Saturday, 17 October 2026
ตลาดต่างประเทศ

‘รัฐบาล’ หนุน ‘การท่องเที่ยวเชิงรุก’ เจาะตลาด ‘ยุโรป-สหรัฐฯ-ตะวันออกกลาง’ กระตุ้นรายได้จากตลาดต่างประเทศ ตั้งเป้า!! 1.62 ล้านล้านบาท ภายในปี 66

(7 ก.ค. 66) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลปรับแผนยุทธศาสตร์การทำงานเพื่อให้เป็นไปตามสถานการณ์ตลาดอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางแผนสนับสนุนตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long haul) โดยเฉพาะ จากยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลางให้เข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น กระตุ้นรายได้ตลาดการท่องเที่ยวจากต่างประเทศให้ถึงเป้าหมายที่คาดการณ์ มูลค่ารวม 1.62 ล้านล้านบาท ในปี 2566

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายด้านการท่องเที่ยว เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น แบ่งเป็นตลาดการท่องเที่ยวระยะใกล้ และ ตลาดการท่องเที่ยวระยะไกล โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 มีนักท่องเที่ยวยุโรปเดินทางเข้าไทย 2,933,660 คน อเมริกา 620,474 คน ตะวันออกกลาง 231,206 คน ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมา ตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long haul) จากยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว รวมถึงเวลาที่พำนักอยู่มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ

โดยจากข้อมูลการวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศปี 2566 ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2566 (มกราคม-มีนาคม) พบว่านักท่องเที่ยวจากยุโรป มีวันพักเฉลี่ย 19.40 วัน ใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 71,718 บาทต่อทริป นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง มีวันพักเฉลี่ย 16.17 วัน ใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 99,172 บาทต่อทริป และนักท่องเที่ยวจากอเมริกา มีวันพักเฉลี่ย 15.26 วัน ใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 76,297 บาทต่อทริป ด้วยปัจจัยการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและเที่ยวบินระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้นในช่วง เมษายน-ตุลาคม ปีนี้ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จึงเป็นอีกกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญ และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล จำนวนเกิน 7 ล้านคน ในปี 2566 สร้างมูลค่า 6.6 แสนล้านบาท 

นอกจากนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยวางแผนเปิดสำนักงานใหม่ที่ เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา เพิ่มเติมจากเดิมที่มีสำนักงานอยู่ที่เมืองนิวยอร์ก และเมืองลอสแอนเจลิส โดยทำการตลาดด้านการท่องเที่ยวเพิ่มเติมในตอนกลางของอเมริกา และพื้นที่ตลาดแคนาดา เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวแบบเช่าเหมาลำมากขึ้น และตลาดในภูมิภาคตะวันออกกลางจะเปิดสำนักงานใหม่ ที่กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย เพื่อรุกทำตลาดนักท่องเที่ยวซาอุดีฯ อย่างเต็มที่ พร้อมดูแลและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น แอฟริกาตอนเหนือ ซึ่งมีความใกล้เคียงกันในเชิงวัฒนธรรมกับตลาดซาอุดีฯ ทั้งนี้ ตลาดซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพ โดยสถิติในช่วงวันที่ 1 มกราคม-10 กรกฎาคม 2566 มีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสม 75,652 คน มากเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-ซาอุดีอาระเบีย โดยนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2565

“รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่มาอย่างต่อเนื่อง ประเมินตลาด ปรับเปลี่ยนการทำงาน พร้อมทั้งจัดกิจกรรมและนิทรรศการ ที่รองรับกับความต้องการของนักท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องตลอดทั้งปี ทั้งนี้ เพื่อให้ไทยอยู่ในกระแสความนิยมของนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงพัฒนาแนวทางการท่องเที่ยวอย่างสมดุล และยั่งยืน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ ของประเทศอีกด้วย” น.ส.รัชดาฯ กล่าว

‘กรมการค้าต่างประเทศ’ คิกออฟ!! งานใหญ่เสริมแกร่ง SME 8-9 พ.ค.นี้ เอื้อโอกาส SME ไทยก้าวไกลด้วยสิทธิประโยชน์ทางการค้าต่างแดน

(4 พ.ค.67) กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดงานใหญ่ให้ความรู้ผู้ประกอบการ เพื่อนำไปต่อยอดและขยายโอกาสธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะ ผู้ประกอบการ SME รวมถึงผู้สนใจทั่วไป ภายใต้โครงการส่งเสริม SME ให้แข่งขันได้ในตลาดสากล เรื่อง “FAST, FUTURE, FREE TRADE ขยายโอกาส SME ไทยก้าวไกลด้วยสิทธิประโยชน์ทางการค้า” ในวันที่ 8, 9 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.00 – 16.30 น. ณ โรงแรม The Tide Resort Bangsaen Beach, Thailand จังหวัดชลบุรี

งานนี้ กรมการค้าต่างประเทศ นำขบวนทัพนักวิชาการให้ความรู้ด้านสิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมกับความตกลงใหม่ล่าสุด กับความตกลงการค้าเสรีไทย - ศรีลังกา 🇹🇭รวมถึงการสมัครบัญชีผู้ใช้งานผ่านระบบ DFT SMART – I และการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยระบบ DFT SMART C/O รวมถึงการตรวจคุณสมบัติของสินค้าทางด้านถิ่นกำเนิดผ่านระบบ ROVERs PLUS 

เพราะสิทธิประโยชน์ทางการค้า คือ กุญแจสำคัญในการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการขยายธุรกิจสู่ตลาดการค้าต่างประเทศ

พร้อมแล้วหรือยังกับการไขกุญแจเพื่อเปิดรับความรู้ดี ดี สิทธิประโยชน์ทางการค้า อย่าลืม อย่าพลาด...โอกาสดี ดี รีบลงทะเบียนด่วน

ฟรี...ฟรี มีที่นี่ กรมการค้าต่างประเทศ

‼️สนใจลงทะเบียนได้ที่ ‼️

วันที่ 8 พฤษภาคม 2567  https://forms.gle/LKVmVNc5Wf8YyjpN6

วันที่ 9 พฤษภาคม 2567  https://forms.gle/Ud74PVMatyrejQ5V7

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 
📞 081-701-4654 , 063-792-4412
📞สายด่วน 1385
👉🏻Facebook กรมการค้าต่างประเทศ DFT
💻 www.dft.go.th

พิณนารา ลุยตลาดสกินแคร์!! ยอดขายเซรั่มทะลุ 10 ล้านขวด ตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านบาทปี 69 ชูพรีเซ็นเตอร์ 'ไบรท์' เสริมแกร่งแบรนด์ ขยายตลาดโมเดิร์นเทรดและต่างประเทศ

“พิณนารา” ฉลองความสำเร็จยอดขาย 10 ล้านขวด คว้า “ไบรท์ พิชญทัฬห์” นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์คนแรก กางโรดแมป ปี’69 บุกโมเดิร์นเทรดทั่วไทยและตลาดโลก ดันยอดขายทะลุ 500 ล้านบาท ในปี 71

แบรนด์ “พิณนารา” (Pinnara) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์สกินแคร์ และบำรุงผิวพรรณจากสารสกัดธรรมชาติของไทย ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในตลาดสกินแคร์ด้วยยอดขายสะสมของ “เซรั่มมะพร้าวพิณนารา” ทะยานทะลุ 10,000,000 ขวด พร้อมเดินหน้าขยายอาณาจักรความงามทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พิสูจน์จุดเด่นวัตถุดิบท้องถิ่นไทยอย่างมะพร้าวสกัดเย็นออร์แกนิคที่ผสมผสานนวัตกรรมบำรุงผิวได้อย่างลงตัว เป็นไอเทมสุดฮิตครองใจผู้บริโภคในระดับสากล

นายปณต โชควัฒนากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นารา ทรี จำกัด เปิดเผยว่า“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะยกระดับสินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล โดยเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ของตนเอง ที่เล็งเห็นความนิยมของน้ำมันมะพร้าวไทยในกลุ่มชาวจีน แต่พบข้อจำกัดเรื่องกลิ่น และเนื้อสัมผัสที่เหนียวเหนอะหนะ จึงได้คิดค้นเซรั่มมะพร้าวสูตรพิเศษที่ซึมไว กลิ่นหอมละมุน บำรุงได้ตั้งแต่ผิวหน้า ผิวกาย และเส้นผม จนปัจจุบันสามารถส่งออกไปยังกว่า 20 ประเทศทั่วโลก โดยได้รับการจดแจ้ง FDA จากหลายประเทศชั้นนำ อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น"

“บริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการชู “เซรั่มมะพร้าวพิณนารา” เป็นสินค้าเรือธง ด้วยการใช้อัตลักษณ์ความเป็นไทยผสานนวัตกรรมแบบ Head to Toe ที่เลือกสรรน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นออร์แกนิค ผสมผสานกับวิตามินซี และวิตามินอีเข้มข้น ช่วยตอบโจทย์การบำรุงผิว และเส้นผมอย่างอ่อนโยน ซึ่งนอกเหนือจากเซรั่มมะพร้าวแล้ว แบรนด์ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงอีกมายมาย เช่น น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นออร์แกนิค แชมพู และครีมนวดผมมะพร้าวผสมอาร์แกนออยล์ รวมถึงครีมหมักผมมะพร้ามผสมเคราติน เป็นต้น”

“จากผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัท นารา ทรี จำกัด และบริษัทในเครือ สร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งด้วยรายได้รวมเกือบ 200 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้หลัก 70% มาจากเซรั่มมะพร้าวพิณนารา และอีก 30% มาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้เติบโตสู่ 300 ล้านบาท พร้อมวางโรดแมปเชิงรุกในการผลักดันยอดขายให้แตะ 500 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 2 ปี โดยเตรียมทุ่มงบลงทุนระลอกใหญ่กว่า 100 ล้านบาท ในการขยายกำลังการผลิต และการลงทุนเครื่องจักร ให้รองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปี 2569 นี้”

เพื่อขับเคลื่อนแบรนด์ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ นายปณต ได้เผยถึง 5 กลยุทธ์หลักในการสเกลอัปธุรกิจ เพื่อขยายฐานลูกค้า Gen Z พร้อมบุกตลาดนักท่องเที่ยว ว่า “เริ่มต้นจากกลยุทธ์ที่ 1 Product Core & Identity ที่มุ่งเน้นความเป็นไทยในทุกมิติ ผสานนวัตกรรมแบบ Head to Toe ต่อด้วยกลยุทธ์ที่ 2 Audience Expansion ซึ่งเป็นการขยายฐานกลุ่มเป้าหมายเดิม จากวัยทำงานอายุ 30 ปีขึ้นไป ให้ครอบคลุมกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 20 ปี ขึ้นไป ผ่านการสื่อสารที่ทันสมัยมากขึ้น และมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ อาทิ Deep Moisture super Serum และ Intensive Whitening Super Cream ในรูปแบบสกินแคร์ซองที่เข้าถึงง่ายราคาสบายกระเป๋า สำหรับ กลยุทธ์ที่ 3 Cross-Border & Localized KOLs มุ่งเน้น Influencer Marketing โดยทุ่มงบรีวิวและเอนเกจเมนต์ผ่าน Local Influencer ในไทยจาก 200 คนในปีที่ผ่านมา เพิ่มเป็น 500 คน ในปี 2569 ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม TikTok Facebook Instagram และ Lemon8 ขณะที่ต่างประเทศเน้นการใช้ Local KOLs ของแต่ละประเทศเพื่อการสื่อสารที่ตรงจุด เช่น การเจาะตลาดจีนผ่านแพลตฟอร์ม Xiaohongshu และ Douyin รวมถึงการกระจายรีวิวผ่าน Local KOLs ในหลากหลายประเทศ รวมกว่า 1,000 คน เพื่อผลักดันให้แบรนด์พิณนารา กลายเป็น “Must-Have Item” หรือของฝากยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนต้องซื้อกลับบ้าน”

“ปัจจุบันรายได้หลักมาจากตลาดในประเทศ 58% ตามด้วยรายได้จากกลุ่มนักท่องเที่ยวขาเข้า 22% และการส่งออก 20% บริษัทฯ จึงได้ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ที่ 4 Omnichannel & Inbound Tourism ด้วยการกระจายสินค้าเข้าสู่โมเดิร์นเทรด และบิวตี้สโตร์ชั้นนำของไทยเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าและนักท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง ซึ่งปัจจุบันมีวางจำหน่ายที่ บิ๊กซี โลตัส กูรเม่ต์ มาร์เก็ต ท็อปส์ วัตสัน คิงพาวเวอร์ Eveandboy Boots ซีเจ มอร์ รวมถึง Pinnara Store ที่เตรียมขยายเพิ่มเป็น 30 สาขาครอบคลุมทั่วประเทศภายในสิ้นปี 2569 นี้ ขณะเดียวกัน ยังขยายการจำหน่ายไปยังต่างประเทศ ผ่านช่องทางอย่าง บิ๊กซีฮ่องกง และวัตสันไต้หวัน เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในต่างประเทศ ในส่วนกลยุทธ์ที่ 5 ซึ่งถือเป็นไฮไลต์สำคัญในปี 2569 Mass Awareness x Brand Trust โดยบริษัทฯ ทุ่มงบการตลาดรวมกว่า 50 ล้านบาทปูพรมสื่อโฆษณา เพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่าง

ยิ่งใหญ่จัดเต็มกับสื่อ Out of Home ในการติดตั้งป้ายบิลบอร์ด และหน้าจอ LED โฆษณาตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั่วเมือง พร้อมทั้งสื่อโฆษณาเคลื่อนที่บนรถประจำทาง เพื่อสร้างการรับรู้และความจดจำแบรนด์ในวงกว้างสู่ผู้บริโภคระดับแมสอย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญยังได้สร้างบิ๊กเซอร์ไพรส์ด้วยการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนแรกของแบรนด์ “ไบรท์-พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ” ผู้ประกาศข่าวสาวมากฝีมือจากรายการข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ ที่มาพร้อมแคมเปญ “ใช้ทุกวัน ไบรท์ทุกวัน” ซึ่งแบรนด์มั่นใจว่าภาพลักษณ์ที่มีความน่าเชื่อถือ รอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ ดูสดใส และเป็นธรรมชาติของพรีเซ็นเตอร์จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นในแบรนด์ ตอกย้ำความเป็นผลิตภัณฑ์สกินแคร์คุณภาพสูงที่ปลอดภัย เข้าถึงง่าย และช่วยขับเคลื่อนแบรนด์พิณนาราให้ก้าวสู่การเป็นสกินแคร์สัญชาติไทยที่ครองใจผู้บริโภคทั้งในประเทศ และระดับสากลได้อย่างยั่งยืน”

“บริษัทฯ มั่นใจว่าจากกลยุทธ์ดังกล่าว จะสร้างการเติบโต และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคสมัยใหม่ทั้งชาย-หญิง รวมทั้งจะช่วยสานต่อความสำเร็จในการทำตลาดของบริษัท นารา ทรี และบริษัท ในเครือ พร้อมผลักดันยอดขายโดยรวมให้เติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้” นายปณต กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top