จากผู้บัญชาการหนุ่มในสงครามปฏิวัติ สู่นายกรัฐมนตรีเผด็จการ
ตามรายงานของ Human Rights Watch เรื่อง “30 Years of Hun Sen: Violence, Repression, and Corruption” ช่วงเวลาที่ฮุน เซนยังอยู่กับเขมรแดง เป็นบทสำคัญที่ช่วยอธิบายรากเหง้าของอำนาจและแนวคิดทางการเมืองที่เขานำมาใช้ตลอดชีวิตการปกครองภายหลัง เส้นทางของชายคนนี้ไม่ได้เริ่มจากเวทีการเมือง แต่จากสนามรบในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง ซึ่งเต็มไปด้วยเลือด ความกลัว และอุดมการณ์สุดโต่งที่หล่อหลอมคนรุ่นนั้นให้กลายเป็นเครื่องมือของการปฏิวัติ
ฮุน เซนเกิดที่จังหวัดกำปงชม เติบโตท่ามกลางความยากจนและความปั่นป่วนของสงครามอินโดจีน หลังปี 1970 เมื่อสมเด็จพระนโรดม สีหนุถูกโค่นจากอำนาจ เขาเข้าร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์เขมรแดงซึ่งในเวลานั้นเริ่มก่อตัวขึ้นในพื้นที่รอยต่อกับชายแดนเวียดนาม เอกสารของ Human Rights Watch ระบุว่า ฮุน เซนได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับบัญชา (Company Commander) ภายใต้หน่วยพิเศษใน Sector 21 ของเขตการรบทางตะวันออก หน่วยของเขามีทหารราว 130 นายและมักได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติการเชิงรุกในพื้นที่ตามลำน้ำโขง รวมถึงการเข้าปราบปรามกลุ่มที่ถูกมองว่าเป็น “ศัตรูภายใน”
หลังปี 1975 เมื่อเขมรแดงยึดกรุงพนมเปญและเริ่มยุคของ “ประชาธิปไตยกัมพูชา” ที่เต็มไปด้วยการฆ่าล้าง การขับไล่ และการทำลายชนชั้นทางสังคม หน่วยของฮุน เซนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การสังหารหมู่ของประเทศ นั่นคือ การปราบปรามการลุกฮือของชนชาติจาม ซึ่งเป็นชาวมุสลิมดั้งเดิมในกัมพูชา การกวาดล้างครั้งนั้นเกิดขึ้นในเดือนกันยายน–ตุลาคม ค.ศ. 1975 โดยมีลักษณะเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ชาวจามจำนวนมากถูกฆ่าอย่างเป็นระบบ ถูกบังคับให้ละทิ้งศาสนา และถูกล้างเผ่าพันธุ์ทางวัฒนธรรม รายงานของ Human Rights Watch ระบุว่า ฮุน เซนเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการในพื้นที่ดังกล่าว แม้จะไม่มีเอกสารชัดเจนว่าเขาออกคำสั่งด้วยตนเอง แต่ตำแหน่งทางทหารของเขาทำให้เขามีส่วนในกระบวนการปราบปรามนั้นโดยตรง
แม้ต่อมาฮุน เซนจะอ้างว่าเขา “ถอนตัวจากการปฏิบัติตามคำสั่งของศูนย์กลาง” เพื่อหลีกเลี่ยงการร่วมมือในนโยบายสุดโต่งของเขมรแดง แต่ร่องรอยของแนวคิดการใช้อำนาจด้วยความหวาดกลัวได้ติดตัวเขามาเสมอ เมื่อเวียดนามบุกกัมพูชาในปี 1979 และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ฮุน เซนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนที่อายุน้อยที่สุดในโลก จากนั้นก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีโดยอุปถัมภ์ของฮานอย และค่อย ๆ ใช้กลยุทธ์ “กำลังควบคุม” ผสมกับ “การข่มขู่” เพื่อรักษาอำนาจของตนไว้
รายงานของ Human Rights Watch ชี้ว่า ความรุนแรงเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ฮุน เซนใช้ตลอดชีวิตการปกครองของเขา ตั้งแต่การสังหารฝ่ายตรงข้าม การกวาดล้างภายในพรรค การปราบผู้ประท้วง ไปจนถึงเหตุระเบิดในที่ชุมนุมของฝ่ายค้านเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1997 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 16 คนและบาดเจ็บกว่า 150 คน หลักฐานจาก FBI ชี้ว่ามีความเกี่ยวพันกับหน่วยอารักขาส่วนตัวของเขา หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือน เขาก่อรัฐประหารในวันที่ 5–6 กรกฎาคม ค.ศ. 1997 ทำให้มีการสังหารสมาชิกพรรคฝ่ายค้านกว่า 100 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝ่ายราชานิยม
ในคำปราศรัยหลายครั้ง ฮุน เซนมักเปรียบการเมืองเป็น “การต่อสู้ถึงตาย” และข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามด้วยถ้อยคำรุนแรง เช่น “ผมไม่ได้แค่ทำให้อีกฝ่ายอ่อนแอ แต่จะทำให้พวกเขาตาย” หรือ “ใครคิดจะประท้วง ผมจะจับใส่กรงให้หมด” ประโยคเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนลักษณะผู้นำแบบอำนาจนิยม หากยังเผยให้เห็นแนวคิดที่หยั่งรากมาตั้งแต่ยุคเขมรแดง — แนวคิดที่เชื่อว่าความกลัวคือเครื่องมือในการปกครอง
แม้รายงานของ Human Rights Watch จะยอมรับว่าหลักฐานโดยตรงในช่วงเขมรแดงยังไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อนำข้อมูลด้านโครงสร้าง หน้าที่ทางทหาร และพฤติกรรมที่เกิดซ้ำในเวลาต่อมา มาประกอบกัน ก็เห็นได้ว่าฮุน เซนเป็นตัวอย่างของผู้นำที่หล่อหลอมมาจากระบบที่ใช้ความรุนแรงเป็นฐานของอำนาจ และยังคงสืบทอดวิธีคิดนั้นเข้าสู่ยุคปัจจุบัน ภาพของ “นายกรัฐมนตรีผู้แข็งแกร่ง” จึงมีรากเหง้ามาจาก “ผู้บัญชาการหนุ่มแห่งเขมรแดง” ที่ไม่เคยเรียนรู้การเมืองในแบบประชาธิปไตย หากแต่เรียนรู้จากเสียงปืนและเลือดที่หลั่งรินในทุ่งเขมรตะวันออก








