Friday, 5 June 2026
มอสโก

‘ปูติน’ ต้อนรับ 'พลเมืองรัสเซีย' ที่ถูกปล่อยตัว หลังบรรลุ ‘ดีล’ แลกนักโทษ กับชาติตะวันตก

เมื่อวานนี้ (2 ส.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ‘วลาดิเมียร์ ปูติน’ ประธานาธิบดีรัสเซีย เดินทางไปต้อนรับพลเมืองรัสเซียหลายคนที่ได้รับการปล่อยตัวภายใต้ข้อตกลงแลกเปลี่ยนนักโทษกับประเทศตะวันตก 

เที่ยวบินพิเศษที่ขนส่งชาวรัสเซียกลุ่มนี้ลงจอดที่ท่าอากาศยานวนูโคโว-2 ในกรุงมอสโก โดยมีการปูพรมแดงและมีกองทหารเกียรติยศจากหน่วยทหารพิเศษของประธานาธิบดีรัสเซียรอต้อนรับ ขณะที่ปูตินได้จับมือและกอดทักทายผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวแต่ละคน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ‘วาดิม คราซิคอฟ’ ที่ได้รับการปล่อยตัวจากเยอรมนี

อังเดร เบลูซอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอเล็กซานเดอร์ บอร์ตนิคอฟ ผู้อำนวยการหน่วยความมั่นคงกลางของรัสเซีย ได้มาร่วมต้อนรับชาวรัสเซียที่เดินทางกลับมาด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ปูตินได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อความภักดีของชาวรัสเซียกลุ่มดังกล่าว และแสดงความยินดีกับพวกเขาที่ได้เดินทางกลับรัสเซีย

สังหาร 'พลโท อิกอร์ คิริลอฟ' หัวหน้าฝ่ายนิวเคลียร์ เผยคนร้ายขี่สกู๊ตเตอร์ซุกระเบิดจอดหน้าบ้าน สงสัยเอี่ยวยูเครน

(17 ธ.ค. 67) คณะกรรมการสอบสวนของรัสเซียเปิดเผยว่า เกิดเหตุระเบิดรุนแรงจากอุปกรณ์แสวงเครื่องซุกซ่อนในสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า บริเวณถนน Ryazansky Prospekt ในกรุงมอสโก ส่งผลให้ พลโท อิกอร์ คิริลลอฟ ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันนิวเคลียร์ ชีวภาพ และเคมีของกองทัพรัสเซีย พร้อมผู้ช่วยเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ

คณะกรรมการสอบสวนของรัสเซียระบุว่า ได้เปิดสอบสวนทางอาญาเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้อย่างเป็นทางการแล้ว โดยเจ้าหน้าที่สืบสวน นักนิติวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดกำลังปฏิบัติงานในจุดเกิดเหตุอย่างเร่งด่วน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและค้นหาผู้ก่อเหตุ

หน่วยฉุกเฉินของรัสเซียเปิดเผยว่า พลังระเบิดของอุปกรณ์มีความแรงเทียบเท่า TNT ประมาณ 200 กรัม ซึ่งส่งผลให้กระจกของอาคารใกล้เคียงแตกเสียหาย ขณะเดียวกัน กองกำลังความมั่นคงกำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่เพื่อหาข้อมูลเบาะแสเพิ่มเติม

หนึ่งวันก่อนหน้าเกิดเหตุ หน่วยความมั่นคงยูเครน (SBU) ได้ตั้งข้อหากับพลโทคิริลลอฟ โดยกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธเคมีต้องห้ามจำนวนมากในแนวหน้า  ขณะที่ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ดำเนินมาตรการตอบโต้ เนื่องจากคิริลลอฟมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลการใช้อาวุธเคมีในยูเครน

ด้านนาง มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ระบุว่าพลโทคิริลลอฟเป็นผู้ที่กล้าหาญในการเปิดโปงอาชญากรรมและยั่วยุของกลุ่มนาโต้อย่างต่อเนื่อง ด้านคอนสแตนติน โคซาเชฟ รองประธานสภาสูงของรัสเซีย กล่าวไว้อาลัยว่า “นี่คือการสูญเสียที่ไม่อาจทดแทนได้ ฆาตกรต้องถูกลงโทษอย่างไร้ความปรานี”

สมาชิกรัฐสภารัสเซีย อเล็กซี จูราฟเลฟ กล่าวกับสำนักข่าวสปุตนิกว่า หน่วยข่าวกรองยูเครนอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ โดยอ้างว่ายูเครนอาจพยายามสร้างผลกระทบเชิงโฆษณาชวนเชื่อจากการเสียชีวิตของคิริลลอฟ พร้อมระบุว่า การดำเนินการในลักษณะนี้สะท้อนถึงการสนับสนุนการก่อการร้ายจากชาติตะวันตก

รัสเซียเชื่อมือบงการสังหารนายพลฝ่ายนิวเคลียร์ เป็นฝรั่งผิวขาวพูดอังกฤษ มั่นใจลากตัวลงโทษให้ได้

(18 ธ.ค.67) กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียออกแถลงการณ์ ยืนยันว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางนำตัวผู้เกี่ยวข้องในเหตุสังหารพลโท อิกอร์ คิริลอฟ หัวหน้าหน่วยป้องกันทางชีวภาพ, เคมี และรังสีของกองทัพรัสเซีย มาลงโทษให้ได้

คำแถลงจากมาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงต่างประเทศรัสเซียระบุว่า "เรามั่นใจว่าผู้ที่เป็นผู้จัดการและผู้ลงมือฆ่านายพลอิกอร์ คิริลอฟ จะต้องถูกจับกุมและนำตัวมาลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นใครที่ไหนก็ตาม และเราขอประกาศไปยังผู้สนับสนุนระบอบเคียฟ, ผู้ที่เกลียดชังรัสเซียทุกรูปแบบว่า ในฐานะประเทศและประชาชน เราจะไม่ถูกข่มขู่ เรากำลังปกป้องความจริง"

ซาคาโรวา ยังกล่าวอีกว่า ผู้อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุเป็นชนชาติแองโกล-แซกซอน (ฝรั่งผิวขาวพูดภาษาอังกฤษ) เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์หลักจากการโจมตีทางการก่อการร้ายในมอสโกครั้งนี้ โดยกล่าวว่า ระบอบเคียฟเพียงแค่ "เป็นเครื่องมือ" เท่านั้น โดยรัสเซียจะยกประเด็นการสังหารนี้ในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ด้วย

สำหรับพลโทคิริลอฟและผู้ช่วยของเขาถูกฆ่าตายจากการระเบิดในมอสโกเมื่อเช้าวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่จากบริการความมั่นคงของยูเครน (SBU) ยืนยันกับ The New York Times ว่ายูเครนเป็นผู้รับผิดชอบในการสังหารครั้งนี้

ขณะที่ทางหน่วยงานความมั่นคงแห่งรัฐรัสเซีย (FSB) ระบุเมื่อวันพุธว่าได้จับกุมชายผู้ต้องสงสัยเป็นชาวอุซเบกิสถานวัย 29 ปี ในข้อหาวางระเบิดและจุดระเบิดจากระยะไกล โดยผู้ต้องสงสัยคนดังกล่าวให้การซัดทอดว่า ผู้ว่าจ้างชาวยูเครนที่ให้ลงมือจุดระเบิดสัญญาว่าจะให้เงินรางวัล 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมให้สัญชาติเป็นพลเมืองสหภาพยุโรป

80 ปี วันแห่งชัยชนะ!! ‘ปูติน’ ซูฮก..บทบาทนานาชาติในโอกาสรำลึกชัยชนะเหนือนาซี ชวนชาวรัสเซียยึด ‘ทหารผ่านศึก’ เป็นแรงบันดาลใจ

(9 พ.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย โดยย้ำถึงความสามัคคีของชาวรัสเซียที่ยึดมั่นในเกียรติและความเสียสละของคนรุ่นก่อน ซึ่งสามารถเอาชนะนาซีและนำอิสรภาพมาสู่มวลมนุษยชาติ พร้อมยกให้ 'วันแห่งชัยชนะ' เป็นวันหยุดที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ผู้นำรัสเซียกล่าวว่า รัสเซียจะยังคงเป็น 'กำแพงที่ไม่สามารถทำลายได้' ต่อลัทธิฟาสซิสต์ และยืนหยัดต่อสู้กับความโหดร้ายทุกรูปแบบ พร้อมสนับสนุนและภาคภูมิใจในผู้เข้าร่วมหน่วย 'ปฏิบัติการพิเศษ' ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณแห่งการเสียสละเพื่อบ้านเกิดเมืองนอน

ทั้งนี้ ปูตินเน้นว่าชัยชนะเหนือลัทธิฟาสซิสต์เป็นผลจากความร่วมมือของนานาชาติ และรัสเซียซาบซึ้งในบทบาทของพันธมิตรอย่างยิ่ง เขาเรียกร้องให้ชาวรัสเซียยึดถือทหารผ่านศึกเป็นแบบอย่างแห่งความกล้าหาญ และความมุ่งมั่นในการปกป้องชาติอย่างไม่มีวันยอมแพ้

‘รัสเซีย’ อาวุธยุทโธปกรณ์หมด พ่ายศึก!! ‘ยูเครน’ คำพยากรณ์ที่ไม่อาจเป็นจริงของ ‘นายพลเสื้อส้ม’

เมื่อวานนี้ (9 พ.ค. 68) สหพันธรัฐรัสเซียได้จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปี วันแห่งชัยชนะเหนือนาซีเยอรมนีอย่างยิ่งใหญ่ ในคืนวันที่ 8 พฤษภาคม 1945 (เป็นเวลาหลังเที่ยงคืน จึงเป็นวันที่ 9 พฤษภาคม ตามเวลามอสโก) รัฐบาลโซเวียตได้ประกาศชัยชนะในเช้าวันที่ 9 พฤษภาคม 1945 หลังพิธีลงนามในการตกลงยอมจำนนของนาซีเยอรมนีต่อสหภาพโซเวียตในกรุงเบอร์ลินแล้ว รัฐบาลโซเวียตและรัสเซียในปัจจุบันได้จัดให้มีการจัดการสวนสนามทางทหารอย่างยิ่งใหญ่ ณ จัตุรัสแดงกลางเมืองในกรุงมอสโก เพื่อเป็นการแสดงแสนยานุภาพของกองทัพแดง และรำลึกถึงเหล่าทหารผ่านศึกของกองทัพแดงในสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย ซึ่งทำให้พลเมืองของสหภาพโซเวียตทั้งทหารและพลเรือนเสียชีวิตไปราว 20ล้านคน แม้ว่าสหภาพโซเวียตจะล่มสลายไปแล้วก็ตาม แต่สหพันธรัฐรัสเซียก็ยังคงยึดถือประเพณีปฏิบัติในการเฉลิมฉลองวันแห่งชัยชนะเหนือนาซีเยอรมนีตามเดิมเป็นประจำทุกปีจวบจนทุกวันนี้

นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการพิเศษทางทหารของกองทัพรัสเซียต่อยูเครน หรือ 'สงครามรัสเซีย-ยูเครน' เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 หรือ 3 ปีมากแล้ว บรรดากองเชียร์ยูเครนหรือ 'ติ่งยูเครน' ต่างก็ปรามาสว่ากองทัพรัสเซียจะพบกับความพ่ายแพ้ในเวลาอันไม่ช้าอย่างแน่นอน ทั้งนี้เป็นเพราะกองทัพยูเครนได้รับการสนับสนุนทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ งบประมาณ และกำลังพล (ทหารรับจ้าง) จากชาติสมาชิก NATO ซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มที่การสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลแก่กองทัพยูเครนทำให้คลังอาวุธยุทโธปกรณ์สำรองของบรรดาประเทศยุโรปแทบหมดเกลี้ยงเลยทีเดียว ในขณะที่ 'ติ่งยูเครน' ทั้งไทยและเทศจำนวนมากต่างโพสต์บนโซเชียลด้วยความมั่นใจว่า “อาวุธยุทโธปกรณ์ของรัสเซียกำลังจะหมดลงในเวลาไม่นาน แล้วในที่สุดกองทัพรัสเซียจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามครั้งนี้” หนึ่งในนั้นได้แก่ นายพลเสื้อส้มนายหนึ่งซึ่งได้ให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้มาตลอด 3 ปี จนถึงวันนี้ที่ Volodymyr Zelenskyy ผู้นำยูเครนกำลังถูกประธานาธิบดี Trump กดดันให้เจรจาสงบศึกกับรัสเซียแล้ว

สหพันธรัฐรัสเซียเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในระดับ First Tier อันหมายถึงประเทศที่มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สมบูรณ์แบบและครบวงจร สามารถพัฒนาองค์ความรู้ต่อยอดได้ถึงระดับสูงสุดมายาวนานนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน เช่นเดียวกับ สหรัฐอเมริกา จีน และกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของสหพันธรัฐรัสเซียเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และเป็นอุตสาหกรรมที่มีการจ้างงานรายใหญ่ของประเทศใน โดยมีพนักงานในอุตสาหกรรมนี้ราว 3.8 ล้านคนทั่วประเทศ และคิดเป็น 20% ของงานการผลิตทั้งหมดในสหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งในปี 2023 มีค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศทั้งหมดสูงถึง 7.5% ของ GDP 

ในปี 2014–18 รัสเซียครอง 21% ของยอดขายอาวุธทั่วโลก โดยตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือ 11% ในปี 2019–23 (ตามสถิติของ SIPRI) ในปี 2023 รัสเซียเป็นผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่เป็นอันดับสามเป็นครั้งแรก รองจากฝรั่งเศส การส่งออกอาวุธของรัสเซียลดลง 53% ระหว่างปี 2014–18 และ 2019–23 จำนวนประเทศที่ซื้ออาวุธหลักจากรัสเซียลดลงจาก 31 ประเทศในปี 2019 ในปี 2023 ลดลงเหลือ 12 ประเทศ ในปี 2019–23 อาวุธยุทโธปกรณ์ส่งออกของรัสเซียราว 68% จากทั้งหมดถูกส่งไปยังประเทศต่าง ๆ ในเอเชียและโอเชียเนีย อินเดียเป็นผู้ซื้อราว 34% และจีนเป็นผู้ซื้อราว 21% 

การคว่ำบาตรระหว่างประเทศหลังจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 ไม่ได้ส่งผลในการต่อต้านการผลิตอาวุธของรัสเซีย การผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัสเซียเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการผลิตขีปนาวุธในปัจจุบันมากกว่าระดับก่อนสงคราม ปัจจุบัน รัสเซียผลิตกระสุนมากกว่าประเทศสมาชิก NATO ทั้งหมดรวมกัน ซึ่งคาดว่ามากกว่าชาติตะวันตกถึง 7 เท่า รัสเซียเพิ่มการผลิตรถถังในแต่ละปีมากขึ้นเป็นสองเท่าและผลิตปืนใหญ่และจรวดเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าจากจำนวนก่อนสงคราม ต้นทุนการผลิตของรัสเซียต่ำกว่าของประเทศคู่แข่งอย่างมาก โดยมีต้นทุนในการผลิตกระสุนปืนใหญ่ต่ำกว่ากระสุนปืนใหญ่ของนาโต้ประมาณ 10 เท่า ในปี 2024 รัสเซียผลิตกระสุนปืนใหญ่ได้ประมาณปีละ 3 ล้านนัด ซึ่งมากเป็นเกือบสามเท่าของปริมาณที่ผลิตได้จากสหรัฐอเมริกาและยุโรป ตั้งแต่ปี 2023 อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซียยังผลิตยานเกราะและโดรนเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก ซึ่ง Alexander Mikheev CEO ของ Rosoboronexport รัฐวิสาหกิจส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์เพียงรายเดียวของสหพันธรัฐรัสเซียได้กล่าวว่า “นอกจากรัสเซียจะจำหน่ายอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ แล้ว ยังให้การสนับสนุนประเทศคู่ค้าให้มีขีดความสามารถในการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ได้เองอีกด้วย”

การผลิตอาวุธที่ขยายตัวของรัสเซียมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ โดยมีการอุดหนุนจากรัฐบาลต่อผู้ผลิตอาวุธที่ไม่ทำกำไรอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศตะวันตกที่เป็นทุนนิยมซึ่งมีผู้ผลิตอาวุธที่มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มผลกำไรของผู้ถือหุ้นให้สูงสุด วันที่ 23 พฤศจิกายน 2024 Boris Pistorius รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของเยอรมนี กล่าวว่าขณะนี้รัสเซียได้เปลี่ยนมาใช้ 'เศรษฐกิจสงคราม' อย่างเต็มรูปแบบแล้ว และสามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์และกระสุนได้เท่ากับที่สหภาพยุโรปผลิตได้ในหนึ่งปีภายในเวลาเพียงสามเดือน ในเดือนมกราคม 2025 Mark Rutte เลขาธิการองค์การ NATO ได้ประเมินเช่นเดียวกัน วันที่ 3 เมษายน 2025 พลเอก Christopher Cavoli ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ประจำยุโรปและผู้บัญชาการสูงสุดกองกำลังพันธมิตรในยุโรปได้กล่าวต่อคณะกรรมาธิการการทหารของวุฒิสภาสหรัฐฯ ว่า รัสเซียสามารถทดแทนการสูญเสียอุปกรณ์และอาวุธจำนวนมากในสนามรบด้วย 'อัตราที่ไม่เคยมีมาก่อน' อันเนื่องมาจากการขยายขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสงคราม ดังนั้น ความเป็นจริงที่ปรากฏจึงสร้างความผิดหวังให้กับ 'ติ่งยูเครน' เป็นอันมาก รวมทั้งการพยากรณ์ที่ไม่อาจเป็นจริงของนายพลเสื้อส้มที่ว่า “อาวุธยุทโธปกรณ์ของรัสเซียกำลังจะหมด แล้วกองทัพรัสเซียจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามครั้งนี้” นั้น จึงไม่มีโอกาสที่จะเป็นไปได้เลย

รัสเซีย-เกาหลีเหนือ กลับมาเดินรถไฟระยะไกลสุดในโลกอีกครั้งในรอบ 4 ปี ระหว่างกรุงเปียงยาง-มอสโก เริ่ม 17 มิ.ย.นี้

(11 มิ.ย. 68) รัสเซียและเกาหลีเหนือเตรียมกลับมาให้บริการ เดินทางด้วยรถไฟโดยสารที่ระยะไกลสุดในโลกระหว่างกรุงเปียงยาง-มอสโก เริ่ม 17 มิถุนายนนี้ หลังระงับไปกว่า 4 ปี จากมาตรการปิดพรมแดนช่วงโควิด-19

รถไฟสายตรงดังกล่าวใช้เวลาเดินทาง 8 วัน โดยขาไปจะออกจากกรุงเปียงยาง วันที่ 17 มิถุนายน ถึงมอสโก วันที่ 25 มิถุนายน ส่วนขากลับจะออกจากกรุงมอสโก วันที่ 26 มิถุนายน ถึงเปียงยางวันที่ 4 กรกฎาคม ให้บริการเดือนละ 2 ครั้ง ในวันที่ 3 และ 17 ของทุกเดือน

สำหรับรถไฟจะให้บริการแบบไม่แวะจอดนอกกำหนด โดยจะมีจุดจอดตามเมืองใหญ่ในรัสเซียประมาณ 12 เมือง เช่น อีร์คุตสค์ ครัสโนยาสค์ โนโวซีบีสค์และเยคาเตรินบุร์ก โดยทางการรถไฟเกาหลีเหนือจะเป็นผู้ดำเนินการตู้โดยสารของตนเอง

ขณะที่ในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ จะมีการกลับมาเปิดเดินรถไฟระหว่างเปียงยาง-ฮาบารอฟสค์ แบบรายเดือนเพิ่มเติมด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่สะท้อนความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

ทั้งนี้ ความร่วมมือรัสเซีย-เกาหลีเหนือแน่นแฟ้นขึ้นหลังสงครามยูเครน โดยมีรายงานว่า เกาหลีเหนือส่งกำลังสนับสนุนรัสเซียในแนวรบเมืองคูร์สก์ และได้ลงนามข้อตกลงความมั่นคงร่วมกันเมื่อปลายปี 2024

รัสเซียเปิดเส้นทางบินตรงใหม่ จาก ‘มอสโก’ สู่ ‘เปียงยาง’ เตรียมเริ่มให้บริการครั้งแรก 27 กรกฎาคมนี้ รับเฉพาะกรุ๊ปทัวร์

(16 ก.ค. 68) กระทรวงคมนาคมรัสเซียประกาศว่าเที่ยวบินตรงจากกรุงมอสโกไปยังกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของเกาหลีเหนือ จะเริ่มให้บริการเป็นครั้งแรกในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ โดยตั้งเป้าให้มีผู้โดยสารเดินทางอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

เที่ยวบินดังกล่าวจะให้บริการเดือนละครั้ง ใช้เวลาบินประมาณ 8 ชั่วโมง โดยสายการบิน Nordwind Airlines ของรัสเซียได้รับอนุญาตให้เปิดเส้นทางนี้เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

เที่ยวบินใหม่นี้ถือเป็นเส้นทางบินตรงสายที่สองระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือ โดยปัจจุบัน Air Koryo ซึ่งเป็นสายการบินของเกาหลีเหนือ มีเที่ยวบินจากวลาดีวอสตอคไปเปียงยางสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า ตั๋วเครื่องบินไปเปียงยางไม่สามารถซื้อแยกเดี่ยวได้ นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องซื้อตั๋วรวมอยู่ในแพ็กเกจทัวร์แบบหมู่คณะเท่านั้น

เมื่อผู้นำเหล็กกลายเป็นเกมเมอร์ ‘อัสซาด’ ในหอคอย ‘มอสโก’ ท่ามกลาง!! เสียงเรียกร้องปูติน ให้ส่งตัวขึ้นศาลอาชญากรสงคราม

(12 ต.ค. 68) จากผู้นำเหล็กแห่งดามัสกัสที่ครองอำนาจเกือบ 25 ปี สู่ชายวัย 63 ที่ใช้เวลาว่างเล่นเกมวางแผนกลยุทธ์ในคอนโดหรู “City of Capitals” กลางมอสโกซิตี้ เมืองหลวงแห่งทุนและหรูหราของรัสเซีย

หลังเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เมื่อกลุ่มฮายัต ตาห์รีร์ อัชชาม (HTS) ยึดกรุงดามัสกัส อัสซาดและครอบครัวถูกขนย้ายออกจากซีเรียด้วยเครื่องบินทหารรัสเซียจากฐานคมเมมิม—ตรงสู่รัสเซีย ภายใต้ “ข้อตกลงมนุษยธรรม” ที่มอสโกยืนยันว่าเป็นการ “ช่วยเหลือเพื่อนเก่า” มากกว่าการให้ที่ลี้ภัยทางการเมือง

รายงานของ Die Zeit ผ่าน Ynet News เผยว่า อัสซาดกับอัสมา ภรรยาผู้ป่วยมะเร็ง (ที่ข่าวระบุว่ากลับมาอีกครั้ง) และลูกสามคน พักอยู่ในหอคอยสูง 76 ชั้น มีคอนโดถึง 20 ยูนิตในชื่อครอบครัว ใช้ชีวิตเงียบหรูใต้การคุ้มกันของบอดี้การ์ดส่วนตัวที่รัสเซียจัดให้ “อัสซาดชอบเล่นเกมออนไลน์แนววางแผนสงคราม ใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันอยู่หน้าคอมพิวเตอร์” แหล่งข่าวอดีตนายทหารซีเรียผู้ใกล้ชิดเปิดเผยกับ Die Zeit

สื่อรัสเซียรายงานเสริมว่า “มาเฮอร์ อัล-อัสซาด” น้องชายของเขาก็อาศัยอยู่ในกรุงมอสโกเช่นกัน พักที่โรงแรม Four Seasons ดื่มไวน์ สูบบุหรี่ และติดต่อกับเครือข่ายนายทหารซีเรียราว 1,200 นายที่ยังคงมีฐานอยู่ในรัสเซีย ซึ่งบางคนร่ำรวยขึ้นผิดหูผิดตาจาก “โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่”

ฝั่งตะวันตกไม่ปล่อยผ่าน—สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปเรียกร้องให้รัสเซียส่งตัวอัสซาดขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในฐานะ “อาชญากรสงคราม” จากความสูญเสียกว่า 5 แสนชีวิตในสงครามซีเรีย ขณะที่กลุ่ม HTS เองก็แถลงขอให้ “ส่งตัวอัสซาดคืนประเทศเพื่อรับโทษ”

แต่เครมลินยืนยันเสียงแข็งว่า “นี่คือการคุ้มครองด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม” พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยอธิบายว่า “อดีตประธานาธิบดีซีเรียไม่มีบทบาททางการเมืองอีกต่อไป และใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างสงบ”

แต่ในสายตาประชาคมโลก เขายังคือเงาของสงครามที่ยังไม่จางจากดินแดนซีเรีย…
เกมอาจเปลี่ยน แต่ “คนเล่น” อาจยังเป็นคนเดิม

ปูติน มาเซอร์ไพรส์!! ปรากฏตัว!! งานฉลอง 20 ปี RT โรงละคร Bolshoi Theatre สื่อไทย!! ร่วมทำข่าวใกล้ชิด ผู้นำรัสเซีย ระยะห่างเพียง 6 แถวที่นั่ง

(18 ต.ค. 68) ธันย์ชนก จงยศยิ่ง บรรณาธิการบริหาร TNN Online และผู้ประกาศข่าว TNN World Today ได้โพสต์ข้อความระบุว่า...

Another mission complete!!

ได้พบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียค่ะ ระยะห่างเพียง 6 แถวที่นั่ง ในโรงละครชื่อดังก้องโลกอย่าง Bolshoi Theatre

งานนี้ RT อุบเงียบมาก แต่บรรยากาศ security งานในก็ไม่ปกติแต่แรก เข้มงวดสุดๆ ถนนรอบๆ เต็มไปด้วยทหาร งานเริ่มหนึ่งทุ่ม แต่เราต้องไปตั้งแต่สี่โมงกว่าสำหรับ security clearance

ตามคำบอกเล่า การก่อตั้ง RT มาจากแนวคิดของปูตินค่ะ ที่ต้องการให้รัสเซียได้เผยแพร่ narrative และมุมมองของรัสเซียออกสู่ชาวโลก...จากวันนั้น จนถึงวันนี้ RT อายุครบ 20 ปี ปูตินเลยมาเปิดงานฉลองเซอร์ไพรส์แขกที่มาจากทั่วโลกซะหน่อย

สำหรับมิก ที่บอกว่า mission complete...นั่นก็เป็นเพราะว่า ตั้งแต่ทำสื่อมา 20 ปี ได้เจอทั้ง ผู้นำ และรัฐมนตรี หลายชาติมหาอำนาจไปแล้ว...ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มิกยังได้เจอใกล้ๆ 3 ครั้ง แต่ปูตินนี่ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เจอ เพราะเป็นตัวละครลับมากของโลก

วันนี้ได้เจอ ก็คือมึนนิดนึง RT ทำถึงจริงๆ แล้วยังแปลงใจกลางมอสโก เป็นเมืองแห่ง RT แม้กระทั่งหน้าเครมลิน และโรงละคร Bolshoi ยังมีสัญลักษณ์ RT20!!

ในงานนี้ ท่านทูตไทย ยังพามิกกับปุ้ยไปแนะนำกับ Andrey Rudenko รมช. ต่างประเทศของรัสเซียด้วย ท่านบอกว่ามาไทยแล้วหลายครั้ง ท่านทูตไทยบอกกับมิกว่า ปูตินไม่ค่อยออกงานนะ นี่น่าจะพิเศษจริงๆ ถึงมางานนี้ค่ะ

บอกไม่เคยกันออกจากโต๊ะคุยยูเครน ชี้ ‘อียู’ อยู่ข้างสงครามไม่มีวาระเพื่อสันติ กำลังขวางความพยายามของ ‘สหรัฐ–ทรัมป์’ หลังตั้งเงื่อนไขที่รู้ว่าเครมลินไม่มีวันเซ็น

(4 ธ.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ให้สัมภาษณ์สื่อในมอสโก โดยระบุว่ายุโรป “ไม่ได้ถูกกันออกจากกระบวนการยุติความขัดแย้งในยูเครน แต่เป็นฝ่ายเดินออกไปเอง” พร้อมวิจารณ์ว่ารัฐยุโรปจำนวนมากรับเอาแนวคิด “ต้องทำให้รัสเซียพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์” มาเป็นกรอบคิดหลัก แล้วก็ยัง “หลงอยู่ในมายาคติ” นี้จนถึงทุกวันนี้

ปูตินกล่าวต่อว่า เมื่อยุโรปไม่ชอบผลลัพธ์ในตอนนี้ ก็หันไปขัดขวางความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการผลักดันการเจรจาสันติภาพ พร้อมระบุว่ายุโรป “ไม่มีวาระเพื่อสันติภาพ เป็นฝ่ายของสงคราม” แม้จะเสนอปรับแก้ข้อเสนอของทรัมป์ แต่ก็เป็นการเปลี่ยนให้เงื่อนไข “รับไม่ได้สำหรับรัสเซีย” เพื่อใช้เป็นข้ออ้างโยนความผิดว่าเป็นฝ่ายมอสโกที่ทำให้กระบวนการสันติภาพล้มเหลว 

อย่างไรก็ตาม ปูตินยังทิ้งท้ายว่ารัสเซียพร้อมเปิดให้ยุโรปกลับมาที่โต๊ะเจรจา หากยอมรับข้อเท็จจริงในสนามรบ

ในอีกประเด็น ปูตินย้ำว่ารัสเซีย “ไม่ต้องการทำสงครามกับยุโรป” และเคยพูดเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยืนยันว่าหากยุโรปเป็นฝ่ายเปิดฉากเผชิญหน้าทางทหาร รัสเซีย “เราก็พร้อมทันที” โดยไม่ควรมีข้อสงสัยใด ๆ เขาเตือนว่า หากสถานการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ “อาจถึงจุดที่เราไม่เหลือคู่เจรจาให้พูดคุยด้วยอีกต่อไป” 


ที่มา : Sputnik 

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top