Friday, 5 June 2026
พลังงานนิวเคลียร์

'สกาย ครูซ' โรงแรมลอยฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ไอเดียสุดล้ำ!! สัมผัสได้เร็วสุดไม่เกินอีก 20 ปี

แนวคิดสุดล้ำ ‘สกาย ครูซ’ กับจุดขายการใช้พลังงานนิวเคลียร์แทนเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในปัจจุบัน จุผู้โดยสารได้จำนวนมาก แถมยังลอยได้ไกล ไปได้นาน แบบไม่ต้องกลับมาแตะพื้น

หลาย ๆ แนวคิดทางด้านวิทยาศาสตร์ที่อาจจะดูเพ้อฝันเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่พอมาถึงปัจจุบันก็สามารถกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างน่าทึ่ง ฉะนั้น แนวคิดที่อาจจะดูเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบันนี้ ก็อาจจะเกิดขึ้นจริงได้ในอนาคตเช่นกัน

ดังเช่นแนวคิดสุดล้ำของ ฮาเชม อัล-ไกลี (Hashem Al-Ghaili) นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ชื่อดังจากเยเมน ผู้ที่มีผลงานในการอธิบายปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ มากมาย ที่ล่าสุดได้นำเสนอไอเดีย "สกาย ครูซ" (Sky Cruise) โรงแรมลอยฟ้าขนาดใหญ่ที่มีจุดเด่นคือการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในการขับเคลื่อน

สำหรับสกาย ครูซ จะควบคุมการบินอัตโนมัติโดยระบบ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ โดยมีมอเตอร์ยักษ์ไม่ต่ำกว่า 20 ตัว เป็นตัวขับเคลื่อนโรงแรมลอยฟ้า ซึ่งมอเตอร์แต่ละตัวนั้นจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ด้วยระบบนิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) หรือกระบวนการที่รับพลังงานซึ่งเกิดจากการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี มาใช้เป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งทำให้สกาย ครูซ (Sky Cruise) สามารถลอยตัวกลางอากาศได้เป็นระยะเวลานาน (ว่ากันว่าสามารถลอยตัวได้นานนับปี โดยไม่ต้องบินลงมาแตะพื้นดิน) และรวมไปถึงตัวเครื่องยนต์นั้นจะไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ภายนอก จึงนับว่าเป็นการใช้พลังงานสะอาด ไม่ก่อมลพิษที่จะส่งผลกระทบต่อโลกใบนี้

'เพนกวิน' ปลุกเลิก ‘ชนชั้นในภาษาไทย’ แนะปรับหลักสูตรวรรณกรรมไทยให้เข้าใจง่ายขึ้น

(7 ก.ค.2565) นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน ผู้ต้องหาคดี 112 โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ในเรื่องของภาษา ผมคิดว่าเราต้องมีการปรับปรุงภาษาเราใหม่โดยการลด ละ เลิกการใช้ภาษาลิเกโดยไม่จำเป็น เช่น ลดการใช้คำบาลีสันสกฤตที่ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น (Westernization อัสดงคตานุวัตร ควรใช้เป็น การทำให้เป็นแบบตะวันตก/การปรับตามตะวันตก) ตำรับตำราเขียนด้วยภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจง่ายที่สุด และที่สำคัญที่สุด ลดหรือเลิกชนชั้นในภาษา

ทุกวันนี้ภาษาไทยมีชนชั้นในภาษาเยอะมาก เฉพาะ I นี่พูดได้เกือบ 20 แบบ ตั้งแต่ “ข้าพระพุทธเจ้า” ไปยัน “กู” แยกตามเพศ วัย และชนชั้น ควรจะลดการแบ่งแยกนี้ให้เหลือน้อยที่สุด โดยรวมคือลดภาษาลิเกในชีวิตประจำวัน ใช้เท่าที่จำเป็น ภาษาลิเกควรอยู่ในลิเก วรรณกรรม อะไรก็ตามที่จรรโลงใจ

‘ญี่ปุ่น’ ส่งซิกเปิดใช้ ‘โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก’ หลังมีคำสั่งระงับใช้เมื่อ 2 ปีก่อน ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 66 หน่วยงานกำกับพลังงานนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น ยกเลิกคำสั่งระงับการดำเนินงานของ ‘โรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะ’ (Kashiwazaki-Kariwa) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ในความเคลื่อนไหวซึ่งอาจปูทางไปสู่การเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้าแห่งนี้อีกครั้ง หลังจากที่ถูกสั่งปิดไปเมื่อ 2 ปีที่ก่อน

‘บริษัท โตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ โค’ (เทปโก) มีความกระตือรือร้นที่จะเปิดใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดยักษ์แห่งนี้อีกครั้งเพื่อลดต้นทุน ทว่าการเปิดโรงไฟฟ้าจำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากหน่วยงานท้องถิ่นจังหวัดนีงาตะ (Niigata) ซึ่งตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลญี่ปุ่นด้วย

โรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะ ซึ่งมีกำลังผลิตสูงถึง 8,212 เมกะวัตต์ อยู่ในสถานะ Offline หรือ ‘ไม่มีการผลิตไฟฟ้า’ มาตั้งแต่ปี 2011 หลังจากภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่จังหวัดฟุกุชิมะ ทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจสั่งปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกือบทั่วประเทศในตอนนั้น

ต่อมาในปี 2021 หน่วยงานกำกับนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น (NRA) ได้มีคำสั่งแบนการดำเนินงานของเทปโกที่โรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะ หลังพบว่า มีการละเมิดกฎความปลอดภัยหลายอย่าง ทั้งเรื่องมาตรการปกป้องวัสดุนิวเคลียร์ รวมถึงข้อผิดพลาดอื่น ๆ ที่ทำให้พนักงานซึ่งไม่ได้รับอนุญาตเข้าถึงพื้นที่เปราะบางของโรงไฟฟ้าได้

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด NRA ได้ยกเลิกคำสั่งห้ามเทปโกเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิงยูเรเนียมใหม่เข้าไปยังโรงงาน หรือโหลดแท่งเชื้อเพลิงลงสู่เตาปฏิกรณ์ โดยอ้างผลตรวจสอบที่พบว่า บริษัทได้แก้ไขปรับปรุงระบบการจัดการจนเป็นที่น่าพอใจ

ราคาหุ้นเทปโกเริ่มดีดตัวขึ้นทันที หลังจากที่ NRA ออกมาแถลงเมื่อช่วงต้นเดือน ธ.ค. ว่ากำลังพิจารณายกเลิกคำสั่งห้ามปฏิบัติการโรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะ หลังจากที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและพูดคุยกับประธานเทปโกแล้ว

‘เศรษฐา’ เตรียมผลักดัน ‘โรงไฟฟ้านิวเคลียร์’ เร่งเดินหน้า!! ทำความเข้าใจ กับประชาชน

(22 มิ.ย.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานของนายกฯ ผ่านรายการ ‘คุยกับเศรษฐา’ เป็นเทปแรก ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ดำเนินรายการโดยนายธีรัตถ์ รัตนเสวี  

ส่วนหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ นายเศรษฐา กล่าวถึงการผลักดันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ว่า การทำงานมีหลายเรื่องไม่ใช่ตัดสินใจคนเดียวได้ โดยมีทั้งพรรคร่วมรัฐบาล, ฝ่ายตรวจสอบ, รัฐสภา , ข้าราชการ และ NGO ใช้คำว่าหลาย ๆ การริเริ่มอาจมีคนแย้งบ้าง เราก็ต้องทำประชาพิจารณ์ เป็นอะไรที่คนมีข้อกังขาเช่นกัน 

นายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่าง มีผู้บ่นเรื่องค่าไฟแพงในขณะที่ค่าไฟที่ถูกที่สุด คือ พลังงานนิวเคลียร์ โดยทุกคนอยากได้หมด แต่อย่ามาอยู่บ้านฉันนะ ไปอยู่บ้านคนอื่นแล้วกัน 

“ผมก็เริ่มค้นคว้าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่านี่คือเรื่องที่เราดูอยู่” นายเศรษฐา กล่าว

ก่อนหน้านี้ นายเศรษฐา ยืนยันว่าประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องเตรียมแผนการศึกษาสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยนายเศรษฐา ระบุบนเวที Thailand Energy Executive Forum จัดโดยสถาบันวิทยาการพลังงาน (วพน.) เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2567 ว่า แม้ตอนนี้ไทยจะไม่มีแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่หลายประเทศได้มีเทคโนโลยีทั้งสหภาพยุโรป (EU) ฝรั่งเศส และจีน ซึ่งไทยสามารถเรียนรู้และเก็บข้อมูลเพื่อที่ในอนาคตหากต้องตัดสินใจจะตัดสินใจได้ถูกต้อง   

รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงานระบุว่า ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2567-2580 (PDP 2024) รักษาระดับราคาค่าไฟฟ้าไม่ให้เกิน 4 บาทต่อหน่วย จากแผนเดิม (PDP 2018) โดยค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.66 บาทต่อหน่วย

ขั้วอำนาจโลกเปลี่ยน ไทยต้องเลือกจุดยืนให้มั่น กับความสัมพันธ์ ‘จีน-อเมริกา’ ทิศทางการพัฒนา ‘พลังงาน-ปัญญาประดิษฐ์ AI’ เพื่อรองรับการเติบโต ในอนาคต

(2 ก.พ. 68) เมื่อขั้วอำนาจโลกเปลี่ยน ไทยต้องเลือกจุดยืนให้มั่น 

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ระบบขั้วอำนาจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ไม่ต่างจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้แผ่นดินโลกเป็นผืนเดียวกัน ก่อนที่จะแตกออกเป็นทวีปต่างๆ ในปัจจุบัน เมื่อแผ่นดินแยกจากกัน มนุษย์ก็เริ่มสร้างเส้นแบ่งเขตแดน เกิดเป็นรัฐชาติ อารยธรรม และมหาอำนาจที่แย่งชิงอิทธิพลกันเรื่อยมา

โลกเปลี่ยน: จากแผ่นดินเดียวสู่ขั้วอำนาจที่พลิกผัน

เมื่อย้อนมองประวัติศาสตร์ โลกเคยถูกแบ่งออกเป็น "แผ่นดินโลกเก่า" (ยุโรป เอเชีย แอฟริกา) และ "โลกใหม่" (อเมริกา) พร้อมกับการขยายอาณานิคมในศตวรรษที่ 15-19 โลกถูกจัดลำดับใหม่ตามความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ การทหาร และการปกครอง โลกเก่าถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางอารยธรรม แต่เมื่อโลกใหม่พัฒนา อเมริกากลายเป็นขั้วอำนาจหลักในศตวรรษที่ 20 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ทว่าทุกยุคย่อมมีจุดพลิกผัน วันนี้สิ่งที่เคยเป็นโลกใหม่อย่างอเมริกา กำลังเผชิญความท้าทายที่บั่นทอนอำนาจของตน ขณะที่โลกเก่าอย่างจีนและอินเดียกำลังกลับมาโดดเด่น เอเชียกำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจและการเมืองโลก อารยธรรมที่มีรากฐานยาวนานกว่า 4,000 ปี กำลังแสดงให้เห็นถึงพลังแฝงที่อาจพลิกขั้วอำนาจโลกในศตวรรษที่ 21

ไทยอยู่ตรงไหนในจังหวะเปลี่ยนขั้วอำนาจโลก??

เมื่อมหาอำนาจเดิมเริ่มถดถอย และมหาอำนาจใหม่กำลังผงาดขึ้น ประเทศไทยในฐานะที่ตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำเป็นต้องกำหนดจุดยืนให้ชัดเจน การเป็นรัฐขนาดกลางที่มีความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับทั้งจีน อเมริกา และประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ไทยอยู่ในจุดที่ต้องเลือกทางเดินอย่างรอบคอบ

1. ความเป็นกลางที่แท้จริงหรือเพียงแค่คำพูด??
ไทยมักใช้ยุทธศาสตร์ "ความเป็นกลาง" ในการรักษาผลประโยชน์ของตน แต่ในโลกที่แบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน ไทยจะสามารถรักษาสถานะนี้ได้จริงหรือไม่? หรือสุดท้ายจะถูกบีบให้เลือกข้าง??

2. โอกาสในโลกที่เอเชียกำลังนำ
หากเอเชียก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการเมืองโลก ไทยจะใช้โอกาสนี้อย่างไร? จะกลายเป็นแค่ลูกค้าทางเศรษฐกิจของจีนและอินเดีย หรือจะสามารถสร้างความแข็งแกร่งของตัวเองขึ้นมา??

3. ภัยคุกคามจากขั้วอำนาจที่ถดถอย
เมื่ออเมริกาและยุโรปเห็นว่าขั้วอำนาจกำลังเปลี่ยนไป พวกเขาอาจใช้มาตรการกดดันประเทศในเอเชียให้อยู่ในกรอบที่ตนต้องการ ไทยจะรับมือกับแรงกดดันนี้อย่างไร??

การเลือกที่สำคัญ: ไทยต้องเตรียมพร้อม

เมื่อโลกเปลี่ยน ไทยจะไม่สามารถยืนอยู่ตรงกลางได้ตลอดไป การตัดสินใจในวันนี้จะกำหนดอนาคตของประเทศไปอีกหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเสริมสร้างความสัมพันธ์กับขั้วอำนาจใหม่ หรือการปรับยุทธศาสตร์เพื่อรักษาสมดุล ไทยต้องมี "ยุทธศาสตร์ชาติ" ที่ไม่ใช่แค่การตามกระแส แต่ต้องเป็นการกำหนดอนาคตของตัวเองให้มั่นคงและแข็งแกร่งในโลกที่กำลังเปลี่ยนไป

พลังงานและ AI: จุดเปลี่ยนของยุทธศาสตร์ไทยในศตวรรษที่ 21

หลังจากที่เราได้วิเคราะห์ถึงการเปลี่ยนขั้วอำนาจโลก และความจำเป็นที่ไทยต้องกำหนดจุดยืนในยุทธศาสตร์โลก บทต่อไปที่เราต้องเจาะลึกคือ "พลังงาน" และ "AI" ซึ่งเป็นสองปัจจัยหลักที่จะกำหนดอนาคตเศรษฐกิจไทยและโครงสร้างแรงงานในยุคถัดไป

ในเวลานี้ ประชากรส่วนใหญ่ของโลกอยู่ภายใต้กลุ่มประเทศ BRICS ซึ่งกำลังขยายอำนาจทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม พวกเขาเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคหลักของโลก โดยมีจีนเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่ ดังนั้น พลังงานและเทคโนโลยีจะเป็นตัวแปรสำคัญ ที่กำหนดว่าใครจะเป็นผู้นำในโลกอนาคต

AI: หัวใจของแรงงานยุคใหม่

AI และหุ่นยนต์จะไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือเสริมของมนุษย์อีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็น "แรงงานหลัก" ในทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่แพทย์ ทหาร วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงศิลปิน แม้แต่นักดนตรีก็ต้องเรียนรู้การใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริม เพื่อแข่งขันในโลกที่อัลกอริธึมสามารถสร้างผลงานคุณภาพสูงได้

แต่ปัญหาสำคัญที่มาพร้อมกับ AI คือ พลังงาน AI ต้องใช้พลังงานมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการประมวลผลข้อมูลของโมเดล AI หรือการใช้พลังงานในการขับเคลื่อนหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ หากประเทศไทยจะพัฒนาอุตสาหกรรม AI ของตนเอง ไทยต้องตอบคำถามสำคัญว่า "เราจะหาพลังงานจากที่ไหน??"

พลังงาน : ปัจจัยที่ 5 ของมนุษยชาติ
ในอดีต ปัจจัยสี่ของมนุษย์ประกอบไปด้วย อาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย และเครื่องนุ่งห่ม แต่ในศตวรรษที่ 21 พลังงานไฟฟ้าได้กลายเป็นปัจจัยที่ 5 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ AI และหุ่นยนต์กำลังกลายเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
เราจะพึ่งพา พลังงานฟอสซิล ต่อไปไม่ได้ เพราะทรัพยากรเหล่านี้กำลังลดลงและก่อให้เกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ไทยต้องคิดใหม่เกี่ยวกับโครงสร้างพลังงานของตนเอง ซึ่งตัวเลือกหลักที่กำลังได้รับความสนใจคือ พลังงานนิวเคลียร์

นิวเคลียร์ : พระอาทิตย์เทียมแห่งอนาคตไทย?

ปัจจุบันจีนได้พัฒนาเทคโนโลยี "พระอาทิตย์เทียม" (Artificial Sun) หรือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันที่สามารถผลิตพลังงานได้มหาศาลโดยไม่ทิ้งกากกัมมันตรังสีแบบพลังงานนิวเคลียร์ฟิชชันแบบเก่า หากเทคโนโลยีนี้สำเร็จ มันจะเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของโลก อย่างสิ้นเชิง และหากไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ เราจะสามารถสร้างพลังงานสะอาดในปริมาณที่มหาศาลเพื่อรองรับเศรษฐกิจ AI ได้อย่างมั่นคง แต่การเปลี่ยนผ่านไปสู่นิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องง่าย การลงทุนต้องอาศัยวิสัยทัศน์ทางการเมือง และต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการศึกษาควบคู่กันไป

พลังงานสะอาด : เสริมทัพนิวเคลียร์
นอกจากนิวเคลียร์ ไทยควรเสริมด้วย พลังงานขยะ เช่นเดียวกับที่ประเทศสวีเดนทำ การแปลงขยะเป็นพลังงาน ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยสร้างพลังงานทางเลือกที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ซึ่งมีปริมาณขยะมหาศาลแต่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์เต็มที่
หากไทยสามารถสร้างระบบ บูรณาการพลังงาน ที่มีทั้ง พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานขยะ และพลังงานลม ไทยจะสามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของตนเอง

การปฏิรูปหน่วยงานรัฐ: กุญแจสู่ยุคพลังงานใหม่
ปัญหาของไทยไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือ "ระบบรัฐที่ล้าหลัง" ทุกวันนี้ หน่วยงานพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานรัฐอื่นๆ ยังทำงานแบบแยกส่วน ซึ่งทำให้การพัฒนาพลังงานล่าช้า ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ การออกแบบระบบรัฐใหม่ ที่สามารถ บูรณาการพลังงานและเทคโนโลยี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้นำรัฐบาลในอนาคตจะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจทั้ง AI และพลังงาน ไม่ใช่แค่การบริหารแบบเดิมๆ เพราะพลังงานคือรากฐานของเศรษฐกิจใหม่ และ AI คือแรงขับเคลื่อนของโลกอนาคต หากไม่มีพลังงานที่เพียงพอ AI ก็ไม่มีทางเติบโต และหากไม่มี AI แรงงานมนุษย์ไทยจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ไทยต้องเลือก : จะเป็นศูนย์กลาง AI หรือเพียงผู้ตาม?
ในช่วงปี 2570 เป็นต้นไป ประเทศที่สามารถ จัดการเรื่องพลังงานได้ดี จะเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของโลก ไทยจะต้องตัดสินใจว่าจะเป็น ‘ศูนย์กลางอุตสาหกรรม AI ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ หรือจะปล่อยให้ประเทศอื่นแซงหน้าไป

1. เราจะพัฒนานิวเคลียร์หรือไม่??

2. จะใช้พลังงานสะอาดอย่างไรให้คุ้มค่า??

3. ระบบรัฐจะปรับตัวได้ทันหรือไม่??

4. แรงงานไทยพร้อมสำหรับ AI หรือไม่??

คำถามเหล่านี้ต้องการคำตอบที่ชัดเจนจากทุกภาคส่วน เพราะโลกกำลังเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และไทยจะไม่มีเวลารออีกต่อไป

‘จีน’ ผนึกกำลัง ‘รัสเซีย’ สร้างบ้านหลังแรกของมนุษย์บนดวงจันทร์ ตั้งเป้าฐานถาวรพร้อมแหล่งพลังงานนิวเคลียร์ภายในปี 2035

(25 เม.ย. 68) จีนและรัสเซียเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านอวกาศอย่างต่อเนื่อง โดยลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อพัฒนาสถานีวิจัยดวงจันทร์นานาชาติ (ILRS) ร่วมกันตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 และกำหนดเริ่มภารกิจสำรวจดวงจันทร์ภายในปี 2026 ทั้งสองประเทศยืนยันเป้าหมายจะสร้างฐานทัพที่มนุษย์สามารถอาศัยอยู่ได้อย่างถาวรภายในทศวรรษหน้า

หนึ่งในเป้าหมายหลักคือการติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์บนดวงจันทร์ เพื่อรองรับการใช้พลังงานในช่วงกลางคืนอันยาวนานของดวงจันทร์ที่ไร้แสงอาทิตย์ โดย เป่ย เจ้าอวี่ (Pei Zhaoyu) หัวหน้าวิศวกรของภารกิจฉางเอ๋อ-8 (Chang’e-8) เผยว่าโรงไฟฟ้าจะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของ ILRS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 24 เมษายน ซึ่งเป็นวันอวกาศของจีน ตัวแทนของจีนและรัสเซียได้พบปะเพื่อย้ำจุดยืนร่วมด้านความร่วมมืออวกาศ โดยรัสเซียได้นำเสนอแผนการสำรวจทรัพยากรแร่ธาตุและน้ำบนดวงจันทร์ พร้อมทั้งแนวคิดใช้วัสดุจากดวงจันทร์เป็นเชื้อเพลิงในอนาคต ขณะที่จีนตั้งเป้าส่งมนุษย์เหยียบดวงจันทร์ภายในปี 2030

ระหว่างปี 2033-2035 จีนและรัสเซียมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ร่วมบนดวงจันทร์ ขณะนี้มี 17 ประเทศเข้าร่วมโครงการ ILRS และจีนตั้งเป้าขยายพันธมิตรเพิ่มเป็น 50 ประเทศ โดยเน้นกลุ่ม BRICS และประเทศกำลังพัฒนา

โครงการ ILRS ได้รับการแบ่งเป็น 3 ระยะ เริ่มจากการสำรวจและระบุตำแหน่งฐาน ทดสอบเทคโนโลยี ต่อด้วยการสร้างระบบสื่อสารและการขนส่ง ก่อนเข้าสู่ระยะสุดท้ายคือการขยายสถานีวิจัยและส่งมนุษย์ขึ้นสำรวจดวงจันทร์ โดยประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ระบุว่า โครงการนี้ “น่าสนใจและมีแนวโน้มดีมาก” ในระหว่างการเยือนจีนปี 2024

‘เวียดนาม’ เร่งปิดดีลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หวังบรรลุข้อตกลงกับ ‘รัสเซีย’ ภายใน ส.ค. นี้

(26 มิ.ย. 68) รัฐบาลเวียดนามสั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งสรุปการเจรจากับรัสเซียภายในเดือนกรกฎาคม เพื่อเตรียมลงนามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความร่วมมือก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นิญถ่วน 1 ในเดือนสิงหาคม โดยโครงการนี้มีเป้าหมายแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2030 หรืออย่างช้าที่สุดในปี 2031

บุ่ย แทงห์ เซิน รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การเจรจากับรัสเซียล่าช้ากว่ากำหนด ซึ่งอาจส่งผลต่อกระบวนการอนุมัติและดำเนินโครงการ กระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จึงถูกกำชับให้จัดตั้งคณะเจรจาโดยด่วน และต้องระบุความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายในข้อตกลงอย่างชัดเจน

ควบคู่กันนั้น ทางการเวียดนามยังรื้อฟื้นความร่วมมือกับญี่ปุ่นในโครงการนิญถ่วน 2 โดยมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ เร่งหารือและรายงานผลภายในเดือนกรกฎาคม ด้านโครงการนิญถ่วน 1 และ 2 ซึ่งอยู่ในจังหวัดนิญถ่วน จะมี การไฟฟ้าแห่งประเทศเวียดนาม (EVN) และ บริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเวียดนาม (PVN) เป็นเจ้าของโครงการตามลำดับ

รัฐบาลเวียดนามเน้นย้ำว่า การฟื้นโครงการพลังงานนิวเคลียร์มีเป้าหมายเพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เติบโตต่อเนื่อง และสนับสนุนเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำแผนการลงทุนและข้อกำหนดด้านความปลอดภัย รวมถึงการจัดสรรงบประมาณและแผนโยกย้ายชุมชนให้เสร็จสิ้นตามกรอบเวลาที่กำหนด

‘รัสเซีย’ ยืนหนึ่งครอง ‘ยูเรเนียม’ มากสุดในโลก แม้สหรัฐฯ มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่สุด แต่ยังต้องพึ่งรัสเซีย

(22 ก.ย. 68) รัสเซียยังคงครองความเป็นผู้นำตลาดยูเรเนียมโลก โดยนายคิริล โคมารอฟ (Kirill Komarov) รองผู้อำนวยการใหญ่รัฐวิสาหกิจ Rosatom เปิดเผยว่า ส่วนแบ่งตลาดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของรัสเซียสูงเกือบ 40% ทำให้ยังคงเป็นผู้เล่นอันดับหนึ่งของโลก แม้ชาติตะวันตกพยายามหาทางลดการพึ่งพารัสเซียแต่ยังคงไม่สำเร็จ

นอกจากนี้ โคมารอฟ ยังระบุว่า แม้สหรัฐฯ จะมีขีดความสามารถด้านพลังงานนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก ราว 100 กิกะวัตต์ แต่ก็ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของรัสเซียอย่างมาก สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลและความสำคัญของรัสเซียในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์โลก

‘ปูติน’ ประกาศทดสอบสำเร็จ ‘บูเรเวสต์นิก’ ขีปนาวุธพลังงานนิวเคลียร์ เจาะทะลวงระบบป้องกันได้ ‘ทุกชนิด’ ท้าทายระบบเทคโนโลยี ‘สหรัฐฯ–นาโต’

(28 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (26 ต.ค.) ว่า รัสเซียทดสอบขีปนาวุธร่อน บูเรเวสต์นิก (Burevestnik 9M730 ) สำเร็จ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์และถูกอ้างว่าสามารถเจาะแนวป้องกันขีปนาวุธได้ทุกชนิด โดยมอสโกเตรียมผลักดันให้อาวุธชนิดนี้ประจำการในกองทัพ ขณะที่การทดสอบครั้งล่าสุดเกิดขึ้นควบคู่กับการซ้อมรบนิวเคลียร์เมื่อสัปดาห์ก่อน

ผู้บัญชาการทหารสูงสุดรัสเซียระบุว่าการทดสอบเมื่อวันที่ 21 ต.ค. ขีปนาวุธบินได้ไกลราว 14,000 กิโลเมตรและคงอยู่ในอากาศประมาณ 15 ชั่วโมง ส่วนองค์การของนาโตเรียกขีปนาวุธรุ่นนี้ว่า SSC-X-9 Skyfall ซึ่งรัสเซียกล่าวถึงความพิเศษคือพิสัยแทบไม่จำกัดและเส้นทางการบินที่คาดเดายาก จึงยากต่อการสกัดโดยระบบป้องกันปัจจุบัน

ขีปนาวุธชนิดนี้ถูกนำเสนอครั้งแรกในปี 2018 โดยปูตินบอกว่าเป็นคำตอบต่อการเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ เรื่องระบบโล่ป้องกันขีปนาวุธและการขยายพันธมิตรของนาโต ปูตินยังอ้างว่าในอดีตผู้เชี่ยวชาญเคยคิดว่าขีปนาวุธเช่นนี้เป็นไปไม่ได้ แต่การทดสอบครั้งล่าสุดได้พิสูจน์ข้อกล่าวอ้างนั้น ขณะเดียวกันรัสเซียก็ดำเนินการซ้อมยิงขีปนาวุธข้ามทวีปและขีปนาวุธร่อนรุ่นอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย

การประกาศดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสัญญาณตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์ไปยังตะวันตกและอาจบีบให้นาโตต้องทบทวนมาตรการป้องกัน ขณะที่ทำเนียบขาวยังไม่ออกความเห็นอย่างเป็นทางการ แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนว่ารัสเซียยังคงยืนยันบทบาทคู่แข่งทางทหารระดับโลก และอาจทำให้ความตึงเครียดด้านนิวเคลียร์กับตะวันตกทวีความรุนแรงขึ้นหากการตอบโต้แสดงออกเป็นมาตรการจริงจังต่อกัน


 

ปั้นวงจรเทคโนโลยีครบเครื่อง หนุนเศรษฐกิจรัสเซียปี 2030 มูลค่ากว่า 128,000 ล้านดอลลาร์ ขึ้นเกมใหม่บนเวทีโลก

(07 ธ.ค. 68) มอสโก (Sputnik) องค์การพลังงานนิวเคลียร์แห่งรัฐรัสเซีย 'รอสอะตอม' เตรียมผลักดันการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจของประเทศอย่างน้อย 128,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ผ่านการพัฒนาวงจรเทคโนโลยีครบวงจร ตั้งแต่การผลิตพลังงานไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวติ้งและการพัฒนาอัลกอริทึม

อเล็กเซย์ ลีคาเชฟ ผู้อำนวยการใหญ่ของ 'รอสอะตอม' กล่าวในงานสัมมนานานาชาติของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่กรุงเวียนนา ระหว่างวันที่ 3-4 ธันวาคม ว่า "เรากำลังสร้างวงจรเทคโนโลยีที่สมบูรณ์ ตั้งแต่การผลิตพลังงานไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลคอมพิวเตอร์ การพัฒนาอัลกอริทึม และการต่อยอดสู่ผลลัพธ์เชิงปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ทั้งหมดนี้จะช่วยขับเคลื่อนสู่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการทำให้ AI สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจของประเทศเราได้อย่างน้อย 110,000 ล้านยูโรภายในปี 2030"

ลีคาเชฟชี้ว่า การผสานความเชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์เข้ากับเทคโนโลยี AI จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในภาคพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการประเด็นด้านจริยธรรม กฎหมาย และสังคม โดยเฉพาะความเสี่ยงของ AI ในภาคพลังงานนิวเคลียร์ ท่ามกลางการพัฒนาระบบอัจฉริยะที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

งานสัมมนาของ IAEA ครั้งนี้มีบริษัทกว่า 260 แห่งเข้าร่วม รวมถึงผู้แทนจาก 'รอสอะตอม' ของรัสเซียด้วย ถือเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในด้านพลังงานนิวเคลียร์และเศรษฐกิจระดับโลก


ที่มา : Sputnik

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top