Thursday, 4 June 2026
ณัฐพงษ์_เรืองปัญญาวุฒิ

สะดุดตา ‘เสี่ยเท้ง’ ผู้ติดตาม ‘รองอ๋อง’ ทัวร์สิงคโปร์ ที่แท้อดีตเต็ง ‘รมว.ดีอีเอส’ ผู้ช่ำชองสงครามไซเบอร์

ต่อกรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการใช้งบประมาณเดินทางไปดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ 1,379,250 บาท ของ ‘รองอ๋อง’ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 และคณะผู้ร่วมเดินทางรวม 12 คน ระหว่างวันที่ 21-24 กันยายน โดยมีเหล่าชาวประชาจากพรรคก้าวไกล รวม 6 ชีวิตอยู่ในนั้น ... นาทีนี้คงมีผู้สันทัดกรณีต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปพอหอมปากหอมคอ

แต่ส่วนตัวของ Mr. K ดันไปตหงิดกะพ่อหน้านวล ชวนมองที่ชื่อ ‘เท้ง’ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อจากก้าวไกล และสาวหน้าหวาน 'เพ้น-ทิสรัตน์ เลาหพล' สส.กทม.เขตที่ 29 (บางแคเหนือ-บางไผ่-หนองค้างพลู) มีรายชื่อร่วมติดคณะไปด้วยเล็กน้อย ว่าจะไปทำอันหยังก่อ...

เพราะหัวข้อในการไปดูงานหนนี้ ‘รองอ๋อง’ ให้เหตุผล ว่าเป็นการไปดูงานเพื่อพัฒนาเรื่องของ รัฐสภาดิจิทัล Smart Parliament ที่สิงคโปร์มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการอำนวยความสะดวกเรื่องของงานนิติบัญญัติ และดูเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ทำให้เกิดการแก้ปัญหาเรื่องของหมอกควันได้ นั่นเอง

ในส่วนของ เพ้น Mr. K เอง ก็ไม่ค่อยคุ้นตาใต้ผลงานการเมืองเป็นรูปธรรมมากนัก แต่ก็หวังว่าคงมิได้แค่ไปช้อปยับให้เปลืองภาษีชาวประชาเล่นๆ ส่วน ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ หากยังพอจำกันได้ ถือเป็นอดีตตัวเต็ง รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอีเอส จากก้าวไกล มีโอกาสเข้ามาในวงการเมือง ผ่านการดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการของพรรคก้าวไกล ฝ่ายพัฒนาระบบข้อมูล และดิจิทัล เป็นหัวโขนหลัก

ซึ่งจะว่าไปแล้ว หากมองเผินๆ ก็ประจวบเหมาะเสียนี่กระไร เพราะเมื่อมองคุณสมบัติ ก็มิใช่เรื่องไกลตัวกับบทบาทของ ‘เสี่ยเท้ง’ ที่ดูเหมาะจะถูก ‘รองอ๋อง’ หนีบไปทัวร์ด้วย

แต่ที่บอกว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวนั้น อาจจะมิใช่เรื่องการผสานความชำนาญในสายดิจิทัลกับงานของประเทศ ก็เป็นได้ เพราะเดิม ‘เสี่ยเท้ง’ ก็จัดเป็นนายทุนพรรคก้าวไกลรายสำคัญ และว่ากันว่า กองทัพไอโอด้อมส้มเกลื่อนโซเชียล ที่ทำให้ 14 ล้านเสียงเทใจมากาให้ก้าวไกล ก็มาจากกลยุทธ์ของเขาผู้นี้

งานนี้ พอมองมุมกลับ เลยไม่รู้ว่า ‘เสี่ยเท้ง’ แค่ถูกหนีบไป หรือ อาสาพาตนเองไปศึกษาวิทยาการล้ำหน้าด้านใดในแดนลอดช่อง เพื่อมาส่งต่อความสนุกๆ รูปแบบไหนให้ด้อมส้มในโซเชียล ได้สร้างแรงสั่นสะท้านสังคมไทยกันแน่

อันที่จริง การชวดตำแหน่ง แคนดิเดต รมว.ดีอีเอส ไป หลังความดื้อรั้นของพรรคที่ไม่ยอมถอยแก้ 112 จนทำให้ ‘เสี่ยเท้ง’ (นายทุนพรรค) หลุดเก้าอี้จากกระทรวงฯ ก็ดูจะทำให้เขากล้ำกลืนอยู่ไม่น้อย เพราะแหล่งข่าวของ Mr. K แว่วให้ฟังว่า หาก ‘เสี่ยเท้ง’ ได้ก้าวขึ้นมานั่งเจ้ากระทรวงดีอีเอส อาจจะได้เห็น ‘สงครามไซเบอร์’ ครั้งใหญ่ ในฐานะมือกลยุทธ์แห่งหน่วยกองทัพไอโอส้มแน่นอน แต่จะเป็นหัวข้อลงลึกใด ก็หาระบุให้ชัดได้ไม่!! (แอบใบ้: สะเทือนสถาบันฯ)

สำหรับประวัติของ 'เสี่ยเท้ง-ณัฐพงษ์' พกพาปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยที่บ้านมีฐานะพอควร จากธุรกิจของบริษัท ชนันธร ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด และ บริษัท เรืองปัญญา เคหะการ จำกัด ประกอบธุรกิจด้านอสังหาฯ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของครอบครัวเรืองปัญญาวุฒิ ภายใต้การนำของ นายสุชาติ เรืองปัญญาวุฒิ บิดาของนายณัฐพงษ์ กับยอดขายรวม 2 บริษัทเฉียดๆ 700 ล้านบาทในช่วงปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ณัฐพงษ์ ยังเคยเป็นผู้บริหาร บริษัท แอ๊บโซลูท เมเนจเม้นท์ โซลูชั่นส์ จำกัด หรือ absolute.co.th ผู้ให้บริการคลาวด์ โซลูชัน ก่อนเข้ามาทำงานทางการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคอนาคตใหม่ ก่อนจะย้ายมาพรรคก้าวไกล หลังอนาคตใหม่โดนยุบ และมีโอกาสนั่งเป็นกรรมาธิการงบประมาณ ในปี 2562-2566 ด้วย

จากนั้น ช่วงปี 2555 บริษัท ABSOLUTE ก็ก้าวเข้าสู่ กลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ตามมาด้วยปี 2556 เข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่มีความทันสมัย ที่พัฒนาระบบขายอสังหาริมทรัพย์ ระบบทรัพยากรบุคคล พัฒนา ระบบขายอสังหาริมทรัพย์ (Real-estate) สำหรับบริหารจัดการ งานขาย บ้าน, คอนโด ฯลฯ

รวมๆ แล้วโปรไฟล์ไม่ธรรมดา!!

ฉะนั้น หากจะว่าไปแล้ว ... การร่วมคณะไปดูงานต่างประเทศของหนุ่มหน้านวลผู้นี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร และต่อให้เขานั้นจะมีฐานะร่ำรวยเพียงใด แต่เมื่อได้สิทธิจากการเป็น สส. ติดกายมาแล้ว ก็หวังให้ไปทำงานเพื่อชาติ อย่างที่ปากว่าจริงๆ ก็พอ...

เรื่อง: Mr. K

‘ประชาชน’ หวั่นนำคำว่า ‘ประชาชน’ ไปแอบอ้าง ‘เซาะกร่อนบ่อนทำลาย’ ร่วมเคลื่อนไหวในโซเชียลฯ แชร์ข้อความ ย้ำ!! จุดยืน ไม่ร่วมล้มล้างการปกครอง

(10 ส.ค.67) จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบพรรคก้าวไกล ทำให้สส.จำนวน 143 คนของพรรคก้าวไกล ย้ายสังกัดพรรคใหม่ ในชื่อพรรคว่า ‘พรรคประชาชน’ โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ยืนยันยังคงยึดมั่นอุดมการณ์เดิมของพรรคก้าวไกล และจะเดินหน้าแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ต่อไป

ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวในโซเชียลฯ โดยชาวเน็ตมีการแชร์ต่อข้อความที่ว่า ข้าพเจ้า ขอประกาศ ณ ที่นี่ว่า คำว่า ‘ประชาชน’ ของพรรคประชาชน ไม่ได้รวมถึงข้าพเจ้าและครอบครัว แต่อย่างใด

ทั้งนี้เพื่อป้องกันการถูกนำไปแอบอ้างในการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันหลักของชาติ อันนำไปสู่การล้มล้างการปกครองในอนาคต

'เสี่ยเท้ง' แจงดรามาไม่แจกของน้ำท่วม เพราะอยู่ในช่วง 180 วันก่อนเลือกตั้ง

(28 ส.ค. 67) ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยถึงดรามาพรรคประชาชนไม่แจกของน้ำท่วม ว่า เป็นข้อเท็จจริงในเชิงกฎหมาย ภายใน 180 วันก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ไม่สามารถแจกของได้ ตัวแทนของพรรคประชาชนก็ต้องระมัดระวัง แต่ที่ตนพูดในเวทีปราศรัยไม่ได้หมายความว่าการแจกของเป็นสิ่งที่ผิด

ทั้งนี้ หากย้อนไปดูงานต่าง ๆ ของสส.ในพรรค ช่วงวิกฤตที่ประชาชนต้องการจริง ๆ พวกข้าวสารอาหารแห้งก็เป็นสิ่งที่ทำได้ เพราะฉะนั้นการแจกของก็ดูที่ความเหมาะสมความต้องการของประชาชน ไม่ใช่แจกเพื่อระบบอุปถัมภ์ ให้ประชาชนในพื้นที่รู้สึกว่าต้องตอบแทน

ส่วนที่มีคนเอาไปเทียบกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่องค์กรอิสระ ซึ่งกกต.หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงไปดูว่าพรรคอื่นทำผิดหรือไม่ผิด

‘เท้ง ทั่วไทย’ vs ‘อิ๊งค์ อินเตอร์’ งานหนัก ‘พรรคส้ม’..งานหิน ‘เพื่อไทย’

เมื่อวันที่ (1 ต.ค. 67) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  หัวหน้าพรรคประชาชน หรือพรรคส้มคนล่าสุด..ได้ทำพิธีรับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร  ด้วยความเรียบร้อยสมบูรณ์แบบ   เจ้าตัวประกาศที่ทำหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งเข้มข้นคุ้มกับภาษีของประชาชน..

น่าสนใจ วันนี้นายกฯก็เป็นคนรุ่นใหม่ วัย 38 เป็นหัวหน้าพรรคใหญ่(เพื่อไทย)141 เสียง ขณะที่ผู้นำฝ่ายค้านก็วัยเดียวกัน เป็นหัวหน้าพรรค 143 เสียง..

ถ้าเป็นมวย..ก็เป็นมวยถูกคู่คนดูถูกใจว่า สมัยหน้าพรรคไหนใครจะเป็นแชมป์และมากกว่านั้น ใครจะเป็นนายกฯ และที่สุดของที่สุดสองพรรคที่มาจากเทือกเถาวัลย์พันธุ์สีแดงด้วยกัน จะจับมือร่วมกันตั้งรัฐบาลได้หรือไม่...

คำตอบจากวันนี้..ฟันธงว่ายาก  แต่โอกาสที่พรรคประชาชนของ 'เท้ง ณัฐพงษ์' ที่กำลังเริ่มแคมเปญ 'เท้งทั่วไทย' สัญจร 20 จังหวัด โดยเริ่มต้นที่ภูเก็ต ที่จะเป็นฝ่ายค้านในสมัยหน้าอีกครั้งนั้นฟันธงว่า..มีสูงยิ่ง..

ต้องบอกว่า 'เท้ง ณัฐพงษ์' ผู้เรืองปัญญา และเอก ธนาธร ชื่นชมเป็นที่สุดนั้น ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคภายใต้สถานการณ์ 'ขาลง' และมากมรสุม ต่างจาก 'นายกอิ๊งค์' แพทองธาร ชินวัตร ที่มีเงื่อนไขและโอกาสให้โชว์ฝีมือ..ตั้งแต่กดปุ่มแจกเงินหมื่นบาท และวิกฤตภัยพิบัติภาคเหนือ...

อย่าได้แปลกใจที่ 'นิด้าโพล' ล่าสุด ให้คะแนนนายกฯอิ๊งค์ ร้อยละ 31.35 หัวหน้าเท้ง 22.90 ต่างกับคะแนนพรรค ที่พรรคส้มได้ ร้อยละ 34.25 พรรคเพื่อไทย 27.15

เฉพาะหน้าแรงกดดันของพรรคประชาชนก็คือ..ทำอย่างไรจะปักธงนายกอบจ.นำร่องได้สัก 1 จังหวัด...หลังจากที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์ 'แพ้ซ้ำซาก' ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเลือกตั้งนายกอบจ.ที่ราชบุรี และเลือกซ่อมสส.เขต1พิษณุโลก ที่พรรคส่งโดยตรง..

นับนิ้วดูแล้ว เลือกนายกอบจ.11จังหวัดที่ผ่านมา มีผู้สมัครในนามพรรคประชาชน และสมาชิกพรรคลงแข่ง 6 จังหวัด แพ้ราบเรียบ...เบื้องหน้าที่ต้องจับตามองก็คือ เลือกนายกฯอบจ.ขอนแก่น และสุโขทัย  วันที่ 3 พ.ย. พรรคประชาชนจะส่งใครลงสมัครหรือไม่ โดยเฉพาะที่สุโขทัย ที่โอกาสแพ้สูงแต่ถ้าไม่ส่งก็เสียฟอร์ม  

เหตุเพราะเลือกตั้งปี 2566 แม้พรรคส้มไม่ส่งสส.เขต แต่ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เป็นลำดับ 2 จำนวน 115,750 คะแนน จี้ติดพรรคเพื่อไทยที่ชนะสส.เขตยกจังหวัด ได้ 125,832 คะแนน...และคิวต่อไปสนามที่พรรคส้มตั้งเป้าจะปักธงให้ได้ก็คือสนามอุดรธานี..เมืองหลวงของคนเสื้อแดง(เพื่อไทย)  ที่พรรคส้มกินแดนไปได้หลายส่วนแล้ว...

วันก่อน.. 'ติ่ง' ศรายุทธ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคส้ม ให้สัมภาษณ์ทางไทยโพสต์ ทีวีว่า..ตัวเลขขั้นต่ำจะปักธงการเลือกตั้งท้องถิ่นโดยขั้นต่ำนายกฯอบจ. ภาคละ 1 จังหวัดและนายกเทศบาลนคร ภาคละ 1 จังหวัด เช่นกัน...

ตอนแรก ๆ ที่พรรคส้มประกาศจุดยืน จะปักธง..ก็ดูเหมือนจะเป็นไปได้ไม่น้อย แต่ที่สุดเจอวิทยายุทธบ้านใหญ่ที่รวมหัวกันกินส้ม พรรคประชาชนก็ไปไม่ค่อยเป็น...เพราะนี่คือการเลือกตั้งท้องถิ่นที่หนักไปในทางใช้กระสุนไม่ต้องอาศัยกระแส เหมือนการเลือกตั้งระดับชาติ(สส.)ที่หลายพื้นที่ต้องอาศัยกระแส เช่นกทม.เป็นต้น

สรุปว่านาทีนี้..ณัฐวุฒิก็ต้อง 'เท้งทั่วไทย' ไปก่อน ส่วน 'นายกฯอิ๊งค์' โกอินเตอร์ทั้งในต่างประเทศและในบ้านตัวเอง..

- 2-4 ต.ค.นี้ ประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD-Asia  Cooperation  Dialogue) ครั้งที่ 3 ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์

- 4 ต.ค.เวลา18.00-21.00น. นายกฯจะไปร่วมงานดินเนอร์ ทอล์ค ของTNNในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 17 ที่สยามพารากอนแสดงวิสัยทัศน์ประเด็น EMPOORERING THAILAND LEADERSHIP FOR A NEW ECONOMY
- 7 ต.ค. แสดงวิสัยทัศน์ 'พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยผงาดอาเซียน -ASEAN  ECONOMIC OUTLOOK 2025' จัดโดยนสพ.กรุงเทพธุรกิจ

-8-11 ต.ค.ประชุมผู้นำอาเซียนครั้งที่ 44 และ 45 ณ สปป.ลาว

ที่ผ่าน ๆ มานายกฯอิ๊งค์ ยังอาการน่าห่วง แต่จากนี้ถ้าทุกงานสอบผ่านแบบไม่โกงหรืออวยกันเอง..นายกฯอิ๊งค์ก็จะไปโลด..ซึ่งดูเหมือนเธอจะขอโอกาสพิสูจน์..วันก่อนถึงได้ตอบคำถามนักข่าว “เพิ่งทำงานเดือนเดียวเอง อย่าเพิ่งมาไล่กันเลย(ลุงสนธิ)..”

'เท้ง' เจอขบวนรถทัวร์แห่คอมเมนต์สวนฉ่ำ หลังเพจ ‘เรื่องเล่าเช้านี้’ โพสต์คลิปค้านนิติสงคราม

เมื่อวันที่ (2 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก "เรื่องเล่าเช้านี้" ได้โพสต์คลิปวิดีโอ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พร้อมแคปชันระบุว่า “ "เท้ง" ไม่เห็นด้วยกับนิติสงคราม กำจัดผู้เห็นต่างออกจากประชาธิปไตย เรียกร้องคืนอำนาจให้ประชาชน ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ยันพรรคประชาชนจะใช้ทุกกลไกในสภาฯ เพื่อให้ได้เปลี่ยนรัฐบาลใหม่" 

โดยโพสต์ดังกล่าวมีแฟนเพจ และชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์เป็นจำนวนกว่า 3,200 คอมเมนต์ โดยส่วนใหญ่เป็นคอมเมนต์ที่พิมพ์ด้วยพยัญชนะไทย "ค" เพียงตัวเดียว สะท้อนให้ว่า คนไทยส่วนใหญ่ที่ได้ดูคลิปดังกล่าว ไม่เห็นด้วยกับความคิดของหัวหน้าพรรคประชาชนอย่างชัดเจน

พูดหล่อบอกทำสงครามสู้รบแค่เดินอ้อมปัญหา ย้ำชีวิตทหาร-ประชาชน ไม่ควรมาสูญเสียกับสงคราม เตือนรัฐบาลต้องใช้กำลังทหารควบคู่การทูต อย่าให้เกินขอบเขตการป้องกันตัวเอง

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 - ที่อาคารอนาคตใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวสืบเนื่องจากสถานการณ์ปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ดำเนินต่อเนื่องมาถึงวันที่ 3 ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ ได้ติดตามสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วงต่อประชาชนทั้ง 6 จังหวัด ที่ประชาชนต้องอพยพมาเป็นแสนคน โรงเรียนและโรงพยาบาลต้องปิดทำการเป็นจำนวนมาก ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของทหารทั้ง 4 นายที่เสียชีวิตระหว่างการปะทะ และส่งกำลังใจให้กับทหารอีกจำนวนมากที่ได้รับบาดเจ็บ

นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า ความเดือดร้อนของประชาชนและชีวิตของทหารของไทยนั้นไม่ควรต้องมาสูญเสียกับสงครามที่ไม่มีความจำเป็น เช่นเดียวกับพลเรือนอีก 17 นาย และทหารอีก 18 นาย ที่ได้เสียชีวิตในการสู้รบระลอกแรกเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประชาชนไม่ควรได้รับผลกระทบจากการที่เราอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ หากรัฐบาลได้จัดการอย่างเด็ดขาดต่อปัญหาซึ่งเป็นหัวใจของเรื่องนี้ คือขบวนการสแกมเมอร์ที่หล่อเลี้ยงระบอบฮุน เซน

การจบปัญหานี้อย่างถาวร หรือ End game เป็นไปตามที่ตนเองได้สื่อสารไปเมื่อวาน เรามองเห็นฉากจบของเรื่องนี้ตรงกันหรือไม่ การรบให้จบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เป็นไปไม่ได้ในยุคปัจจุบัน เพราะจะทำให้เกิดความสูญเสียมหาศาลต่อทหารฝั่งเราเอง และไทยเอกจะถูกโจมตีจากนานาชาติในฐานะประเทศคู่รุกราน การจบปัญหาที่แท้จริงคือการคืนชีวิตปกติสุขให้กับประชาชน ให้สามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องระแวง กลับมาค้าขายได้อย่างเป็นปกติ

“ผมเห็นด้วยกับคำพูดของรองแม่ทัพภาค 2 พล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ ที่แสดงความคิดเห็นก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีการรบใดไม่จบด้วยการเจรจา” นายณัฐพงษ์กล่าว

นายณัฐพงษ์ ชี้ว่า เพื่อนำไปสู่ฉากจบที่จบด้วยการเจรจา จึงต้องดำเนินการด้วย 3 ประการที่สำคัญดังต่อไปนี้ 1. การใช้กำลังทางการทหาร ต้องมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย และเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ กฎการใช้กำลัง และการตอบโต้อย่างได้สัดส่วน เพื่อหยุดยั้งการคุกคามของกัมพูชา

2. การดำเนินการทุกอย่างจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง ไม่ปฏิบัติเกินหลักสากล จนไทยเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำไปตกหลุมพรางของฮุนเซนว่า เราเป็นฝ่ายรุกรานก่อน

3. การใช้การทูตกดดันกัมพูชาให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา โดยร่วมมือกับนานาชาติการ ใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด เช่น การใช้เรื่องสแกมเมอร์เป็นธงนำ ดึงความร่วมมือจากนานาชาติและทุกประเทศทั่วโลกให้อยู่ข้างประเทศไทยในการปราบปรามสแกมเมอร์และการฟอกเงิน

นายณัฐพงษ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า จุดเริ่มต้นปัญหา ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาตั้งแต่ครั้งที่แล้วถึงครั้งนี้ ล้วนเกิดจากสาเหตุเดียวกัน คือความพยายามปกป้องเครือข่ายสแกมเมอร์ที่หล่อเลี้ยงระบอบฮุน เซน การปะทะสาครั้งล่าสุด ก็เกิดขึ้นหลังจากอายัดทรัพย์สินของ เบน สมิธ, ยิม เลียก, ก๊ก อาน, เฉินจื้อ ที่ปรึกษาคนสนิทของ ฮุน เซน ที่ดูแลอาณาจักรสแกมเมอร์

“ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอให้รัฐบาลพิจารณาดูให้ดีว่า การปะทะกันในครั้งนี้ เป็นเพียงแผนการเบี่ยงประเด็นของ ฮุน เซน หรือไม่ และเหตุที่รัฐบาลทุ่มเทกับการสู้รบอย่างเต็มที่ กำลังกลายเป็นการเดินตามแผนการของฮุน เซน หรือเปล่า ที่ต้องการพลิกสถานการณ์จากการที่โลกล้มกัมพูชาจากเรื่องสแกมเมอร์ กลับกลายให้โลกมาล้อมไทยแทน ด้วยข้อหารุกรานประเทศที่อ่อนแอกว่า” นายณัฐพงษ์กล่าว
.
หากรัฐบาลต้องการเพียงคะแนนนิยม หรือเดินตามกระแสชาตินิยม การรบด้วยกำลังทหารแบบสุดซอยที่กำลังทำอยู่ก็คงจะตอบโจทย์ แต่หากเรามีเป้าหมายร่วมกันว่า จุดจบแท้จริงของเรื่องนี้คือการทำทุกวิถีทางเพื่อเดินไปสู่สันติภาพและความมั่นคงถาวร เพื่อปกป้องประชาชนตลอดแนวชายแดน รวมถึงปกป้องชีวิตทหารทุกนายไม่ให้สูญเสียมากกว่านี้

วิธีออกจากปัญหาจึงไม่ใช่แค่การปฏิบัติการทางทหารอย่างเดียว แต่รัฐบาลต้องเปิดทั้ง 3 แนวรบ ดังที่ตนเองได้สื่อสารไปก่อนหน้านี้ 1. แนวรบทางการทหาร ขอยืนยันว่าการใช้กำลังทหารต้องเป็นวิธีการสุดท้าย ใช้เท่าที่จำเป็น เมื่อเครื่องมืออื่นๆ ถูกใช้ไปจนหมดแล้วและไม่ได้ผล และหากมีเหตุให้เกิดขึ้น รัฐบาลก็ต้องดำเนินการภายใต้กฎกติกาสากล เป็นที่ยอมรับตามกฎระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องให้ไทยไม่ตกอยู่ในสถานะผู้รุกรานรังแกประเทศที่อ่อนแอกว่า ซึ่งเป็นประเด็นที่กัมพูชาใช้โจมตีไทยมาโดยตลอด

จากสถานการณ์ขณะนี้กัมพูชาใช้อาวุธหนักโจมตีตอบโต้ ไทยควรยึดหลักปกป้องตนเองตอบโต้อย่างได้สัดส่วน เป็นไปตามหลักสากลว่าเราใช้กำลังทหารอย่างเข้มแข็งเพื่อการจัดการภัยคุกคามเฉพาะหน้ าไม่ใช่เพื่อการรุกรานแต่อย่างใด ขอให้รัฐบาลคำนึงถึงการจัดขอบเขตการรบ มุ่งเน้นการลดระดับความตึงเครียดทางการทหารผ่านการใช้แนวรบที่ 2 คือแนวรบทางการทูตไปพร้อมกันด้วย

2. แนวรบด้านข่าวสารและการพูด ท่าทีของนายกรัฐมนตรีเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศไทย คือการบอกว่าจะไม่มีการเจรจาสันติภาพอีกต่อไป ในทางกลับกัน การรบเป็นอีกทางหนึ่งเพื่อบังคับให้กัมพูชาที่ไม่ยอมร่วมมือ ต้องกลับมายอมร่วมเจรจาในข้อตกลงสันติภาพที่ได้ร่วมลงนามไปก่อนหน้านี้

“แต่คุณอนุทินกลับเป็นฝ่ายปฏิเสธการเจรจาเสียเอง และจะทำให้ประเทศไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เป็นผู้กระทำความผิดในสายตาประชาคมโลก ผู้ที่ได้ประโยชน์ที่สุดก็คือระบอบฮุน เซน นั่นเอง” นายณัฐพงษ์ ระบุ

นายณัฐพงษ์ เสนอด้วยว่า ครั้งนี้ต้องมีการปรับการทำงานของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ให้ทำงานอย่างเต็มที่และมีความหมาย เป็นคนกลางตรวจสอบการฝ่าฝืนข้อตกลง เพื่อเป็นกลไกป้องกันการปะปะทะกันซ้ำอีกครั้งในอนาคต รวมถึงไทยควรกดดันกัมพูชาในเวที ออตตาวา คอนเวนชัน เช่นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพิ่งดำเนินการไป

3. รัฐบาลต้องเปิดแนวรบปราบปรามสแกมเมอร์ ด้วยการเดินหน้าอย่างสุดซอยในการขุดรากถอนโคนขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบฮุน เซน กระทรวงการต่างประเทศต้องประสานความร่วมมือกันแต่ละประเทศในการจัดการสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก โดยใช้การประชุมนานาชาติว่าด้วยการปราบสแกมเมอร์ที่จะมีขึ้นในวันที่ 17-18 ธันวาคมนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผลักดันให้ไทยเป็นเจ้าภาพหลักในเรื่องนี้ ดังที่พรรคประชาชนและภาคประชาสังคมได้เคยนำเสนอแนวทางในเรื่องนี้ไว้

นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องสั่งการให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เดินหน้าอายัดทรัพย์บุคคลไทยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ ไม่ใช่ตัดตอนแค่ชาวต่างชาติ เพราะหากรัฐบาลไม่จริงจังในเรื่องนี้ การให้กระทรวงการต่างประเทศประสานความร่วมมือกับนานาชาติ ก็จะกลายเป็นเพียงละครปาหี่ตบตาชาวโลก ประเทศไทยก็จะกลายเป็นตัวตลกในสายตานานาชาติ

นายณัฐพงษ์ มองว่า รัฐบาลไทยต้องตั้งหลักให้มั่นว่า แนวรบที่สำคัญตอนนี้ คือการใช้แนวรบทางการทูตควบคู่กับการทหาร โดยพุ่งเป้าไปสู่การกดดันกัมพูชาให้กลับสู่โต๊ะเจรจา โดยใช้การปราบสแกมเมอร์เป็นหัวใจในการดำเนินการ

“หยุดเดินอ้อม ต้องพุ่งเป้าสู่แกนกลางของปัญหา เราต้องพลิกวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ เป็นโอกาสในการกวาดล้างกลุ่มชนชั้นไหนที่หากินบนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน หยุดสร้างสงครามเพื่อกลบเกลื่อนอาชญากรรมที่ตนเองเป็นคนก่อ โดยใช้เลือดเนื้อของทหารและชีวิตประชาชนของตนเป็นตัวประกัน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่เคยระบุ สนับสนุนกองทัพดำเนินการรบอย่างเต็มกำลัง โดยมุ่งทำลายเป้าหมายทางทหาร เพื่อขจัดขีดความสามารถในการรบของกัมพูชา จนนําไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์เข้าข้างกองทัพ หรือโหนกระแสชาตินิยม นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า ตามแถลงการณ์ที่ได้มีการลงรายละเอียดมากขึ้นเมื่อสักครู่นี้ การใช้กําลังทหารต้องมีขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง และปกป้องอธิปไตย เป็นไปตามหลักสากล และเป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน พุ่งเป้าเพื่อขจัดภัยคุกคามเฉพาะหน้า ถ้าการดําเนินการทางการทหารเป็นไปตามหลักทั้งหมดที่ตนได้กล่าวไปนั้น ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ที่กองทัพควรจะต้องดําเนินการ

เมื่อถามถึงท่าทีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งชัดเจนว่าอาจจะไม่ถอยกลับไปสู่โต๊ะเจรจา ในฐานะฝ่ายค้านมีโอกาสใช้กลไกของสภาในการเสนอแนะ หรือจะมีกลไกใดบังคับให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยทำตามบ้าง นายณัฐพงษ์กล่าวว่า คงใช้ในทุกเวที อย่างการแถลงข่าวในวันนี้ ก็อยากแนะนำนายกรัฐมนตรีให้กลับไปพูดคุยกับทางรองแม่ทัพภาคที่ 2 และฝ่ายความมั่นคง ซึ่งเคยให้ความเห็นว่า ไม่มีการรบใดไม่จบที่การเจรจา

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า เข้าใจความรู้สึกในความสูญเสียของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแนวจังหวัดชายแดน รวมถึงประชาชนทั่วประเทศ ที่ติดตามสถานการณ์ในตอนนี้ ว่าทุกคนอยากจบปัญหา แต่ปัญหาที่สำคัญที่ต้องพูดคุยกันตกผลึกให้ได้ คือรัฐบาลต้องชี้ให้เห็นแนวทางชัดเจนว่า จุดจบสถานการณ์ไทย-กัมพูชาอยู่ที่ตรงไหน

“สําหรับพวกเรา เรายืนยันว่า จุดจบของเรื่องนี้ที่แท้จริง คือการคืนความมั่นคง คืนสันติภาพ ชีวิตที่เป็นปกติสุข สู่ประชาชนตามแนวชายแดน ซึ่งการจะทําเรื่องนี้ได้ ต้องใช้ทุกวิถีทั้ง 3 แนวรบ กดดันให้กัมพูชายอมเข้าสู่การเจรจากับประเทศไทย การรบในแบบการใช้กําลังทหารแบบสุดซอย เพื่อรุกรานหรือครองประเทศ เป็นไปไม่ได้แล้วในโลกยุคปัจจุบัน และทําให้ประเทศไทยขาดความชอบธรรมในเวทีโลก” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามถึงปัญหาที่กัมพูชาไม่จริงใจในการปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเองไม่ได้ออกมาแสดงจุดยืนเรื่องนี้ เพราะไม่เชื่อว่ารัฐบาลกัมพูชาเองมีความจริงใจที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ แต่ที่สำคัญคือ เราจะกดดันเพื่อให้กัมพูชายอมเดินเข้าสู่โต๊ะเจรจาได้อย่างไร

ดังนั้น การดำเนินการทางการทหาร ถ้าต้องการที่จะขจัดภัยคุกคามเฉพาะหน้า เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินประชาชน ให้เขาไม่ได้มีขีดความสามารถในการทำร้ายประชาชนคนไทย เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ตราบใดที่เป็นไปตามหลักสากล ปกป้องตนเอง ปกป้องอธิปไตย และเป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน

ส่วนประเมินท่าทีของนายกรัฐมนตรีว่า รัฐบาลเดินตามกองทัพหรือไม่ แทนที่จะประสานงาน หรือสั่งการกองทัพ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เรื่องนี้จริงๆ สื่อสารไปก่อนหน้านี้หลายรอบแล้ว และขออนุญาตยืนยันว่า รัฐบาลพลเรือนควรอยู่เหนือกองทัพ การที่นายกรัฐมนตรีอาจจะตีเช็คเปล่าให้กองทัพจัดการได้ทุกเรื่อง เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และไม่สามารถปฏิเสธการดําเนินการใดๆ ของฝ่ายความมั่นคงได้ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่มีความผิดรับผิดรับชอบต่อการบริหารสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาโดยตรง

 

ประเทศไม่ใช่ห้องแล็บ!! วัดกึ๋น 3 แคนดิเดตนายกฯ วิศวะ ‘เท้ง-หนู-เชน’ สแกนจุดเด่น-จุดเสี่ยง ในสมรภูมิเลือกตั้ง 2569 พร้อมวิธีคิดแบบ Engineer แก้แผลเรื้อรังคนไทย ในห้วงประเทศ ‘ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่’ ทุกครั้งที่การเมืองสะดุด

3 แคนดิเดตนายกฯ สายวิศวะกับ 5 แผลเรื้อรังของคนไทย ‘ณัฐพงษ์–อนุทิน–ยศชนัน’ ใครเป็น “หัวหน้าช่าง” ใครเป็น “สถาปนิกประเทศ”?

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่โหมดตัดสินจริง หลังการยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 สนามครั้งนี้ไม่ใช่แค่เลือกพรรค แต่คือการเลือก “วิธีคิด” ของคนคุมระบบประเทศ—และน่าสนใจตรงที่ตัวละครที่ถูกจับตา เป็น “สายวิศวะ” ถึง 3 คน ซึ่งแต่ละคนมาจากคนละสาย คนละวัฒนธรรมการแก้ปัญหา คำถามคือ คนไทยได้อะไรจากวิธีคิดแบบวิศวกร และอะไรคือกับดักที่ทำให้ประเทศวนซ่อมซ้ำ?

1) 3 วิศวะ 3 สูตรผู้นำ: ระบบ–หน้างาน–นวัตกรรม
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (เท้ง) — วิศวกรรมคอมพิวเตอร์: “แก้บั๊กทั้งระบบ”
• จุดเด่นคือคิดแบบ “รัฐเป็นแพลตฟอร์ม” เน้นข้อมูล โปร่งใส ลดขั้นตอน ลดดุลพินิจที่เปิดช่องทุจริต
• เหมาะกับโจทย์ราชการซ้ำซ้อน บริการรัฐที่ประชาชนต้องวิ่งหลายหน่วยงาน และการตรวจสอบงบประมาณแบบติดตามได้
• ความเสี่ยง: ระบบดีบนกระดาษ แต่ชนกำแพงผลประโยชน์แล้ว “ทำไม่ผ่านการเมือง” ถ้าสื่อสารไม่โดนใจคนฐานรากก็ยากจะสร้างแรงหนุน

อนุทิน ชาญวีรกูล (หนู) — วิศวกรรมอุตสาหการ: “หัวหน้าไซต์งาน–คุมคอขวด”
• วิธีคิดแบบอุตสาหการเน้นโฟลว์งาน ทรัพยากร การตัดสินใจหน้างาน—เหมาะกับงานบริหารวิกฤตและการทำให้เครื่องจักรรัฐเดิน
• ถนัดงานที่ต้องการ command & control ชัด เช่นภัยพิบัติ โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ หรือการบริหารรัฐบาลผสมให้ระบบทำงานได้
• ความเสี่ยง: บริหารให้ “เดินได้” อาจกลายเป็นแค่การซ่อมเฉพาะหน้า หากไม่แตะรากปัญหาเรื่องกติกา ความโปร่งใส และการกระจายอำนาจ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ — วิศวะไฟฟ้า/ชีวการแพทย์: “นักวิจัย–นวัตกรรม–รัฐดิจิทัลเชิงโครงสร้าง”
• พื้นฐานสายวิจัยทำให้เด่นเรื่องนโยบายที่ต้องใช้หลักฐานและเทคโนโลยี โดยเฉพาะสุขภาพ สังคมสูงวัย และการยกเครื่องการศึกษาเชิงระบบ
• มีภาพของ “สถาปนิกเชิงวิทยาศาสตร์” ที่คิดโครงสร้างมากกว่ามาตรการระยะสั้น
• ความเสี่ยง: ประเทศไทยไม่ใช่ห้องแล็บ—การเมืองไม่ให้เวลาทดลอง และแรงต้านจากระบบเดิมอาจทำให้สูตรที่ดี “ไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้จริง”

2) 5 แผลเรื้อรังของคนไทย: ใครถนัดแก้อะไร (และต้องวัดผลยังไง)
• รัฐราชการช้า–ซ้ำซ้อน: ณัฐพงษ์ได้เปรียบเชิงแนวคิด (ลดขั้นตอน/ลดดุลพินิจ) แต่ต้องทำให้ผ่านด่านผลประโยชน์จริง
• เศรษฐกิจฐานรากตึง–SME ฟื้นช้า: อนุทินถนัดการจัดทรัพยากรและการคุมโฟลว์ แต่ต้องพิสูจน์ว่าโตแบบกระจาย ไม่ใช่กระจุก
• น้ำท่วม–ภัยพิบัติ–ความเสี่ยงทับซ้อน: สายบริหารหน้างานได้เปรียบ แต่ประเทศต้องขยับจาก “แก้หลังพัง” ไปสู่ “ป้องกันก่อนพัง”
• สังคมสูงวัย–ระบบสุขภาพ: ยศชนันน่าจะถูกคาดหวังสูงสุด แต่ต้องทำให้เทคโนโลยีลงถึงบริการปฐมภูมิ ไม่ค้างบนเวทีสัมมนา
• เสถียรภาพการเมือง–กติกาที่ทำให้ประเทศชะงัก: ณัฐพงษ์พูดเรื่องแก้กติกา, อนุทินพูดเรื่องทำให้เดินก่อน, ยศชนันพูดเรื่องออกแบบเชิงโครงสร้าง—ประชาชนต้องการ ‘ทำได้จริง’ ไม่ใช่เลือกคำที่ถูกใจ

3) นายกฯคือ “หัวหน้าช่าง” หรือ “สถาปนิกประเทศ”? คนไทยเบื่อซ่อมแล้ว
ประเทศเหมือนบ้านที่ไฟตก น้ำรั่ว ฝ้าพัง—เรามีคนเก่งซ่อม แต่ซ่อมแล้วพังซ้ำเพราะโครงสร้างเดิมยังอยู่ นี่คือคำถามที่ต้องโยนกลับไปยังผู้นำทั้งสาม:
1. จะซ่อมให้เดินต่อ (หัวหน้าช่าง) หรือจะรื้อกติกาเพื่อไม่ให้พังซ้ำ (สถาปนิกประเทศ)?
2. จะชนะเชิงระบบได้อย่างไร เมื่อผู้ได้ประโยชน์จากระบบเดิมไม่อยากให้เปลี่ยน?
3. จะทำให้ประชาชนเห็นผลในชีวิตจริงภายใน 6–12 เดือนแรก ด้วยตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้หรือไม่?

4) กับดักของนายกฯสายวิศวะ: เหตุผลไม่ชนะผลประโยชน์ด้วยตัวมันเอง
วิศวกรชอบคิดว่า “ออกแบบถูกต้อง ระบบจะทำงานเอง” แต่การเมืองไทยคือสนามที่คนใช้ระบบมีแรงจูงใจให้ระบบพัง แล้วค่อยขายบริการซ่อม 4 กับดักใหญ่ที่ทุกคนต้องผ่านคือ:
• ข้อมูลจริง แพ้ ความกลัว/ความเชื่อ: ต่อให้ตัวเลขถูก ถ้าสื่อสารไม่โดน ความจริงก็แพ้เรื่องเล่าในไม่กี่นาที
• แผนดี ไม่เท่ากับ ทำได้: สภาคือสนามต่อรอง—ต้องคุมเสียง คุมดีล และคุมผลกระทบ ไม่ใช่แค่คุมสไลด์
• ประโยชน์ส่วนรวม ไม่ได้ทำให้ระบบยอมเปลี่ยน: ระบบเดิมกลัวเสียอำนาจต่อรอง จึงยื้อจนหมดวาระเป็นปกติ
• เทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบสุดท้าย: ถ้ากฎหมาย งบ คน และวัฒนธรรมไม่เปลี่ยน เทคจะกลายเป็นของโชว์

ประโยคเดียวที่ประชาชนควรย้ำใส่ผู้สมัครทุกคน: ประเทศไทยไม่ต้องการนายกฯที่ “วิศวกรเก่งที่สุด” แต่ต้องการนายกฯที่ทำให้ประเทศ ‘ไม่ต้องวนกลับมาเริ่มใหม่’ ทุกครั้งที่การเมืองสะดุด — และต้องกล้ายอมถูกวัดผลจริง

อ้างอิง 
Reuters (15 ธ.ค. 2025): กกต.ประกาศวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 หลังยุบสภา
AP (12 ธ.ค. 2025): รายงานการยุบสภาและเงื่อนไขเลือกตั้งภายใน 45–60 วัน
Reuters (17 ธ.ค. 2025): เพื่อไทยดัน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นผู้ท้าชิงหลัก
เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล (thaigov.go.th): ประวัติและการศึกษา นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล
Khaosod English / Wikipedia: โปรไฟล์และการศึกษา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

'เท้ง' ฟาดกลับ 'อนุทิน' หยุดสร้างนิทานหลอกเด็ก ปม ม.112 แจงชัดยกมือดีเบต แค่ดันนิรโทษกรรมคดีการเมือง

(26 ธ.ค. 68) - นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวตอบโต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า ต้องบอกว่าการยกมือในวันนั้น ไม่ใช่การเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 แต่เป็นการผลักดันเรื่องนิรโทษกรรมของนักโทษที่โดนคดีทางการเมือง การให้สัมภาษณ์ของนายอนุทินมีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง และสร้างเงื่อนไขทางการเมือง พร้อมตั้งคำถามว่าเอาเรื่องนี้มาเรียกกระแสอะไรหรือไม่ ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการแก้ไขมาตรา 112

ดังนั้น ตนไม่อยากให้นายอนุทินเอาเรื่องนี้มาเป็นวาทกรรม สร้างนิทานหลอกเด็ก ในกรอบการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถผลักดันเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ได้อีกแล้ว

ส่วนกระแสข่าวที่พรรคน้ำเงินจะไม่จับมือกับพรรคส้ม นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีความกังวลใดๆ เพราะการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ประชาชนจะต้องเลือกระหว่างรัฐบาลของพรรคประชาชน หรือรัฐบาลของนายอนุทิน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top