Friday, 5 June 2026
ตลาดโลก

‘ไทย’ ขึ้นแท่นประเทศที่มียอดขาย EV อันดับ 1 แห่งอาเซียน หลังโครงสร้างประเทศปรับ รับแรงขับเคลื่อนอุตฯ EV เต็มรูปแบบ

เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 66 ช่อง YouTube ‘Kim Propperty’ ได้เปิดเผยถึง ตลาดรถยนต์ EV ในประเทศไทย ที่ตอนนี้ต้องยอมรับว่าก้าวหน้าเกินประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ในแง่ของโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเข้ามาลงทุนของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าหลากสัญชาติ รวมถึงความต้องการซื้อที่มากจนมีตัวเลขที่น่าสนใจจะมาแชร์...

ทว่าก่อนอื่น ต้องฉายภาพให้เห็นถึงตัวแปรที่ทำให้ EV กับประเทศไทยเดินเคียงคู่กันไปได้อย่างไร้รอยต่อ โดยต้องยอมรับว่า โครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยนั้นค่อนข้างดีมาก ตั้งแต่ไฟฟ้าเพียงพอต่อการใช้งาน ซึ่งแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่แม้จะมีแบรนด์เป็นของตนเองอย่างเวียดนาม (Vinfast) แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หรือโครงสร้างที่เอื้อต่อการผลิต การขนส่งยังไม่ดีพอ 

ขณะเดียวกัน แม้จำนวนประชากรเวียดนามจะมีจำนวนมาก แต่กำลังซื้อก็ไม่สูง หรือยังไม่ได้มีกำลังทรัพย์มากพอ พอ Vinfast ขายในประเทศตัวเองไม่ได้ ก็เลือกไปตีตลาดที่ประเทศอเมริกาแทน แต่ก็ต้องเจอตออย่าง Tesla ส่งผลให้ยอดขายไม่ปัง แถมลูกค้ายังบอกว่าสินค้าไม่ตรงปกอีก เรียกว่าสารพัดปัญหากันเลยทีเดียว 

นี่คือภาพในเชิงของโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลต่อการขยายตัวของตลาด EV ในประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศไทย

ถัดมาคำถามที่น่าสนใจ คือ ในวันที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่ของประเทศอเมริกากับจีนซัดกันนัวขนาดนี้ จนแม้แต่ประเทศเวียดนามก็ยังเอาแบรนด์ตัวเองเข้าไปแทรกยากเหมือนกัน แล้วแบรนด์รถยนต์ในประเทศนั้น ๆ เขาจะไปไหน แล้วที่ไหนที่พวกเขาควรไป...

1.) ประเทศที่มี อุปสงค์ (Demand) หรือ ปริมาณความต้องการซื้อสินค้าและบริการ
2.) ประเทศที่มีโครงสร้างไฟฟ้าที่ครบครันและครอบคลุม 

>> เริ่มเอะใจกันแล้วใช่ไหม!! ก็ประเทศไทยนั่นแหละ

...และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ จากข้อมูลล่าสุดประเทศไทยของเรา เป็นประเทศที่มียอดขาย EV เป็นอันดับ 1 ในอาเซียน แบรนด์รถยนต์ต่าง ๆ ที่ต่างตบเท้าเข้ามาในประเทศไทยโดยเฉพาะแบรนด์จีน ถึงกับเปรยคำหวานว่า “ไม่มีแบรนด์ไหนในประเทศจีนที่ไม่อยากมาในประเทศไทยหรอก”

หลายคนอาจจะมองว่า นี่เป็นความบังเอิญหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ใช่ความบังเอิญ เนื่องจากยอดขายในประเทศไทย ซึ่งเป็นอันดับ 1 ทิ้งห่างอันดับ 2 และ 3 อย่าง ประเทศอินโดนีเซีย กับประเทศสิงคโปร์ แบบไม่เห็นฝุ่นนั้น หากให้มองจากสัดส่วนของยอดขายในเอเชียประมาณ 60% นั้น แทบจะมาจากประเทศไทยกันเลยทีเดียว

โดยตัวแปรสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้ที่ทำให้ภาพเหล่านั้นเกิกขึ้น คือ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ประเทศไทยสามารถผลักดันปัจจัยที่เอื้อต่อการเป็นผู้นำเทคโนโลยีด้าน EV อย่างมากและต่อเนื่อง ทำให้มีแบรนด์ดัง ๆ อย่าง BYD, Ford และอีกหลายเจ้า พร้อมเข้ามาหนุนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของพวกเขา ตัวอย่างเช่น BYD ที่เข้ามาซื้อที่ดินจาก WHA ไปกว่า 600 ไร่ เพื่อตั้งโรงงานผลิตรถ EV แห่งใหม่ของอาเซียน ในประเทศไทย

รวมถึงดีลสุดมหัศจรรย์ ที่ทำให้หลายคนต้องอึ้ง อย่างการที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย สนใจลงทุนในประเทศไทย และทุ่มงบมูลค่าสูงถึง 3 แสนล้านบาท มาเลือกใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถ EV 

>> ข่าวดีที่ว่ามาดี มาจาก...

1.) ประเทศไทยสามารถดึงแบรนด์ดังๆ ให้เข้ามาผลิตที่ประเทศไทยได้จากโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐทุ่มลงทุน
2.) ในฟากฝั่งของผู้บริโภค รัฐบาลไทยได้ทำการออกนโยบายต่าง ๆ นานา เพื่อสนับสนุนให้คนเป็นเจ้าของรถยนต์ EV ได้ เช่น ลดหย่อนภาษีได้
3.) ความต้องการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า EV ของคนไทยมีความสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งมีแรงสนับสนุนจากภาครัฐยิ่งทำให้คนอยากได้ EV มากยิ่งขึ้น

เหล่านี้ ส่งผลทำให้ราคารถยนต์ EV ในประเทศไทย เริ่มมีราคาที่ถูกลง เราเริ่มเห็นรถ Tesla ในราคาล้านกว่าบาทเท่านั้น จากแต่ก่อนนำเข้ามาเริ่มหลัก 3 ล้านบาท 

นั่นจึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่ฝั่งแบรนด์ผู้ผลิตต่าง ๆ จะขอเข้ามามีส่วนเสนอขายสินค้าและบริการ ภายใต้แผนพัฒนาไทยที่จะขอเป็น HUB EV ในย่านนี้ ย่านที่พร้อมไปด้วยโครงสร้างพื้นฐาน, การเดินทาง, การคมนาคม, กำลังซื้อ รวมถึงพลังงานไฟฟ้า ที่มีความยอดเยี่ยมอยู่แล้ว ต่อให้ค่าแรงในประเทศไม่ถูกเหมือนที่อื่นก็ตาม เพราะหลายผู้ผลิตมองว่า ประเทศไทยของเราใจดี ใจกว้างเหลือเกิน ค้าขายในบ้านเราได้ ภาษีก็ไม่ค่อยเสีย แถมผู้บริโภคในประเทศไทยก็ยังชอบซื้ออีกด้วย (เราเป็นนักซื้อที่ยอดเยี่ยม) 

ตลาดกุ้งเวียดนามพลิก!! เวียดนามส่งออกกุ้งสู่จีนเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ ปี 2025 ตลาดจีนเติบโต 63.3% ทะลุอันดับ 1 สหรัฐฯ ยังตามติดแต่ไม่ถึงระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ ยอดส่งออกกุ้งเวียดนามครองสถิติใหม่ ปีล่าสุด

(11 ม.ค. 69) รายงานจากเวียดนามระบุว่าในปี 2025 จีนได้แซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นตลาดส่งออกกุ้งขนาดใหญ่ที่สุดของเวียดนาม โดยมูลค่าการส่งออกกุ้งไปจีนสูงถึง 1.24 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าปีที่แล้วถึง 63.3% ขณะที่ปริมาณกุ้งส่งออกอยู่ที่ 1.23 แสนตัน เพิ่มขึ้น 48.4% เมื่อเทียบกับปี 2024

ข้อมูลจากสื่อท้องถิ่นเผยแพร่เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ระบุว่าแม้สหรัฐฯ จะยังคงเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญ แต่ยอดส่งออกกุ้งไปสหรัฐฯ ยังไม่สามารถทะลุหลัก 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐได้ ทำให้จีนขึ้นแท่นเป็นตลาดสำคัญที่สุดแทน

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมกุ้งเวียดนามที่ส่งออกไปทั่วโลก โดยยอดส่งออกกุ้งของเวียดนามในปี 2025 ปรับตัวสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 4.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.46 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 19.9% จากปีก่อนหน้า

ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มตลาดโลกและการเพิ่มบทบาทของจีนในฐานะคู่ค้าสำคัญทางการค้าเกี่ยวกับการส่งออกสินค้าประเภทอาหารทะเลของเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกุ้งที่ได้รับความนิยมอย่างสูง

อย่างไรก็ตาม ตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นเป้าหมายหลักของเวียดนามด้วยมูลค่าที่สูง และความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อกลยุทธ์การส่งออกของเวียดนามในอนาคต

ที่มา : Xinhua

สงครามซัดศก. สหรัฐฯ-อิหร่านเขย่าตลาดโลก ไทยเผชิญ 2 ฉากทัศน์เศรษฐกิจ น้ำมันยังพอรองรับระยะสั้น แนะรัฐเน้นรักษาจ้างงานไม่แจกเงิน

เปิด 2 ฉากทัศน์และทางรับมือ สงคราม ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ เขย่า ศก.ไทย ระยะสั้น ‘น้ำมัน’ ยังไม่ขาดแคลน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ประเมิน 2 ฉากทัศน์ตะวันออกกลาง “ยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบ-สงครามยืดเยื้อยาวนาน” กระทบเศรษฐกิจไทยแตกต่างกัน ระบุยิ่งยืดเยื้อจะเจ็บหนักกันทุกฝ่าย สหรัฐฯ เสี่ยงจะถูกโดดเดี่ยวทั้งเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ แนะรัฐบาลรับมือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน แต่ควรสร้างการจ้างงานแทน ยืนยัน “สถานการณ์น้ำมันไทย” ยังอยู่ในระดับที่รับมือได้ในระยะสั้น แต่หากสงครามยืดเยื้อหรือขยายความรุนแรง อาจเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน กำลังทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายอย่างหนัก และอยู่บนจุดตัดที่จะส่งผลกระทบแตกต่างกันตามสถานการณ์ที่เป็นไปได้ใน 2 ทาง ได้แก่ 1. สงครามรุนแรงขึ้นกว่าเดิมจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ (Full-scale war) 2. สงครามรุนแรงในระดับเท่าเดิม แต่ระยะเวลายืดเยื้อยาวนาน

สำหรับกรณีแรกคือ สถานการณ์ยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ จะนำไปสู่การชะงักงันของเศรษฐกิจโลก และจะทำให้เศรษฐกิจไทยที่การเติบโตไม่ค่อยสูงอยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม เพราะ 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก ขณะที่การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำได้ยาก รวมถึงการเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ ในสถานการณ์ที่โลกกำลังทำสงครามก็เป็นไปได้ยาก การลงทุนจะชะลอตัวลง ค่าเงินจะผันผวนมากขึ้นจากเงินที่ไหลเข้าออกเร็วขึ้น

“ผลกระทบที่เห็นชัดๆ ในขณะนี้คือราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และหลังจากนี้การส่งออกก็จะชะลอตัวลงตามไป ซึ่งในอนาคตหากสถานการณ์ยกระดับกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบก็จะยิ่งน่ากลัว คือรายได้จะไม่โตแต่ค่าครองชีพผู้คนจะเพิ่มสูงขึ้น และจะยิ่งทำให้คนรายได้น้อยลำบากมาก จะบอกให้เป็นหนี้เพิ่มก็ไม่ได้เพราะทุกวันนี้หนี้ครัวเรือนก็สูงถึง 90% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) สุดท้ายปัญหาสังคมก็จะตามมา” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

สำหรับกรณีที่สองคือ ความรุนแรงของสงครามไม่ได้มากขึ้น จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว แต่ยืดเยื้อยาวนานออกไป 2 – 3 ปี ซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะไม่รุนแรงเท่ากรณีแรก เพราะโลกจะเกิดเส้นทางการค้าขายใหม่ที่มองข้ามพื้นที่ความขัดแย้งเหล่านี้ไปได้ แต่ก็อาจทำให้ไทยประสบปัญหาในเรื่องการทำตลาด ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง รวมถึงเส้นทางการขนส่งที่การเปลี่ยนกองเรือ และการวางแผนการส่งสินค้าต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าสงครามไม่น่าจะขยายวงกว้างมากไปกว่านี้ ความเข้มข้นของการต่อสู้ยังเป็นการยิงและรอดูท่าทีกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสที่จะขยายตัว แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็คงโดนแรงต้านเยอะหากจะนำสหรัฐฯ ไปสู่การทำสงครามเต็มรูปแบบ เพราะนอกจากจะทำให้เศรษฐกิจชะงักแล้ว ยังจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการก่อการร้ายในประเทศรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุหรือมีปัจจัยที่คาดไม่ถึง สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านคงไปไม่ถึงจุดที่เป็นสงครามเต็มรูปแบบ และส่วนตัวคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่สงครามจะจบลงใน 4-5 สัปดาห์ ตามที่ทรัมป์ระบุ และสุดท้ายหากผ่านไป 4-5 สัปดาห์ แล้วยังไม่จบ ความกดดันก็จะกลับมาอยู่ที่สหรัฐฯ และจะเริ่มถูกตั้งคำถาม

“ยิ่งสงครามยืดเยื้อทุกฝ่ายจะเจ็บหนัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ เพราะคู่ค้าจะไม่เอาด้วย และสุดท้ายสหรัฐฯ จะโดดเดี่ยวทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ เพราะก่อนหน้านี้หลายประเทศไม่พอใจเรื่องมาตรการทางภาษีของทรัมป์อยู่แล้ว และรอบนี้เหมือนฟางเส้นสุดท้ายของความอดทนที่มีต่อสหรัฐฯ จะขาดลงไปได้ ซึ่งถึงตอนนั้นภาพที่เกิดขึ้นคือจะเกิดการรวมตัวกันใหม่ และการแข็งข้อต่อสหรัฐฯ อย่างประเทศสเปนตอนนี้ก็ไม่เอาด้วยแล้ว หรือหลายประเทศในยุโรปก็เริ่มสงวนท่าทีจากเดิมที่ดูเหมือนว่าจะช่วยสหรัฐฯ เต็มที่ ตอนนี้ก็ชะลอลงมา จากจุดนี้น่าจะทำให้สหรัฐฯ ต้องระวังค่อนข้างมากถ้าจะทำให้สถานการณ์ไปไกลกว่านี้” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ระบุ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่สุดแล้วไม่ว่าอนาคตจะไปในแนวทางใด เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลกระทบหมด ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำเพื่อรับมือ คือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้การแจกเงินให้กับประชาชน แต่ควรเป็นการรักษาการจ้างงาน และสร้างการจ้างงาน ที่มีแผนที่ชัดเจน เช่น ช่วงไหนการส่งออกทำได้น้อยหรือต้นทุนของไทยสู้ประเทศอื่นไม่ได้ รัฐบาลอาจมีการช่วยอุดหนุนในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานที่เสี่ยงจะตกงานจากการถูกเลิกจ้างในสัดส่วนคนละครึ่งกับบริษัท หรือแบ่งเป็นปีนี้ช่วย 50% ปีหน้าช่วย 25% เป็นขั้นบันได เพราะตอนนี้การรักษาการจ้างงานถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากทำให้เกิดความมั่นคง และมั่นใจในเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่ความกล้าในการใช้จ่ายเงิน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนและประคองตัวต่อไปได้

“ศักยภาพทางการคลังของประเทศสามารถทำแบบนี้ได้มากกว่า (อุดหนุนเงินเพื่อรักษาการจ้างงาน) เพราะจะมีการหมุนเวียนกลับมาในรูปแบบภาษีนิติบุคคลจากบริษัท และถ้ามีการทำควบคู่กับการหาตลาดเท่าที่หาได้ก็จะช่วยได้เยอะ และเป็นการทำตลาดเชิงรุกด้วย แม้แต่ในตะวันออกกลางเองการทำสงครามก็ทำให้เจอปัญหาในเรื่องอาหารและอุปโภคบริโภค พวกนี้เป็นโอกาสของไทยเหมือนกัน หรือแม้แต่การส่งเสริมพื้นที่ให้คนมีรายได้เยอะสามารถขอวีซ่าในการมาอยู่ประเทศไทยได้นานขึ้น เม็ดเงินก็จะถูกนำมาหมุนเวียนใช้จ่ายในประเทศไทยได้เหมือนกัน” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

เมื่อถามถึงสถานการณ์ความเพียงพอของปริมาณน้ำมันของไทยว่ามีความน่าเป็นห่วงหรือไม่ ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้ไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 45-60 วัน แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นแล้วจะหาไม่ได้ เพราะแหล่งพลังงานทั้งโลกมีอยู่หลายแหล่ง ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ไทยยังสามารถหาซื้อได้ และเชื่อว่ากลไกตลาดจะทำให้มีทางออกในเรื่องนี้ อีกทั้งไทยยังมีมาตรการในการรองรับผลกระทบอยู่แล้ว เชื่อว่ารัฐบาลไม่ปล่อยให้ไปสู่จุดที่น้ำมันขาดแคลนแน่ๆ แม้ราคาอาจจะแพงขึ้นก็ตาม สิ่งที่ต้องกังวลคือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อค่าครองชีพ และหากเหตุการณ์ยืดเยื้อและขยายความรุนแรงขึ้นกว่านี้ อาจเกิดการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงได้ การเตรียมความพร้อมสำหรับกรณีนี้จึงมีความสำคัญมาก ไม่แพ้การแก้ปัญหาระยะสั้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top