Friday, 5 June 2026
พันธุ์ปิติเปี่ยมสง่า

อ.วิศวะ ม.เกษตร โพสต์ข้อความ!! สะท้อนปัญหา ในมหาวิทยาลัยยุคปัจจุบัน เผย!! มีงานวิจัยมากมาย มีศาสตราจารย์ท่วมท้น แต่ไม่ผลิตบัณฑิตที่ตอบโจทย์สังคม

(5 พ.ค. 68) รศ.ดร.พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

Failed University 
ep2

มหาวิทยาลัยที่ล้มเหลว ไม่ได้แปลว่าตึกพัง
แต่มันคือการเลือกเดินทางผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่รู้ตัว
- มุ่งแต่ ranking ที่สะท้อนประโยชน์ของต่างชาติ
- มีงานวิจัยมากมาย
- มีศาสตราจารย์ท่วมท้น
- แต่กลับไม่ผลิตบัณฑิตที่ตอบโจทย์สังคม อย่างเพียงพอ
หน่วยงานนี้ยังถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยหรือไม่
แต่ สิ่งที่ขยันทำที่สุดกลับกลายเป็น...

จัด event และพิธีกรรมแทบทุกเดือน
ทั้งไหว้ครู ครบรอบหน่วยงาน วันมหาลัย วันผ้าไหม วันออกกำลังกาย
(เด็กตกวิชาแกน ไม่มีคนช่วยติว)

ตั้งผู้บริหารเต็มไปหมดเพื่อจัดอีเว้นท์ หรือ เป็นกรรมการเรื่องเฉพาะ
แต่ได้ค่าตอบแทนรายเดือน แล้วใครวัดว่าคุ้ม?

ประกวดคลิป-เพจ-ภาพถ่าย-หนังสั้น
หัวข้อ “มหาวิทยาลัยในฝัน” (ทั้งที่ชีวิตจริงไม่ฝันขนาดนั้น)
ทำโปสเตอร์เยี่ยม วิดีโอ 4K ทุกกิจกรรม
แต่รูปส่วนใหญ่มีแค่ผู้บริหารถ่ายเป็นแผง
เสียงบรรยาย “มุ่งสู่ความเป็นเลิศ”
แต่อาจารย์ต้องซื้อคอมพิวเตอร์เอง

ขยันเซ็น MOU ทั่วโลก
แต่ในคณะตัวเองยังไม่รู้จะทำงานร่วมกันเรื่องอะไร

โฆษณาจุดเด่นเฉพาะทาง Niche ที่ไม่มีใครสนใจ
(และไม่มีอาจารย์ประจำอยู่จริง)

เน้นเชิญคนดังมาพูดสร้างแรงบันดาลใจ
แต่เคยฟังคนในองค์กรดัง ๆ มาเล่าเรื่องของเขาบ้างไหม?
แทนที่จะสร้างแรงบันดาลใจจากการสอนที่ดีจริง ๆ

ประชุมตัวชี้วัดละเอียดจนเหนื่อย
ยุ่งยาก วุ่นวาย แต่สุดท้ายก็ “ทำให้ผ่าน”
บ่นไปก็ไม่มีใครฟัง เพราะรู้อยู่แล้วว่า “ยังไงก็ผ่าน”

พาผู้บริหารไปสร้างเครือข่าย
บินต่างประเทศ กินข้าว ถ่ายรูป
แล้วคอยตอนเขาเรียกเข้าทีมบริหาร

จัดของขวัญ กิจกรรมสร้างความสุข
แจกเสื้อ เลี้ยงปีใหม่ เอาเรื่องที่ควรทำ
มาใช้เป็น favor ให้คนที่อาจต้อง "โหวต" เร็ว ๆ นี้

ถ่ายภาพมอบโล่ ยืนยิ้ม ยกนิ้ว ให้สิทธิประโยชน์
โดยเฉพาะช่วงเตรียมเลื่อนตำแหน่ง หรือขอทุนรอบใหม่

ทั้งหมดนี้...

ขยันกันมาก — มากกว่าสอนหนังสือ มากกว่าสร้างคน
และไม่เคยสนใจ “โครงสร้าง” ที่ทำให้ระบบดีขึ้นจริง

คำถามคือ...
มหาวิทยาลัยของคุณ เป็นแบบนี้หรือเปล่า?
แล้วเราจะทำอะไรกับมันดี?

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามความคิดเห็นของผมครับ
อย่างน้อยมันทำให้ผมรู้ว่า… “ความหวังของสังคมยังมีอยู่”
แต่อาจต้องมีใครบางคนเริ่มพูด และเริ่มจัดการกับสิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลง
สิ่งที่เขียนทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการพูดจากประสบการณ์ส่วนตัว
และการสังเกตภาพรวมเท่าที่มองเห็น ไม่ได้พาดพิงมหาวิทยาลัยใดโดยเฉพาะ
ผมเขียนเพราะอยากชวนให้สังคมหันกลับมามองภาพรวม
ตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยชิน
และกล้าคิดร่วมกันว่า เราจะแก้ไขมันอย่างไร

สุดท้าย…
ผู้อ่านต่างหากที่เป็นคนตัดสินว่า สิ่งที่เห็นอยู่รอบตัว
มัน “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”

เปิดมุมมองการเตรียมพอร์ต TCAS69 ชี้หนึ่งนาทีแรกในแฟ้มคือตัวกำหนดชะตา แต่ไม่ใช่เชือกเส้นสุดท้าย คะแนนสอบยังคงเป็นแกนหลัก

(16 พ.ย. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ชื่อ Puntipi Piamsa-nga ถึงประเด็นเรื่องการเตรียม “พอร์ตโฟลิโอ” สำหรับ TCAS69

เห็นนักเรียนเริ่มเตรียมพอร์ตแล้วมีดรามา ผมก็ขอเอาที่ผมเคยเขียนไว้หลาย ๆ ปี มาเล่าใหม่ครับ 
ขออภัยครับ ยาวไปหน่อย เอาหลายตอนมารวม คาดหวังว่า ผู้ปกครอง Gen X, Gen Y คงพอทนอ่านยาว ๆ ได้บ้าง เพื่อประโยชน์สำหรับลูกหลานของท่านนะครับ

พอร์ต: ไม่ใช่เชือกเส้นสุดท้าย แต่เป็นอาวุธของมหาวิทยาลัย
พูดกันตรง ๆ “พอร์ต” ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นทางรอดสุดท้ายของเด็ก แต่เป็น “เครื่องมือเชิงกลยุทธ์” ของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะสาขาดัง ๆ
.
รอบพอร์ตคือช่องทางที่มหาวิทยาลัยใช้ “ชิงตัว” คนที่มีทักษะชัด มีผลงานชัด ก่อนมหาวิทยาลัยคู่แข่ง จะเรียกว่าเป็นรอบที่ไว้ “ล็อกเด็กที่อยากได้ที่สุด” ก่อนปล่อยสนามรอบสามก็ไม่ผิด

และเอาจริง ๆ คนที่ทำพอร์ตได้ดีจนมหาวิทยาลัย “กล้าเสี่ยงรับ” มีไม่เยอะ มหาวิทยาลัยเลยเลือกเฉพาะที่ดูแล้ว “ไม่เสี่ยง” ชัดเจนว่ามีของ ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน น่าจะอยู่รอดในหลักสูตรได้จริง จากนั้นค่อยกระจายน้ำหนักไปใส่รอบคะแนนสอบ TCAS3 เพื่อรับให้เต็มที่นั่ง

ส่วนใหญ่ที่ผมเห็น แทบไม่เคยมีเคส “เกรดต่ำ งานไม่ชัด แล้วหลุดมาได้ด้วยพอร์ต” เลย พูดแบบไม่ฝันกลางวันกันเกินไป เพราะฉะนั้น ถ้ามองในมุมระบบ พอร์ตคือช่องทางเสริมที่มหาวิทยาลัยใช้แย่งเด็กเก่ง มากกว่าจะเป็นเส้นหลักของเด็กส่วนใหญ่ ตรงนี้แหละที่ทำให้ผม ไม่เคย แนะนำใครให้ทุ่มชีวิตทั้งหมดลงไปกับพอร์ตจนลืมคะแนนสอบ

อย่าหลงคิดว่าพอร์ตแทนคะแนนสอบได้
แกนหลักของการเข้ามหาวิทยาลัยไทยตอนนี้ ยังไงก็ยังเป็น “คะแนนสอบ” อยู่ดี พอร์ตคือโบนัส เป็นโอกาสพิเศษสำหรับบางกลุ่มที่ “มีของจริง มีผลงานจริง” มหาวิทยาลัยใหญ่หลายแห่งที่รับรอบพอร์ตจำนวนมาก ก็เขียนเกณฑ์ไว้ชัดอยู่แล้วว่า ต้องมีรางวัลระดับโอลิมปิกวิชาการ เหรียญนู่นนี่ ซึ่งไม่ใช่ของที่ “ใครก็ทำได้ถ้าขยันพอ” ด้วยซ้ำ

ดังนั้น พอร์ตไม่ใช่ของที่ทุกคนต้องมี และยิ่งไม่ใช่ของที่ควรแลกด้วยการปล่อยคะแนนสอบหลุด

สอบยังไงก็ต้องสอบอยู่ดี
หน้าตาพอร์ตที่มหาวิทยาลัย “อยากเห็น”
สิ่งที่ผมเห็นซ้ำ ๆ เวลาอ่านพอร์ตคือ มหาวิทยาลัยไม่ได้อยากเห็น PDF สวยที่สุดในโลก ไม่ได้ตัดสินใครจากกราฟิกหรือจำนวนหน้า

สิ่งที่อาจารย์อยากเห็นจริง ๆ คือ
 – “เด็กคนนี้เคยลงมือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมาบ้างแล้วหรือยัง และทำจนสำเร็จจริงแค่ไหน”
พอร์ตที่ “เสียของ” มักมีหน้าตาแบบนี้
 – ใบประกาศเข้าร่วมกิจกรรมเต็มไปหมด แต่ไม่บอกเลยว่าตัวเองทำอะไรในกิจกรรมนั้น
 – รูปถ่ายกับป้ายงานเยอะมาก แต่ไม่มีงานไหนสะท้อนการลงมือทำของตัวเอง
 – เขียนว่าเป็นโปรเจกต์ที่ทำ แต่พอถามลึก ๆ ตอบไม่ได้ว่าตัวเองทำส่วนไหน แก้ปัญหาอะไร
ในทางตรงกันข้าม เด็กที่พอร์ตบาง แต่ชัด มักเล่าได้แบบนี้
 – “งานนี้เริ่มจากปัญหาอะไร ลองอะไรแล้วเจ๊งกี่รอบ ใช้เวลายังไง แก้บั๊กยังไง ตัวเองรับผิดชอบตรงไหน และสุดท้ายได้อะไรออกมาจริง ๆ”
ถึงงานจะไม่ใช่ระดับโลก แต่นั่นคือ “ของจริง” ที่ทำให้กรรมการกล้าเสี่ยงรับ

จิตอาสา: เข้าร่วม ≠ ริเริ่มและทำจนจบ
เรื่องจิตอาสา ผมใช้เป็นตัวอย่างประจำ
- ไปเข้าค่ายวันเดียว ถ่ายรูปกับป้าย “โครงการจิตอาสา…” กลับบ้าน แบบนี้
ได้แต้มแค่คำว่า “เข้าร่วม”
แต่มหาวิทยาลัยอยากเห็นคือ เด็กที่
- คิดโครงการเอง
- ชวนคน
- วางแผน
- จัดการหน้างาน
- แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
- แล้วทำให้มัน “สำเร็จจริง”
ตรงนี้สะท้อนทั้งการคิดเป็นระบบ การจัดการคน การลงมือทำ และความรับผิดชอบ ซึ่งข้อสอบปรนัยรอบสามไม่มีทางวัดให้ เพราะฉะนั้น ถ้าจะทำพอร์ตจริง ๆ ผมอยากให้เปลี่ยนโจทย์จาก
 – “ไปเก็บกิจกรรมอะไรมาใส่พอร์ตดี”
 เป็น
 – “ในช่วง ม.ปลาย เราอยากลงมือทำอะไรให้มันเสร็จจริง ๆ อย่างน้อยสักหนึ่ง–สองเรื่อง”
พอร์ตที่ดี เริ่มจากการใช้ชีวิตแบบ “ลงมือทำจริง”
– ไม่ใช่เริ่มจากการออกแบบหน้าปกกับสารบัญ
.
หนึ่งนาทีแรกของพอร์ต สำคัญกว่าที่คิด
มหาวิทยาลัยไม่สนหน้าแรกสวย ๆ ของผู้สมัคร และเปิดข้ามทันที เด็กมักไม่รู้ แต่คนรับรู้ชัดมาก เวลาคัดรอบพอร์ต เราไม่มีเวลานั่งอ่านทุกบรรทัดในแฟ้มทุกคน พอร์ตแต่ละเล่มมีเวลา “เรียกความสนใจ” จริง ๆ แค่ไม่กี่สิบวินาทีแรก สิ่งที่ผมอยากเห็นในหนึ่งนาทีแรกคือ

เปิดแล้วรู้เลยว่า เด็กคนนี้เด่นเรื่องอะไร ทำอะไรเป็น เคยทำอะไรเสร็จจริงที่เกี่ยวกับสาขาที่สมัคร *
ไม่จำเป็นต้องมีหน้าแรกเป็นรูปเท่ ๆ คำนำ สารบัญหรู ๆ ถ้าหน้าแรกที่ผมเห็นคือใบประกาศเข้าค่าย “ฟังบรรยาย” ที่เด็กไม่ได้ทำอะไรเลย โอกาสที่ผมจะอ่านต่อก็ลดลงทันที สิ่งที่ทำให้เสียโอกาสฟรี ๆ คือ
- รูปหลักฐานแตก อ่านไม่ออก
- กราฟิกเยอะจนกลบเนื้อหา
- ใส่ทุกอย่างเทกระจาด ไม่เรียงลำดับความสำคัญ
ในขณะที่สิ่งที่ควรโผล่มาตั้งแต่ต้น คือ “งานที่ลงมือทำเองจริง ๆ” ที่โยงกับสาขานั้น

สิ่งที่ผมมองหาจริง ๆ ในเด็กที่ยื่นพอร์ต
ประสบการณ์หลายปีในรอบ TCAS1 ทั้งช้างเผือกและโอลิมปิก ผมมองหาเด็กแบบนี้
- เด็กที่งานไม่ใช่ของที่ผู้ใหญ่ทำให้แล้วเอาชื่อเด็กไปแปะ
 - เด็กที่ใฝ่รู้ รู้จักค้นคว้าในระดับสมเหตุสมผล
- เด็กที่เข้าใจบริบทงานตัวเอง เช่น ทำโปรเจกต์คอมด้านเกษตร ก็ควรรู้อะไรเกี่ยวกับเกษตรบ้าง ไม่ใช่สนใจแต่เทคโนโลยีอย่างเดียว
- เด็กที่เล่าเรื่องการเรียนรู้ของตัวเองให้คนอื่นฟังรู้เรื่อง
soft skill สำคัญมาก ฝีมืออย่างเดียวไม่พอ
- เด็กบางคนเก่ง แต่พูดไม่ได้ เชื่อมโยงไม่ได้ ศักยภาพหายไปครึ่งหนึ่งทันที
- ในทางกลับกัน เด็กที่ยังไม่สุด แต่เล่าเส้นทางตัวเองได้ชัด มักไปได้ไกลในระยะยาว
.
ภาษา: แต้มที่มีผลเกินกว่ารอบรับเข้า
ภาษาอังกฤษ (รวมถึงจีน ญี่ปุ่น เยอรมัน ฯลฯ) เป็นอีกตัวแปรที่โผล่มาชัดในพอร์ตและสัมภาษณ์ มันสะท้อนทั้งความพร้อมของเด็กและครอบครัว พูดแบบไม่แต่ง เด็กที่ภาษาดี จะมี “อิสระในการเลือก” สูงกว่ามาก
- เลือกคณะได้กว้างกว่า
- เลือกประเทศเรียนต่อได้มากกว่า
- เลือกงานและเส้นทางชีวิตได้มากกว่า
มันสำคัญกว่า TCAS ด้วยซ้ำ เพราะต่อให้ระบบรับเข้าเปลี่ยนอีกกี่รอบ ภาษาและทักษะการสื่อสารก็ยังตามเขาไปทั้งชีวิต
.
สรุป
พอร์ต คือช่องทางที่มหาวิทยาลัยใช้ดึงเด็กที่มั่นใจที่สุดมาก่อน
ส่วนที่เหลือ ยังไงก็ต้องกลับมาดูกันที่คะแนนสอบอยู่ดี
อย่าทุ่มทุกอย่างลงไปในพอร์ตจนลืมแกนหลัก
 แต่ถ้าจะทำพอร์ต ก็ทำให้สะท้อนว่า
- “เราทำอะไรเป็น”
 ไม่ใช่แค่
– “เราเคยไปอยู่ตรงไหนมา”
จะเล่นรอบพอร์ตก็ไม่ผิด จะเน้นรอบคะแนนสอบก็ไม่ผิดเหมือนกัน
* แต่อย่าเข้าใจผิดว่าพอร์ตคือทางรอดของทุกคน
สิ่งที่ควรลงทุนจริง ๆ คือ
- ความสามารถจริง
- ภาษา
- และทักษะการลงมือทำงานให้เสร็จและสื่อสารมันออกมาได้
สามอย่างนี้ จะอยู่กับเราไกลกว่าระบบรับเข้ามหาวิทยาลัยทุกรุ่นแน่นอนครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top