Thursday, 4 June 2026
ทุ่นระเบิด

‘อนุสัญญาออตตาวา’ ห้ามการใช้ทุ่นระเบิด แต่เขมรกลับละเมิดทั้งที่ร่วมลงนามแล้ว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ขณะที่ทหารชุดลาดตระเวนจำนวน 14 นาย จากกองร้อยทหารพราน 2302 ออกลาดตระเวนจากฐานปฏิบัติการมรกตไปยังเนิน 481 พื้นที่ชายแดนไทย–เขมร จังหวัดอุบลราชธานี ณ พิกัด WA 220 861 โดยได้เหยียบทุ่นระเบิด ชนิดแอนติ–เพอร์ซันนัล (landmine) ทำให้ผู้บาดเจ็บ มี 3 นาย ได้แก่ พลทหารธนพัฒน์ หุยวัน ขาขาดต้องผ่าตัด และได้รับการเคลื่อนย้ายไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี ส่วนอีก 2 นายคือ จ่าสิบเอกปฏิพัทธ์ ศรีลาสัก และ พลทหารณัฐวุฒิ ศรีค้ำ บาดเจ็บเล็กน้อย อาการปลอดภัย

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) และหน่วย EOD กองทัพภาคที่ 2 ได้ทำการตรวจสอบชนิดของระเบิดพบว่าเป็น ทุ่นระเบิดแบบ PMN‑2 ซึ่งมีการติดตั้งใหม่ ไม่ใช่ทุ่นระเบิด ตกค้าง และตรวจพบอีก 3 ลูกในพื้นที่เดียวกัน PMN-2 เป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่มีชนวนระเบิดในตัว ซึ่งทำอันตรายบริเวณฝ่าเท้าผู้เหยียบ ตัวทุ่นทำจากวัสดุพลาสติก จึงตรวจสอบและค้นหาได้ยาก ในความเป็นจริงคือ ไทย และเขมรต่างได้ลงนามใน 'อนุสัญญาออตตาวา' เป็นที่เรียบร้อยมาหลายปีแล้ว โดยอนุสัญญาดังกล่าวเป็นอนุสัญญาห้ามใช้ทุ่นระเบิด หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และถ่ายโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และการทำลายทุ่นระเบิด” (Convention on the Prohibition of the Use, Stockpiling, Production and Transfer of Anti-Personnel Mines and on Their Destruction) มีชื่อย่อว่า 'อนุสัญญาออตตาวา' (Ottawa Treaty)

อนุสัญญานี้มีเป้าหมายหลักในการห้ามใช้งานทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mines) ซึ่งเป็นอาวุธที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อพลเรือน แม้ในยามหลังสงครามสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม โดยมีข้อผูกพันหลักของประเทศภาคีดังนี้ :

- ห้ามใช้ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งออกแบบมาให้จุดชนวนโดยการปรากฏตัวใกล้ชิด
หรือด้วยการสัมผัสของบุคคล
- ห้ามผลิต หรือพัฒนาอาวุธประเภทนี้
- ห้ามสะสมทุ่นระเบิดไว้ในคลังอาวุธ
- ห้ามส่งออก หรือขนย้ายทุ่นระเบิดไปยังประเทศอื่น
- ทำลายทุ่นระเบิดที่มีอยู่ ภายใน 4 ปีหลังการเข้าเป็นภาคี
- ต้องทำลายพื้นที่ทุ่นระเบิดทั้งหมดภายในอาณาเขตของตนภายใน 10 ปี แม้ว่าอาจขยาย

- เวลาได้ภายใต้สถานการณ์บางอย่างก็ตาม
- ต้องให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิด รวมไปถึงการฟื้นฟูร่างกายและ
- จิตใจ
- รัฐภาคีจะต้องรายงานเกี่ยวกับคลังเก็บทุ่นระเบิด ลักษณะทางเทคนิคของทุ่นระเบิด ที่ตั้ง
- ของพื้นที่ทุ่นระเบิด และความคืบหน้าของโครงการทำลายทุ่นระเบิดเป็นรายงานประจำปี
- เกี่ยวกับความคืบหน้าในการปฏิบัติตามอนุสัญญาทุกปี

สถานะของอนุสัญญา เริ่มมีการให้ลงนามในปี ค.ศ. 1997 ที่กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา และมีผลบังคับใช้เมื่อ 1 มีนาคม 1999 มีประเทศลงนามและให้สัตยาบันแล้วมากกว่า 160 ประเทศ อนุสัญญาออตตาวาถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากทุ่นระเบิดซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก และขัดขวางการพัฒนาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อันเป็นผลจากการเคลื่อนไหวทั่วโลกเพื่อห้ามอาวุธประเภทนี้ 

ซึ่งนำโดยแคนาดาและองค์กรนอกภาครัฐอื่น ๆ แม้ว่าอนุสัญญาดังกล่าวจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่ประเทศมหาอำนาจทางทหารบางประเทศ ไม่ได้เข้าร่วม ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน อินเดีย อิสราเอล และเมียนมา ด้วยการอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงทางทหาร แม้จะมีความท้าทายเหล่านี้ แต่อนุสัญญาดังกล่าวก็ส่งผลให้การใช้และการเข้าถึงทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคลลดลงอย่างมาก และยังกระตุ้นให้มีความพยายามในการกำจัดทุ่นระเบิดทั่วโลกอีกด้วย สำหรับประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญานี้เมื่อปี พ.ศ. 2542 (1999) และได้ดำเนินการ ทำลายทุ่นระเบิดในคลังทั้งหมดแล้ว มีการดำเนินงาน เก็บกู้ทุ่นระเบิด และ ฟื้นฟูพื้นที่ชายแดน หลายจุด ปัจจุบันยังคงมีพื้นที่บางส่วนที่อาจยังมีทุ่นระเบิด โดยเฉพาะแนวชายแดนไทย-เขมร

เขมรเข้าเป็นรัฐภาคีของสนธิสัญญาออตตาวา เมื่อ 3 มกราคม 2000 โดยได้รับการรับรองเมื่อ 28 กรกฎาคม 1999 มีผลบังคับใช้สำหรับเขมร เมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ด้วยเขมรประสบปัญหาทุ่นระเบิดจำนวนมาก ซึ่งเป็นมรดกจากความขัดแย้งหลายทศวรรษ (ยุคเขมรแดง สงครามกลางเมือง และความขัดแย้งในภูมิภาค) จึงมีการกำจัดทุ่นระเบิดและช่วยเหลือเหยื่ออย่างแข็งขัน โดยมีองค์กรต่าง ๆ เช่นศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดเขมร (CMAC) มีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติการกวาดล้าง และได้รับการสนับสนุนและเงินทุนระหว่างประเทศเพื่อความพยายามในการกำจัดทุ่นระเบิด กองทัพเขมรอ้างว่า ได้ทำลายคลังทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทั้งหมดที่มีตามที่สนธิสัญญากำหนดไว้

แต่ทุ่นระเบิด แบบ PMN‑2 ซึ่งมีการติดตั้งใหม่ เป็นทุ่นระเบิดจากรัสเซีย และไม่เคยมีใช้ในกองทัพไทย จึงเป็นไปได้สูงมากที่ทหารเขมรจะนำมาลักลอบวางเอาไว้ในดินแดนไทย และกองทัพเขมรเองก็ไม่ได้ทำลายทุ่นระเบิดที่มีอยู่ ภายใน 4 ปีหลังการเข้าเป็นภาคี ซึ่งต้องทำลายให้หมดก่อน 1 มกราคม พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) ถือได้ว่า เขมรจึงละเมิด "อนุสัญญาออตตาวา" อย่างชัดเจน แม้จะไม่มีบทลงโทษเมื่อมีการละเมิด แต่อนุสัญญานี้ก็มีหลายมาตรการที่ถือเป็นการลงโทษหรือแรงกดดัน ดังนี้ :

- การประณามจากรัฐภาคีอื่น ประเทศที่ละเมิดอาจถูกประณามในที่ประชุมรัฐภาคีประจำปี ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศ
- แรงกดดันทางการทูตและการเมือง การละเมิดอาจนำไปสู่การกดดันทางการทูต เช่น การระงับความช่วยเหลือ การตัดสัมพันธ์บางส่วน
- การระงับสิทธิ์บางประการในอนุสัญญา เช่น การถูกจำกัดบทบาทในการออกเสียง หรือการถูกปฏิเสธความร่วมมือทางเทคนิค
- การเผยแพร่รายงานการละเมิดต่อสาธารณะ รายงานการละเมิดจะถูกรายงานต่อประชาคมโลกผ่านสื่อและองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ICBL (International Campaign to Ban Landmines)
- การตัดความช่วยเหลือหรือความร่วมมือทางเทคนิค ประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามอาจไม่ได้รับการสนับสนุนในการกู้ทุ่นระเบิดหรือการช่วยเหลือเหยื่อจากองค์กรระหว่างประเทศ

ดังนั้น เมื่อทหารเขมรลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิด แบบ PMN‑2 ในดินแดนไทย นอกจากจะเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยแล้ว ยังเป็นการละเมิดและฝ่าฝืนข้อกำหนดตามอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจนอีกด้วย รัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศต้องดำเนินการประท้วง เพื่อให้รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาได้ร่วมประณามและลงโทษในการกระทำของเขมรในครั้งนี้โดยเร็วที่สุด

เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

‘กองทัพบก’ เจออีก 2 ทุ่นระเบิดใหม่ใกล้จุดเกิดเหตุเดิม ซัด เขมรขัดอนุสัญญาออตตาวาจงใจทำร้ายกำลังพลไทย

ทบ. ลุยสแกนละเอียด พบเพิ่ม 2 ทุ่นระเบิดใหม่ ในพื้นที่ช่องบก ใกล้จุดเกิดเหตุเดิม ชี้ชัดขัดอนุสัญญาออตตาวา เตรียมเชิญผู้ช่วยทูตทหารมารับทราบข้อเท็จจริง

(21 ก.ค. 68) – ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์กำลังพลกองร้อยทหารราบที่ 6021 เหยียบกับระเบิดระหว่างการลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดนช่องบก จ.อุบลราชธานี จนได้รับบาดเจ็บ 3 นาย เมื่อวันที่ 16 ก.ค.68

ล่าสุดวานนี้ (20 ก.ค. 68) กองกำลังสุรนารี และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยผลจากการตรวจพื้นที่พบการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ชนิด PMN2 ในสภาพใหม่พร้อมทำงาน จำนวน 2 ทุ่น ห่างจากหลุมระเบิดเดิม 30 เซนติเมตร โดยปัจจุบันเจ้าหน้าที่ หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) ได้ทำการรื้อถอนทุ่นระเบิดที่ตรวจพบใหม่ออกแล้วทั้ง 2 ทุ่น

การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการรุกล้ำอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และแสดงถึงเจตนาในการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารไทย ทั้งเป็นการละเมิดต่ออนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ที่ทางไทยและกัมพูชาล้วนได้ให้สัตยาบัน เข้าเป็นประเทศภาคีในอนุสัญญาดังกล่าวด้วย กองทัพบกจึงขอเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวนี้ต่อสาธารณะ พร้อมขอความร่วมมือประเทศสมาชิกอาเซียนรวมถึงนานาประเทศ ร่วมประณามการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรงของประเทศกัมพูชา

นอกจากนี้กรมข่าวทหารบกจะได้มีการเชิญผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย มารับทราบข้อเท็จจริงในกรณีเหตุการณ์ดังกล่าวในวันที่ 22 ก.ค. อีกด้วย

จากเหตุการณ์ทหารไทย 3 นายได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดระหว่างลาดตระเวนที่พื้นที่ชายแดนช่องบก จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2568 ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ก.ค. หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) และกองกำลังสุรนารี ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง และพบ “ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN2” ในสภาพใหม่พร้อมทำงาน จำนวน 2 ทุ่น วางห่างจากหลุมระเบิดเดิมเพียง 30 เซนติเมตร เท่านั้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเป็นการ วางซ้ำจุดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยเจตนา เพื่อหวังผลลอบสังหารทหารไทยโดยเฉพาะ

การกระทำดังกล่าวจึงถือเป็นการ รุกล้ำอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และ ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ที่ห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็เป็นภาคีร่วมลงนามไว้ การวางระเบิดซ้ำในจุดเดิมไม่เพียงแต่เป็นการจงใจทำร้ายกำลังพลไทยอย่างเหี้ยมโหด แต่ยังเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

กองทัพบกไทยจึงออกมาเรียกร้องให้นานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศในอาเซียน ร่วมกัน ประณามกัมพูชา ต่อพฤติกรรมอันป่าเถื่อนและไร้มนุษยธรรมนี้ พร้อมทั้งเตรียมเชิญผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารจากนานาชาติเข้ารับทราบข้อเท็จจริงในวันพรุ่งนี้ เพื่อดำเนินการกดดันทางการทูตอย่างเป็นรูปธรรม

ปราสาทตาควาย ที่ไม่เหมือนเดิม!! ทหารเขมร เข้ายึด และทำเป็นฐานที่มั่นทางทหาร ทั้งบังเกอร์ ทั้งอาวุธ ปืนกล RPG ปืน ค.

(10 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Wassana Nanuam’ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

ปราสาทตาควาย ที่ไม่เหมือนเดิม!!

หลังจาก 24 กค.2568 ปราสาทตาควาย กลายเป็น สมรภูมิรบ อีกครั้ง ทหารเขมร เข้ายึด และทำเป็นฐานที่มั่นทางทหาร

ทั้งบังเกอร์ ทั้งอาวุธ ปืนกล RPG ปืน ค. โดยวางสนามทุ่นระเบิด หน้าแนวทหารไทย ป้องกันกลัวทหารไทย บุกเข้ายึด และเสริมกำลังเข้ามาอีกเพียบ

เขมร เริ่มเปิดให้นักข่าว และชาวเขมร เข้ามาเยี่ยมเยียน ที่ปราสาท บ้างแล้ว
พร้อม ปล่อยภาพ ออกมาเป็นระยะๆ

ภาพนีั ทหารเขมร นอกจากสื่อถึงการยึดครองปราสาทตาควาย แล้ว ยังเสมือน เป็นการแสดงความพร้อม รับมือทหารไทย

ดังนั้น ข้อเสนอของฝ่ายไทย ที่ให้เขมร เก็บกูัทุ่นระเบิด ที่วางใหม่ ในก่อนและหลังการสู้รบครั้งนีั จึงยากที่เขมร จะตอบรับ เพราะยังต้องการใช้กับระเบิด ป้องกันตัวปราสาท จากทางฝั่งไทย ไว้ ในขณะที่ เขมร ยังคง วางทุ่นระเบิด ในแนวรบ จุดอื่น เพิ่มเติม

ทหารไทย เพิ่งเหยียบกับระเบิด ที่ช่องโดนเอาว์ ที่คาดว่า ทหารเขมร ลอบเข้ามาวางไว้ 

ทหารไทย ต้องสละชีพ และขา ไปหลายคนในสมรภูมิตาควาย -เนิน350 นี้

‘กองทัพบก’ แถลงประณาม ‘กัมพูชา’ วางทุ่นระเบิดในแดนไทย จงใจละเมิดสัญญาออตตาวา

(12 ส.ค. 68) กองทัพบกแถลงประณามกัมพูชาหลังเกิดเหตุลอบวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ฝั่งไทย ส่งผลให้สิบเอกธีรพล เพียขันที สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2610 ได้รับบาดเจ็บสาหัส ระหว่างลาดตระเวนใกล้ปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ เหตุเกิดเมื่อเช้าวันที่ 12 ส.ค. 2568 ปัจจุบันอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นหลักฐานชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ถือเป็นการโจมตีโดยตรงต่อกำลังพลไทยในเขตแดนไทย และเป็นพฤติกรรมที่เกิดซ้ำหลายครั้งในพื้นที่ชายแดน

โฆษก ทบ. ชี้ว่าการกระทำเช่นนี้สะท้อนเจตนาคุกคามไทยอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และการใช้มาตรการหยุดยิง พร้อมระบุว่ากัมพูชาเพิกเฉยต่อข้อเสนอไทยเกี่ยวกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนการใช้คุกคามทางทหารอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ กองทัพบกยืนยันยังคงยึดแนวทางสันติวิธีและไม่ใช่ฝ่ายเริ่มใช้กำลัง แต่หากสถานการณ์บีบบังคับ อาจจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องกำลังพลและรักษาอธิปไตยของชาติ

โฆษก ทบ.อัดกัมพูชา ยังไม่ยอมร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด ชี้ชัด เป็นอาวุธที่ใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทยอยู่ตลอดเวลา

(17 ส.ค. 68) โฆษก ทบ.อัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขเก็บกู้ทุ่นระเบิดก็ต่อเมื่อหยุดยิงโดยสมบูรณ์ สะท้อนว่ายังคงต้องการใช้ทุ่นระเบิดคุกคามไทย ย้อนถามข้อตกลงหยุดยิงจะสมบูรณ์ได้ยังไง ถ้ายังคุกคามทำร้ายฝ่ายไทยไม่หยุด ซ้ำดูย้อนแย้ง ได้เงินนานาชาติมาเก็บกู้ แต่กลับเพิกเฉยสิ่งที่ควรทำ

จากกรณี พล.ท.(หญิง) มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) ที่จังหวัดตราด ที่สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 16 ส.ค.โดยที่ฝ่ายกัมพูชายังไม่ตอบรับข้อเสนอของไทยในการร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมตามแนวชายแดน โดยอ้างว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ และจะดำเนินการได้ในพื้นที่ที่มีการปักปันเขตแดนแล้ว หรือในพื้นที่ที่ไม่มีข้อพิพาท ตามที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกัน เนื่องจากคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ควรนำไปหารือในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) นั้น

วันนี้(17 ส.ค.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.)กล่าวว่า การที่กัมพูชากล่าวในลักษณะดังกล่าว ย่อมแสดงถึงการยอมรับว่าฝ่ายกัมพูชามีการใช้ทุ่นระเบิดคุกคามทำร้ายฝ่ายไทยจริงอย่างชัดเจน โดยกัมพูชาแสดงท่าทีที่จะมีการดำเนินการในเรื่องทุ่นระเบิดนี้ ก็ต่อเมื่อข้อตกลงหยุดยิงสมบูรณ์แล้ว ซึ่งในสภาพความเป็นจริง หากฝ่ายกัมพูชายังคงใช้ทุ่นระเบิดอยู่ ข้อตกลงหยุดยิงจะมีความสมบูรณ์ได้อย่างไร โดยเฉพาะสิ่งนี้ยังเป็นอาวุธที่กัมพูชาใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทยอยู่ตลอดเวลาเพียงฝ่ายเดียว มีปรากฏหลักฐานเป็นที่ประจักษ์มากมาย ซึ่งพิจารณาได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเกี่ยวกับทุ่นระเบิดในห้วงที่ผ่านมา

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า อีกทั้งยังดูย้อนแย้งกับบทบาทในเวทีนานาชาติที่เข้าใจว่า กัมพูชาเอาจริงเอาจังในการต่อต้านทุ่นระเบิด เพื่อมนุษยธรรม ทั้งที่กัมพูชาเป็นประเทศที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนในการดำเนินการในเรื่องทุ่นระเบิดจากนานาชาติปีละจำนวนมาก แต่กลับเพิกเฉยในสิ่งที่ควรกระทำ แม้จะกระทบภาพลักษณ์กัมพูชาต่อสายตานานาชาติ โดยเฉพาะภาคีสมาชิกอนุสัญญาออตตาวา และผู้ให้เงินทุนสนับสนุนกับกัมพูชา

‘แอ็คมี่ วรวัฒน์’ เศรษฐีคริปโตฯ ผนึกกำลัง ACT Warriors เตรียมบริจาคหุ่นยนต์กวาดทุ่นระเบิดให้กองทัพไทย

เมื่อวันที่ (18 ส.ค. 68)  “แอ็คมี่” วรวัฒน์ นาคแนวดี นักธุรกิจและนักลงทุนชื่อดัง ประกาศผ่านเฟซบุ๊กเพจ “Acme Traderist - Worawat Narknawdee” ว่าได้ผนึกกำลังกับเครือข่าย ACT Warriors เตรียมจัดหาและบริจาค หุ่นยนต์กวาดทุ่นระเบิดควบคุมระยะไกล DOK-ING MV-4 Remote Controlled Mine Clearance System จากประเทศโครเอเชีย มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ให้แก่ กองทัพบกไทย เพื่อนำไปใช้ในภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมความปลอดภัยให้กับทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า

โดยวรวัฒน์ได้แท็กข้อความไปยังเฟซบุ๊ก “กองทัพบก Royal Thai Army” พร้อมย้ำว่า ความตั้งใจดังกล่าวไม่ใช่เพื่อจัดหาอาวุธทำสงคราม แต่เพื่อหยุดยั้งการสูญเสียจากกับระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย

คุณสมบัติหุ่นยนต์ DOK-ING MV-4

หุ่นยนต์กวาดทุ่นระเบิดรุ่นนี้สามารถทำงานได้ด้วยความเร็ว 3–5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ควบคุมจากระยะไกลได้ถึง 1,500 เมตร โครงสร้างทนต่อแรงระเบิดและสภาพแวดล้อมรุนแรง อายุการใช้งานยาวนาน 10–15 ปี อีกทั้งยังมีขนาดเหมาะสมกับภูมิประเทศไทย สามารถเข้าปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยงได้ต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานโดยตรง

กระบวนการจัดหาและบริจาค

วรวัฒน์ระบุว่า แม้ขั้นตอนการจัดหายุทโธปกรณ์ดังกล่าวมีความซับซ้อน ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งการติดต่อผู้ผลิตจากโครเอเชีย การยืนยันการใช้งานเพื่อการทหารและการบริจาคที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ การประสานงานผ่านกองทัพไทยและหน่วยงานด้านความมั่นคง รวมถึงการขออนุญาตนำเข้าตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ แต่ตนและกลุ่ม ACT Warriors จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้การบริจาคสำเร็จและส่งมอบหุ่นยนต์ให้กองทัพไทยใช้ในภารกิจจริง

“ประเทศไทยสมควรมีสิ่งนี้ ไม่ใช่เพื่อรบกับใคร แต่เพื่อหยุดการสูญเสีย และเพื่อยืนยันว่าชีวิตของประชาชนไทยทุกคนมีค่ามากเกินกว่าจะปล่อยให้ถูกพรากไปเพราะกับระเบิด” วรวัฒน์กล่าว

ย้ำไม่เปิดรับบริจาค

ทั้งนี้ วรวัฒน์ย้ำชัดว่า โครงการนี้จะไม่มีการเปิดระดมทุนเพื่อรับบริจาค และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อบุคคลที่แอบอ้างในทุกกรณี

ทั้งนี้ แอ็คมี่ วรวัฒน์ คือนักธุรกิจนักลงทุนชื่อดัง และเป็นมหาเศรษฐีคริปโตฯ ที่ถือครองบิตคอยน์มากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียกว่า 11,000 BTC และเป็นผู้ก่อตั้งสกุลเงินดิจิทัล ACT (ACET) เหรียญอันดับหนึ่งของไทย ที่มีอายุ 4 ปี มีมูลค่าการซื้อขายรวมกว่า 506 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 18,000 ล้านบาท) มีผู้ถือครองเหรียญมากกว่า 164,000 คนทั่วโลก โดยในปี 2024 เขายังเคยสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการจัดงาน “Acme Vampire Day ครั้งที่ 3” ที่มีผู้ถือครองเหรียญ ACT(ACET) นับพันคนมาร่วมกันบริจาคโลหิต 1 ล้านซีซี พร้อมบริจาคเงิน 1 ล้านบาท ให้แก่สภากาชาดไทย นอกจากนี้ แอ็คมี่ วรวัฒน์ ยังเป็นผู้เสนอแนวคิดให้ประเทศไทยใช้บิตคอยน์เป็นกองทุนสำรองของประเทศ และยังประกาศให้รัฐบาลกู้บิตคอยน์โดยไม่คิดดอกเบี้ยอีกด้วย

ทหารกัมพูชาแอบวางทุ่นระเบิดในไทย ใกล้ปราสาทตาควาย ทบ. แถลงประณามกัมพูชา…ถือเป็นการเมินข้อตกลงหยุดยิงชัดเจน

(1 ก.ย. 68) กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2568 เวลาประมาณ 11.50 น. กองร้อยอาวุธเบาที่ 1 กองพันทหารราบที่ 27 ตรวจพบการวางกับระเบิดแสวงเครื่อง ใช้ลูกกระสุนเครื่องยิงลูกระเบิดประกอบกับลวดสะดุด คาดว่าเป็นฝีมือทหารกัมพูชา พิกัดอยู่ทางทิศตะวันตกของปราสาทตาควาย ห่างจากเนิน 350 ประมาณ 1.7 กิโลเมตร ในพื้นที่ ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ใกล้แนวลวดหนามฝั่งไทย

จากการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ พบการวางทุ่นระเบิด PMN-2 รวม 3 ทุ่น พร้อมลูกกระสุนเครื่องยิงลูกระเบิด 2 ลูก และตะปูเรือใบจำนวนมาก สอดคล้องกับเหตุการณ์เมื่อ 22 ส.ค. 2568 ที่ฝ่ายไทยเคยตรวจพบทหารกัมพูชาดักซุ่มและวางกำลังบริเวณเดียวกัน

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงชัดเจน และเป็นความพยายามลอบโจมตีทหารไทยให้ได้รับอันตรายถึงชีวิตในเขตแดนไทย พร้อมชี้ว่า ข้อเท็จจริงและหลักฐานที่พบ สวนทางกับท่าทีของกัมพูชาที่อ้างต่อประชาคมโลกว่าปฏิบัติตามข้อตกลงและยึดมั่นในสันติภาพ

ด้าน พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้สั่งการให้กองทัพภาคที่ 2 กำชับกำลังพลปฏิบัติหน้าที่อย่างรอบคอบ และส่งชุดทหารช่างเก็บกู้ทุ่นระเบิดเข้าตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง เพื่อความปลอดภัยและลดความสูญเสียในการปฏิบัติภารกิจบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

ยูเครนยังทำผิดกติกา แอบใช้ทุ่นระเบิดต้องห้าม หวังปลิดชีพทหารรัสเซียจำนวนมาก ผิดหลัก ‘อนุสัญญาออตตาวา’  ที่ห้ามใช้ สะสม ผลิต และถ่ายโอน

(28 พ.ย. 68) หนึ่งในผู้บัญชาการทหารของรัสเซีย ระบุว่า กองทัพยูเครนยังคงใช้กับระเบิดบุคคลและกับดักระเบิดต้องห้ามจำนวนมาก แถมมีรุ่นใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงทุ่นที่จุดชนวนจากระยะไกลด้วยสัญญาณแม่เหล็ก ทำให้ความเสี่ยงบนแนวรบสูงขึ้นกว่าเมื่อปีที่แล้ว

เขาระบุว่า แม้ยูเครนจะใช้กระสุนคลัสเตอร์น้อยลงกว่าในช่วงการสู้รบรอบเมืองชาสอฟ ยาร์เมื่อปีก่อน แต่กลับเพิ่มการวางกับระเบิดและทุ่นรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนากับดักเพื่อหลอกหรือทำลายอุปกรณ์กู้ทุ่นระเบิดของฝ่ายตรงข้าม

ผู้บัญชาการรายนี้ยังกล่าวว่ายูเครนไม่ปฏิบัติตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ “อนุสัญญาออตตาวา” ที่ห้ามใช้ สะสม และผลิตทุ่นระเบิดบุคคล ซึ่งยูเครนได้ให้สัตยาบันตั้งแต่ปี 2005 

'พรรครักชาติ' ยื่น UN เรียกร้องสากลช่วยไทย กวาดล้างทุ่นระเบิดชายแดน พร้อมเครื่องมือและเงินทุน ลดความสูญเสียทหาร-ประชาชน

“พรรครักชาติ” ยื่นหนังสือถึง UN เรียกร้องสากล ช่วย ไทยเก็บกู้ วัตถุระเบิด ปกป้องชีวิตทหารและประชาชน

18 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. -ทีมพรรครักชาติ ประกอบด้วย นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค, นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค, นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค, นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค, นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค และนายภูมิ สวัสดี รองโฆษกพรรค เข้ายื่นหนังสือต่อองค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อเรียกร้องช่วยเหลือประเทศไทยในการกวาดล้าง "ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล" ซึ่งเป็นภัยต่อทหาร เจ้าหน้าที่ และประชาชนไทย ในพื้นที่ตามตะเข็บชายแดน

โดยนายฐิติพันธุ์ ได้ให้สัมภาษณ์ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เพื่อสื่อสารในระดับสากล ระบุว่า วิกฤตทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยผ่านได้อีกต่อไป เพราะมันคือความเป็นความตายของทั้งเจ้าหน้าที่ทหารที่ต้องลาดตระเวน และประชาชนตาดำ ๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยง พรรครักชาติจึงได้เรียกร้องต่อ UN ว่า ประเทศไทยต้องการ "เครื่องมือที่ทันสมัย (Special equipment)" และ "เงินทุนสนับสนุนพิเศษ (Special funding)" จากนานาชาติ เพื่อนำมากู้ระเบิดและกำจัดทุ่นระเบิดสังหารบุคคลให้หมดไปอย่างเด็ดขาด

"พวกเราตัวแทนพรรครักชาติ ยื่นหนังสือขอความร่วมมือจากสหประชาชาติ ในการที่จะหาเครื่องมือที่ทันสมัย และเทคโนโลยีที่จะช่วยเราในการที่จะกู้ระเบิด เพื่อที่จะได้ลดความเสี่ยงของทหารไทย และชีวิตของประชาชนชาวไทย ที่อยู่ในตะเข็บชายแดน ที่ต้องพบกับปัญหาของระเบิดที่อยู่ในแผ่นดินไทย" นายฐิติพันธุ์ กล่าว

นอกจากนี้ เลขาธิการพรรครักชาติ ยังย้ำถึงความตั้งใจที่ต้องการให้ UN เข้ามาช่วยลดจำนวนผู้สูญเสีย (Casualties) ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการทหาร หรือพลเรือน โดยมองว่าการแก้ปัญหานี้สเกลระดับประเทศอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องดึงความร่วมมือระดับสากลเข้ามาจัดการให้สิ้นซาก

"We want to ask for special equipment, special funding, to help Thailand to reduce our casualties. Whether it be our military or whether it be our people in our Nation"
(เราต้องการขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์พิเศษ เงินทุนพิเศษ เพื่อช่วยประเทศไทยในการลดจำนวนผู้สูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นทหารของเรา หรือประชาชนของเราที่อยู่ในชาติ" นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top