Friday, 5 June 2026
นโยบายแรงงาน

'พงศ์กวิน' รมว.แรงงานใหม่ มอบ 5 นโยบาย ลั่น จะพยายามเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำให้ถึง 650 บาท

'พงศ์กวิน' รมว.แรงงานป้ายแดง เข้าทำงานวันแรก มอบ 5 นโยบาย ส่วนเรื่องเพิ่มค่าแรง ลั่นจะพยายามให้ถึง 650 บาท พร้อมเดินหน้าเพิ่มทักษะยกระดับสู่แรงงานมีฝีมือ

(4 ก.ค. 68) เมื่อเวลา 08.19 น. ที่กระทรวงแรงงาน นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.แรงงานคนใหม่ เดินทางเข้ามาทำงานที่กระทรวงเป็นวันแรก เดินทางเข้าห้องทำงานบริเวณชั้น 6 โดยมีพระภิกษุสงฆ์ 2 รูปทำพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงาน ในเวลา 09.19 น. ประกอบด้วย พระพุทธสุทธิธรรมบพิตร พระพุทธชินราช ศาลพ่อปู่ชัยมงคล ศาลท้าวมหาพรหมเทวฤทธิ์ ศาลพ่อปู่ชินพรหมมา และสักการะพระพุทธรูปประจำห้องปฏิบัติราชการ

ต่อมาเวลา 10.30 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางมายังกระทรวงแรงงานเพื่อมอบกระเช้าดอกไม้ให้กำลังใจนายพงศ์กวิน พร้อมให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ว่า มาให้กำลังใจ รมว.แรงงาน เนื่องจากตนเป็นรองนายกที่กำกับดูแลกระทรวงแรงงานด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ได้มีการพูดคุยกันถึงแนวทางการขับเคลื่อนกระทรวงแรงงาน ซึ่งจะช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจรวมถึงการช่วยเหลือพี่น้องแรงงาน ให้มีสภาพการทำงานที่ดี มีค่าแรงที่ดี กระตุ้นเศรษฐกิจได้

ถามถึงนโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ภายในปี 2570  นายสุริยะ กล่าวว่า ต้องมีการดูรายละเอียดและพิจารณาอีกครั้ง ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงและภาคส่วนต่าง ๆ จากที่ได้มีการหาเสียงเพิ่มค่าแรง จะสามารถเพิ่มได้อย่างไร แค่ไหน เพิ่มแล้วต้องไม่กระทบกับผู้ประกอบการมากเกินไป ถ้าสามารถเพิ่มได้ก็จะทำให้แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะมีเงินมาจับจ่ายใช้สอยแล้วจะทำให้ผู้ประกอบการขายของได้ ธุรกิจก็เติบโต ต้องดูในภาพรวม ต้องดูข้อมูลให้ครบถ้วน

ฝึกอบรมทักษะAI ลดหย่อนภาษี
จากนั้นเวลา 11.00 น. นายพงศ์กวิน ได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงานภายใต้แนวคิด กระทรวงแรงงาน เพื่อโอกาส แรงงานไทยว่า  ฝากนโยบาย 5 ข้อ

คือ 1. พัฒนาศักยภาพ AI เพื่อยกระดับแรงงานไทย ต้องเร่งพัฒนาหลักสูตรใช้งาน AI ที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิตและการบริการในปัจจุบันไปจนถึงอนาคตและต้องดำเนินการเชิงรุกให้แรงงานเข้าสู่กระบวนการพัฒนาฝีมือด้าน AI

ซึ่งหลักสูตรการอบรมที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานดำเนินการเองยังไม่เพียงพอต่อการยกระดับฝีมือแรงงานด้าน AI รวมถึงด้านอื่น ๆ ให้เพียงพอต่อความต้องการ แต่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีเครื่องมือสำคัญคือพ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานพ.ศ. 2545 ที่ส่งเสริมให้ภาคเอกชนพัฒนาฝีมือแรงงานของตัวเอง โดยให้นำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ หากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานปรับปรุงแนวทางการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อผลักดันให้เอกชนพัฒนาทักษะที่มือด้าน AI เพิ่มมากขึ้นน่าจะเป็นช่องทางทำให้ยกระดับแรงงานฝีมือด้าน AI ให้เกิดผลได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นครับ

2. การคุ้มครองแรงงานอย่างเท่าเทียม ครอบคลุมแรงงานนอกระบบจำนวนกว่า 21 ล้านคน จึงขอให้มีการเร่งผลักดันกฎหมายแรงงานยุคใหม่ให้ครอบคลุมแรงงานนอกและขอให้มีการศึกษาวิจัยรูปแบบการทำงานในปัจจุบัน แนวโน้มความต้องการประกอบอาชีพและลักษณะงานที่คนรุ่นใหม่และเยาวชนที่เข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงหรือบัญญัติกฎหมายแรงงานเพิ่มเติมให้มีความทันสมัยรับรองแรงงานที่มีรูปแบบใหม่ ๆ ได้อย่างเหมาะสม

ยกระดับ 1.8 ล้านคน รับค่าแรงเกิน 400 บาท 
3. “Learn to Earn” สนับสนุนและส่งเสริมเยาวชนอายุ 15 – 18 ปี ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ทำงานได้ สามารถทำงานที่ไม่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและสภาพจิตใจ และต้องไม่มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อเยาวชน เรื่องนี้ไม่ได้หมายถึงเด็กเยาวชนที่มีฐานะยากจน จึงควรช่วยกันปรับเจตคติของสังคมให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ทำไมเราต้องส่งเสริมการทำงานของคนรุ่นใหม่  

4. สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ด้วยการยกระดับรายได้ให้แก่แรงงานไทย  ซึ่งปัจจุบันนี้มีผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมประมาณ 24 ล้านคน แม้ในช่วงนี้ได้มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำแล้วถึง 2 รอบ ทำให้แรงงานในพื้นที่และบางสาขาอาชีพได้รับค่าแรงขั้นต่ำวันละ 400 บาทแต่ยังมีผู้ประกันตนอีก 2.3 ล้านคน ซึ่งเป็นแรงงานไทย 1.8 ล้านคนที่ได้รับค่าจ้างยังไม่ถึงวันละ 400 บาท สะท้อนให้เห็นว่าแรงงาน 90% มีรายได้เกินรายได้เกิน 400 บาทต่อวันแล้ว

สำหรับกลุ่มที่เหลือจำเป็นจะต้องเร่งยกระดับรายได้ของแรงงานกลุ่มนี้โดยด่วน ไม่ว่าจะเป็นการอัปสกิล รีสกิล เพื่อให้แรงงานกลุ่มนี้มีทักษะฝีมือแรงงาน ที่จะเข้าสู่ระบบค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน ทำให้ได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้นเกินกว่าวันละ 400 บาท

และ 5. การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวที่ทำงานในประเทศไทยอย่างเร่งด่วน ไม่ให้เกิดปัญหาแย่งอาชีพคนไทย ปัญหาอาชญากรรม  

พยายามเพิ่มค่าแรงให้ถึง 650 บาท
ก่อนเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถามถึงเรื่องนโยบายเรือธงของรัฐบาล เกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ นายพงศ์กวิน กล่าวว่า  กระทรวงแรงงานได้มีการพัฒนาฝีมือแรงงาน ด้วยการอัปสกิล รีสกิล โดยส่วนใหญ่ก็จะมีรายได้ที่สูงกว่า 400 บาทต่อวัน ซึ่งเหลือกลุ่มเป้าหมายตอนนี้ประมาณ 2.3 แสนคนที่จำเป็นที่จะต้องอัปสกิล รีสกิล เพื่อให้มีรายได้ที่สูงกว่า 400 บาทขึ้นไป ซึ่งเท่าที่ทราบข้อมูลมามีผู้ประกันตนราว 24 ล้านคน ในจำนวนนี้มีอยู่ 2.3 ล้านที่ได้รับต่ำกว่า 400 บาท  ขณะที่ค่าแรงโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 618 บาทต่อวันต่อคน ถือว่าค่อนข้างสูง

“สิ่งที่จะทำคือยกระดับค่าแรงขึ้นไปอีก จะพยายามทำให้ได้ถึงประมาณ 650 บาทต่อวัน แต่ไม่ใช่การยกระดับด้วยอัตราการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะต้องพัฒนาฝีมือของแรงงาน ให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมที่เขาจะได้รับนะครับ ถ้าเกิดสมมติว่าเขามีทักษะที่มากขึ้น รับประกันได้ว่าไม่มีนายจ้างคนไหนที่จะปฏิเสธเรื่องการให้ค่าแรงที่สูงขึ้น” นายพงศ์กวินกล่าว 

เมื่อถามกรณีแรงงานกัมพูชา  นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ภาพที่เห็นรายงานเดินทางออกนอกประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องปกติ ส่วนใหญ่เป็น One Day Passport หรือไปเช้าเย็นกลับ ทำให้ดูเหมือนมีคนออกนอกประเทศไทย  แต่ตัวเลขแรงงานต่างด้าวที่กลับออกไปจริงมีประมาณ 20,000 คน จากจำนวนแรงงานกัมพูชาในประเทศไทยกว่า 500,000 คน เพราะฉะนั้นส่วนที่กลับไปถือว่าไม่มาก ก็ต้องมีการหาแรงงานสัญชาติอื่นเข้ามาทดแทน

การันตีตัวเองมีความสามารถเพียงพอ
เมื่อถามว่ารู้สึกกดดันหรือไม่ในฐานะรัฐมนตรีหน้าใหม่ อีกทั้งยังมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายธนาธรจึงรุ่งเรืองกิจ นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ตนเคยบริหารงานในบริษัทของคุณพ่อ และบริหารบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มาแล้ว รวมถึง เป็นสส. ในสมัยปี 2562 อยู่ 4 ปี ได้เห็นและเรียนรู้งานทางด้านนิติบัญญัติ หลังจากนั้นก็ได้มาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อยู่ 2 ปี  

“ผมมีความรู้ ทั้งทางด้านนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาว่าจะทำงานได้ไหม ผมสามารถการันตีตัวเองได้ว่า ผมมีความสามารถมากพอ" นายพงศ์กวินกล่าว

เมื่อถามถึงการสานต่อหรือรื้องานของรมว.แรงงานคนเก่าที่มาจากพรรคภูมิใจไทย(ภท.) หรือไม่อย่างไร นายพงศ์กวิน กล่าวว่า แต่ละพรรคการเมืองต่างก็มีนโยบายของตนเอง แต่นโยบายไหนที่ทำไว้ดีก็สานต่อแน่นอน ส่วนที่คิดว่าสามารถทำให้ดีขึ้น ก็พร้อมที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น

‘ตรีนุช’ เปิดเกมรุกยกระดับแรงงานไทยทั้งระบบ สู้วิกฤตขาดแคลน – เร่งพัฒนาทักษะ – เสริมสวัสดิการครอบคลุม

‘ตรีนุช’ มอบนโยบายแรงงาน ย้ำโปร่งใส เน้นแก้แรงงานขาดแคลน-ยกระดับสิทธิแรงงาน-พัฒนาทักษะดิจิทัล

(2 ต.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบนโยบายขับเคลื่อนภารกิจงานกระทรวงแรงงานให้แก่คณะผู้บริหารและบุคลากรกระทรวงแรงงาน เพื่อกำหนดเป้าหมายในการเร่งแก้ไขปัญหาแรงงานที่เร่งด่วนและสำคัญ เช่น ปัญหาขาดแคลนแรงงาน, การเร่งพัฒนาทักษะ Upskill และ Reskill ให้แรงงานไทย และการส่งเสริมสวัสดิการแรงงาน โดยมุ่งเป้าเดินหน้านโยบายแรงงานให้สอดรับกับความท้าทายทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมย้ำหลักการทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานทุกกลุ่ม ณ อาคารกระทรวงแรงงาน กรุงเทพฯ

นางสาวตรีนุช เทียนทอง กล่าวว่า ปัญหาสำคัญที่กระทรวงแรงงานต้องเร่งแก้ไขคือ การขาดแคลนแรงงานในภาคธุรกิจที่เป็นผลกระทบมาจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยจะเร่งดำเนินการทำบันทึกความเข้าใจ (MoU) ในการจ้างแรงงานสัญชาติอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ศรีลังกา รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยจากการสู้รบในเมียนมาสามารถเข้ามาเป็นแรงงานทดแทนที่ทำงานได้ชั่วคราว ซึ่งได้ดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ตลอดจนการเร่งรัดการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อป้องกันปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย

อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ การพัฒนาทักษะ Upskill และ Reskill ให้แรงงานไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล โดยจะบูรณาการร่วมกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างทักษะใหม่ เช่น ภาษาและปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมเดินหน้าโครงการ “1 ตำบล 1 ช่างอเนกประสงค์” ที่มุ่งสร้างแรงงานแบบ Multi Skills และสนับสนุนเครื่องมือทำกินหลังการฝึกอบรม รวมถึงการจัดอบรมอาชีพให้นักศึกษาช่วงปิดภาคเรียนเพื่อรองรับนโยบายส่งเสริมการจ้างงาน

ในส่วนของสวัสดิการแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน โดยจะปรับแก้กฎกระทรวงเพื่อให้แรงงานได้รับสิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย เช่น การสู้รบบริเวณชายแดน และยกระดับสิทธิประโยชน์ประกันสังคมสำหรับแรงงานนอกระบบตามมาตรา 40 เช่น เพิ่มเงินทดแทนกรณีทุพพลภาพจาก 1,000 บาทเป็น 3,000 บาทต่อเดือน, เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรจาก 200 บาทเป็น 300 บาทต่อคน และปรับค่าทดแทนการขาดรายได้รักษาพยาบาลจาก 50 บาทเป็น 200 บาทต่อครั้ง ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นการยกระดับความมั่นคงและคุณภาพชีวิตให้แก่แรงงานนอกระบบเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมุ่งขยายโอกาสให้แรงงานไทยมีงานทำในต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องขับเคลื่อนนโยบายขยายตลาดแรงงานเชิงรุก โดยใช้กลไกทูตแรงงานใน 12 ประเทศที่มีศักยภาพในการจ้างงาน เพื่อเพิ่มการจ้างงานและดูแลสิทธิประโยชน์แรงงานไทยในต่างแดน รวมทั้งการเดินหน้าพัฒนาระบบบริหารจัดการแรงงานด้วยเทคโนโลยี ผ่านการจัดทำฐานข้อมูลแรงงานแห่งชาติและ Thai National Resume เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลแรงงานทั้งระบบให้อยู่ในการดูแลของกระทรวงแรงงาน ตลอดจนการนำร่อง Sandbox One Stop Service ในพื้นที่ศักยภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่แรงงานและผู้ประกอบการให้ได้รับบริการแบบครบวงจรในที่เดียว

นางสาวตรีนุช กล่าวทิ้งท้ายว่า “นโยบายเหล่านี้มีเป้าหมาย เพื่อแก้ไขจัดการปัญหาเร่งด่วนที่กำลังเกิดขึ้นและการวางรากฐานในระยะยาว ทั้งด้านการจัดการแรงงานต่างด้าว การพัฒนาทักษะ การเสริมสวัสดิการ การเปิดตลาดแรงงานต่างประเทศ และการใช้เทคโนโลยีมาขับเคลื่อนระบบแรงงานไทยให้มีความมั่นคง แข่งขันได้ และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต โดยภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงแรงงานนี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายหลักคือการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับแรงงานทุกกลุ่ม”

‘เพจประชาคมแพทย์’ ชำแหละนโยบายแรงงานพรรคประชาชน ส่อให้ต่างด้าวตั้งสหภาพแรงงานในไทยได้เสรี หวั่นทำ รพ.รัฐวิกฤต – เศรษฐกิจไทยพัง

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ประชาคมแพทย์’ ได้โพสต์ข้อความว่า สิ่งที่อยู่ในความฝันของพรรคส้มคือ 
การเอื้ออำนวย ให้เกิดสิ่งต่างๆต่อไปนี้ได้ง่ายขึ้น นี่คือภาพสมมุติที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง
การจัดตั้งสหภาพแรงงาน อาหารแปรรูป แห่งสมุทรสาคร ( ประธานและสมาชิกเป็นพม่า 90%)
สหภาพแรงงานประมง แห่งระนอง  ( ประธานและสมาชิกเป็นพม่าล้วน)
สหภาพแรงงาน ธุรกิจสุขภาพ แห่งพัทยา ( ประธานและสมาชิกเป็นรัสเซียล้วน)
สหภาพแรงงานSME แห่งเกาะพะงัน  ( ประธานและสมาชิกเป็นอิสราเอลล้วน)
สหภาพแรงงานSME แห่ง ระยองตราดจันทบุรี
 ( ประธานและสมาชิกเป็นจีน 90%)
ฯลฯ

ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดีนะครับ ( ถ้าใครคิดว่าเรากำลังด่าส้ม ขอให้คิดใหม่) ฝันนี้ไม่ไกลเกินจริงตามนโยบายของพรรค นี่อาจเป็นนโยบายส่วนขยายของคำว่า ไทยทันโลก ของพรรคประชาชน เมื่อมาตรฐานสากล ชนกับความเป็นจริงของประเทศไทย นโยบายแรงงาน สิทธิแรงงาน เสน่ห์การลงทุน และภาระสาธารณสุขที่สังคมไทยต้องคิดให้รอบด้าน

ในบรรดาพรรคการเมืองไทยทั้งหมดในปัจจุบัน ปรากฏชัดว่า พรรคประชาชน เป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว ที่ระบุไว้ในเอกสารนโยบายอย่างเป็นทางการว่า ประเทศไทยควรให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 และควรเปิดกว้างสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน โดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือสถานที่ทำงาน

ข้อเท็จจริงนี้ ไม่ใช่ข้อกล่าวหา ไม่ใช่การตีความ และไม่ใช่การโจมตีทางการเมือง แต่เป็นเนื้อหาที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์นโยบายของพรรคโดยตรง ( อยากรู้ลองไป search ดูนะครับ) คำถามสำคัญที่สังคมไทยควรถาม จึงไม่ใช่เรื่องเจตนารมณ์ แต่คือ

> หากนโยบายนี้ถูกนำมาใช้จริง ซึ่ง อาจเกิดผลดีคือเพิ่ม GDP ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญผลกระทบเชิงโครงสร้างอย่างไรบ้าง ในการแลกเปลี่ยน ประโยชน์ครั้งนี้ โดยเฉพาะในสองมิติที่เปราะบางและอ่อนไหวที่สุด คือ
เศรษฐกิจ และ สาธารณสุข

เหตุใดไทยจึง “ยังไม่ให้สัตยาบัน” ILO 87 และ 98 ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกวิจารณ์ว่า ไม่เดินตามมาตรฐานสากลด้านสิทธิแรงงาน แต่ในความเป็นจริง การไม่ให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98

อาจไม่ใช่เพราะรัฐไทย “ไม่เข้าใจ” หากแต่เป็น การเลือกเชิงยุทธศาสตร์ เพราะการให้สัตยาบันทั้งสองฉบับ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิทธิแรงงาน แต่คือการเปลี่ยนสมดุลอำนาจระหว่างแรงงาน – ทุน – รัฐ – ระบบสวัสดิการ และการเปลี่ยนสมดุลนี้ มีต้นทุนสูงมาก

เสน่ห์เงียบของประเทศไทยในสายตานักลงทุน นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในภาคการผลิต ให้ความสำคัญกับปัจจัยหลัก 3 เรื่องเสมอ
1. ต้นทุนแรงงาน
2. ความแน่นอนและคาดการณ์ได้ของระบบ
3. ความเสี่ยงจากความขัดแย้งแรงงาน

ประเทศไทยมีจุดเด่นสำคัญข้อหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง คือ
> ความเสถียรด้านแรงงาน
ไทยเป็นประเทศที่ การประท้วงแรงงานขนาดใหญ่เกิดขึ้นไม่บ่อย การนัดหยุดงานระดับอุตสาหกรรมมีน้อย การปรับขึ้นค่าแรงมักเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ต้นทุนแรงงานสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 อย่างเต็มรูปแบบ

ซึ่งมักเผชิญกับ สหภาพแรงงานข้ามอุตสาหกรรม การประท้วงเป็นระยะ ความผันผวนของต้นทุนแรงงาน
ความ “นิ่ง” ของแรงงานไทย จึงกลายเป็น เสน่ห์เชิงโครงสร้าง ที่ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

การปฏิวัติแรงงาน = ต้นทุนทุนที่สูงขึ้น

หากประเทศไทยให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 พร้อมเปิดกว้างสิทธิการจัดตั้งสหภาพโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นแทบจะแน่นอน คือ อำนาจต่อรองแรงงานเพิ่มขึ้น ค่าแรงเฉลี่ยสูงขึ้น สวัสดิการแรงงานเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงการนัดหยุดงานเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจสูงขึ้น นี่ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นการ “เลือกโมเดลเศรษฐกิจใหม่” ปัญหาคือ ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงรอยต่อ

> ค่าแรงไม่ต่ำ
แต่ผลิตภาพแรงงานยังไม่สูงพอ หากต้นทุนเพิ่มเร็ว แต่ผลิตภาพไม่เพิ่มตามความสามารถในการแข่งขันย่อมลดลง
และเมื่อความเสี่ยงแรงงานสูงขึ้น 

นักลงทุนบางส่วนอาจเลือก
> ย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่ต้นทุนต่ำกว่า และระบบแรงงานนิ่งกว่า โอกาสการลงทุนที่หายไป ไม่ใช่สิ่งที่เรียกกลับมาได้ง่าย

จุดเปราะบางที่สุด: ระบบสาธารณสุข
ก่อนจะพูดถึงการขยายสิทธิแรงงาน จำเป็นต้องยอมรับข้อเท็จจริงหนึ่งร่วมกันก่อนว่า

> ระบบสาธารณสุขของไทย “ตึงมือ” อยู่แล้ว
วันนี้ ประชาชนไทยส่วนใหญ่อยู่ในระบบประกันสังคม ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ภายใต้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภาพที่คนไทยจำนวนมากพบเจอคือ การรอคิวตรวจและผ่าตัดนาน ห้องฉุกเฉินแออัด บุคลากรทางการแพทย์ทำงานเกินกำลัง ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจและชายแดน โรงพยาบาลรัฐต้องรองรับคนไข้จำนวนมาก รวมถึงแรงงานต่างชาติในสัดส่วนสูง

ความคับข้องใจที่สังคมไม่ควรมองข้าม ความรู้สึกของประชาชนไทยจำนวนมากคือ
> “เราจ่ายภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย
แต่ต้องรอคิวรักษาพยาบาลในระบบที่แน่นขนัด” ในขณะที่บางพื้นที่ ห้องรอคนไข้เต็มไปด้วยแรงงานต่างชาติ ซึ่งประชาชนจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจว่า งบประมาณมาจากไหน ใครเป็นผู้สมทบ ระบบมีแผนรองรับหรือไม่ ความรู้สึกนี้ ไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่เป็นความกังวลว่า

> ทรัพยากรที่มีจำกัด กำลังถูกแบ่งเพิ่ม
โดยที่ระบบยังไม่แข็งแรงพอ เมื่อสิทธิแรงงานขยายตัว → ภาระสวัสดิการจะขยายตาม หากแรงงานสามารถรวมตัวข้ามสถานประกอบการ และไม่ถูกจำกัดด้วยเชื้อชาติ การเรียกร้องย่อมไม่หยุดอยู่แค่ค่าแรง แต่จะขยายไปสู่สิทธิด้านการรักษาพยาบาล คุณภาพบริการ ความเท่าเทียมในการเข้าถึงสวัสดิการ ในเชิงหลักการ นี่คือเรื่องสิทธิ แต่ในเชิงระบบ นี่คือ ภาระเพิ่มเติมต่อสาธารณสุข หากงบประมาณ บุคลากร และโครงสร้างไม่เพิ่มตาม

ผลที่อาจเกิดขึ้นคือ คิวรักษาที่นานขึ้น คุณภาพบริการลดลง ความไม่พอใจของประชาชนเพิ่มขึ้น จุดตัดอันตรายของประเทศ ความเสี่ยงสูงสุดของนโยบายลักษณะนี้ คือ

> เศรษฐกิจชะลอตัวจากต้นทุนที่สูงขึ้น
แต่ภาระสาธารณสุขและสวัสดิการเพิ่มขึ้นพร้อมกัน เมื่อการลงทุนใหม่ลดลง  รายได้รัฐไม่เพิ่ม แต่ความต้องการใช้บริการสาธารณสุขสูงขึ้น รัฐจะถูกบีบจากทุกด้าน และผู้ที่รับแรงกระแทกมากที่สุดคือ โรงพยาบาลรัฐ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนผู้ใช้บริการ

บทสรุป
การให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 และการเปิดกว้างสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ไม่ใช่เรื่อง “ผิด” ในเชิงหลักการ แต่ในบริบทของประเทศไทย นี่คือการตัดสินใจเชิงโครงสร้าง ที่ต้องแลกกับเสน่ห์ด้านเสถียรภาพแรงงาน ความสามารถในการดึงดูดการลงทุน และภาระต่อระบบสาธารณสุขที่ตึงตัวอยู่แล้ว

การที่ประเทศไทยยังไม่ให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 อาจไม่ใช่ความล้าหลัง แต่เป็นการเลือกเพื่อรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สวัสดิการ และเสถียรภาพของระบบ

คำถามสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ว่า “มาตรฐานสากลดีหรือไม่” แต่คือ
> ประเทศไทยพร้อมหรือยัง
ที่จะจ่ายต้นทุนของการเปลี่ยนแปลงนั้น และประชาชนไทยจะไม่ถูกบังคับให้ ‘ยอมรับสภาพ’ เพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ 

กลับมาพูดถึงเรื่อง ข้อเสนอ และการใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ กระแสของ ไอซ์ ฟีเวอร์ ที่ ตีแผ่ การใช้จ่ายงบประมาณของ กองทุนประกันสังคม โดยหวังดึงคะแนนเสียงของภาคแรงงาน และคิดว่าอาจจะกำลังจะได้ผลสำเร็จ 

เราขอแสดงความยินดีกับ “ด้อมส้ม” และผู้สนับสนุนนโยบายแรงงานของพรรคประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานกว่า 24 ล้านคน ของประเทศ นโยบายด้านแรงงานของพรรคประชาชน ซึ่งถูกนำเสนอด้วยถ้อยคำที่ฟังดูงดงาม และพยายามทวงคืนความเป็นธรรมในหลายมิติ แต่อาจมีรายละเอียดบางส่วนที่หลายท่านยังไม่ทันสังเกต นั่นคือ การเปิดประตูสู่โครงสร้างสหภาพแรงงานในบริบทสากล ที่ไม่ได้มีเพียงแรงงานไทยอยู่ในสมการอีกต่อไป

ภายใต้นโยบายการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ตามที่พรรคประชาชนประกาศไว้ในเว็บไซต์ ประเทศไทยมีแนวโน้มจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางของแรงงานต่างชาติอีกหลายแสน หรืออาจถึงระดับหลายล้านคนที่จะเข้ามาเป็น “เพื่อนร่วมงาน” ในตลาดแรงงานเดียวกับแรงงานไทย พร้อมสิทธิและอำนาจการรวมตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน

‘จุลพันธ์’ ลุยกระทรวงแรงงาน เข้ากระทรวงวันแรก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มอบนโยบายเน้นแก้ปัญหาแรงงาน ลดภาระค่าใช้จ่าย รักษาการจ้างงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานทุกมิติ

‘จุลพันธ์’เข้ากระทรวงแรงงานวันแรก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มอบนโยบายผู้บริหาร ยันพร้อมขับเคลื่อนนโยบาย แก้ปัญหาความเดือดร้อน - ลดภาระค่าใช้จ่าย - รักษาการจ้างงาน - ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานทุกมิติ 

วันที่ 7 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินทางเข้ากระทรวงแรงงานเป็นวันแรกเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง โดยได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงานทั้ง 5 จุด ประกอบด้วย พระพุทธสุทธิธรรมบพิตร พระพุทธชินราช ศาลพ่อปู่ชัยมงคล ศาลท้าวมหาพรหมเทวฤทธิ์ และศาลพ่อปู่สุชินพรหมมา จากนั้นถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี โดยมี นางสาวบุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน ร่วมต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ กระทรวงแรงงาน

จากนั้น นายจุลพันธ์ เดินทางเข้าห้องทำงานชั้น 6 อาคารกระทรวงแรงงาน และรับมอบแจกันดอกไม้แสดงความยินดีจากผู้บริหารหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน และแขกที่มาร่วมแสดงความยินดี ก่อนที่จะประชุมมอบนโยบายแนวทางการทำงานให้แก่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงาน

โดยนายจุลพันธ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงความรู้สึกว่า รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยนายจุลพันธ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คนที่ 20 พร้อมย้ำถึงนโยบายสำคัญที่ได้มอบให้กับผู้บริหารกระทรวงแรงงานในการดูแลแรงงานในภาวะวิกฤตปัจจุบัน และเน้นการเร่งช่วยเหลือแรงงานไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ตะวันออกกลาง ควบคู่กับการพิจารณามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของแรงงาน เช่น การลดเงินสมทบประกันสังคม และการรักษาระดับการจ้างงาน ซึ่งมุ่งให้เกิดผลภายใน 100 วันแรกของการทำงาน พร้อมทั้งผลักดันการพัฒนาทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill) ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI และระบบอัตโนมัติ รวมถึงจัดระเบียบแรงงานทั้งในและต่างประเทศให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องแรงงาน เมื่อพี่น้องแรงงานเดือดร้อนก็จะเข้าไปพบปะช่วยแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

สำหรับภารกิจเร่งด่วน ภายหลังจากนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการแล้ว นายจุลพันธ์ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานเตรียมพร้อมขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยทันที เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งกำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ภายใต้ตัวชี้วัด (KPI) ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชน
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top