Friday, 5 June 2026
นิโคลัสมาดูโร

สหรัฐฯ ตั้งค่าหัว รมต.กลาโหมเวเนซุเอลา 15 ล้านดอลลาร์ แลกข้อมูลนำจับ

(2 ก.ย. 68) สหรัฐฯ ประกาศมอบเงินรางวัลสูงถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 498 ล้านบาท) สำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลนำไปสู่การจับกุม วลาดิมีร์ ปาดริโน โลเปซ (Vladimir Padrino López) รัฐมนตรีกลาโหมเวเนซุเอลา ซึ่งถูกกล่าวหาพัวพันคดียาเสพติดและทุจริต ซึ่งการประกาศดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกดดันรัฐบาลประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ที่สหรัฐฯ และหลายประเทศไม่ยอมรับความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 3

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีมาดูโรยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าว โดยระหว่างพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา เขาประกาศต่อสาธารณะว่า เวเนซุเอลามีขีปนาวุธจำนวน 1,200 ลูก ที่ถูกล็อคเป้าใส่เรือรบสหรัฐฯ ทั้ง 8 ลำแล้ว พร้อมย้ำว่าประเทศตนจะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยจาก “สงครามเศรษฐกิจ” และแรงกดดันจากชาติตะวันตก

สหรัฐฯ ยังได้เพิ่มเงินรางวัลนำจับ นิโคลัส มาดูโร เป็นจำนวน 25 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 830 ล้านบาท และ ดิโอสดาโด กาเบโย (Diosdado Cabello) รัฐมนตรีมหาดไทยอีก 25 ล้านดอลลาร์ รวมถึงคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวเนซุเอลาเพิ่มเติม ขณะที่สหภาพยุโรป แคนาดา และสหราชอาณาจักร ก็ร่วมออกมาตรการคว่ำบาตรไปในทิศทางเดียวกัน

ด้านฝ่ายค้านเวเนซุเอลาและนานาชาติยังคงยืนยันว่า ผลการเลือกตั้งปี 2024 ไม่โปร่งใส และอดีตผู้สมัครฝ่ายค้าน เอ็ดมุนโด กอนซาเลซ (Edmundo González) ควรเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง โดยสถานการณ์ล่าสุดยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลมาดูโรกับสหรัฐฯ ที่อาจลุกลามสู่ความขัดแย้งทางทหารมากขึ้นในอนาคต

‘มาดูโร’ เปิดปูมเบื้องหลัง ‘สหรัฐฯ’ ยกระดับกดดัน แท้จริงจ้องฉก!! ‘น้ำมัน–ก๊าซ–ทองคำ’ ของเวเนซุเอลา

(9 ก.ย. 68) นิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เปิดเผยสาเหตุแท้จริงที่สหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันต่อภูมิภาค หลังจากเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม อัยการสูงสุดสหรัฐฯ ประกาศตั้งรางวัลนำจับ 50 ล้านดอลลาร์ สำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุม โดยกล่าวหาว่ามาดูโรมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งค้ายา Cartel de los Soles และไม่นานหลังจากนั้น สหรัฐฯ ก็ส่งกองเรือรบเข้าประจำการในทะเลแคริบเบียน อ้างเพื่อปราบปรามเครือข่ายค้ายา

มาดูโรให้สัมภาษณ์กับสื่อ RT ว่า เหตุผลแท้จริงคือทรัพยากรธรรมชาติอันมหาศาลของเวเนซุเอลา โดยประเทศครอบครองแหล่งน้ำมันสำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังมีแหล่งก๊าซธรรมชาติอันดับ 4 กระจายอยู่ทั่วแคริบเบียน รวมถึงทองคำจำนวนมาก พื้นที่เกษตรอุดมสมบูรณ์ 30 ล้านเฮกตาร์ และแหล่งน้ำที่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม มาดูโรได้สั่งเสริมกำลังทหารกว่า 25,000 นายประจำแนวชายฝั่ง เพื่อป้องกันอธิปไตย รักษาความมั่นคง และยืนยันว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นการ “สู้เพื่อสันติภาพ” ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาหลายทางเลือกในการโจมตีขบวนการค้ายาเสพติดในเวเนซุเอลา ซึ่งอาจรวมถึงปฏิบัติการทางทหารบนแผ่นดินเวเนซุเอลาเอง โดยมีเป้าหมายกว้างกว่าคือการลดอำนาจของมาดูโร

กองทัพสหรัฐฯ เริ่มเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในทะเลแคริบเบียน ส่ง F-35 จำนวน 5 ลำ..ลงจอดเปอร์โตริโก!! ปิดล้อม ‘เวเนซุเอลา’

(15 ก.ย. 68) สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาร้อนแรงขึ้น หลังเครื่องบินขับไล่ F-35 จำนวน 5 ลำของสหรัฐฯ ลงจอดที่ฐานทัพเดิมรูสเวลต์ โรดส์ เมืองเซบา เกาะเปอร์โตริโก ท่ามกลางการเสริมกำลังทางทหารในแถบทะเลแคริบเบียน โดยวอชิงตันระบุว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการปราบปรามการค้ายาเสพติดในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศเวเนซุเอลาออกมาประณามสหรัฐฯ หลังอ้างว่ามีเจ้าหน้าที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ติดอาวุธ 18 นาย ขึ้นตรวจค้นเรือประมงปลาทูน่าที่แล่นอยู่ในน่านน้ำเวเนซุเอลา และกักตัวชาวประมง 9 คนไว้กว่า 8 ชั่วโมง ก่อนถูกปล่อยตัวภายใต้การคุ้มกันของกองทัพเรือเวเนซุเอลา

นายอีวาน กิล (Yván Gil) รัฐมนตรีต่างประเทศเวเนซุเอลา กล่าวหาว่าสหรัฐฯ กำลังยั่วยุเพื่อสร้างเหตุให้เกิดการปะทะทางทหารในทะเลแคริบเบียน พร้อมชี้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความพยายามในการผลักดันนโยบายเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในประเทศของตน

โดยก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) สั่งระดมกองกำลังติดอาวุธและกองกำลังอาสาสมัครทั่วประเทศกว่า 284 จุดชายฝั่ง ภายใต้แผน “อินเดเพนเดนเซีย 200” โดยระบุว่าการเคลื่อนไหวนี้เพื่อปกป้องอธิปไตยของเวเนซุเอลา ท่ามกลางการกดดันทางทหารที่เพิ่มขึ้นจากสหรัฐฯ ในภูมิภาค

‘เวเนซุเอลา’ ปิดสถานทูตใน ‘นอร์เวย์–ออสเตรเลีย’ เดินหน้าสร้างพันธมิตรใหม่ในแอฟริกา

(14 ต.ค. 68) รัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศปิดสถานทูตในนอร์เวย์และออสเตรเลีย เพื่อปรับโครงสร้างการทูตรอบใหม่ โดยระบุว่าเป็น “การกระจายทรัพยากรเชิงกลยุทธ์” เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายต่างประเทศยุคใหม่ ที่มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรกับประเทศในกลุ่ม 'โลกใต้' (Global South) มากกว่าชาติตะวันตก

นายอีวาน กิล (Yvan Gil) รัฐมนตรีต่างประเทศของเวเนซุเอลา แถลงว่า การปรับโครงสร้างนี้มีเป้าหมายเพื่อใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับความร่วมมือในด้านการพัฒนา การศึกษา พลังงาน และความมั่นคง โดยเฉพาะกับประเทศที่มีจุดยืนสอดคล้องกับเวเนซุเอลาในเวทีโลก

พร้อมกันนี้ เวเนซุเอลายังประกาศเปิดสถานทูตแห่งใหม่ในซิมบับเวและบูร์กินาฟาโซ เพื่อใช้เป็นฐานขยายความร่วมมือในด้านเกษตร เหมืองแร่ และพลังงาน ถือเป็นสัญญาณชัดว่า ประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) แห่งเวเนซุเอลา กำลังหันเหจุดศูนย์กลางการทูตจากตะวันตก มุ่งหน้าสู่แอฟริกาและพันธมิตรโลกใต้มากขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top