Thursday, 22 October 2026
ต้นทุนน้ำมัน

‘สส.อัครเดช’ ชม ‘พีระพันธุ์’ กล้าหาญบี้ผู้ค้าน้ำมันแจ้งต้นทุน ชี้!! ช่วยป้องกันค้ากำไรเกินควร-สร้างราคาเป็นธรรมให้ ปชช.

เมื่อวานนี้ (15 ม.ค. 67) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์กรณี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ออกประกาศให้ผู้ค้าน้ำมัน หรือโรงกลั่นน้ำมัน ต้องแจ้งข้อมูลต้นทุนน้ำมัน เพื่อป้องกันการค้ากำไรเกินควร ว่า ถือเป็นความกล้าหาญของนายพีระพันธุ์ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐมนตรีคนใดกล้าทำเช่นนี้มาก่อน

ทั้งนี้ การออกประกาศกระทรวงพลังงานให้ผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 ต้องแจ้งต้นทุนนำเข้าของราคาน้ำมันที่แท้จริง เพราะว่าโรงกลั่นที่นำเข้าน้ำมัน เป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ทั้งน้ำมันดิบ หรือน้ำมันที่กลั่นแล้ว จะต้องแจ้งต้นทุนการนำเข้า ส่วนค่าดำเนินการในการกลั่นก็ต้องไปแจ้งต้นทุนการกลั่นกับกรมสรรพากร ทำให้ภาครัฐรู้ต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่น ทำให้ภาครัฐรู้ว่าโรงกลั่นมีกำไรหรือค่าการกลั่นที่แท้จริงเท่าไรกันแน่

นอกจากนั้น ประโยชน์ที่จะได้ตามมาคือ ทำให้การจ่ายเงินชดเชยของกองทุนน้ำมันสามารถรู้ต้นทุนที่แท้จริง ทำให้กองทุนน้ำมัน สามารถจ่ายเงินชดเชยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการขาดทุนของกองทุนน้ำมันได้ ตรงนี้ถือเป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชนอย่างมากที่นายพีระพันธุ์กล้าหาญทำเช่นนี้

"ที่ผ่านมาไม่มีรัฐมนตรีพลังงานคนไหนกล้าออกประกาศแบบนี้ อาจเป็นเพราะเกรงใจนายทุน แต่ รมว.พลังงานคนปัจจุบัน กล้าหาญที่จะทำ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมากในการรักษาผลประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน ตรงนี้เป็นการตอกย้ำสิ่งที่นายพีระพันธุ์กำลังทำคือ ‘รื้อ ลด ปลด สร้าง’ ตามนโยบายที่ประกาศไว้ เพื่อนำสิ่งที่ดีกว่ามาให้กับพี่น้องประชาชน และถือว่าเป็นสิ่งที่ทำได้จริง หลังจากนี้ก็จะมีการช่วยเหลือประชาชนทยอยออกมาเรื่อย ๆ ถือเป็นการปฏิวัติโครงสร้างราคาพลังงานครั้งใหญ่ของประเทศ" โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าว

‘พีระพันธุ์’ ร่าง กม. แยกค่าใช้จ่ายอื่นออกจาก ‘ต้นทุนน้ำมัน’  ปิดช่องผู้ค้าน้ำมัน ผลักภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน

เมื่อวานนี้ (11 มิ.ย.67) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันและก๊าซเพื่อความมั่นคงทางยุทธศาสตร์และระบบรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซ ครั้งที่ 15/2567 ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพิจารณาร่างแนวทางการจัดตั้งสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคงและรักษาเสถียรภาพทางด้านราคาเชื้อเพลิงของประเทศไทย 

ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่านายหน้าจากการซื้อขายน้ำมันดิบมายังโรงกลั่นในประเทศไทย โดยนายพีระพันธุ์กำลังยกร่างกฎหมายเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ไม่ให้ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงนำ ‘ค่านายหน้า’ และค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ ‘ค่าใช้จ่ายโดยตรง’ ในการได้มาซึ่งน้ำมันมาคำนวณเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ต้นทุนน้ำมัน’ ซึ่งจะทำให้ประชาชนต้องเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายนี้แทนในท้ายที่สุด 

“เรื่องหนึ่งที่เป็นกังวลเกี่ยวกับต้นทุนน้ำมันในวันนี้ ก็คือ เรื่องค่านายหน้าและค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายโดยตรงในการซื้อน้ำมัน ถ้าคุณสามารถเอาค่านายหน้ากับค่าใช้จ่ายพวกนี้มาบวกกับค่าน้ำมันแท้ ๆ คุณก็สามารถเอาค่าโน่น ค่านี่มาบวก ทำให้ต้นทุนสูง เลยต้องขายราคาเท่านั้นเท่านี้ พอเป็นอย่างนี้ เราไม่รู้ว่าต้นทุนน้ำมันที่แท้จริงคือเท่าไหร่ เพราะเขาเอารายจ่ายอย่างอื่นที่ไม่มีเหตุจําเป็นมารวมตรงนี้ด้วย ทุกวันนี้มันเป็นอย่างนี้ เพราะมันไม่มีกฎหมาย มันก็เลยกลายมาเป็นภาระของประชาชน เพราะเราก็ไม่สามารถที่จะไปตรวจละเอียดได้หมดทุกรายการ แต่ถ้าเรามีกฎหมายแยกไว้เฉพาะ โดยกําหนดไว้ว่า สิ่งที่คุณจะมาบวกเป็นต้นทุนน้ำมัน คือ 1. ค่าน้ำมันจริง ๆ 2. ค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ส่วนเขาจะมีค่านายหน้าหรืออ้างค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ค่าเนื้อน้ำมันแท้ ๆ ก็มีไป แต่เอามารวมไม่ได้ คุณอยากให้บริษัทคุณมีภาระเยอะ ๆ เพื่อจะไปลดกําไร เพื่อไม่ต้องเสียภาษีเยอะ หรืออะไร ก็เลือกทำได้ตามสบาย แต่คุณจะเอาค่าใช้จ่ายพวกนั้นมาโยนให้ประชาชนผ่านต้นทุนน้ำมันไม่ได้ สิ่งที่เราไม่มีวันนี้คือ เรายังไม่มีกฎหมายที่ให้อำนาจทำแบบนี้ แต่นี่คือสิ่งที่ผมกำลังทำเพื่อแก้ปัญหาตรงนี้” นายพีระพันธุ์กล่าว

นอกจากนี้ ประชุมได้พิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงในต่างประเทศ เช่น รัสเซีย และ สปป.ลาว รวมถึง กฎหมายพลังงานของประเทศสมาชิกอาเซียน โดยก่อนหน้านี้ ที่ประชุมได้พิจารณาข้อมูลและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องน้ำมันเชื้อเพลิง โครงสร้างราคาน้ำมัน และกฎหมายพลังงานของหลายประเทศทั่วโลก เพื่อศึกษาการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงในต่างประเทศ ทั้งด้านรูปแบบการจัดเก็บ ที่มาของเนื้อน้ำมัน โครงสร้างพื้นฐานการจัดเก็บ แหล่งเงิน การบริหารจัดการ และองค์กรที่กำกับดูแล เพื่อร่างแนวทางการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งมีเป้าหมายการจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงในภาพรวมไม่น้อยกว่า 90 วัน (ปัจจุบันไทยมีการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายโดยภาคเอกชนอยู่ที่ 25 วัน) โดยกลไกการบริหารจัดการในส่วนนี้จะดำเนินการผ่าน สำนักงานสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงแห่งชาติ (สสนช.) ซึ่งเป็นองค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ ทำหน้าที่กำกับและออกคำสั่งไปยังภาคเอกชน เพื่อให้ภาคเอกชนดำเนินการเกี่ยวกับการสำรองน้ำมันของภาครัฐ  

สำหรับแนวทางการดำเนินการในระยะเริ่มต้นนั้น จะมีการร่างกฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงและบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินรวม 6 ฉบับ และจะมีการถ่ายโอนภารกิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปยัง สำนักงานสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงแห่งชาติ (สสนช.) ซึ่งเป็นองค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ รวมทั้ง การเตรียมการจัดหาพื้นที่สำหรับการเก็บสำรองน้ำมัน

ทั้งนี้ ระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ หรือ SPR มีประโยชน์ในภาพรวม โดยสามารถช่วยป้องกันและแก้ไขการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ช่วยลดต้นทุนการซื้อน้ำมันจากต่างประเทศในช่วงตลาดโลกราคาสูง และยังสามารถเพิ่มบทบาททางการค้าของไทยในฐานะศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมันในภูมิภาคได้ด้วย

'พีระพันธุ์' ฟาดราคาน้ำมันไทยสวนทางตลาดโลก!! ราคาน้ำมันโลกปรับลดลง แต่ไทยกลับพุ่งไม่หยุด ราคาดีเซลทะลุ 42 บาท จี้เลิกอ้างราคาสิงคโปร์ เร่งออกกฎหมาย ให้ใช้ต้นทุนจริงกำหนดราคาที่เป็นธรรม

“พีระพันธุ์” กางตัวเลขราคาน้ำมันโลกขาลง แต่ราคาไทยสวนทาง หลังดีเซลพุ่ง 42 บาท/ลิตร ขณะที่เบนซินทะลุ 41 บาท/ลิตร จี้รัฐบาลเลิกอ้างอิงราคาสิงคโปร์ เร่งออกกฎหมายกำกับธุรกิจน้ำมัน หันใช้ต้นทุนจริงกำหนดราคาที่เป็นธรรม

วันที่ 16 ตุลาคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในช่วงวิกฤตน้ำท่วม โดยระบุว่าจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ประชาชนจำนวนมากไม่ได้เผชิญเพียงความเสียหายจากน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง การประกอบอาชีพ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะพยายามดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน แต่ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น โดยเฉพาะแนวทางการขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ปรับลดค่าการกลั่น ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาน้ำมันได้อย่างแท้จริง เนื่องจากต้นเหตุสำคัญอยู่ที่การนำราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์มาใช้อ้างอิงในการกำหนดราคาน้ำมันภายในประเทศไทย

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ราคาน้ำมันที่อ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์ไม่ใช่ราคาน้ำมันดิบ แต่เป็นราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ผ่านกระบวนการกลั่นแล้ว โดยสิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศกลั่นน้ำมันต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเช่นเดียวกับไทย ก่อนนำมากลั่นและส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ไม่มีโรงกลั่นน้ำมันเป็นของตนเอง ขณะที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่ง มีกำลังการกลั่นรวมมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และผลิตน้ำมันเพื่อรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศเป็นหลัก จึงตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการนำราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์มาเป็นเกณฑ์อ้างอิง ทั้งที่ไทยมีศักยภาพในการกลั่นน้ำมันภายในประเทศ

“สิงคโปร์ซื้อน้ำมันดิบมากลั่นแล้วขายน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศเขา แต่ประเทศไทยเรามีโรงกลั่นของเราเอง ผลิตน้ำมันเพื่อให้คนไทยใช้ แล้วทำไมเราต้องไปเอาราคาที่สิงคโปร์ขายให้ประเทศอื่นมาเป็นราคาของคนไทย การอ้างอิงราคาสิงคโปร์จึงเป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าต้องยกเลิก” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลกว่า ในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดดูไบและตลาดเบรนท์ ซึ่งปรับลดลงจากระดับกว่า 120 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล มาอยู่ที่ประมาณ 109 และ 104 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ตามลำดับ

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์จะปรับลดลงในบางช่วง แต่ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยกลับปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ใช้การอ้างอิงราคาสิงคโปร์ โดยในช่วงต้นเดือนตุลาคม ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 41.44 บาท/ลิตร แต่ปัจจุบันกลับเพิ่มขึ้นเป็น 42.94 บาท/ลิตร ขณะที่น้ำมันเบนซินจาก 39.94 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้นเป็น 41.44 บาท/ลิตร

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาที่ควรได้รับการตรวจสอบในโครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศไทย โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การกำหนดราคาที่ควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการผลิตและจำหน่ายน้ำมันภายในประเทศ มากกว่าการอ้างอิงราคาจากตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

สำหรับสถานการณ์พลังงานระหว่างประเทศ นายพีระพันธุ์ยังระบุว่า แนวโน้มการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซีย และความเป็นไปได้ในการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย อาจส่งผลให้มีปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้น และช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านราคาพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางได้ในระยะต่อไป

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ ยืนยันว่า แนวทางแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันจำเป็นต้องยกเลิกการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ และออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลการประกอบธุรกิจน้ำมันตามที่ตนเคยเตรียมดำเนินการในระหว่างดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.พลังงาน ส่วนในด้านโครงสร้างต้นทุนและหลักเกณฑ์การกำหนดราคา ต้องออกกฎหมายเพื่อบังคับให้ผู้ค้าน้ำมันเปิดเผยต้นทุนที่แท้จริง และใช้วิธี Cost Plus คือต้นทุนจริงบวกด้วยกำไรที่เหมาะสม เพื่อกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ให้ได้ราคาที่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตและความเป็นธรรมด้านพลังงาน

“ผมยืนยันมาตลอดว่าต้องนำต้นทุนที่แท้จริงมาใช้ในการกำหนดราคาน้ำมัน และต้องมีกฎหมายกำกับดูแลการประกอบธุรกิจน้ำมันอย่างจริงจัง เพราะประเทศไทยมีโรงกลั่นเป็นของตัวเอง เราไม่ได้ผลิตน้ำมันเพื่อส่งออกไปแข่งขันกับสิงคโปร์ แต่ผลิตเพื่อให้คนไทยใช้ จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องนำราคาขายของสิงคโปร์มาเป็นเกณฑ์กำหนดราคาภายในประเทศ” นายพีระพันธุ์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top