Saturday, 17 October 2026
ความโปร่งใส

กองทัพอากาศ เล็งซื้อฝูงบิน Gripen รุ่นใหม่ ล็อตแรก 4 ลำ มูลค่ารวม 19,500 ล้านบาท

กองทัพอากาศ เปิดแผนจัดซื้อ 'Gripen E/F' ระยะที่ 1 ทดแทน F-16 ล็อตแรก 4 ลำ มูลค่ารวม 19,500 ล้านบาท ย้ำโปร่งใส คุ้มค่า รอบคอบ และมีประสิทธิภาพสูงสุด

พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ เปิดเผยว่า กองทัพอากาศ มีแผนการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีรุ่นใหม่ 'Gripen E/F' ระยะที่ 1 เพื่อทดแทนฝูงบิน F-16 ที่ประจำการมายาวนานกว่า 37 ปี โดย มีเป้าหมายเพื่อยกระดับสมรรถนะด้านการป้องกันประเทศ ด้วยคุณลักษณะที่เหนือกว่ารุ่นที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทั้งในด้านเทคโนโลยี ความเหมาะสมในการบูรณาการระบบ (Commonality & Continuity) และความสามารถในการตอบสนองภัยคุกคามยุคใหม่

สำหรับเครื่องบินขับไล่แบบ Gripen E/F ที่ถูกคัดเลือกเป็นแบบที่ตรงตามเกณฑ์ความต้องการของกองทัพอากาศมากที่สุด พร้อมติดตั้งขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยไกล “METEOR” และการปรับปรุงระบบเรดาร์แจ้งเตือนล่วงหน้า SAAB AEW&C โดยจัดอยู่ในแนวทางสำคัญของโครงการภายใต้ชื่อ MIDSR ประกอบด้วย Main Package: เครื่องบิน Gripen E/F จำนวน 12 ลำ โดยล็อตแรกจะมีจำนวน 4 ลำ มูลค่า 19,500 ล้านบาท พร้อมอาวุธและระบบสนับสนุน // Indirect Offset: โครงการชดเชยทางอ้อม 7 รายการ //Direct Offset: โครงการชดเชยทางตรง 7 รายการ // Synchronization: ความสอดคล้องประสานกันของโครงการในทั้ง 3 ระยะ // Risk: การบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบด้าน

นอกจากนี้ โครงการยังสอดคล้องกับนโยบาย Defence Offset ของรัฐบาล ที่มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กองทัพอากาศยืนยันว่าการจัดซื้อ Gripen E/F จะดำเนินการด้วยความโปร่งใส รอบคอบ และมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้การใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชนเกิดความคุ้มค่าสูงสุด โดยมีเป้าหมายในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางอากาศ ปกป้องอธิปไตย และรักษาความสงบสุขของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

‘รัดเกล้า’ จี้ทบทวนอาคารเก็บทรัพย์ ป.ป.ส.!! ตรวจโครงการเก็บทรัพย์สิน จับตา โครงการ 70 ล้าน มีผู้เสนอรายเดียว ราคาต่ำกว่ากลางแค่ 3 พันบาท เรียกร้องเผยข้อมูลโปร่งใส

“รัดเกล้า” จี้ ป.ป.ส. แจง “เข้าเจ้าเดียว แต่ยังเข้าเต็มงบ” ไม่เกรงใจภาษีประชาชน! พบโครงการ 70 ล้าน ผู้เสนอรายเดียว ราคาต่ำกว่ากลางแค่ 3 พันบาท

9 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดยตั้งข้อสังเกตถึงโครงการก่อสร้างอาคารเก็บรักษาทรัพย์สินของ ป.ป.ส. จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ อาคารเก็บรักษาทรัพย์สิน ป.ป.ส. ภาค 4 จังหวัดขอนแก่น วงเงินประมาณ 70.6 ล้านบาท และ ป.ป.ส. ภาค 7 จังหวัดสมุทรสาคร วงเงินประมาณ 62.85 ล้านบาท รวมกว่า 133 ล้านบาท โดยเฉพาะงบประมาณปี 2570 ที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองโครงการประมาณ 42.9 ล้านบาท

นางรัดเกล้ากล่าวว่า ตนไม่ได้ตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการเก็บรักษาทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดจากคดียาเสพติด เพราะทรัพย์สินเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย ไม่สูญหายหรือเสียหาย และต้องสามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานหรือดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง แต่ก่อนที่จะใช้งบประมาณกว่า 133 ล้านบาทในการก่อสร้างอาคารใหม่ รัฐบาลและ ป.ป.ส. ควรตอบให้ได้ก่อนว่า **“การสร้างอาคารใหม่ เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดแล้วจริงหรือ?”**

“อย่างน้อย ป.ป.ส. ควรมีข้อมูลให้เห็นว่า ปัจจุบันมีทรัพย์สินคงค้างอยู่จำนวนเท่าไร เพิ่มขึ้นปีละเท่าไร ทรัพย์สินเหล่านั้นมีมูลค่ารวมเท่าไร และโดยเฉลี่ยทรัพย์สินหนึ่งรายการถูกเก็บรักษาไว้นานแค่ไหน ที่สำคัญคือได้เปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นแล้วหรือยัง” นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้าระบุว่า ทางเลือกอื่นที่ควรนำมาเปรียบเทียบ ได้แก่ การปรับปรุงอาคารราชการที่มีอยู่ การใช้พื้นที่ร่วมกับหน่วยงานอื่น การนำพื้นที่ราชการที่ถูกทิ้งร้างกลับมาใช้ประโยชน์ การเช่าพื้นที่จัดเก็บที่มีมาตรฐานความปลอดภัย รวมถึงการเร่งกระบวนการจำหน่ายทรัพย์สินที่สามารถจำหน่ายได้ และเร่งคืนทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดให้เจ้าของโดยเร็ว เพื่อไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระพื้นที่จัดเก็บเป็นเวลานาน

“จากเอกสารขอบเขตงานที่ดิฉันได้รับ ยังไม่พบข้อมูลเชิงปริมาณที่เพียงพอที่จะตอบคำถามเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนครั้งนี้ ดิฉันจึงขอตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่า **โครงการนี้ยังไม่เร่งด่วนและยังไม่เห็นความคุ้มค่าเพียงพอ**” นางรัดเกล้ากล่าว

จี้ตรวจสอบโครงการขอนแก่น ผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว ราคาต่างจากราคากลางแค่ 3,000 บาท

นางรัดเกล้ายังขอให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบเป็นพิเศษถึงโครงการก่อสร้างอาคารเก็บรักษาทรัพย์สิน ป.ป.ส. ภาค 4 จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีราคากลางประมาณ 70,603,000 บาท ขณะที่ราคาที่เสนอและตกลงอยู่ที่ประมาณ 70,600,000 บาท แตกต่างจากราคากลางเพียง 3,000 บาท หรือประมาณ 0.004% และที่สำคัญคือมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว

“การมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว ตามระเบียบกรมบัญชีกลาง ไม่ได้แปลว่าการจัดซื้อจัดจ้างผิดกฎหมาย แต่ในมุมของการบริหารเงินภาษีประชาชน เมื่อมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว การแข่งขันด้านราคาย่อมเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบ และเมื่อโครงการมีมูลค่ากว่า 70 ล้านบาท แต่ราคาสุดท้ายต่ำกว่าราคากลางเพียง 3,000 บาท ประชาชนย่อมมีเหตุผลที่จะตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่า” นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้าขอให้ ป.ป.ส. เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมต่อสาธารณะว่า มีผู้ประกอบการกี่รายที่สนใจโครงการ มีผู้ดาวน์โหลดเอกสารกี่ราย เหตุใดจึงมีผู้ยื่นข้อเสนอเพียงรายเดียว และเงื่อนไขใน TOR มีข้อใดที่อาจเป็นอุปสรรคหรือจำกัดการแข่งขันหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามว่า เมื่อมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียวและราคาต่ำกว่าราคากลางเพียงเล็กน้อย เหตุใด ป.ป.ส. จึงไม่พิจารณาทบทวนหรือเปิดการแข่งขันใหม่เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าที่สุดแก่รัฐ

“งบยาเสพติดมีจำกัด ทุกบาทต้องเลือกว่าจะสร้างตึก หรือสร้างโอกาสให้คนหลุดจากวงจรยาเสพติด”
นางรัดเกล้ากล่าวว่า สำหรับงบประมาณปี 2570 ที่เกี่ยวข้องกับสองโครงการประมาณ 42.9 ล้านบาท ตนขอให้คณะกรรมาธิการพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง ทั้งความก้าวหน้าของงาน ความเหมาะสมของแต่ละงวดงาน ขนาดและพื้นที่ใช้สอย รวมถึงรายการใดที่ยังสามารถทบทวน ปรับลด หรือชะลอได้

“เหตุผลที่ดิฉันอยากให้ทบทวนงบประมาณโครงการนี้ เพราะงบประมาณด้านยาเสพติดของประเทศไทยมีจำกัด ทุกบาทที่เราใช้สร้างอาคาร คือหนึ่งบาทที่อาจไม่ได้ถูกนำไปใช้ป้องกันเด็กและเยาวชนจากยาเสพติด ไม่ได้ถูกนำไปค้นหาและช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยง ไม่ได้ถูกนำไปสนับสนุนการบำบัดในชุมชน และไม่ได้ถูกนำไปติดตามผู้ผ่านการบำบัดเพื่อป้องกันการกลับไปเสพซ้ำ”

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำว่า จากข้อมูลที่ตนติดตาม **กว่า 70% ของผู้ต้องขังเป็นผู้ต้องขังในคดียาเสพติด** ดังนั้น การแก้ปัญหายาเสพติดให้ตรงจุดจะช่วยลดภาระของกระบวนการยุติธรรมและปัญหาคุกล้นได้อย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อในฐานะประธานอนุกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องการยกระดับทัณฑสถานของประเทศไทย ตนเห็นว่าการแก้ปัญหาคุกล้นและการคืนคนดีสู่สังคมควรเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของกระทรวงยุติธรรม

“ในขณะที่เรามีปัญหาคุกล้น และโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ต้องขังเพื่อคืนคนดีสู่สังคมกลับถูกตัดงบ ดิฉันอยากถามว่ากระทรวงยุติธรรมควรเรียงลำดับความสำคัญอย่างไร หากประมาณ 70% ของผู้ต้องขังไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน เราควรลงทุนสร้างโอกาสทางการศึกษาในเรือนจำ เพื่อให้คนที่เคยทำผิดหลุดจากวงจรการกระทำผิดซ้ำหรือไม่ และเมื่อมีข้อมูลว่าผู้พ้นโทษคดียาเสพติด 20.82% กลับมากระทำผิดซ้ำภายใน 1 ปี เราไม่ควรเร่งแก้ปัญหานี้ก่อนหรือ” นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้าทิ้งท้ายว่า ในปีต่อไปควรมีการจัดทำงบบูรณาการเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบเชื่อมโยงตั้งแต่การป้องกัน การค้นหากลุ่มเสี่ยง การบำบัด การติดตามหลังการบำบัด ไปจนถึงการลดการกระทำผิดซ้ำและการคืนคนดีสู่สังคม

“สำหรับปีนี้ ดิฉันขอให้ทบทวนปรับลด และชะลองบประมาณการก่อสร้างอาคารเก็บรักษาทรัพย์สินในส่วนที่ยังไม่จำเป็น แล้วนำทรัพยากรไปลงทุนกับคน เพราะเป้าหมายของการแก้ปัญหายาเสพติดไม่ควรจบอยู่ที่การจัดการของกลาง แต่ต้องจบที่การทำให้คนกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ และทำให้สังคมปลอดภัยขึ้นอย่างยั่งยืน” นางรัดเกล้ากล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top