Friday, 5 June 2026
น้ำมันรัสเซีย

'จนท.มอสโก' แฉ!! สหรัฐฯ ห้ามพันธมิตรยุโรปซื้อ ‘น้ำมัน’ รัสเซีย แต่นำเข้าเพิ่มเอง 43% พร้อมขายต่อให้ยุโรปในราคาสูง

ในขณะที่สหรัฐฯ กดดันชาติพันธมิตรตะวันตกให้เลิกซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพื่อตอบโต้การส่งทหารรุกรานยูเครน มีข้อมูลจากฝั่งมอสโกว่า อเมริกาเองกลับมีการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเพิ่มขึ้นถึง 43% ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ขึ้นมาทันทีว่า อเมริกากำลังแสวงหาประโยชน์ใส่ตัวโดยแลกกับความลำบากเดือดร้อนของชาติยุโรปหรือไม่?

หนังสือพิมพ์โกลบอลไทม์สของจีนอ้างข้อมูลจาก มิคาอิล โปปอฟ (Mikhail Popov) รองเลขาธิการสภาความมั่นคงรัสเซีย ซึ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อแดนหมีขาวเมื่อวันอาทิตย์ (3 เม.ย.) ว่า สหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียเพิ่มขึ้น 43% หรือประมาณ 100,000 บาร์เรลต่อวันในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดย โปปอฟ ยังฝากไปถึงชาติยุโรปด้วยว่าพวกเขาอาจได้เห็นสหรัฐฯ ทำสิ่งที่ “น่าประหลาดใจ” เช่นนี้อีก

“ยิ่งไปกว่านั้น วอชิงตันยังอนุญาตให้บริษัทของพวกเขาส่งออกปุ๋ยแร่ (mineral fertilizers) จากรัสเซีย โดยให้เหตุผลว่ามันคือสินค้าจำเป็น” โปปอฟ กล่าว

สหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรปพยายามหาวิธีที่จะหยุดนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียหลังเกิดสงครามในยูเครน แม้ว่ายุโรปจะต้องพึ่งพาทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียอย่างมากก็ตาม

หลายชาติในยุโรปเผชิญแรงกดดันทั้งจากสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรให้ต้องแบนน้ำมันรัสเซีย โดยอังกฤษเองประกาศว่าจะหยุดนำเข้าน้ำมันรัสเซีย 100% ภายในสิ้นปีนี้

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ก็ขีดเส้นตายสำหรับการยุติสัญญาสั่งซื้อน้ำมันและถ่านหินจากรัสเซียไม่เกินวันที่ 22 เม.ย.

ชุย เหิง (Cui Heng) ผู้ช่วยนักวิจัยจากศูนย์เพื่อรัสเซียศึกษาแห่ง East China Normal University ให้ความเห็นกับโกลบอลไทม์สว่า นโยบายที่สหรัฐฯ มีต่อรัสเซียตั้งอยู่บนพื้นฐาน 2 อย่าง ได้แก่ 

1.) การชูแนวคิดเสรีนิยม (liberalism) เพื่อต่อต้านระบอบการเมืองและค่านิยมโดยรวมของรัสเซีย 
และ 2.) ยึดหลักปฏิบัตินิยม (pragmatism) เพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เอง

“ด้วยความจำเป็นที่จะต้องต่อต้านรัสเซียในเชิงค่านิยม สหรัฐฯ จึงพยายามโน้มน้าวชาติพันธมิตรให้คว่ำบาตรรัสเซีย แต่อีกด้านหนึ่งสหรัฐฯ ก็ได้ซื้อพลังงานจากรัสเซียในราคาที่ถูกลง แล้วนำไปขายต่อให้ยุโรปในราคาสูง ซึ่งช่วยให้กลุ่มธุรกิจพลังงานของสหรัฐฯ เองได้ประโยชน์ ท้ายที่สุดเหยื่อตัวจริงก็คือยุโรป ความมั่งคั่งของยุโรปจะไหลไปสู่มือสหรัฐฯ และทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐยิ่งได้เปรียบยูโรมากขึ้น” ชุย ให้ความเห็น

นายกรัฐมนตรีลาว ชี้นำนโยบายรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิง สั่งตั้งบริษัทแห่งชาติแสวงหาน้ำมันจากทั่วโลกให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ ระบุชัดให้เจรจาซื้อน้ำมันราคา “ย่อมเยา” จากรัสเซียมาช่วยลดต้นทุนในประเทศ

วันที่ 6 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา อาลุนไซ สูนนะลาด รัฐมนตรี หัวหน้าห้องว่าการสำนักงานนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ได้ลงนามในหนังสือแจ้งการเลขที่ 621/หสนย. เรื่องมาตรการรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมัน ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น

เนื้อหาในหนังสือระบุถึงทิศชี้นำของนายกรัฐมนตรี พันคำ วิพาวัน ซึ่งเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการเงิน ให้มีการจัดตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นเพื่อทำหน้าที่รวมศูนย์ในการแสวงหา นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ เพื่อนำมากระจายต่อให้รัฐวิสาหกิจน้ำมันเชื้อไฟลาว และบริษัทน้ำมันเอกชนภายในประเทศ เพื่อให้เกิดความคล่องตัว และสามารถตรวจสอบ ติดตามรายรับได้อย่างถูกต้องครบถ้วน

บริษัทน้ำมันแห่งชาติที่จะตั้งขึ้น มีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเป็นแกนนำ ร่วมกับกระทรวงการเงิน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ในหนังสือยังได้ระบุข้อความชัดเจนว่า ให้บริษัทน้ำมันแห่งชาติที่จะตั้งขึ้น “เจรจาซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงราคาย่อมเยาจากประเทศรัสเซีย เพื่อช่วยลดต้นทุนการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง”

อินเดียโต้ ‘ทรัมป์’ ขู่ขึ้นภาษีน้ำมันรัสเซีย ชี้ไร้เหตุผล!! สหรัฐเองก็ยังค้าขายกับมอสโก

(5 ส.ค. 68) รัฐบาลอินเดียออกแถลงการณ์ตอบโต้คำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ข่มขู่ว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดีย หากยังซื้อ “น้ำมันรัสเซีย” ต่อไป โดยอินเดียระบุว่า คำขู่นี้ “ไร้เหตุผลและไม่ยุติธรรม" พร้อมเผยว่าสหรัฐเองก็ยังค้าขายกับรัสเซียอยู่

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์โพสต์บน Truth Social กล่าวหาว่าอินเดียไม่สนใจผู้คนในยูเครนที่เสียชีวิตจาก “เครื่องจักรสงครามรัสเซีย” พร้อมประกาศว่าจะขึ้นภาษี “มากที่สุด” ต่อสินค้านำเข้าจากอินเดีย โดยก่อนหน้านี้เขาเพิ่งประกาศเก็บภาษี 25% จากสินค้าอินเดียไปหมาด ๆ

กระนั้น กระทรวงการต่างประเทศอินเดียโต้ว่า สหรัฐเคยสนับสนุนให้อินเดียนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียในช่วงเริ่มต้นสงคราม เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานโลก และที่อินเดียต้องหันไปซื้อจากรัสเซีย ก็เพราะยุโรปแย่งซื้อจากแหล่งเดิมหลังสงครามเริ่ม อินเดียย้ำว่าการตัดสินใจซื้อน้ำมันเป็นเรื่องของโรงกลั่นเอกชน ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล

นักวิเคราะห์อินเดียมองว่า ทรัมป์ให้ข้อมูลบิดเบือน เพราะการค้าน้ำมันระหว่างอินเดียกับรัสเซียมีความโปร่งใส และช่วยไม่ให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุเพดาน ส่วนที่ว่าขายน้ำมันต่อทำกำไรนั้นเป็นเรื่องปกติในกลไกตลาด

แม้ทรัมป์จะอ้างว่า “อินเดียเป็นมิตร” แต่ก็วิจารณ์เรื่องภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐว่า “สูงเกินไป” พร้อมขู่จะลงโทษเพิ่มเติม ล่าสุดยังได้ขู่จะเล่นงานรัสเซียด้วยภาษี หากไม่ยอมตกลงหยุดยิงในยูเครนภายใน 8 สิงหาคมนี้ ขณะเดียวกันผู้แทนสหรัฐเตรียมเยือนมอสโกเพื่อหารือกับปูตินในสัปดาห์นี้

อินเดียเบรกซื้อเครื่องบิน Boeing P-8I Poseidon ของสหรัฐฯ กระทบดีล 3.6 พันล้านดอลลาร์ ตอบโต้ภาษีทรัมป์เก็บ 50%

(7 ส.ค. 68) อินเดียตัดสินใจชะลอแผนจัดซื้อเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Boeing P-8I Poseidon จำนวน 6 ลำ มูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 131,400 ล้านบาท) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย 50% จากการซื้อน้ำมันรัสเซีย ซึ่งจะมีผลในวันที่ 27 สิงหาคมนี้

มีการเปิดเผยอีกว่า กองทัพอินเดียซึ่งมี P-8I อยู่แล้ว 12 ลำ ต้องการเพิ่มอีก 6 ลำ เพื่อรับมือการขยายอิทธิพลทางทะเลของจีนในมหาสมุทรอินเดีย โดยสหรัฐฯ เคยอนุมัติในปี 2021 ที่ราคา 2.42 พันล้านดอลลาร์ แต่ราคาพุ่งขึ้นเกือบ 50% จากปัญหาซัพพลายเชน ทำให้การเจรจาล่าช้า ก่อนจะมาสะดุดเพราะมาตรการภาษีล่าสุด

รัฐบาลนิวเดลีมองว่าภาษีดังกล่าวเป็นความพยายามกดดันให้อินเดียซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะเครื่องบินรบ F-35 ซึ่งเจ้าหน้าที่อินเดียระบุว่า “น่าตกใจ” และย้ำว่าการตัดสินใจทางทหารต้องอยู่บนพื้นฐานด้านความมั่นคง ไม่ใช่แรงกดดันทางการค้า

การชะลอดีลนี้สะท้อนการปรับสมดุลใหม่ในนโยบายกลาโหมของอินเดีย ทั้งการพึ่งพาเทคโนโลยีภายในประเทศ เช่น โครงการของ DRDO การจัดงบประมาณอย่างรอบคอบ และโดรนติดอาวุธ ซึ่งการส่งสัญญาณทางการเมืองต่อวอชิงตันครั้งนี้ หากสหรัฐฯ ไม่ลดแรงกดดัน อาจส่งผลให้ Boeing อาจได้รับผลกระทบหนักแม้มีฐานธุรกิจในอินเดีย 

‘ทรัมป์’ บอกยังไม่จำเป็นต้องลงโทษ ‘จีน’ ในตอนนี้ แต่เตือน!! พร้อมขึ้นภาษีอัตราสูง หากยังนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

(16 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ว่า เขาไม่มีแผนจะใช้มาตรการลงโทษจีนทันทีจากการซื้อปิโตรเลียมรัสเซีย แต่ไม่ปฏิเสธว่าอาจต้องพิจารณาภายใน '2-3 สัปดาห์' ข้างหน้า

ทรัมป์เคยขู่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย รวมถึงมาตรการรองต่อประเทศที่นำเข้าน้ำมันรัสเซีย หากเครมลินยังไม่มีความเคลื่อนไหวยุติสงครามยูเครน โดยจีนและอินเดียถือเป็นผู้ซื้อหลักของรัสเซีย ขณะที่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์เพิ่งสั่งเก็บภาษีนำเข้า 25% กับสินค้าจากอินเดียเนื่องจากยังนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

แต่ทรัมป์ยังไม่ได้ใช้มาตรการเดียวกันกับจีน เมื่อถูกถามโดยผู้สื่อข่าวจาก Fox News หลังการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ที่อะแลสกา ทรัมป์ระบุว่า “เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องนั้นในตอนนี้ อาจต้องคิดในอีก 2-3 สัปดาห์ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ การประชุมวันนี้ไปได้ดีมาก”

อินเดียรับศึกใหญ่!! เจอภาษีทรัมป์เก็บ 50% กระทบหนัก…แรงงานนับล้านเสี่ยงตกงาน

(27 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียเป็นสูงสุดถึง 50% ซึ่งมีผลตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์สหรัฐฯ–อินเดียที่เคยเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ โดยมาตรการนี้รวมถึงภาษี 25% ที่เพิ่มขึ้นจากการที่อินเดียซื้อน้ำมันรัสเซีย

สินค้าที่ได้รับผลกระทบมีทั้งเสื้อผ้า อัญมณี รองเท้า สินค้าเคมี เครื่องกีฬา และเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งคาดว่าจะกระทบผู้ส่งออกขนาดเล็กและแรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะในรัฐคุชราต บ้านเกิดของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) และการขึ้นภาษีครั้งนี้ยังทำให้ตลาดหุ้นอินเดียผันผวนและค่าเงินรูปีอ่อนค่าต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอินเดียยังไม่แถลงอย่างเป็นทางการ แต่เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์เผยว่าผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจะได้รับความช่วยเหลือทางการเงิน และได้รับการสนับสนุนให้ขยายตลาดไปยังจีน ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง ขณะที่สินค้าบางประเภท เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ ยังอยู่ภายใต้กฎหมายความมั่นคงการค้าอื่นของสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยว่า การเจรจาระหว่างสองชาติพังทลาย หลังคุยมาแล้ว 5 รอบแต่ยังไร้ผล อินเดียหวังว่าสหรัฐฯ จะลดภาษีเหลือไม่เกิน 15% เช่นเดียวกับประเทศคู่ค้าอื่น ซึ่งไม่สำเร็จ ขณะที่สหรัฐฯ มองว่าอินเดียซื้อพลังงานจากรัสเซียมากเกินไปจนช่วยสนับสนุนสงครามยูเครน โดยอินเดียกลับมองว่าสหรัฐฯ ใช้มาตรฐานสองด้าน

ขณะที่ นักวิเคราะห์คาดว่าภาษีใหม่อาจกระทบการส่งออกของอินเดียกว่า 55% และเสี่ยงทำให้สูญเสียงานนับล้านตำแหน่ง แต่ก็มีมุมบวกหากอินเดียใช้โอกาสนี้ปฏิรูปเศรษฐกิจและลดการปกป้องตลาดในประเทศ ทั้งสองชาติแม้เผชิญความตึงเครียดทางการค้า แต่ยังยืนยันพันธมิตรด้านความมั่นคงในกรอบ “QUAD” ที่ร่วมกับญี่ปุ่นและออสเตรเลีย

‘สหรัฐฯ–G7’ กดดัน ‘ตุรกี’ หยุดซื้อพลังงานรัสเซีย ‘แอร์โดอัน’ ไม่สน!! ยืนกรานซื้อน้ำมันและก๊าซเครมลินต่อไป

(6 ต.ค. 68) สหรัฐฯ และกลุ่มประเทศ G7 กำลังเพิ่มแรงกดดันให้ตุรกีหยุดนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงขั้นกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan) ระหว่างพบกันที่ทำเนียบขาว แต่ก็ตามมาด้วยเงื่อนไขสำคัญ คือขอให้ตุรกีเลิกพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ตุรกีก็ยังคงไม่แสดงท่าทีตอบสนองต่อข้อเรียกร้องนี้

ความจริงแล้ว ตุรกีเป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียในระดับสูงมาก โดยปีที่ผ่านมา 66% ของน้ำมันนำเข้าและ 41% ของก๊าซธรรมชาติมาจากรัสเซีย ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการที่ตุรกีได้ประโยชน์จากราคาที่ถูกลง หลังรัสเซียถูกสหภาพยุโรปคว่ำบาตรจากสงครามยูเครน การหยุดซื้อพลังงานจากรัสเซียจึงเสี่ยงต่อทั้งความมั่นคงด้านพลังงานและต้นทุนทางเศรษฐกิจของตุรกี

ถึงอย่างนั้น แอร์โดอันก็กำลังใช้กลยุทธ์ “กระจายความเสี่ยง” โดยรัฐวิสาหกิจ BOTAS เพิ่งลงนามสัญญาระยะยาวกับบริษัท Mercuria ของสหรัฐฯ และ Woodside Energy ของออสเตรเลีย รวมทั้งมีข้อตกลงกับอียิปต์ แอลจีเรีย กาตาร์ และไนจีเรีย เพื่อเพิ่มสัดส่วนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและพลังงานในประเทศ แม้ปัจจุบันเชื้อเพลิงฟอสซิลยังครองสัดส่วนกว่า 80%

นอกจากน้ำมันและก๊าซ ตุรกียังพึ่งพารัสเซียในด้านพลังงานอื่น เช่น เหมาถ่านหินลิกไนต์ (Lignite) กว่า 40% และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Akkuyu ที่รัสเซียเป็นผู้สร้าง แม้โครงการล่าช้าเพราะถูกคว่ำบาตร แต่คาดว่าจะเปิดเดินเครื่องบางส่วนได้ในปีหน้า ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าตุรกีกำลังเดินเกม “สมดุล” ระหว่างการรักษาความมั่นคงทางพลังงานในราคาที่คุ้มค่า และแรงกดดันจากชาติตะวันตกที่ต้องการบีบให้แยกห่างจากรัสเซีย

ศาลมอสโกมีคำสั่ง!! ธนาคาร Euroclear ต้องชดใช้ กว่า 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่.. บริษัทขนส่งน้ำมันทางท่อรัสเซีย “ทรานส์เนฟต์” ปมทรัพย์สินถูกอายัดจากมาตรการคว่ำบาตร

(11 พ.ย. 68) ศาลอนุญาโตตุลาการกรุงมอสโกมีคำสั่งให้ธนาคาร Euroclear ในบรัสเซลส์ชำระเงินมากกว่า 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,100 ล้านบาท) แก่บริษัทท่อส่งน้ำมันของรัสเซีย “ทรานส์เนฟต์” ตามคดีที่ยื่นตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 โดยศาลมีคำตัดสินตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เพิ่งมีการเปิดเผยต่อสาธารณะไม่นานนี้ ขณะที่คำพิพากษาฉบับเต็มยังไม่มีการเผยแพร่

คดีดังกล่าวพิจารณาแบบปิดลับ หลังศาลอนุมัติคำร้องของฝ่ายโจทก์เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยความลับทางการค้า ทั้งนี้ Gazprombank และสำนักชำระราคาแห่งชาติ (NSD) ของรัสเซียเข้าร่วมในคดีในฐานะบุคคลภายนอก โดยข้อพิพาทเชื่อมโยงกับหลักทรัพย์ของทรานส์เนฟต์ที่ถูกระงับโดย Euroclear ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ

หลังสหภาพยุโรปคว่ำบาตร NSD ในปี 2022 เงินทุนและหลักทรัพย์ของลูกค้ารัสเซียที่ฝากไว้กับ Euroclear และ Clearstream ถูกแช่แข็ง ส่งผลให้ธนาคารและบริษัทหลายแห่งของรัสเซียยื่นฟ้องทั้งสองสถาบันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ทรานส์เนฟต์เป็นผู้เดินระบบท่อส่งน้ำมันหลักของรัสเซีย รัฐบาลรัสเซียถือหุ้นสามัญ 78.55% ผ่านสำนักงานบริหารทรัพย์สินของรัฐ ที่เหลือ 21.45% เป็นหุ้นบุริมสิทธิ

รัสเซียเร่งผลิตน้ำมัน!! ต.ค. เพิ่มกำลังผลิตอีก 48,000 บาร์เรลต่อวัน สวนทาง OPEC+ ที่ลดกำลังผลิต โลกจับตา “ดีมานด์–ซัพพลาย” เปิดโอกาสให้ราคาผันผวนต่อเนื่อง

(15 พ.ย. 68) รายงานฉบับล่าสุดของโอเปก (OPEC) ระบุว่า รัสเซียเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบในเดือนตุลาคม 2568 ขึ้นอีกราว 48,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน ทำให้ตัวเลขการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 9.382 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิม 9.334 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้จะยังอยู่ภายใต้กรอบข้อตกลงร่วมกับกลุ่ม OPEC+ ก็ตาม

ในภาพรวม กลุ่ม OPEC+ กลับมีกำลังการผลิตรวมในเดือนตุลาคมลดลงราว 73,000 บาร์เรลต่อวัน เหลือเฉลี่ย 43.02 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ในกลุ่มประเทศที่ร่วมลดกำลังผลิตโดยสมัครใจ เช่น รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย และพันธมิตร ผลิตรวมกันเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 27,000 บาร์เรลต่อวัน และสูงกว่าโควตารวมที่กำหนดไว้ราว 24,000 บาร์เรลต่อวัน สะท้อนความพยายามในการพยุงราคา กับการรักษาส่วนแบ่งตลาดของแต่ละประเทศ

ด้านดีมานด์ โอเปกยังคงมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวัง โดยประเมินว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นราว 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันแตะระดับเฉลี่ย 105.14 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากประมาณ 103.84 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2024 และคาดว่าปี 2026 จะยังเติบโตต่ออีกประมาณ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะเดียวกันยังปรับเพิ่มคาดการณ์การผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ในปี 2025 เป็นเฉลี่ยราว 13.37 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก่อนจะคาดว่าปี 2026 จะลดลงเล็กน้อย

โอเปกระบุด้วยว่า สต็อกน้ำมันเชิงพาณิชย์ของกลุ่มประเทศ OECD ในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 6 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ราว 2.845 พันล้านบาร์เรล แม้จะสูงกว่าปีก่อนหน้า แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีล่าสุดอยู่ระดับหนึ่ง ขณะที่การผลิตจากประเทศนอกกรอบข้อตกลง OPEC+ ถูกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 0.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2025 ไปแตะเฉลี่ย 54.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้ตลาดน้ำมันโลกยังต้องจับตาความสมดุล “ดีมานด์–ซัพพลาย” อย่างใกล้ชิด และเปิดโอกาสให้ราคายังผันผวนในระยะถัดไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top