Wednesday, 22 July 2026
ทะเลจีนใต้

‘จีน’ เล็งยกระดับเชื่อมสัมพันธ์อาเซียนยิ่งกว่าเก่า ฝ่าดงกรณีพิพาททะเลจีนใต้ที่ยังคลุมเครือ

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า จีนต้องการ ‘ยกระดับความสัมพันธ์’ กับประเทศอาเซียน โดยเรียกร้องให้มีการประชุมสุดยอดนัดพิเศษในเดือนหน้า ซึ่งประธานาธิบดีสีจิ้นผิงจะเข้าร่วมประชุมด้วยตัวเอง ในขณะที่จีนพยายามขยับขยายเข้ามายังภูมิภาคอาเซียนที่สหรัฐกำลังแย่งชิงอิทธิพลอยู่เช่นกัน นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง ของจีนประกาศข้อเสนอดังกล่าวในการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีนที่บรูไน 

การยกระดับความสัมพันธ์ ซึ่งเรียกอย่างเป็นทางการว่า ‘ข้อตกลงเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุม’ ดูเหมือนจะกว้างขวางครอบคลุมกว่าความสัมพันธ์ในปัจจุบันของจีนกับอาเซียน และยังประกาศก่อนที่จะมีการประชุมทางไกลระหว่างประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ และอาเซียนไม่กี่ชั่วโมง

โดยประธานาธิบดี ลีเซียนลุง ของสิงคโปร์สนับสนุนแผนของจีนที่จะยกระดับความสัมพันธ์กับอาเซียน เนื่องจากทั้งสองฝ่ายได้จัดตั้งรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับความร่วมมือระหว่างกันไว้แล้ว

ขณะที่นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ของไทย แสดงความคิดเห็นด้วยความระมัดระวังกับข้อเสนอนี้ โดยกล่าวว่า “การรักษาสันติภาพที่ยั่งยืนท่ามกลางพลวัตของสถานการณ์ที่ซับซ้อนในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อมุ่งไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม”

‘เวียดนาม’ โวย!! ‘จีน’ สั่งห้ามทำประมงฝ่ายเดียวในทะเลจีนใต้ ชี้ ละเมิดอธิปไตยประเทศ-ทวีความขัดแย้งในเขตน่านน้ำ

เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 66 ทางเวียดนามได้ออกมาคัดค้านคำสั่งฝ่ายเดียวของจีน ที่ห้ามการทำประมงในทะเลจีนใต้ โดยยืนยันว่า ‘เป็นการละเมิดอธิปไตยของเวียดนาม’ พร้อมกับเรียกร้องไม่ให้จีนทำให้สถานการณ์ยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น

จีนออกคำสั่งห้ามทำประมงในทะเลจีนใต้มาตั้งแต่ปี 2542 โดยให้เหตุผลว่าคำสั่งห้ามดังกล่าวซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 16 สิงหาคม มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการทำประมงอย่างยั่งยืนและปรับปรุงระบบนิเวศทางทะเล ซึ่งเวียดนามก็ออกมาคัดค้านคำสั่งของจีนตลอดเวลาเช่นเดียวกัน

คำสั่งห้ามดังกล่าวครอบคลุมน่านน้ำ 12 องศาเหนือของเส้นศูนย์สูตร รวมถึงกินเข้าไปยังพื้นที่บางส่วนของเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (อีอีแซด) ในพื้นที่ 200 ไมล์ทะเลของเวียดนาม ทั้งยังรวมถึงหมู่เกาะพาราเซล ซึ่งเป็นดินแดนที่ทั้งจีนและเวียดนามต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ดังกล่าว

‘ดร.ปิติ’ มัดรวมประเด็นหารือประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 46 เรื่องสำคัญมุ่งรับมือสงครามการค้า-ขัดแย้งในเมียนมา-ทะเลจีนใต้

รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ผู้นำอาเซียนเขาคุยอะไรกันบ้างในการประชุมสุดยอดอาเซียน ปี 2025 ทั้งในการประชุมทางการและการประชุมแบบ Retreat

ผู้นำอาเซียนได้รวมตัวกันในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 46 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อหารือและเสนอแนะแนวทางในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ ที่ภูมิภาคกำลังเผชิญ รวมถึงสงครามการค้า ความขัดแย้งในเมียนมา ทะเลจีนใต้ การขยายขอบเขตการบูรณาการภูมิภาค และประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของอาเซียน

1. สงครามการค้า

ผู้นำอาเซียนได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และเรียกร้องให้มีการดำเนินการร่วมกันเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีลอเรนซ์ หว่อง แห่งสิงคโปร์ ชี้ว่าการที่สหรัฐฯ ถอนตัวจากระบบพหุภาคีและหันไปใช้ข้อตกลงแบบทวิภาคีมากขึ้น ทำให้สถานการณ์มีความท้าทาย เขาเสนอแนวทาง 3 ประการ: 
- คงการมีส่วนร่วมกับสหรัฐฯ อย่างสร้างสรรค์ ทั้งในระดับประเทศและในนามอาเซียนโดยรวม
- เสริมสร้างความพยายามในการบูรณาการภายในอาเซียน โดยตั้งเป้าให้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ปลอดภาษี 100% (ปัจจุบัน 98.6%) พร้อมแก้ไขอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี เช่น ข้อกำหนดใบอนุญาตนำเข้าและขั้นตอนศุลกากรที่ซับซ้อน และขยายขอบเขตการค้าจากสินค้าไปสู่บริการ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงข้อตกลงทางเศรษฐกิจ 24 ฉบับที่ยังไม่ได้รับการดำเนินการซึ่งบางส่วนตกลงกันตั้งแต่ปี 2015 และต้องเร่งดำเนินการ

- เร่งการบูรณาการในพื้นที่การเติบโตใหม่ๆ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัลและการจัดตั้งโครงข่ายไฟฟ้าในภูมิภาค นอกจากนี้ ควรกระชับความร่วมมือกับพันธมิตรภายนอกโดยการปรับปรุงข้อตกลงทางการค้าที่มีอยู่ และเสริมสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเศรษฐกิจภูมิภาคอื่นๆ เช่น ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) และเสริมสร้างความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป (EU) และคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC)

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย เน้นย้ำถึงความสำคัญของความสามัคคีและความยืดหยุ่นของอาเซียนในการรับมือกับภัยคุกคามจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยกล่าวว่าอาเซียนควรรักษาระบบพหุภาคีไว้ และให้แบบจำลองเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียน-GCC-จีน มีบทบาทสำคัญในการสร้างอนาคตที่ครอบคลุมและยั่งยืน เขายังเปิดเผยว่าได้เขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีทรัมป์เพื่อขอความเข้าใจในการหารือเรื่องภาษีในที่ประชุมสหรัฐฯ-อาเซียน

นายกรัฐมนตรีฟาม มินห์ ชินห์ แห่งเวียดนาม เน้นย้ำว่าอาเซียนต้องปรับตัว 'อย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ' ต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์โลก เขายังเรียกร้องให้ใช้เครือข่ายความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) และเร่งรัดการสรุปข้อตกลงการค้าเสรีกับพันธมิตรอย่างแคนาดา นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการยกระดับข้อตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่กับจีนและอินเดียเพื่อช่วยกระจายตลาด ผลิตภัณฑ์ และห่วงโซ่อุปทาน

นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร แห่งไทย เตือนถึง 'ผลกระทบสำคัญ' ของภาษีสหรัฐฯ และเรียกร้องให้ผู้นำอาเซียนเร่งประเมินกลยุทธ์ใหม่และเสริมสร้างความสามัคคีในภูมิภาค โดยเรียกร้องให้มีเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานแบบบูรณาการ การบูรณาการภูมิภาคที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และความร่วมมือใหม่ ๆ

2. ความขัดแย้งในเมียนมา
ผู้นำอาเซียนได้หารือถึงความจำเป็นในการแก้ไขวิกฤตการณ์ในเมียนมาอย่างสันติและมีมนุษยธรรม

นายกรัฐมนตรีลอเรนซ์ หว่อง แห่งสิงคโปร์ แสดงความชื่นชมต่อความเป็นผู้นำของมาเลเซียในการรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมียนมา และสิงคโปร์พร้อมที่จะสนับสนุนความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอาเซียน เขายังเรียกร้องให้มีการหยุดยิงที่ขยายออกไป ซึ่งเป็นก้าวหนึ่งสู่การแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองในเมียนมาระยะยาว นอกจากนี้ อาเซียนควรยึดมั่นในฉันทามติ 5 ข้อและการตัดสินใจเพื่อรักษาสถานะที่ไม่ใช่การเมืองของเมียนมาในการประชุมสุดยอดของกลุ่ม เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของอาเซียนกับพันธมิตรภายนอก

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย กล่าวถึงความก้าวหน้า 'อย่างมีนัยสำคัญ' ในการมีส่วนร่วมกับฝ่ายที่ขัดแย้งในเมียนมา และขอบคุณผู้นำอาเซียนที่อนุมัติการจัดตั้งกลุ่มที่ปรึกษาที่ไม่เป็นทางการ เขากล่าวว่า "การมีส่วนร่วมอย่างเงียบๆ มีความสำคัญ" และ "แม้แต่สะพานที่เปราะบางก็ยังดีกว่าช่องว่างที่กว้างขึ้น" มาเลเซียยังเสนอให้มีการตั้งผู้แทนอาเซียนในกิจการเมียนมาให้เป็นตำแหน่งถาวร 3 ปี ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เป็นวาระหมุนเวียนคราวละ 1 ปีตามประธานอาเซียน ทั้งนี้เพื่อการทำงานที่ต่อเนื่อง

3. ทะเลจีนใต้
ผู้นำอาเซียนเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติและการรักษาสันติภาพในทะเลจีนใต้

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ เรียกร้องให้อาเซียนเร่งรัดการรับรองประมวลการปฏิบัติที่ผูกมัดทางกฎหมายในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นแนวทางในการจัดการความตึงเครียด เขายังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติและความร่วมมือทางทะเลเพื่อรักษาสันติภาพในภูมิภาค และเรียกร้องให้มีความร่วมมือในภูมิภาคที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในประเด็นท้าทายที่เกิดขึ้นใหม่และข้ามพรมแดน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอาชญากรรมข้ามชาติ

4. การขยายขอบเขตการบูรณาการภูมิภาค
ผู้นำอาเซียนได้หารือถึงแนวทางในการขยายและกระชับความร่วมมือทั้งในด้านสมาชิกภาพและเศรษฐกิจ

นายกรัฐมนตรีลอเรนซ์ หว่อง แห่งสิงคโปร์ กล่าวว่าอาเซียนสามารถสำรวจความร่วมมือใหม่ๆ ในรูปแบบที่ยืดหยุ่นมากขึ้นได้ โดยอาจมีการมีส่วนร่วมในพื้นที่เฉพาะที่มีผลประโยชน์ร่วมกันสำหรับประเทศที่ยังไม่พร้อมเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ควรปรับปรุงคุณค่าของแพลตฟอร์มอาเซียนที่มีอยู่ และเสนอให้ดำเนินการตามแนวคิดอาเซียนว่าด้วยอินโด-แปซิฟิก (AOIP) ในทางปฏิบัติและเป็นรูปธรรม เขายังยินดีต้อนรับประเทศสมาชิกอาเซียนเพิ่มเติมให้เข้าร่วม CPTPP ซึ่งปัจจุบันมี 6 ประเทศอาเซียนยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงนี้

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียร์โต แห่งอินโดนีเซีย สนับสนุนการที่ติมอร์-เลสเตจะเป็นสมาชิกอาเซียนเต็มตัว 'โดยเร็วที่สุด' และเสนอให้ปาปัวนิวกินี 'เข้าร่วม' กลุ่มด้วย โดยชี้ว่ายิ่งอาเซียนแข็งแกร่งเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับความเคารพในการเจรจาของมหาอำนาจ

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย และผู้นำอาเซียนคนอื่นๆ ได้ลงนามใน ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเป็นเอกสารที่ชี้นำการพัฒนาและความร่วมมือของภูมิภาคในอีกสองทศวรรษข้างหน้า ปฏิญญาดังกล่าวแสดงถึงความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะเสริมสร้างความสามัคคีในภูมิภาค ส่งเสริมการพัฒนาที่ครอบคลุมและยั่งยืน และเสริมสร้างขีดความสามารถของสถาบันเพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มขนาดใหญ่ที่มีอยู่และในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. ประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ยังได้หารือถึงประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่ส่งผลต่ออนาคตของภูมิภาค

บริบทและความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์: การประชุมจัดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น นายกรัฐมนตรีหว่องกล่าวว่าพหุภาคีและโลกาภิวัตน์กำลัง 'ถดถอย' พร้อมกับคำถามเกี่ยวกับ 'ระเบียบโลกใหม่จะเป็นอย่างไร' นายกรัฐมนตรีอันวาร์กล่าวว่าอาเซียนมี 'ความเข้มแข็งและยืนหยัด' ที่จะ 'ผ่านพ้นพายุ' แห่งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และเน้นย้ำถึง 'จิตวิญญาณแห่งความเป็นศูนย์กลางและความเป็นพี่น้อง' ในหมู่ประเทศสมาชิกอาเซียน และอาเซียนจะมีการจัดตั้งคณะทำงานด้านภูมิเศรษฐศาสตร์

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน: นายกรัฐมนตรีหว่องได้เป็นสักขีพยานในการลงนามในข้อตกลงการพัฒนาร่วมเพื่อสำรวจการส่งออกไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากเวียดนามไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการสร้างสายเคเบิลใต้น้ำใหม่

ความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก: อาเซียนจะจัดการประชุมสุดยอดไตรภาคีครั้งแรกกับจีนและคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) เพื่อพยายามลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการภาษี

การปฏิรูปองค์กร: นายกรัฐมนตรีอันวาร์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปองค์กรและเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานของอาเซียน เพื่อให้กลุ่มสามารถเผชิญกับความท้าทายจาก 'การปฏิวัติเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์' รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ นวัตกรรมดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียวและสีน้ำเงิน

‘อินโดนีเซีย’ เล็งสั่ง J-10 จากจีนแทน Rafale ของฝรั่งเศส เหตุราคาถูกกว่า 3 เท่า แม้ต้องเสียความเป็นกลางในทะเลจีนใต้

อินโดนีเซียลุ้นรับข้อเสนอ J-10 จากจีน ราคาถูกกว่า Rafale ถึง 3 เท่า แต่เสี่ยงสูญเสียความเป็นกลางในทะเลจีนใต้ กระทบสมดุลภูมิรัฐศาสตร์อาเซียน

อินโดนีเซียกำลังเผชิญการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เมื่อรัฐบาลจีนยื่นข้อเสนอขายเครื่องบินขับไล่ J-10 ให้จาการ์ตา ซึ่งหากข้อตกลงนี้สำเร็จ อินโดนีเซียจะกลายเป็นประเทศที่สามของโลกต่อจากจีนและปากีสถานที่มี J-10 ประจำการในกองทัพอากาศ

จุดขายหลักของ J-10C รุ่นล่าสุดคือราคาที่แข่งขันได้อย่างมากในตลาดโลก ด้วยราคาประมาณ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเครื่อง เมื่อเทียบกับ Rafale ของฝรั่งเศสที่อินโดนีเซียสั่งซื้อ 42 ลำในปี 2022 ซึ่งมีราคาสูงถึง 120 ล้านดอลลาร์ต่อเครื่อง ความแตกต่างด้านราคาถึง 3 เท่านี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในช่วงที่รัฐบาลต้องรัดเข็มขัดเพื่อสนับสนุนโครงการสวัสดิการขนาดใหญ่

กระแสความสนใจใน J-10 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังมีรายงานว่าเครื่องบินรุ่นนี้ของปากีสถานสามารถยิงเครื่องบินรบอินเดียตกหลายลำ รวมถึง Rafale รุ่นใหม่จากฝรั่งเศส ผลงานทางการรบนี้ส่งผลให้เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม รัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซียประกาศเตรียมส่งนักบินไปฝึกและเยี่ยมชมโรงงานผลิต J-10 ที่เฉิงตู ประเทศจีน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าการซื้อ J-10 อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียในประเด็นทะเลจีนใต้ เนื่องจากจีนยังคงอ้างสิทธิ์ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของอินโดนีเซียผ่านเส้นประเก้าขีด การซื้ออาวุธจากจีนอาจทำให้สถานะความเป็นกลางของจาการ์ตาถูกตั้งคำถาม

ปัญหาด้านเทคนิคและความพร้อมรบก็เป็นข้อกังวลสำคัญ เนื่องจากอุปกรณ์และระบบของ J-10 อาจไม่สามารถใช้งานร่วมกับอาวุธและระบบสื่อสารมาตรฐาน NATO ที่อินโดนีเซียใช้อยู่เดิมได้ดีนัก ขณะที่ประเด็นความมั่นคงทางไซเบอร์และการสอดแนมยังเป็นข้อกังวลที่หลายประเทศไม่ไว้วางใจเทคโนโลยีทางทหารของจีน

ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การตัดสินใจซื้อ J-10 อาจจุดชนวนให้เกิดการแข่งขันสะสมอาวุธในภูมิภาคอาเซียน โดยอาจกระตุ้นให้ประเทศเพื่อนบ้านเร่งจัดหาเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่เพื่อรักษาดุลอำนาจ เช่น ไทยที่เตรียมซื้อ Gripen จากสวีเดน ฟิลิปปินส์ที่เซ็นสัญญาซื้อ FA-50 จากเกาหลีใต้ และสิงคโปร์ที่กำลังรับมอบ F-35A จากสหรัฐฯ

พันธมิตรทางทหารเดิมของอินโดนีเซีย เช่น สหรัฐฯ ฝรั่งเศส และประเทศ NATO อื่นๆ อาจไม่พอใจหากจาการ์ตาเลือกซื้อ J-10 เพราะส่วนใหญ่ยังมองว่าจีนเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพภูมิภาค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางทหารและการถ่ายทอดเทคโนโลยีในอนาคต นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อบทบาทของอินโดนีเซียในสมการอำนาจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะยาว

(ข้อมูลเพิ่มเติม)
ไทย → Gripen จากสวีเดน
ฟิลิปปินส์ → FA-50 เกาหลีใต้
สิงคโปร์ → F-35A สหรัฐฯ

จีนลุยฝึกสู้รบทางทะเล!! กองกำลังเหลียวหนิงกลับท่าเรือปลอดภัย ฝึกในทะเลจีนใต้-แปซิฟิกตะวันตก ญี่ปุ่นติดตามและยั่วยุการฝึกซ้อม จีนเน้นตอบโต้ด้วยความเป็นมืออาชีพ

ปักกิ่ง, 22 มิ.ย. (ซินหัว) -- กองทัพเรือจีนรายงานว่ากองกำลังเฉพาะกิจของเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงได้เสร็จสิ้นการฝึกซ้อมสู้รบในทะเลไกลและเดินทางกลับถึงท่าเรือประจำการอย่างปลอดภัยในวันจันทร์ (22 มิ.ย.) โดยกองกำลังเฉพาะกิจได้ปฏิบัติการในน่านน้ำและน่านฟ้าหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก พร้อมวางแผนและจัดการฝึกซ้อมต่างๆ เช่น การบินทางยุทธวิธีของอากาศยานประจำเรือ การค้นหาและช่วยเหลือของกองกำลังเฉพาะกิจ

รายงานระบุว่ากองกำลังเฉพาะกิจได้วางแผนและจัดการฝึกซ้อมต่างๆ ทั้งปฏิบัติการครองอากาศและการป้องกันภัยทางอากาศ การโจมตีทางทะเล ปฏิบัติการสนับสนุนและคุ้มกัน การช่วยเหลือในทะเลไกลอย่างรอบด้าน และการใช้อาวุธจริง ซึ่งอิงตามการสู้รบที่แท้จริงในทะเลไกล โดยการฝึกซ้อมนี้เป็นไปตามแผนการประจำปี มีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับกฎหมายและแนวปฏิบัติระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศหรือเป้าหมายเฉพาะใดๆ
อย่างไรก็ดี เรือและอากาศยานของญี่ปุ่นได้ติดตามและสังเกตการณ์การฝึกซ้อมครั้งนี้ในระยะประชิด ซึ่งถือเป็นการรบกวนและยั่วยุ

กองทัพเรือจีนเสริมว่ากองกำลังเฉพาะกิจของเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงได้เฝ้าระวังระดับสูงตลอดกระบวนการฝึกซ้อมทั้งหมด ดำเนินการปล่อยอากาศยานประจำเรือขึ้นบินอย่างต่อเนื่อง ปรับเปลี่ยนการจัดกำลังต่อสู้อย่างยืดหยุ่น และรับมือกับการกระทำอันเป็นอันตรายของฝ่ายญี่ปุ่นด้วยความเป็นมืออาชีพ สุขุมรอบคอบ และเหมาะสม

ที่มา : Xinhua

จีนย้ำจุดยืนทะเลจีนใต้!! ปักกิ่งโต้เดือดปมทะเลจีนใต้ ยืนยันอธิปไตยเหนือหมู่เกาะ คัดค้านแถลงการณ์ร่วม 14 ชาติ ชี้คำตัดสินอนุญาโตตุลาการไร้ผลผูกพัน

แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เกี่ยวกับการปลุกปั่นกระแสของบางประเทศในโอกาสครบรอบ 10 ปี "คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการว่าด้วยทะเลจีนใต้"

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย แคนาดา เอสโตเนีย เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น ลัตเวีย ลิทัวเนีย นิวซีแลนด์ โรมาเนีย สโลวีเนีย และสหราชอาณาจักรได้ออก "แถลงการณ์ร่วมเพื่อรำลึกครบรอบสิบปีแห่งคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการว่าด้วยทะเลจีนใต้" กระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนขอประกาศอย่างเป็นทางการดังต่อไปนี้

1.จีนมีอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ รวมถึงหมู่เกาะตงซา หมู่เกาะซีซา หมู่เกาะจงซา และหมู่เกาะหนานซา จีนครอบครองน่านน้ำภายในหมู่เกาะ น่านน้ำอาณาเขต เขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และไหล่ทวีปเหนือหมู่เกาะเหล่านี้ จีนมีสิทธิครอบครองทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ อำนาจอธิปไตยของจีนเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้และสิทธิและผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องนั้นได้รับการสถาปนาขึ้นมาจากกระบวนการทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตกในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสต์ศักราช ชาวจีนได้เดินเรือในทะเลจีนใต้และค้นพบหมู่เกาะเหล่านี้ผ่านการปฏิบัติมาอย่างยาวนาน จีนเป็นประเทศแรกที่ใช้อำนาจอธิปไตยและบริหารเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้และน่านน้ำที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง สันติ และมีประสิทธิภาพ จีนเป็นเจ้าของหมู่เกาะในทะเลจีนใต้นั้นได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในประชาคมระหว่างประเทศมานานแล้ว

2.ทะเลจีนใต้เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัยที่สุดในโลก และเสรีภาพในการเดินเรือและการบินในทะเลจีนใต้ไม่เคยเป็นปัญหา จีนปกป้องอธิปไตยเหนือดินแดนและสิทธิและผลประโยชน์ทางทะเลในทะเลจีนใต้อย่างมั่นคง และยึดมั่นในสันติภาพและความมั่นคงในทะเลจีนใต้ ในการตอบโต้การละเมิดและการยั่วยุจากประเทศที่เกี่ยวข้องในทะเลจีนใต้ จีนได้ใช้มาตรการที่เด็ดขาดเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของตน ซึ่งเป็นมาตรการที่สมเหตุสมผล ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นมืออาชีพ และยับยั้งชั่งใจ สหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ นอกภูมิภาคยังคงเสริมกำลังทางทหารในทะเลจีนใต้ โดยกระทำการอย่างไม่ยั้งคิดและเป็นการโหมกระหน่ำความขัดแย้ง พฤติกรรมทางทหารและการบีบบังคับนี้เป็นความท้าทายหลักที่สถานการณ์ในทะเลจีนใต้กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

3.ปัญหาอาณาเขตทางบกไม่อยู่ในขอบเขตของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลถูกยกเว้นจากกระบวนการระงับข้อพิพาทภาคบังคับของ UNCLOS โดยคำประกาศของจีนในปี 2549 ตามมาตรา 298 ในเรื่องอาณาเขตและข้อพิพาทเขตแดนทางทะเล จีนไม่ยอมรับวิธีการระงับข้อพิพาทใดๆ ที่ยัดเยียดให้กับจีน จีนจะยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตามที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ รวมถึงการเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติ และหลักการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี จีนจะยืนหยัดที่จะแก้ไขข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องในทะเลจีนใต้ผ่านการเจรจาและการปรึกหารือกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรง โดยเคารพข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในทะเลจีนใต้

4.จุดยืนของจีนเกี่ยวกับการอนุญาโตตุลาการว่าด้วยทะเลจีนใต้มีความชัดเจน เสมอต้นเสมอปลาย และมั่นคง การอนุญาโตตุลาการทะเลจีนใต้ละเมิดหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น "ความยินยอมของรัฐ" และ "ข้อตกลงต้องได้รับการเคารพ" ละเมิดอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล และขัดแย้งกับข้อเท็จจริงพื้นฐานเกี่ยวกับทะเลจีนใต้ คำตัดสินที่เรียกว่า "คำวินิจฉัย" นั้นเป็นเอกสารที่ผิดกฎหมาย ไม่ถูกต้อง และไม่มีผลผูกพัน จีนไม่ยอมรับหรือรับรอง "คำวินิจฉัย" และคัดค้านและปฏิเสธข้อเรียกร้องหรือการกระทำใดๆ ที่อ้างอิงจากคำชี้ขาดนั้น อธิปไตยเหนือดินแดนและสิทธิทางทะเลของจีนในทะเลจีนใต้จะไม่ได้รับผลกระทบจาก "คำวินิจฉัย" ในทุกกรณี

5.ในช่วงสิบปีนับตั้งแต่มีการออก "คำวินิจฉัย" นั้น ไม่เพียงแต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางทะเลระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ได้เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นเครื่องมือให้ฟิลิปปินส์ขยายการอ้างสิทธิ์ในดินแดนและทางทะเล ทำให้ความขัดแย้งในภูมิภาคทวีความรุนแรงขึ้น และเป็นข้ออ้างให้อิทธิพลจากภายนอกเข้ามาแทรกแซงในประเด็นทะเลจีนใต้และปลุกปั่นสถานการณ์ มันกลายเป็นอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ ตลอดจนสันติภาพและความมั่นคงในทะเลจีนใต้ หากปฏิบัติตามมาตรฐานของ "คำวินิจฉัย" นั้น เกาะและแนวปะการังของหลายประเทศจะสูญเสียหลักฐานที่ถูกนำไปอ้างสิทธิ์อธิไปไตยเหนือดินแดน เราจึงตั้งคำถามว่า ประเทศต่างๆ ที่สนับสนุน "คำวินิจฉัย" นั้นได้สละสิทธิ์ทางทะเลในเกาะและแนวปะการังของตนโดยสมัครใจหรือไม่ การที่บางประเทศยังคงโหมกระหน่ำเกี่ยวกับ "คำวินิจฉัย" ที่ผิดกฎหมายนั้น ขัดแย้งกับแนวโน้มทั่วไปของสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และขัดกับความปรารถนาของประเทศและประชาชนในภูมิภาคที่จะพัฒนาและเจริญรุ่งเรือง ความพยายามของพวกเขาย่อมต้องล้มเหลว เราขอเรียกร้องให้ประเทศที่เกี่ยวข้องเคารพในอธิปไตยเหนือดินแดนและสิทธิทางทะเลของจีนในทะเลจีนใต้ด้วยความจริงใจ ยุติการก่อกวนในทะเลจีนใต้ และยุติการบ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในทะเลจีนใต้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1450234740467868&id=100064440681953&rdid=Ut87bxNnpSmebJzL#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top