Friday, 5 June 2026
พรรคไทยก้าวใหม่

‘คุณหญิงกัลยา’ ยื่นลาออกจาก ปชป. อย่างเป็นทางการ จับมือ ‘เอ้ สุชัชวีร์’ เดินหน้าปั้น ‘พรรคไทยก้าวใหม่’

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’กราบลาพระแม่ธรณี จับมือ ‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ ปั้นพรรคก้าวใหม่ ชูการศึกษาพัฒนาชาติ เตรียมเปิดตัวเร็วๆ นี้ มั่นใจทันสู้ศึกเลือกตั้ง 4 เดือน 

เมื่อเวลา 10.00 น. (19 ก.ย.68) ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เดินทางเข้าสักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผม ที่พรรคประชาธิปัตย์ หลังยื่นลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (19 ก.ย.)

จากนั้นได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลการลาออก คือ เพื่อไปตามหาความฝันที่พรรคประชาธิปัตย์เคยมอบให้ในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเรื่องน้ำเพื่อเกษตรกรที่ยั่งยืนเพราะเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้จะนำพาประเทศได้ซึ่งเป็นเรื่องที่สานต่อจากพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อถามว่าทำไมถึงทำความฝันนี้ต่อที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า เวลาของตนน้อยลงแล้ว อยู่ได้อีกไม่กี่ปี รู้สึกตัวเองไม่ค่อยมีประโยชน์ จึงต้องทำตัวให้มีประโยชน์ อย่างไรก็ตามตนรักและเคารพพรรคประชาธิปัตย์ มาตลอด 25 ปี ไม่เสื่อมคลาย ทั้งนี้ตนได้เข้าไปลานายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตหัวหน้าพรรคแล้ว ซึ่งนายชวนอวยพรให้ประสบความสำเร็จ

“กราบขอบพระคุณท่านชวน ท่านบัญญัติท่านจุรินทร์ ท่านอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคที่เราอยู่ด้วย รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้โอกาสและสนับสนุนส่งเสริมให้ได้ทำสิ่งที่มีความเชื่อมาโดยตลอดและเป็นสิ่งที่ดีงามแก่ประเทศชาติ แม้ตอนนี้ถดถอยลงไปมากแล้ว น่าจะเป็นโอกาสที่น่าจะใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการศึกษาและเรื่องน้ำ มาแก้ วิกฤตของประเทศชาติ” คุณหญิงกัลยา กล่าว

เมื่อถามว่าจุดอ่อนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ควรปรับปรุงในขณะนี้คืออะไร คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า พรรคคงต้องคิดอะไรใหม่ๆ และคนรุ่นใหม่มาทำให้ก้าวหน้าทันสมัย เพราะทุกๆพรรคมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราก็ผ่านความยากลำบาก ดีและไม่ดีเป็นฝ่ายค้านเป็นรัฐบาล มานานก็เป็นประสบการณ์เยอะถ้าคนรุ่นใหม่เข้ามา ซึ่งตนยังสนับสนุนการทำงานเพื่อประเทศชาติอยู่ตลอดเวลา โดยตั้งใจไว้ว่าชีวิตที่เหลือจะทำเพื่อประเทศชาติและเยาวชนของชาติ

เมื่อถามถึงการไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ยอมรับว่าคุยมาสักพักหนึ่งแล้ว และสนับสนุนด้านนี้เพื่อให้นำพาประเทศพ้นวิกฤตและเป็นหนทางที่ตนเชื่อตลอดเวลา เพราะตนเกิดบ้านนอก หากไม่มีศึกษา ไม่มีความรู้มายืนอยู่ตรงนี้ไม่ได้ และที่ผ่านมาขณะที่ตนอยู่กระทรวงศึกษาทำเรื่องน้ำและเรื่องการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ ขณะนี้น้ำลงสู่ชุมชนแล้ว

เมื่อถามย้ำว่าจะไปอยู่พรรคเดียวกับนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ที่พรรคไทยก้าวใหม่ หรือไม่ คุณหญิงกัลยา ยอมรับว่าคุยกันพักใหญ่แล้วและรู้สึกว่าพรรคของนายสุชัชวีร์เป็นหลักเป็นฐานขึ้นแล้ว ซึ่งจะมีการเปิดตัวพรรคในเร็วๆ นี้ โดยที่ทำการพรรคอยู่ย่านรัชดาภิเษก ส่วนจะทันการเลือกตั้งในการเลือกตั้งอีก 4 เดือนข้างหน้าหรือไม่ต้องถามนายสุชัชวีร์ แต่ตนเห็นความคืบหน้าและเชื่อว่าจะทัน ส่วนบุคคลที่จะเข้ามาร่วมกันทำงานในพรรคนั้นต้องให้นายสุชัชวีร์บอกอีกครั้ง เพราะต้องการรวบรวมคนในประเทศทุกๆ กลุ่มที่เห็นความสำคัญกับการศึกษามาร่วมแรงร่วมใจพาประเทศชาติพ้นวิกฤต

เมื่อถามว่า พรรคใหม่จะมีอะไรไปสู้ พรรคอื่นๆ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า รายละเอียดขอให้หัวหน้าพรรคและเจ้าของพรรค เป็นคนอธิบายดีกว่า เชื่อว่าคงมีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่มีความเป็นห่วงเป็นใยประเทศชาติเพราะทุกอย่างถดถอยหมดและเป็นห่วงลูกหลาน 

“ประชาชนส่วนใหญ่ที่เห็นความสำคัญและขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมพาประเทศชาติพ้นวิกฤต ซึ่งถึงเวลาแล้วที่จะมาร่วมกันเราไม่อยากทำสิ่งที่เราคิดว่าไม่ควรทำ เราอยากนับหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมือง ถ้าไม่มีใครที่กล้าจะชูธงว่าจะเราจะทำเพื่อบ้านเมือง เพื่อคนไทยเพื่อประเทศไทยให้ทันสมัย และสู้ประเทศอื่นได้ด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” คุณหญิงกัลยา กล่าว

เมื่อถามว่าหนักใจหรือไม่ที่การเมืองยุคนี้สู้กันด้วยทุน แต่พรรคใหม่ที่จะตั้งเน้นเรื่องการศึกษา คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่ที่เห็นความสำคัญ เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะทำร่วมกัน ไม่อยากทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าไม่ควรทำ ถ้าไม่เริ่มตอนนี้จะไม่นับหนึ่ง ประเทศและการเมืองไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีใครกล้าชูธงว่าต้องทำเพื่อบ้านเมืองเพื่อคนไทย ประเทศไทยให้ทันสมัย เพื่อสู้ประเทศอื่นได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่คุณหญิงกัลยาให้สัมภาษณ์แล้วเสร็จ ได้นำหนังสือ “เธอคือกัลยา” มาฝากให้สื่อมวลชนด้วย

‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ นัดเปิดตัว 'พรรคไทยก้าวใหม่' 3 ต.ค.นี้ ปักธงนโยบายด้านการศึกษาเดินหน้าสู่การเมืองยุคใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (1 ต.ค.68) ทีมสื่อสารของพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ออกหนังสือเชิญเปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่อย่างเป็นทางการ ในวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2568

โดยหนังสือเชิญ ระบุช่วงหนึ่งว่า “ถึงเวลาประเทศไทยก้าวใหม่” ขอเชิญร่วมงานแถลงการณ์วิสัยทัศน์พรรคไทยก้าวใหม่อย่างเป็นทางการ" ภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

เพื่อก้าวสู่การเมือง ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ ความสามารถ ความเป็นมืออาชีพ และพลังของคนไทยทุกคน เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และเป็นธรรมสำหรับคนไทย

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตใหม่ไปด้วยกัน วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ ทรูดิจิทัล พาร์ค (ฝั่งตะวันตก) ห้องแกรนด์ฮอลล์ (ฮอลล์ 2,3) ชั้น 3 

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือที่รู้จักในนาม ดร.เอ้ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และอดีตอธิการบดี สจล. หลังจากประกาศลาออกจากพรรคเก่าแก่อย่างเป็นทางการท่ามกลางกระแส "เลือดไหลไม่หยุด" ในพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเปิดตัวเดินหน้าก่อตั้ง "พรรคไทยก้าวใหม่"

โดยชูอุดมการณ์หลักคือการปฏิรูปประเทศผ่านนโยบาย "การศึกษานำการพัฒนา" ดร.เอ้ ยืนยันว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องนำนโยบายเข้าสู้ และพร้อมดึงบุคลากรระดับ "ปูชนียบุคคลด้านการศึกษา" เข้าร่วมทีม  

การลาออกของ ดร.สุชัชวีร์ เป็นข่าวใหญ่ในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เขาเคยเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. คนสำคัญที่เคยทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาอยู่ใน “สปอตไลต์การเมือง”  

ดร.เอ้ ได้เปิดใจถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ โดยยืนยันว่าการลาออกไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งส่วนตัวกับบุคคลในพรรค และจบกันด้วยดี แต่แรงจูงใจที่แท้จริงคือความต้องการที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างเต็มที่

"ประชาธิปัตย์เป็นโรงเรียนที่ดี แต่วันนี้ผมอยากลงมือเปลี่ยนประเทศจริงๆ" 

ดร.เอ้ ชี้ว่าสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้มีวิกฤตหลายด้าน ทั้งการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคง ซึ่ง "รอไม่ได้จริงๆ" และปัญหาทั้งหมดมีต้นตอมาจากโครงสร้างการพัฒนาคนและโครงสร้างเศรษฐกิจที่บิดเบี้ยว  

ชู ‘การศึกษานำการพัฒนา’ และ AI เป็นธงนำพรรคไทยก้าวใหม่ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากการเปลี่ยนชื่อและโครงสร้างของพรรคการเมืองเดิม ได้ประกาศวิสัยทัศน์ที่เน้นการใช้ความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพในการแก้ปัญหาระดับประเทศ

แกนหลักของอุดมการณ์คือ 'การศึกษานำการพัฒนา' ดร.เอ้ ระบุว่า หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน จุดเริ่มต้นคือการพัฒนาคนและการสร้างการศึกษา  

พลเมืองชั้น 1 ของโลก: ดร.เอ้ ตั้งเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างประเทศไทยสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และให้คนไทยเป็น 'พลเมืองชั้น 1 ของโลก' โดยการปฏิรูปการศึกษาคือ 'ธนูดอกแรก' ที่จะนำการเมืองเพื่อสร้างประเทศ

เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่: นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการสร้าง "เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ด้วย AI" โดย ดร.เอ้ ชี้ว่าไทยไม่สามารถพึ่งพาเพียงภาคการท่องเที่ยวได้ และต้องมองหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขั้นสูง เพื่อให้ไทยเป็นต้นน้ำของสินค้ามูลค่าสูง

โมเดลการหาเสียงแบบไร้เงินทุน: ดร.เอ้ ยังได้ท้าทายขนบธรรมเนียมทางการเมืองแบบเก่า ด้วยการลั่นว่าพรรค 'ไร้เงินทุน' แต่พร้อมที่จะนำนโยบายเข้าแข่งขัน เพื่อท้าทายความคิดที่ว่า "เงินไม่มากาไม่เป็น"

‘ดร.เอ้’ ชูบทเรียน!! ‘เจนนี่ฟีเวอร์’ รัฐอย่าลงมาแข่ง TikTok–Shopee หันสร้าง Live-to-World หนุนแม่ค้าไทย ปั้นเครดิตดิจิทัลให้เข้าถึงทุน ดันเศรษฐกิจ Digital Trust สู่ตลาดโลก

(21 พ.ย. 68) ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 68 ถึงประเด็นจาก "เจนนี่ฟีเวอร์" ถึง "ธุรกิจออนไลน์" ที่รัฐต้องสนับสนุน "คนไทยขายได้ทั่วโลก"

ปรากฏการณ์ "เจนนี่ ได้ (ขาย) หมดถ้าสดชื่น" คือ “แม่ค้าคนไทยเก่งมาก” ผมเห็นการขายเก่ง ขายสนุกมาก ทำให้ต้องติดตามเป็นชั่วโมง ได้เข้าใจแพลตฟอร์ม และ ยอมรับว่า "สร้างรายได้มากจริง" จากออนไลน์

แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกแม่ค้าอีกจำนวนไม่น้อย ที่มี "ของดี-แต่ขายไม่เก่ง" อยากมาพึ่งพาระบบเจนนี่ เพราะยังไม่เข้าใจ Algorithm หรือ "ระบบหลังบ้าน" ของแพลตฟอร์ม

"เจนนี่ฟีเวอร์" จึงสะท้อนจุดแข็งและช่องว่างของ "เศรษฐกิจดิจิทัล" ของประเทศไทย ได้อย่างชัดเจน

คนไทย ยังขาดอยู่ 3 เรื่องสำคัญคือ
1. คนไทยยังขาดช่องทางการขายใน "ตลาดสากล" ที่ใหญ่ขึ้น เพราะกำลังซื้อในประเทศมีจำกัด ลองคิดดูหาก เจนนี่ขายเป็นภาษาอังกฤษ หรือได้ AI แปลภาษา ถึงตลาดโลก จะทำยอดขายได้แค่ไหน ผมมั่นใจทะลุพันล้านแน่ เพราะขายสนุกมาก

2. คนไทยยังมีความเข้าใจ "ระบบหลังบ้าน" และ "การบริหารคอนเทนต์ออนไลน์" น้อยมาก และยังไม่ทั่วถึง ทำให้ขายไม่ได้ หรือ ขายไม่ดี ทั้งที่มีสินค้าที่แข่งขันได้

3. รัฐยังไม่มี ระบบวัด "เครดิตดิจิทัล" ของผู้ค้า (Digital Credit) โดยเฉพาะในกลุ่ม SME, เกษตรกร, พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และแรงงานอิสระ — กลุ่มที่มัก “ไม่มีข้อมูลเครดิตในระบบธนาคาร” แต่ปัจจุบันสามารถ “สร้างความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ” ผ่านข้อมูลดิจิทัลได้ ระบบนี้จะช่วยให้รัฐรู้ว่าควรสนับสนุนใคร และสนับสนุนอย่างไร

หลายคน หลายกลุ่มหวังดี เสนอให้รัฐสร้าง "แพลตฟอร์มแห่งชาติ" เป็นของตัวเอง แข่งกับ TikTok Lazada หรือ Shopee ...

แต่เกมของ E-Commerce ไม่ได้อยู่ที่การสร้างระบบ แต่คือเกมของ “ทุน /ความเร็ว / และการขยายให้เร็วพอ”
เราจะเห็นได้ว่า Shopee และ TikTok ใช้เวลาหลายปี ขาดทุนหลายพันล้าน-หมื่นล้าน กว่าจะยึดตลาดได้

มันคือเกมของการ “เผาเงิน" เพื่อยึดพฤติกรรมผู้บริโภค และ ต้องมี "ฐานทุน" และ "ฐานคนเบื้องหลัง" ขนาดมหาศาลรองรับ

ดังนั้น รัฐไม่ควรลงมาแข่งในสนามนี้ เพราะ
1. "ช้าเกินไป" ในเชิง "เทคนิคและเวลา" ที่เอกชนได้ทุ่มนำหน้าทั้งโปรแกรมเมอร์จำนวนมหาศาล และเทคโนโลยี

2. "ต้นทุนสูงเกิน" กว่าจะบริหารให้มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านระบบ การตลาด และบริการลูกค้า ทั้งรัฐไม่ควรแข่งกับเอกชนเอง

3. และสุดท้าย มันคือการ “แย่งตลาดเดิม” แทนที่จะ “สร้างตลาดใหม่” ที่ใหญ่กว่า

รัฐต้องมากำกับดูแลแพลตฟอร์ม และคนใน Ecosystem เช่น ขนส่งก็ต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่ลดต้นทุน จนคลังแตก (คลังแตกในวงการ e-commerce คือ สินค้าขนส่งเยอะ แต่ขนส่งลดต้นทุน ทำให้พนักงานลาออก จนส่งพัสดุไม่ทัน พัสดุเสียหาย แม่ค้าขาดทุน)

"พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐ “สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem)” ที่ทำให้พ่อค้าแม่ค้าไทยเติบโตได้อย่างเท่าเทียมในตลาดระดับโลก

"พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐควรทำหน้าที่เป็น “ผู้ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” และ “ผู้สร้างกติกาที่แฟร์กับทุกฝ่าย”

รัฐจึงไม่ใช่ผู้เล่นในสนาม แต่เป็นคน “สร้างสนามที่ดีกว่าเดิม”

"พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐทำ คือ สิ่งที่ภาคเอกชนไม่ทำ แต่ประเทศต้องมี เช่น
ระบบ "Live-to-World Platform" ไลฟ์สู่ตลาดโลก — เพื่อพาแม่ค้าไทยขายของได้ทั่วโลก โดยใช้ฐานข้อมูลจาก "กรมการค้าต่างประเทศ" ร่วมกับ "ทูตพาณิชย์" ทั่วโลก วิเคราะห์ตลาดให้แม่นยำ ผนวกกับเทคโนโลยี "AI แปลภาษาแบบเรียลไทม์" ให้แม่ค้าพูดไทยแต่ขายได้ทุกประเทศ

เชื่อมระบบกับ "กรมศุลกากร" และ "โลจิสติกส์ระหว่างประเทศ" ที่พร้อมส่งออกสินค้าไทย ตั้งแต่ผ้าไทย เครื่องสำอาง สมุนไพร อาหารไทย สินค้าการเกษตรไทย ไปจนถึงแพ็กเกจท่องเที่ยว ขายไปทั่วโลกได้จริง ๆ

"พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้เกิดระบบวัด "เครดิตดิจิทัล"Digital Credit Score สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์
นี่คือนวัตกรรมเชิงนโยบายที่จะ “ปลดล็อกทุนมนุษย์” ของแม่ค้าไทย

เราสามารถใช้ข้อมูลจริง เช่น อัตราการส่งของตรงเวลา รีวิวเชิงบวก การคืนเงิน และการปฏิบัติตามกฎหมายผู้บริโภค เพื่อคำนวณ “เครดิตทางเศรษฐกิจดิจิทัล” ที่สะท้อนความน่าเชื่อถือของผู้ขาย

ร้านที่มีผลงานดีจะเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ลูกค้าก็มั่นใจที่จะซื้อ รัฐและธนาคารก็มีข้อมูลชัดในการสนับสนุนและบริหารความเสี่ยง

สุดท้ายจะเกิดเป็น "เศรษฐกิจแห่งความไว้ใจทางดิจิตอล" หรือ "Digital Trust Economy" ที่ยุติธรรม โปร่งใส และแข่งขันได้จริง ได้ประโยชน์ทั้ง "ผู้ซื้อ และ ผู้ขาย"

ดังนั้น รัฐไม่ต้องสร้างแพลตฟอร์มใหม่ ไม่ต้องมี “แพลตฟอร์มขายของของรัฐ” ไม่ต้องแข่งกับเอกชน แต่จะต้องสร้าง “ระบบความเชื่อมั่น” ให้ผู้ประกอบการไทยเดินได้ "เร็วและไกลกว่าเดิม"

เพราะในยุคที่โลกแข่งขันกันด้วย “ความเร็วและความเชื่อมั่น” ความไว้ใจทางดิจิตอล "Digital Trust" คือทุนที่มีค่ามากที่สุดของศตวรรษนี้

"พรรคไทยก้าวใหม่" เร่งผลักดันให้เกิด “ระบบข้อมูลกลาง + กติกากลาง + สนามแข่งขันที่ยุติธรรม”
เพื่อให้ผู้ค้าไทยสามารถ “ขายไปทุกที่ทั่วโลก”
โดยมีรัฐเป็น "ผู้หนุนหลังข้อมูล" ไม่ใช่ "ผู้ขายสินค้าเอง"

‘ดร.เอ้’ เสนอแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ทั้งมาตรการเร่งด่วน และมาตรการระยะยาว ช่วยพี่น้องชาวใต้ไม่ให้เจออุทกภัยซ้ำ

(1 ธ.ค. 68) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ เสนอแก้น้ำท่วมหาดใหญ่เป็น 2 ชั้นใหญ่ ๆ 1. มาตรการเร่งด่วน – เจาะเปิดถนนลพบุรีราเมศวร์ชั่วคราว ระบายน้ำออกให้เร็วที่สุด 2. มาตรการระยะยาว – สร้าง “อุโมงค์ระบายน้ำลอดใต้เมืองหาดใหญ่” + ปฏิรูปผังเมือง/ผังน้ำ ใช้พันธบัตรโครงสร้างพื้นฐานระดมทุน

1. มุมมองสาเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ (ตามที่ ดร.สุชัชชวีร์อธิบาย)

สาเหตุสำคัญด้านวิศวกรรมคือ ถนนลพบุรีราเมศวร์ สร้าง “ขวางทางน้ำ” จากเมืองหาดใหญ่ลงสู่ ทะเลสาบสงขลา

ภาพถ่ายดาวเทียมชี้ว่า มวลน้ำขาดตอนตรงแนวถนน ทำให้ถนนทำหน้าที่เหมือน “คันกั้นน้ำ/เขื่อนยักษ์” น้ำเลยค้างอยู่ฝั่งเมืองหาดใหญ่ ระบายออกไม่ทัน จนน้ำสูง 3–4 เมตรในบางจุด 

หาดใหญ่เองเดิมมีคลองและทางน้ำธรรมชาติหลายสาย แต่ถูกบุกรุก/กลายเป็นชุมชน ทำให้ แทบไม่มีทางระบายน้ำธรรมชาติในเมืองเหลืออยู่ แล้ว 

2. แนวทาง “เร่งด่วน” แก้น้ำท่วมหาดใหญ่

2.1 เจาะเปิดคันถนนลพบุรีราเมศวร์ชั่วคราว

ดร.สุชัชชวีร์เสนอว่า ถ้าจะให้น้ำลดเร็วสุด ต้อง เปิดทางให้น้ำไหลจากเมืองหาดใหญ่ลงทะเลสาบสงขลาให้ไวที่สุด โดย

1. “เจาะเปิดคันถนน” ลพบุรีราเมศวร์หลายจุด

เปิดเป็นช่องระบายน้ำขนาดพอเหมาะ หลายตำแหน่ง

ให้มวลน้ำที่ค้างในเมืองไหลผ่านถนนไปยังพื้นที่รับน้ำและต่อเนื่องสู่ทะเลสาบสงขลาได้เร็วขึ้น
 

2. ใช้ สะพานเหล็กเคลื่อนที่ของกรมทหารช่าง/กองทัพภาคที่ 4

นำสะพานเหล็กแบบทหาร (ใช้ลำเลียงรถถัง/ยุทโธปกรณ์) มาวาง “คร่อม” จุดที่เจาะถนน

ทำได้เร็วในระดับ “ไม่กี่นาที” ต่อจุด (ตามศักยภาพที่เคยไปดูที่กรมทหารช่าง ราชบุรี)

รถยังสัญจรได้ ขณะเดียวกันก็เปิดช่องระบายน้ำด้านล่างด้วย 

3. อพยพ/ดูแลพื้นที่ปลายน้ำอย่างเป็นธรรม

พื้นที่ที่เป็นทางผ่านของน้ำหลังเจาะถนน แม้จะมีบ้านเรือนน้อยกว่าในเมือง ก็ต้องมีการอพยพ ชดเชย และจัดการอย่างยุติธรรม ไม่ให้คนปลายน้ำเดือดร้อนแบบไร้การดูแล 

ดร.เอ้ย้ำว่า ถ้าไม่กล้าตัดสินใจ “เปิดคันถนน” ตอนนี้ น้ำก็จะลงช้าและความเสียหายจะยืดเยื้อไปอีก อยู่ที่ “ความกล้าหาญของผู้นำ” ว่าจะกล้าทำหรือไม่ 

3. แนวทาง “ระยะยาว/ถาวร” ที่เสนอ

3.1 สร้าง “อุโมงค์ระบายน้ำลอดใต้เมืองหาดใหญ่”

เสนอให้สร้าง อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ใต้ดิน ลอดใต้เมืองหาดใหญ่ เพื่อพาน้ำจากลุ่มน้ำในเมืองออกสู่คลองหลัก/ทะเลสาบสงขลา
 

ข้อดีที่ยกตัวอย่าง:

ไม่ต้องเวนคืนที่ดินยาว ๆ เหมือนการขุดคลองเปิดโล่งกลางเมือง (ซึ่งช้าและแพงมาก) เป็นวิธีที่ หลายเมืองใหญ่ เช่น ฮ่องกง โตเกียว สิงคโปร์ ใช้แก้น้ำท่วมเมืองแล้วได้ผล งานวิศวกรรมซับซ้อนน้อยกว่าอุโมงค์รถไฟ/รถยนต์ใต้ดินด้วยซ้ำ 

มองว่าถ้าขับเคลื่อนจริงจัง อุโมงค์นี้ อาจเห็นเป็นรูปธรรมได้ใน 2–3 ปี หลังเริ่มสร้าง 

3.2 ปฏิรูป “ผังเมือง + ผังน้ำ” หาดใหญ่

หาดใหญ่เคยมีการพูดเรื่องผังน้ำ/อุโมงค์มาตั้งแต่หลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2553 แต่ไม่เกิดการปฏิรูปจริงจัง 

ดร.สุชัชชวีร์เสนอให้จัดทำ ผังเมืองที่สอดคล้องกับทางน้ำ:

กันพื้นที่รับน้ำ/พื้นที่ลุ่มต่ำไว้ ไม่ให้ถูกถมเป็นที่อยู่อาศัย-เชิงพาณิชย์

ปกป้องคลอง/ทางน้ำที่เหลืออยู่ไม่ให้ถูกบุกรุก

วางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ (ถนน สะพาน ฯลฯ) ให้ “ไปกับน้ำ” ไม่ใช่ “ขวางน้ำ” เช่นกรณีถนนลพบุรีราเมศวร์ 

3.3 วิธีหาเงินสร้าง ไม่เพิ่มภาระงบประมาณ

เสนอให้ระดมทุนด้วย “พันธบัตรโครงสร้างพื้นฐาน” (Infrastructure Bond) ภาครัฐออกพันธบัตร เพื่อให้ประชาชน/เอกชนซื้อ แทนเอาเงินไปฝากธนาคารดอกเบี้ยต่ำ รัฐให้ดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยฝากประจำ เพื่อจูงใจให้ลงทุน

ทำให้ ไม่ต้องดึงงบประมาณภาษีปีต่อปีมาสร้างทั้งหมด และไม่ต้องกู้เพิ่มมาก 

4. สรุปให้สั้นที่สุด

ถ้าเอาคำตอบแบบสั้นมาก ๆ ตามแนวคิดของ ดร.สุชัชชวีร์ คือ

1. ตอนนี้ (เร่งด่วน)

เจาะเปิดถนนลพบุรีราเมศวร์หลายจุด

ใช้สะพานเหล็กทหารวางคร่อม เพื่อให้น้ำไหลผ่านไปทะเลสาบสงขลาได้เร็วสุด

2. อนาคต (ระยะยาว/ถาวร)

สร้าง “อุโมงค์ระบายน้ำใต้เมืองหาดใหญ่” เหมือนเมืองใหญ่ต่างประเทศ

ปรับผังเมือง–ผังน้ำใหม่ทั้งระบบ

ใช้ “พันธบัตรโครงสร้างพื้นฐาน” หาเงิน ไม่ต้องพึ่งแต่งบประมาณแผ่นดิน
 

ต้องทุบโต๊ะเรื่องการศึกษา ไม่ใช่เพียงคำพูดสวยหรู แบบเอกสารราชการ เพื่อยกเครื่องในอนาคตมันสมองของไทย

ถึงเวลาที่ ‘ไทยก้าวใหม่’ ต้องทุบโต๊ะเรื่องการศึกษา 

ไม่ใช่พูดสวย ๆ แบบเอกสารราชการอีกต่อไป

 

สอง–สามปีที่ผ่านมา การเมืองไทยเต็มไปด้วยคำใหญ่ ๆ 

ทั้ง “ปฏิรูปประเทศ”, “ยกเครื่องเศรษฐกิจ”, “ปรับโครงสร้างการเมือง” 

 

แต่สำหรับคนธรรมดาทั้งประเทศ ชีวิตจริงมันผูกอยู่กับคำง่าย ๆ แค่ไม่กี่คำเท่านั้น คือ 

“ลูกจะโตมาเป็นอะไร” 

และ 

“รุ่นลูกจะลำบากเท่าพ่อแม่ไหม”

 

นี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้ “การศึกษา” กลายเป็นสนามรบสำคัญที่สุดของการเมืองยุคใหม่ 

 

และนี่ก็เป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้หลายคนจับตา “พรรคไทยก้าวใหม่” 

ซึ่งประกาศตัวตั้งแต่วันแรกว่า จะเอาเรื่องการศึกษาเป็นธงนำของพรรค 

เชื่อว่า “การศึกษาคือยาแก้จนที่ดีที่สุด” และอยากพาประเทศนี้ออกจากกับดักแรงงานราคาถูก 

ไปสู่ประเทศที่อยู่ได้ด้วย “มันสมอง” มากกว่า “แรงงานถูก”

 

แต่ปัญหาคือ… 

 

ในสายตาคนดู ทีวี–ติ๊กต็อก–เฟซบุ๊กส่วนใหญ่ 

คำว่า “ปฏิรูปการศึกษาไทย” ยังฟังดูไกลตัว 

เหมือน “ภาษากระดาษ” มากกว่า “คำสัญญาเรื่องอนาคตของลูก”

 

จนมีคำวิจารณ์แบบตรง ๆ ว่า 

 

“ไทยก้าวใหม่ ต้องโฟกัส ขายฝันปฏิรูปการศึกษาไทย 

ด้วยการสื่อสารที่ตรง ๆ และแรง ๆ กว่านี้ ถึงจะมีคะแนนเสียง”

 

คำถามคือ ถ้า “ไทยก้าวใหม่” อยากจะเป็น “ทางเลือกใหญ่ของประเทศ” จริง ๆ 

การพูดเรื่องการศึกษาต้องเปลี่ยนไปแค่ไหน?

 

--------------------------------------------------

1. การศึกษาไม่ใช่นโยบายหนึ่งในหลายข้อ 

แต่มันคือ “ชะตาชีวิตของลูกคนดู”

--------------------------------------------------

 

เวลาพรรคการเมืองพูดเรื่องเศรษฐกิจ 

คนจำนวนมากยังรู้สึกว่าเป็นเรื่อง “ภาพใหญ่” – GDP, หนี้สาธารณะ, ดอกเบี้ย ฯลฯ 

 

แต่พอพูดถึง “การศึกษา” ทุกอย่างจะเปลี่ยนทันที 

เพราะมันโยงตรงเข้าไปถึง “หน้าเด็กที่บ้าน” 

 

พ่อแม่ไทยแทบทุกบ้านรู้สึกคล้ายกันว่า

 

- ลูกเรียนหนักตั้งแต่อนุบาลยันมหาวิทยาลัย 

- เสาร์–อาทิตย์ต้องเสียเงินกวดวิชา 

- จบมาเงินเดือนเริ่มต้นต่ำกว่าค่าครองชีพจริง 

- ทำงานไม่ตรงสิ่งที่เรียน เพราะระบบไม่เคยเตรียมทักษะให้ตรงกับตลาด 

 

ดังนั้น การศึกษาไม่ใช่แค่ “ระบบ” แต่มันคือ “คำตอบว่าลูกฉันจะรอดไหมในโลกใหม่”

 

ถ้า “ไทยก้าวใหม่” จะยืนบนธงการศึกษาอย่างจริงจัง 

ภาษาที่ใช้จึงต้องขยับจากประโยคแบบ

 

“เราจะปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาไทย…”

 

มาเป็นประโยคแบบ

 

- “อีก 10 ปีข้างหน้า ลูกคุณต้องพูดได้อย่างน้อย 3 ภาษา 

  และหาเงินจากทั้งโลกได้ แม้อยู่ต่างจังหวัด” 

 

- “เราจะไม่ปล่อยให้ลูกคุณเรียนหนัก 20 ปี 

  แล้วมาจบที่เงินเดือน 15,000 บาทเหมือนรุ่นพ่อแม่อีกต่อไป”

 

นี่แหละคือ “การขายฝันทางการศึกษา” แบบที่คนเห็นภาพอนาคตของลูกตัวเองได้ทันที 

ไม่ใช่แค่นโยบายสวย ๆ ในเอกสาร

 

--------------------------------------------------

2. ปัญหาของการพูดเรื่องการศึกษาแบบเดิม ๆ ของการเมืองไทย

--------------------------------------------------

 

ทุกวันนี้ เวลาพูดถึงนโยบายการศึกษา เรามักได้ยินคำคุ้นหูอย่าง

 

- ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย 

- พัฒนาศักยภาพครูยุคใหม่ 

- เพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา 

- ปฏิรูปโครงสร้างกระทรวง ฯลฯ 

 

คำเหล่านี้ “ฟังดูดี” แต่มีปัญหาใหญ่ 3 ข้อ:

 

1. มันคือ “ภาษาเอกสาร” ไม่ใช่ “ภาษาคนดู” 

   คนฟังส่วนใหญ่ไม่รู้เลยว่า สุดท้ายชีวิตลูกจะเปลี่ยนยังไง

 

2. มันพูดถึงระบบ มากกว่าพูดถึงคน 

   แต่คนธรรมดาไม่ได้อินกับคำว่า “โครงสร้าง” เท่ากับอินกับคำว่า “ลูกฉัน”

 

3. มันไม่กล้าพูดความจริงแรง ๆ ที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว

 

   เช่น 

   - เด็กไทยเรียนเยอะ แต่ทักษะใช้งานจริงแพ้ประเทศเพื่อนบ้าน 

   - ระบบการศึกษาผลิต “แรงงานราคาถูก” มากกว่า “สมองราคาแพง” 

 

เมื่อไทยก้าวใหม่พูดเรื่องการศึกษาในภาษานโยบายที่ “ปลอดภัยเกินไป” 

ผลคือ คนจำนวนมากรู้สึกว่า “ก็เหมือนทุกยุคที่ผ่านมา” 

 

ทั้งที่จริง ๆ แล้ว พรรคนี้ตั้งใจเอาการศึกษาเป็นธงนำมากกว่าหลายพรรคเดิมเสียด้วยซ้ำ

 

--------------------------------------------------

3. สำหรับไทยก้าวใหม่ 

คำว่า “ตรงและแรง” ควรแปลว่าอะไร?

--------------------------------------------------

 

“ตรงและแรง” ไม่ได้แปลว่าตะโกนด่าใคร หรือเล่นดราม่าให้เป็นข่าว 

แต่สำหรับ “ไทยก้าวใหม่” “ตรงและแรง” ควรแปลว่าอย่างน้อย 4 ข้อนี้:

 

3.1 กล้าพูดความจริงที่ระบบไม่อยากให้พูด

 

- “เด็กไทยส่วนใหญ่ถูกบังคับให้เรียนเพื่อสอบ 

  ไม่ได้ถูกสอนให้เรียนเพื่อใช้ชีวิตจริง” 

 

- “รัฐไทยสอนเด็กให้เป็นแรงงานราคาถูก 

  แทนที่จะสอนให้เป็นเจ้าของธุรกิจ นักนวัตกรรม หรือสมองแพงของโลก”

 

3.2 ผูกปัญหากับเงินในกระเป๋า และอนาคตของลูกให้ชัด

 

- “ถ้าระบบการศึกษายังแบบเดิม 

  รุ่นลูกคุณจะหาเงินได้ยากกว่ารุ่นคุณ 

  ในโลกที่ต้องแข่งกับทั้งคนทั้ง AI” 

 

- “ถ้าไม่เปลี่ยนห้องเรียนวันนี้ 

  อีกสิบปีข้างหน้า เด็กไทยจะถูกแย่งงาน 

  ทั้งโดยหุ่นยนต์ และแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน”

 

3.3 กล้าบอกว่า “ใครได้อะไร ใครต้องเสียอะไร” จากการปฏิรูป

 

การปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่แค่เพิ่มวิชาใหม่ แต่แปลว่า

 

- ระบบงบประมาณต้องถูกตรวจสอบมากขึ้น 

- วิธีประเมินครูต้องเปลี่ยน จาก “เอกสารหนา” เป็น “คุณภาพเด็ก” 

- อำนาจส่วนกลางต้องถูกแชร์ให้โรงเรียน–พื้นที่มากขึ้น 

 

ถ้าไทยก้าวใหม่ไม่กล้าพูดภาพนี้ให้ชัด 

คนก็จะรู้สึกว่า “ก็แค่เปลี่ยนชื่อโปรเจกต์ แต่ระบบเดิมอยู่ครบ”

 

3.4 เล่าปลายทางให้เห็นภาพ ไม่ใช่แค่คำสวย ๆ

 

แทนที่จะพูดว่า “ยกระดับสู่มาตรฐานสากล” แบบลอย ๆ 

ควรเล่าให้เห็นภาพชัด ๆ ว่า

 

- เด็ก ม.ปลายไทยจะต้องมี “โปรเจกต์จริง” ก่อนจบ 

  ขายของจริง ทำธุรกิจจริง หรือทำวิจัยจริงสักอย่าง 

- เด็กอาชีวะต้องได้ไปฝึกงานกับเอกชนที่มีเทคโนโลยีจริง 

  ไม่ใช่แค่ฝึกในห้องแลบเก่า ๆ

 

นี่คือ “ความแรง” ในแบบที่ไม่ต้องเสียงดัง 

แต่ทำให้คนรู้สึกว่า ไทยก้าวใหม่เอาจริงกับการเปลี่ยนระบบ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนคำพูด

 

--------------------------------------------------

4. ถ้าไทยก้าวใหม่อยากได้คะแนนเสียงจากทั้งประเทศ 

ต้องขาย “สามฝันใหญ่” เรื่องการศึกษาให้ขาด

--------------------------------------------------

 

ถ้าไทยก้าวใหม่จะยืนให้ต่างจริง ๆ 

ต้องไม่ขายแค่ “เราให้ความสำคัญกับการศึกษา” 

แต่ต้องขาย “สามฝันใหญ่” ที่คนไทยได้ยินแล้วหูผึ่งแบบนี้

 

ฝันที่ 1: ลูกคุณต้องเก่งกว่าเรา และหาเงินเก่งกว่าเรา

 

หัวใจของพ่อแม่ไทยทุกยุคคือคำเดียว – “ไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนเรา”

 

ไทยก้าวใหม่จึงควรกล้าพูดในแบบว่า

 

“เราจะทำให้ลูกคุณโตมาเป็นคนที่ ‘เลือกชีวิตตัวเองได้’ 

ไม่ต้องรับแค่งานที่มีให้ 

แต่เลือกทำงานที่ตัวเองเก่ง และโลกยอมจ่ายแพงให้ได้”

 

ฝันที่ 2: ห้องเรียนไทยจะไม่ “หลอกเด็ก” อีกต่อไป

 

ห้องเรียนไทยจำนวนมากกำลังทำสิ่งโหดร้ายโดยไม่รู้ตัว คือ 

ทำให้เด็กเข้าใจผิดว่า ท่องจำเก่ง = จะมีชีวิตดี

 

ไทยก้าวใหม่ควรประกาศชัดว่า

 

- จะเลิกวัฒนธรรม “เรียนเพื่อสอบ” 

  แล้วหันมา “เรียนเพื่อใช้ชีวิต–ใช้ทำงาน” 

- จะเปลี่ยนจากห้องเรียนท่องจำ 

  ไปสู่ห้องเรียนที่ให้เด็กคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ทำงานทีมเป็น 

- จะยอมรับว่า “เด็กเก่ง” ไม่ได้มีแบบเดียว 

  คะแนน 30 ข้อในกระดาษไม่ใช่คำตัดสินคุณค่าของคนทั้งชีวิต

 

นี่คือความแรงแบบที่สังคมพร้อมปรบมือให้ 

เพราะมันคือ “ความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูดซ้ำ ๆ ต่อหน้าระบบ”

 

ฝันที่ 3: การเกิดจังหวัดไหน จะไม่กำหนดเพดานอนาคตอีกต่อไป

 

ทุกคนรู้ว่า การศึกษาไทยวันนี้ยังผูกกับ “รหัสไปรษณีย์” อย่างหนัก 

เด็กในบางจังหวัดเหมือนถูกกำหนดเพดานชีวิตตั้งแต่ยังไม่รู้จักตัวเองด้วยซ้ำ

 

ไทยก้าวใหม่ควรขายฝันให้ชัดว่า

 

- เด็กในหาดใหญ่ เชียงราย ศรีสะเกษ น่าน ยะลา 

  จะเข้าถึงครูดี เนื้อหาดี เทคโนโลยีดี 

  ใกล้เคียงกับเด็กกรุงเทพจริง ๆ 

- ออนไลน์จะไม่ใช่แค่ “เรียนผ่านจอ” 

  แต่คือ “ประตูไปหาครูระดับโลก โอกาสระดับโลก” 

  แม้อยู่ในอำเภอเล็ก ๆ ก็ยังสู้ได้

 

ถ้าเล่า 3 ฝันใหญ่นี้ได้ชัด 

คำว่า “ไทยก้าวใหม่” จะไม่ใช่แค่ชื่อพรรค แต่จะกลายเป็น “ภาพอนาคตของรุ่นลูก” ในหัวคนไทยจริง ๆ

 

--------------------------------------------------

5. คนไทยไม่ได้ต้องการแค่พรรคที่ “รักการศึกษา” 

แต่ต้องการพรรคที่ “กล้าชนระบบที่ทำลายอนาคตลูกเรา”

--------------------------------------------------

 

จุดแข็งของไทยก้าวใหม่วันนี้คือ

 

- มีผู้นำอย่าง “ดร.เอ้” ที่มาจากโลกมหาวิทยาลัย–วิศวกรรม–นวัตกรรม 

- มีจุดยืนชัดว่าการศึกษาคือทางออกจากความจนเชิงโครงสร้าง 

- มีจังหวะที่สังคมกำลังรู้สึกว่า “ประเทศตัน” และต้องการความหวังใหม่ให้รุ่นลูก

 

แต่ทั้งหมดนี้จะยังเป็นแค่ “ศักยภาพบนกระดาษ” 

ถ้าการสื่อสารเรื่องการศึกษายังอ่อนแรงเกินไป 

พูดกลาง ๆ มากไป 

และไม่กล้าทุบโต๊ะบอกความจริงว่า

 

“ระบบการศึกษาปัจจุบันกำลังทำให้เด็กไทยเสียโอกาสทั้งรุ่น”

 

--------------------------------------------------

6. ถ้าไทยก้าวใหม่อยากได้ใจคนไทยจริง ๆ 

ต้องเริ่มจากการพูดเรื่องการศึกษาให้แรงกว่าทุกพรรคที่ผ่านมา

--------------------------------------------------

 

สุดท้าย การเลือกตั้งครั้งหน้าอาจมีหลายประเด็น 

ทั้งค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน เศรษฐกิจ การเมือง ระบบราชการ ฯลฯ 

 

แต่ “คำถามใหญ่ของทุกบ้าน” ยังเหมือนเดิม:

 

“อีก 10–20 ปีข้างหน้า 

ลูกฉันจะโตมาเป็นแรงงานราคาถูกของโลก 

หรือจะโตมาเป็นสมองราคาแพงที่โลกต้องการ?”

 

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่า 

ไทยก้าวใหม่มีนโยบายกี่ข้อ หรือเขียนแผนไว้สวยแค่ไหน 

 

แต่อยู่ที่ว่า 

ไทยก้าวใหม่กล้าพูดเรื่องการศึกษาให้ตรง–แรง–ชัดแค่ไหน 

จนคนไทยเชื่อว่า “ถ้าเลือกพรรคนี้ อนาคตลูกฉันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป” จริงหรือเปล่า

 

วันไหนที่ไทยก้าวใหม่ 

กล้าเอา “อนาคตของลูกคนไทย” ขึ้นเป็นศูนย์กลางของทุกคำพูด 

และกล้าชนโครงสร้างเก่าที่ทำให้การศึกษาเดินช้า 

วันนั้นคำว่า “ไทยก้าวใหม่” อาจไม่ใช่แค่ชื่อพรรคในบัตรเลือกตั้ง 

 

แต่จะกลายเป็นชื่อของ “โอกาสใหม่ของรุ่นลูก” 

ที่คนไทยทั้งประเทศพร้อมฝากอนาคตไว้ด้วยจริง ๆ.

 

 

 

'ดร.โจ้' แจงปม 'ดร.เอ้' ปลื้มพิธา ยันแค่ชอบสไตล์ทำงานทันสมัย แต่หัวใจยืดมั่นปกป้อง 3 เสาหลัก ลั่น "ถ้า ดร.เอ้ คิดล้มล้าง...ผมจะไปคนแรก"

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.68 นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล รองโฆษกพรรคไทยก้าวใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า มีหลายท่านสอบถามผมเรื่อง ดร.เอ้ แคนดิเดตนายกฯ คลิปโหวตนักการเมือง ผมขอเรียนในมุมมองของผมที่ได้ใกล้ชิดกับ ดร.เอ้ ตามนี้นะครับ

เรื่องแรก ดร.เอ้ เป็นคนรุ่นใหม่ เรียนจบต่างประเทศ จบสถาบันหลายแห่ง ดังนั้นจะมีแนวในเรื่องสไตล์การทำงานที่มุ่งเน้นไปในเรื่องความทันสมัย ปรับตัว ตามเทรนด์โลกผมจึงเข้าใจว่าพิธาจึงเป็นคำตอบในมุมมองของ ดร.เอ้ ถ้าเปรียบเทียบท่านอื่นๆ ที่เห็นว่ามันเป็นเรื่องของสไตล์การทำงาน หรือวิธีการทำงาน

เรื่องที่ 2 ความแตกต่างในเรื่องอุดมการณ์ ดร.เอ้ ไม่ได้มีแนวความคิดล้มล้างสถาบัน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง
ถ้าจะล้ม หรือเป็นภัย ก็เป็นต่อเหล่าสแกมเมอร์ การคอร์รัปชัน และปัญหาที่ซ้ำซาก เช่น น้ำท่วม การศึกษาที่ล้มเหลว ปากท้องฝืดเคือง เป็นต้น มากกว่าที่มัวไปมุ่งแก้ ม.112 ที่พยายามทำมาตลอด 9 ปี โดยละเลยเรื่องสำคัญๆ ที่ควรทำก่อนในหลายครั้ง

เรื่องที่ 3 สไตล์ของ ดร.เอ้ เป็นคนไม่ชอบความไม่ถูกต้อง ไม่ชอบการบิดเบือน หรือสร้าง “เฟคนิวส์” ข่าวลวง ข่าวปลอม เพื่อให้ประเทศชาติเสียหาย สร้างความสับสนให้กับประชาชน รวมไปถึงการโจมตีโดยไร้เหตุผล จึงพูดตามความคิดในแง่มาจากตัวตนที่บริสุทธิ์ จากใจ ไม่ได้เป็นปลาไหลเหมือนนักการเมืองทั่วไป
และด้วยเพราะบุคลิกของนักวิชาการ ผสมวิศวกร  ทำให้ ดร.เอ้ เป็นคนคล่องแคล่ว ว่องไว ฉะฉาน มั่นใจ เลยทำให้ดูโผงผางไปบ้าง แต่จะแฝงด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเต็มเปี่ยม

เรื่องที่ 4 ตามที่ผมเคยเขียนไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ดร.เอ้ อยู่ข้างทหารมาตลอด รวมไปถึงพูดเรื่องการเจรจานั้น หมายถึงนับจากนี้ต่อไปต้องมีการเจรจาที่ชัดเจน รัดกุม ในเมื่อเจรจาแล้วไม่เป็นไปตามข้อตกลง ก็ดำเนินการด้วยวิธีทหารเท่านั้น
อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับเขมร ดร.เอ้ เห็นแล้วว่าการเจรจาไม่เป็นผล ละเมิดทุกข้อตกลง จึงควรใช้มาตรการรุนแรงเพื่อยุติสงครามโดยเร็วที่สุด แล้วรีบกลับมาฟื้นฟูประเทศไทย พร้อมผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่อยู่ชายแดน
และอีกหลายประเด็น อยากให้ลองไปฟังคลิปเต็มๆ หรือดูในเพจ ดร.เอ้ เพจพรรค โดยตรง เพราะบางท่านอาจจะฟัง หรืออ่านท่อนใดท่อนนึง แล้วตีความโดยไม่ได้ฟัง อ่าน ที่เหลือทั้งหมด

“ผมบอกกับทุกท่านตรงนี้ได้เลยครับว่า ถ้า ดร.เอ้ แคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยก้าวใหม่ มีแนวโน้มที่จะบั่นทอน 3 เสาหลักของประเทศ ผมคนนึงที่จะไม่อยู่ตรงนี้”

จึงขอเรียนอธิบายมาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และขอขอบคุณทุกท่านจำนวนมาก ที่ส่งความห่วงใยในเรื่องนี้มาถึงผมด้วยครับ

 

‘ศักย์ ทับพลี’ นำทีมไทยก้าวใหม่ บุกนครราชสีมา เสนอนโยบาย เพิ่มอาหารเช้าฟรีให้เด็กประถมทั่วประเทศ โอนเงินค่าชุด-อุปกรณ์การเรียน ผ่านแอปเป๋าตัง ลดภาระผู้ปกครอง

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 - ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วย คุณนวกิจ พลวิเศษ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคไทยก้าวใหม่ เขต 7 เบอร์ 7 จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านโนนภิบาลโคกกลาง ตำบลวังไม้แดง อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อพบปะพูดคุยกับนักเรียนและผู้ปกครอง พร้อมนำเสนอนโยบายสำคัญของพรรคไทยก้าวใหม่

“ดูแลเด็กตั้งแต่เช้า ลดภาระพ่อแม่ทันที”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top