม่ได้เกลียดวัตถุ​หากเราขยาดปรัชญา "วัตถุนิยม" ที่หลอกเราว่า "ยิ่งมี ยิ่งสุข" หรือ​"มีมาก​ จะทำให้สุขมาก"

ความจริงเราต้องการวัตถุเพื่อศักดิ์ศรี เพื่อสุขภาพ เพื่อการศึกษา เพื่อป้องกันประเทศ

พุทธ: "มีสติในการบริโภค" ไม่ใช่ห้ามมี แต่รู้ว่ามีเพื่ออะไร
เต๋า: "บ้านเมืองควรมีอาวุธ แต่ไม่ใช่อวดอาวุธ"
ขงจื๊อ: "บ้านเมืองมั่งคั่งได้ แต่ต้องมั่งคั่งอย่างมีธรรม"
ทางใหม่คือ: เราต้องการ "ความจำเริญทางวัตถุที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยตัณหา"
ความคิดที่สองที่ต้องปรับ: "เรารบได้ แต่เราไม่ใช่ชาติที่ชอบรบ"
การมีกำลังป้องกันไม่ใช่การเป็นนักเลง มันคือการเป็น "เม่นที่สิงโตไม่กล้าแตะ"
เราไม่ต้องมีกองทัพใหญ่ที่สุดในโลก แต่ต้องเป็น "ชาติที่รุกรานแล้วไม่คุ้ม"

"เตรียมพร้อมรบเพื่อที่จะไม่ต้องรบ" — คติเต๋า
"ผู้ชนะศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือผู้ชนะโดยไม่ต้องใช้กำลัง" — ซุนวู
"ถ้าประชาชนสามัคคี มีผู้นำปรีชา แม้ไม่มีกำแพงสูง ศัตรูก็ไม่กล้ากราย" — สุภาษิตการสงครามของจีนโบราณ

ความคิดที่สามที่ต้องปรับ: "เราเปรียบเทียบกับผู้อื่นได้ แต่ต้องรู้ว่าเปรียบเทียบเพื่อยกระดับตัวเอง อย่างเหมาะสมกับตนเอง"
คนไทยเห็นแฟชั่นเกาหลี เห็นศิลปะญี่ปุ่น เห็นสุขอนามัยสวิตเซอร์แลนด์
แล้วก็อดใจเปรียบเทียบไม่ได้ — ไม่ผิด
ผิดแต่เปรียบแล้วได้แต่ทุกข์ อิจฉา​ ริษยาก็มี​  โกรธรัฐกับสังคมไทยที่สนองแบบนั้นไม่ได้ก็มี​ โดยไม่รู้ว่าจะไปต่ออย่างไร

ทางใหม่ของเราคือ: "เรียนเขามา แล้วทำให้ดีในแบบเรา"

· ไม่ต้องเป็นมิลาน แต่เป็น "ศูนย์กลางความงามที่มากด้วยจิตวิญญาณ"
· ไม่ต้องมีโรงพยาบาลหรูที่สุด แต่เป็น "ผู้นำการแพทย์ที่รักษาทั้งกายใจ"
· ไม่ต้องมีศิลปะแพงที่สุด แต่เป็น "บ้านของศิลปะที่ทำให้คนตื่นรู้"
ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทย: สามประสานที่มั่นคง
ยุทธศาสตร์ที่หนึ่ง: ป้องกันศักดิ์ศรีของชาติ (อำนาจทางวัตถุที่จำเป็น)
· กองทัพอัจฉริยะ ป้องปรามได้ ไม่รุกรานใคร
· เป็นพันธมิตรที่ยืดหยุ่น แต่ไม่มีใครใช้เราเป็นเบี้ย
· มั่นคงทางอาหาร พลังงาน น้ำ — ต่อให้โลกปิดล้อม เราก็อยู่ได้

ยุทธศาสตร์ที่สอง: ยกระดับชีวิตประชาชน (คุณภาพทางวัตถุที่สมดุล)
· สาธารณสุขที่ผสานการแพทย์ล้ำสมัยกับภูมิปัญญาจิต
· การศึกษาที่ผลิต "มนุษย์สมบูรณ์" — เก่งเทคโนโลยี มีสติรู้ตื่น
· ศิลปะ-แฟชั่นไทยในเวทีโลก เป็น "ทูตทางวัฒนธรรม" ไม่ใช่แค่สินค้าส่งออก
· เศรษฐกิจสร้างสรรค์-สีเขียว-การดูแล — "รวยมีราก ไม่ใช่รวยฟองสบู่"

ยุทธศาสตร์ที่สาม: รักษาดุลยภาพทางจิต (ศักดิ์ศรีทางจิตวิญญาณ)
· ศูนย์กลางการฝึกจิตโลก — "สติ" สำหรับยุค AI
· สุขภาพจิตเป็นโครงสร้างพื้นฐานชาติ
· ปฏิเสธการพัฒนาใดที่ทำลายจิตวิญญาณ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเชย

วิถีใหม่ของผู้นำไทย: "นักรบ-นักปราชญ์"

นี่คือแก่นของบทวิเคราะห์นี้ ผู้นำไทยในโลกใหม่ต้องไม่ใช่แค่นักรบที่เก่งการศึก และไม่ใช่แค่นักบวชที่สวดมนต์นั่งสมาธิอยู่บนหอคอย
ผู้นำที่แท้จริงต้องเป็น "นักรบ-นักปราชญ์"
นักรบ: เพราะโลกนี้ไม่ได้มีแต่เทพธิดา เรามีพรมแดน มีภัยคุกคาม มีมหาอำนาจที่ทดสอบเราเสมอ ผู้นำต้องเด็ดขาด รู้ว่าอะไรยอมได้ อะไรยอมไม่ได้ และเมื่อถึงเวลายกทัพ ก็ต้องไปนำ
นักปราชญ์: เพราะปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้เราชนะโดยไม่ต้องรบ ปราชญ์รู้ว่าเมื่อไหร่ควรรุก เมื่อไหร่ควรรับ เมื่อไหร่ควรนิ่ง รู้ว่าเสือกับมังกรตีกัน เราอยู่ตรงไหน รู้ว่าการพัฒนาแบบไหนคือหายนะที่ห่อด้วยกระดาษทอง

"นักรบ-นักปราชญ์คือผู้ที่รู้เมื่อควรใช้คมดาบ และรู้เมื่อคมปัญญาจะคมกว่าคมดาบ"
"ผู้ใดมีปัญญา ผู้นั้นมีพลังเหนือกองทัพ"
"ผู้นำที่ปรีชา ไม่ใช่ผู้ที่ชนะศึกทุกรบ แต่คือผู้ที่รู้ว่าศึกไหนไม่ควรเกิด"
ผู้นำแบบนักรบ-นักปราชญ์กล้าพูดว่า:

· "เราจะเตรียมรบให้พร้อม แต่เราจะไม่ให้ใครมาทำให้เราเป็นผู้เริ่มสงคราม"
· "เราจะรวยแบบคนมีปัญญา ไม่ใช่รวยแบบคนบ้าคนโลภ"
· "เราจะเจริญ แต่ความเจริญของเราวัดด้วยความสงบร่มเย็นของบ้านเมือง ไม่ใช่แค่ตึกสูง"

บทสรุป: เราไม่วิ่งแข่ง ใคร​ แต่เรายืนได้ด้วยลำแข้งของเรา
เราไม่ต้องเลือกเป็น "ชาตินักรบ" หรือ "ชาติปลงตก"
เราเป็น "ชาติแห่งนักรบ-นักปราชญ์"
ที่รบได้ แต่รักสันติ
ที่รวยได้ แต่รู้พอ
ที่ทันสมัยได้ แต่ไม่ขายจิตวิญญาณ
"สามประสานที่มั่นคง: ป้องกันได้ — มั่งคั่งเป็น — รู้ตื่นอยู่"
"ดาบที่คมที่สุด คือดาบที่ไม่ต้องชัก"
"ปราชญ์ชนะสงครามก่อนที่มันจะเริ่ม"
เราไม่วิ่งตามใคร
เรายืนด้วยลำแข้งแห่งวัตถุธรรม ขับเคลื่อนมันด้วยจิตปราชญ์
และ​ เราจะเดินไม่ใช่เพราะเราอยากกวดไล่หรืออยากวิ่งหนีไม่ให้ใครตามมาใกล้ๆ​ เราขอรู้ให้ชัด​ ทำให้ใช่ว่าเรากำลังเดินไปทางไหน​ ถูกทางแล้ว​ ต่างหาก
ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ ที่เราต้องเปลี่ยน​  แล้วเมื่อไหร่?
ถ้าไม่ใช่เรา แล้ว​  จะเป็นใ​คร?

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1482967256536663&id=100044702075274&post_id=100044702075274_1482967256536663&rdid=yV1pWaTH3ZcCyYYF#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top