Tuesday, 25 August 2026
มาตรฐานเหล็ก

หนุนแนวคิด "อรรถวิชช์- สมาคมวิศวกรโครงสร้าง"!! สมาคมผู้ผลิตเหล็กฯ หนุนยกระดับมาตรฐานเหล็กไทย ยกระดับเหล็กก่อสร้างบนหลักกฎหมาย วิทยาศาสตร์ และความปลอดภัย ย้ำไม่ผูกขาด–ไม่กีดกัน หนุนรัฐคุมความปลอดภัยผู้บริโภค

สมาคมผู้ผลิตเหล็กฯ หนุนแนวคิด "อรรถวิชช์- สมาคมวิศวกรโครงสร้าง"

ยกระดับมาตรฐานเหล็กบนหลักกฎหมายและวิทยาศาสตร์

ยันไร้ผูกขาด-เผยมีกำลังผลิตส่วนเกินกว่าความต้องการ 3 เท่า

สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า ออกแถลงการณ์เห็นด้วยกับมติ กมอ. รวมถึง สส.อรรถวิชช์ และนายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ยกระดับมาตรฐานการผลิตเหล็ก แจง 3 ข้อเท็จจริง ไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มเทคโนโลยี EAF หรือเป็นการกีดกันทางการค้า เพื่อ ผูกขาดราคา เผยปัจจุบันกลุ่มโรงงาน EAF และโรงรีด BO billet  ในไทยมีกำลังผลิตส่วนเกิน กว่าความต้องการ 3 เท่า จึงไม่มีทางที่เหล็กจะขาดตลาดจนส่งผลต่อราคา พร้อมให้กำลังใจ หน่วยงานภาครัฐทำตามหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ 'กีดกันความเสี่ยงออกไปจากชีวิตผู้บริโภค'

นายธีรยุทธ เลิศศิรรังสรรค์ กรรมการ สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า เปิดเผยว่า จากมติของคณะกรรมการมาตรฐานผลิตเหล็กอุตสาหกรรม หรือ กมอ.ที่มีมติจำกัดกรรมวิธีการทำเหล็กแท่ง ที่ใช้ทำเหล็กข้ออ้อยให้ทำได้เฉพาะวิธีเตาเบสิกออกซิเจน (BO) หรือ วิธีเตาอาร์กไฟฟ้า (EF) ซึ่งไม่สามารถ หลอมจากเตาหลอมประเภท IF (Induction Furnace)  หรือเตาหลอมโลหะด้วยการเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้า เพื่อมาใช้เป็น ส่วนประกอบสร้างเสา หรือคานของตึกสูง  ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็น ของจากสาธารณะ ทางสมาคมฯอยากจะชี้แจงข้อเท็จใน 3 ประเด็นที่สังคมอาจจะมีคำถามประกอบด้วย

ประเด็นที่ 1 เป็นการกีดกันทางการค้าหรือไม่ทางสมาคมฯ เห็นว่ามติของ กมอ.คือความถูกต้อง ทาง กฎหมายและสังคม ซึ่งไม่ได้เป็นการกีดกันทางการค้า แต่เป็นการสร้างแนวปฎิบัติตามมาตรฐานสากล ในเชิง คุณภาพและความปลอดภัย ซึ่งเป็นหน้าที่และอำนาจโดยตรงของสำนักงาน มาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (สมอ.) และ กระทรวงอุตสาหกรรม

โดยเหตุผลหลักก็คือ สมอ. มีหน้าที่ คัดกรองสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานไม่ให้เข้าถึงผู้บริโภคทั่วไป เพราะ ประชาชนไม่มีเวลาหรือเครื่องมือในการตรวจสอบโครงสร้างทางเคมีของเหล็กเส้นทุกเส้นในบ้านตัวเอง สมอ. ต้อง "คัดกรองสินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตราย"ต่อชีวิตและทรัพย์สินของสาธารณชน (เหล็กโครงสร้าง ที่คุมคุณภาพ จะมีสารเจือปนไม่ได้ เพราะนั่นคือความเสี่ยงต่อนิรภัยอาคาร) นอกจากนี้ สมอ. กำลัง คุ้มครอง ผู้บริโภค จากสินค้าที่อาจมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อปกป้องมาตรฐาน อุตสาหกรรม ภาพรวม ของประเทศ

ประเด็นที่ 2   กระบวนการร่างแก้ไขมาตรฐานเหล็กที่เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ อาจ จะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง สมอ.และกระทรวงอุตสาหกรรม มีความกังวลว่าจะถูกฟ้องร้อง ซึ่งข้อเท็จจริง

ทางสมาคมฯมองว่ารัฐมีหน้าที่บนหลักนิติธรรมเป็นการดำเนินงานที่ชอบด้วยกฎหมายมีความโปร่งใส และ สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในการคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ โดยเหตุผล หลักสนับสนุน คือ

-มาตรฐานนี้ประกาศใช้เป็นการทั่วไป (General Application) กับผู้ประกอบการทุกรายบนเกณฑ์ เดียวกันไม่ได้เลือกปฏิบัติ (Non-discriminatory)

-การที่ มอก. 20 กำหนดให้ต้องมีระบบปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace - LF) และ มอก. 24 กำหนดให้ ใช้เฉพาะ EF และ BOF นั้น ยึดโยงอยู่บน "หลักวิทยาศาสตร์และความปลอดภัย" ซึ่งเป็นหลักการสากล ที่เหนือ กฎหมายการค้า

-เอกสารระดับภูมิภาคอย่าง "SEAISI AISC ออก Joint Statement Phase out IF" เป็น หลักฐานเชิงประจักษ์ว่า "ทั้งอาเซียนกำลังทำสิ่งเดียวกัน" มาตรการของไทยจึงเป็นการทำหน้าที่ ตามมาตรฐาน ภูมิภาค ไม่ใช่การกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือกฎหมาย ที่จะนำไปสู่การฟ้องร้อง แล้วรัฐจะแพ้ได้เลย

ส่วนประเด็นที่ 3 ที่กังวลว่าการแก้ไขร่างมาตรฐานเหล็กฉบับใหม่จะเอื้อประโยชน์ กับกลุ่ม ผู้ประกอบการเหล็กที่ใช้เตาหลอมประเภท EAF(Electric Arc Furnace)  จะผูกขาดและฉวยโอกาส ขึ้นราคา เหล็กเส้นนั้นทางสมาคมฯขอชี้แจงว่า ข้อเท็จจริงเป็นไปไม่ได้ในทางเศรษฐศาสตร์ และโครงสร้างอุตสาหกรรม ในปัจจุบัน ด้วยเหตุผล 2 ข้อหลัก

1.กำลังการผลิตล้นเหลือ (Overcapacity มากกว่า 3 เท่า): ปัจจุบันความต้องการใช้เหล็ก (Consumption) ในประเทศ น้อยกว่ากำลังการผลิตรวมของกลุ่มโรงงาน EAF และโรงรีด ด้วย Import Billet มากกว่า 3 เท่า ทุกวันนี้โรงงาน EAF ส่วนใหญ่ทำตารางการผลิตแค่ช่วงกลางคืน (Off-Peak) เท่านั้น หากตลาดมีความต้องการเพิ่มขึ้นกลุ่ม EAF ยังมีกำลังการผลิตเหลือเฟือ ที่จะเดินเครื่องช่วงกลางวัน มารองรับ ได้ทันที จึงไม่มีทางเกิดภาวะ "เหล็กขาดตลาดจนราคาพุ่ง" นอกจากนั้นยังมีการนำ billet จากการผลิต BO เข้ามารีดขายปกติ ซึ่งปัจจุบัน ก็มีจำนวนมาก

2. การขาดแคลนเป็นเรื่องเฉพาะหน้า ป้องกันได้ หากเกิดการตื่นตระหนกในระยะสั้น เป็นเรื่องที่บริหาร จัดการและป้องกันได้ล่วงหน้าผ่านกลไกการติดตามของรัฐ

ทางสมาคมฯเห็นด้วยกับ ดร.อรรถวิชช์  สุวรรณภักดี ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ และ สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยที่เสนอแนะว่าถึงเวลาที่ต้องยกระดับมาตรฐานการผลิตเหล็กของไทย

"หลักการเรื่องความปลอดภัยของชีวิตประชาชน เป็นเรื่องระดับโครงสร้างขั้นพื้นฐาน ที่ไม่สามารถ สั่นคลอนได้ และเราไม่สามารถเอาปัญหาเฉพาะหน้าหรือความตื่นตระหนกเรื่องราคาระยะสั้น มาเป็นข้ออ้าง ในการปล่อยให้สินค้าเสี่ยงอันตรายอยู่ในตลาดต่อไปได้"นายธีรยุทธ กล่าว

‘วราวุธ’ ดันเหล็กแผ่นเคลือบเป็นสินค้าควบคุม!! สั่งคุมเหล็กแผ่นเคลือบ 4 มาตรฐาน สกัดเหล็กต่ำคุณภาพ–นำเข้าราคาถูก กระทรวงอุตฯ ย้ำต้องผ่านทดสอบมาตรฐาน คาดบังคับใช้ต้นปี 2570

“รมว.อุตสาหกรรม” เร่งคุมเหล็กแผ่นเคลือบ 4 มาตรฐานเป็น “สินค้าควบคุม” คาดมีผลต้นปี 2570 สกัดเหล็กคุณภาพต่ำและนำเข้าราคาถูก ชูยกระดับคุณภาพแข่งขัน

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงเร่งยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กแผ่นเคลือบ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เหล็กแผ่นเคลือบ 4 มาตรฐาน จากเดิมเป็นมาตรฐานภาคสมัครใจ ยกระดับเป็น “สินค้าควบคุม” เพื่อป้องกันสินค้าคุณภาพต่ำเข้าสู่ตลาด

ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเหล็กไทยเผชิญแรงกดดันจากเหล็กนำเข้าราคาถูกและการทุ่มตลาด ทำให้ผู้ผลิตในประเทศแข่งขันได้ยาก การกำหนดมาตรฐานให้เป็นสินค้าควบคุม จะทำให้เหล็กที่ขายในไทย ไม่ว่าจะผลิตในประเทศหรือนำเข้า ต้องผ่านมาตรฐานเดียวกัน

โดยมาตรฐานที่จะยกระดับมี 4 รายการ ได้แก่ มอก. 2131-2567 เหล็กชุบสังกะสีเคลือบสี หรือ PPGI สำหรับหลังคา ผนังอาคาร และงานก่อสร้าง, มอก. 2753-2567 เหล็กอลูซิงค์เคลือบสี หรือ PPGL ที่เด่นด้านกันสนิมและสะท้อนความร้อน, มอก. 2981-2567 เหล็ก ZAM ที่มีความทนทานต่อการกัดกร่อนสูง เหมาะกับโครงสร้างโซลาร์เซลล์และงานกลางแจ้ง และ มอก. 3059-2567 เหล็กเคลือบสังกะสี อะลูมิเนียม และแมกนีเซียม สำหรับงานที่ต้องการทั้งความแข็งแรงและทนสนิม เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม

“หัวใจสำคัญคือ เหล็กทั้ง 4 กลุ่มต้องผ่านการทดสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด ทั้งความทนละอองน้ำเกลือ ซึ่งบางมาตรฐานกำหนดการทดสอบยาวถึง 2,000 ชั่วโมง ความแข็งแรงและการติดแน่นของสี ความทนแรงกระแทก การสะท้อนแสงอาทิตย์ ตลอดจนความต้านแรงดึงและความเค้นคราก เพื่อให้มั่นใจว่าเหล็กมีความทนทานและเหมาะสมกับการใช้งานจริง”

นายวราวุธ กล่าวว่า หาก ครม. เห็นชอบ คาดว่ามาตรฐานทั้ง 4 ฉบับจะมีผลบังคับใช้ภายในต้นปี 2570 เพื่อให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายมีเวลาเตรียมความพร้อม โดยสินค้าจะต้องผ่านมาตรฐานและมีใบอนุญาตตามที่กฎหมายกำหนดจึงจะผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายได้

สำหรับผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตเดิมอยู่แล้ว สามารถเปลี่ยนจากใบอนุญาต มอ.2 สำหรับมาตรฐานภาคสมัครใจ เป็น มอ.4 สำหรับสินค้าควบคุมได้ทันที โดยไม่ต้องตรวจโรงงานหรือเก็บตัวอย่างใหม่ เพื่อลดภาระและไม่ให้กระทบผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรฐานอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้ปิดกั้นสินค้านำเข้า แต่กำลังสร้างกติกาเดียวกันให้ทุกฝ่ายแข่งขันกันบนคุณภาพ ใครจะผลิตหรือนำเข้าเหล็กมาขายในไทย ต้องมั่นใจว่าได้มาตรฐาน เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพ และอุตสาหกรรมเหล็กไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top