Friday, 5 June 2026
ซานาเอะ_ทาคาอิจิ

‘นายกฯ ญี่ปุ่น’ เบรกความตึงเครียดกับจีน ย้ำจุดยืน "ไต้หวัน" ไม่เปลี่ยนแปลง ตามปฏิญญาร่วมปี 1972 หลังคำพูดแข็งกร้าวก่อนหน้านี้ส่งกระทบหนัก

โตเกียว – หลังความสัมพันธ์กับจีนเข้าสู่ภาวะผันผวนหลายสัปดาห์ เนื่องจากการแสดงความคิดเห็นที่แข็งกร้าวเรื่องช่องแคบไต้หวัน ในที่สุด นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้พยายามลดระดับความตึงเครียดกับรัฐบาลปักกิ่ง โดยย้ำถึงจุดยืนดั้งเดิมของญี่ปุ่นต่อประเด็นไต้หวัน

ในการตอบคำถามของสมาชิกสภาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา นางทาคาอิจิกล่าวต่อรัฐสภาญี่ปุ่นว่า จุดยืนของรัฐบาลโตเกียวต่อเกาะไต้หวันยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และอ้างอิงถึงข้อตกลงร่วมปี 1972 ซึ่งนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งและโตเกียว

“จุดยืนพื้นฐานของรัฐบาลญี่ปุ่นเกี่ยวกับไต้หวันยังคงเป็นไปตามที่ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมญี่ปุ่น-จีน ปี 1972 และจุดยืนนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง” นางทาคาอิจิกล่าว

ตามแถลงการณ์ร่วมปี 1972 นั้น รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนยืนยันว่าไต้หวันเป็นส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้ของอาณาเขตของจีน และรัฐบาลญี่ปุ่น "เข้าใจและเคารพจุดยืนนี้อย่างเต็มที่" แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเอกสารทางกฎหมายที่ปักกิ่งมักใช้อ้างถึงเพื่อสนับสนุนว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

การแสดงความคิดเห็นล่าสุดของนางทาคาอิจิมีขึ้นเกือบหนึ่งเดือนหลังจากที่เธอกล่าวต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า การโจมตีไต้หวันโดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) อาจถือเป็น "สถานการณ์ที่คุกคามต่อการอยู่รอดของชาติ" ซึ่งอาจเปิดทางให้โตเกียวเข้าสู่ปฏิบัติการทางทหารได้

คำกล่าวในเดือนพฤศจิกายนดังกล่าวเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนที่สุดของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นต่อกรณีไต้หวัน และเป็นการเบี่ยงเบนจากนโยบาย "ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์" ที่ญี่ปุ่นยึดถือมายาวนาน แม้ภายหลังเธอระบุว่าความเห็นดังกล่าวเป็นเพียง "สมมติฐาน"

คำกล่าวที่แข็งกร้าวดังกล่าวส่งผลให้ความสัมพันธ์กับจีนดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ปักกิ่งได้ระงับการนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่น งดการแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลและวัฒนธรรม รวมถึงแนะนำพลเมืองไม่ให้เดินทางหรือศึกษาในญี่ปุ่น

คำพูดล่าสุดของนางทาคาอิจิในวันพุธนี้ยังสอดคล้องกับแถลงการณ์ของ นายโทชิมิตสึ โมเตกิ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่ระบุว่าจุดยืนพื้นฐานของรัฐบาลญี่ปุ่นคือ "เป็นไปตามที่ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมปี 1972 อย่างแท้จริง ไม่มากไปกว่านั้น ไม่น้อยไปกว่านั้น"

สื่อญี่ปุ่นเปิดปมคลิปดำ!! “ชูกัน บุนชุน” เปิดหลักฐานใหม่ ปมทีมทาคาอิจิถูกกล่าวหาปั่นวิดีโอ AI โจมตีคู่แข่งเลือกหัวหน้า LDP พร้อมหลักฐานแชต 67 ชิ้น

เมื่อวันอาทิตย์ (24 พ.ค.) นิตยสารรายสัปดาห์ชูกัน บุนชุน ของญี่ปุ่น

รายงานว่ามีหลักฐานที่แสดงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ว่าทีมงานของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น จ้างบุคคลให้ผลิตคลิปวิดีโอใส่ร้ายคู่แข่งทางการเมืองอย่างชินจิโร โคอิซูมิ ระหว่างการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ในปี 2025 โดยช่วงดังกล่าวมีคลิปวิดีโอหลายชิ้นนำเสนอภาพลักษณ์โคอิซูมิเป็น "หุ่นเชิดไร้ความสามารถ" ขณะเดียวกันมีคลิปวิดีโอจำนวนมากที่ยกย่องทาคาอิจิ

รายงานระบุว่าทาเคชิ คิโนชิตะ ผู้ช่วยและหนึ่งในคนสนิทที่สุดของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ เป็นบุคคลสำคัญในเรื่องอื้อฉาวนี้ โดยคิโนชิตะติดต่อกับเคน มัตสึอิ ผู้ผลิตคลิปวิดีโอหลายครั้งเพื่อสั่งผลิตและเผยแพร่คลิปวิดีโอโจมตีคู่แข่งของทาคาอิจิภายในพรรคฯ รวมถึงกลุ่มผู้สมัครฝ่ายค้าน ทว่าทีมงานของทาคาอิจิปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

มัตสึอิให้สัมภาษณ์กับนิตยสารฯ ว่าเขาผลิตคลิปวิดีโอวันละ 100-200 ชิ้น ด้วยซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตามคำสั่งของคิโนชิตะในช่วงการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตยเมื่อปีก่อน ซึ่งราวร้อยละ 70 ของคลิปวิดีโอมุ่งโจมตีโคอิซูมิ ขณะอีกราวร้อยละ 10 โจมตีโยชิมาสะ ฮายาชิ คู่แข่งอีกราย และอีกร้อยละ 20 โปรโมตทาคาอิจิ

รายงานเสริมว่าคิโนชิตะยังสั่งมัตสึอิผลิตคลิปวิดีโอโจมตีกลุ่มผู้สมัครฝ่ายค้านระหว่างการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยคลิปวิดีโอเหล่านั้นเรียกสุมิโอะ มาบุจิ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญเป็น "มือสมัครเล่นที่เป็นอันตรายต่อชาติ" และกล่าวหาคัตสึยะ โอกาดะ ผู้สมัครอีกรายว่า "โกหกอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนการหายใจ"

นิตยสารฯ เผยว่ารายงานล่าสุดนี้อ้างอิงหลักฐาน 67 ชิ้น ซึ่งบันทึกการติดต่อระหว่างคิโนชิตะกับมัตสึอิ ทั้งแบบข้อความสั้นและแชตออนไลน์

ก่อนหน้านี้ทาคาอิจิเคยปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวระหว่างการซักถามในรัฐสภา ยืนยันว่าทั้งตัวเธอและทีมงานไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเช่นนั้น ขณะสำนักนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นและคิโนชิตะยังไม่ได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาล่าสุด เมื่อนับถึงคืนอาทิตย์ (24 พ.ค.) ที่ผ่านมา

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top