Saturday, 17 October 2026
ความร่วมมือ

EA ร่วมมือรัฐบาลแห่ง สปป.ลาว เซ็น MOA เพิ่มขีดความสามารถพลังงานสะอาด และพัฒนาระบบขนส่ง EV เชิงพาณิชย์ครบวงจร ยกระดับ สปป.ลาว สู่สังคมไร้มลพิษ

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2566  ได้มีการจัดงานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (Memorandum of Agreement) ว่าด้วย ความร่วมมือเพื่อการลงทุนในธุรกิจด้านพลังงานและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องร่วมกับรัฐบาลแห่ง สปป.ลาว โดยกระทรวงการเงิน(กระทรวงการคลัง) แห่ง สปป.ลาว จัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางด้านพลังงานสะอาด โครงสร้างสายส่ง และพัฒนาระบบขนส่ง EV เชิงพาณิชย์ของ สปป.ลาว อย่างครบวงจร เพื่อยกระดับสู่สังคมไร้มลพิษ ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ ท่านสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ของ สปป. ลาว เป็นประธานในพิธี โดยมี ดร. ภูทนูเพชร ไซสมบัตร รองรัฐมนตรีกระทรวงการเงิน (กระทรวงการคลัง) และนายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)  ร่วมในพิธีลงนาม ณ โรงแรม ลาว พลาซ่า นครหลวงเวียงจันทน์ สปป. ลาว 

ดร. ภูทนูเพชร ไซสมบัตร รองรัฐมนตรีกระทรวงการเงิน (กระทรวงการคลัง) สปป. ลาว ได้กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นขีดหมายสำคัญระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถทางด้านพลังงานและระบบขนส่งด้วยยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของ สปป.ลาว ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) เปิดเผยว่า บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน มีความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และสิทธิบัตรที่หลากหลายในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ธุรกิจน้ำมันชีวภาพ ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเชิงการพาณิชย์แบบครบวงจรทั้งทางบกและทางน้ำ ธุรกิจสถานีอัดประจุไฟฟ้า รวมถึงธุรกิจแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานที่ทันสมัย โดยพัฒนานวัตกรรม Ultra Fast Charge Technology ที่สามารถอัดประจุไฟฟ้ายานยนต์ทุกชนิด 80% ในระยะเวลาเพียง 15-20 นาที บริษัทฯ มีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือระหว่างบริษัทฯกับรัฐบาลแห่ง สปป.ลาว จะประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ส่งเสริมให้ สปป.ลาว ก้าวสู่สังคมไร้มลพิษในอนาคตอันใกล้”

นายกฯ ยินดี ‘ไทย-กานา’ ขยายความร่วมมือด้านเกษตร เดินตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง-เกษตรทฤษฎีใหม่

ไทย-กานา ขยายความร่วมมือด้านเกษตรกรรม ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง-เกษตรทฤษฎีใหม่  

(16 มี.ค.66) นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยินดีที่ประเทศกานามีความสนใจในแนวทางพระราชดำริว่าด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ยกเป็นต้นแบบพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งสนใจการทำการเกษตรแบบ BCG Model นายกรัฐมนตรียืนยันไทยพร้อมสนับสนุนเทคโนโลยี องค์ความรู้ ให้คำแนะนำ และผลักดันความร่วมมือสู่ความสำเร็จระหว่างประเทศ

ประเทศกานา มีนโยบายส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกข้าวและเพิ่มผลผลิตภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งประเทศกานาสนใจในแนวทางพระราชดำริว่าด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการทำการเกษตรแบบ BCG Model โดยกานาชื่นชมโครงการ “ข้าวรักษ์โลก” ของไทยที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมี และเป็นแนวทางใหม่ของการทำเกษตรกรรมโลก ซึ่งโครงการข้าวรักษ์โลก เป็นต้นแบบการปฏิวัติการทำนาแบบยั่งยืนตามที่นายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางไว้ จากแนวคิดการผลิตข้าวแบบใหม่ โดยการนำนวัตกรรมที่ทันสมัยมาใช้เพื่อการผลิตและลดการใช้สารเคมี ลดต้นทุนการผลิต ข้าวที่ได้มีคุณภาพสูง และสามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้น รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากโครงการข้าวรักษ์โลกตอบโจทย์กระแสผู้บริโภคในโลกยุคปัจจุบัน ดีต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

‘รัฐบาล’ หนุน ‘ความร่วมมือไทย-กัมพูชา’ พัฒนารถไฟขนส่งสินค้า  เพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายโลจิสติกส์ ให้เชื่อมถึงประเทศเพื่อนบ้าน

(2 ส.ค. 66) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ส่งเสริมช่องทางการขนส่งสินค้าทั้งในและระหว่างประเทศ โดยชื่นชมความร่วมมือของพันธมิตรทุกฝ่ายจากไทย - กัมพูชา พัฒนาการขนส่งสินค้าทางระบบรางให้มีประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้น เพิ่มให้เป็นอีกทางเลือกในการขนส่งสินค้าให้ผู้ประกอบการค้าระหว่างไทยและกัมพูชา และถือเป็นโอกาสเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของไทยในอนาคต

น.ส.รัชดา กล่าวว่า หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องทั้งไทยและกัมพูชา ได้ร่วมกันเปิดตัวรถไฟขบวนปฐมฤกษ์ ไทย - กัมพูชา ณ สถานีรถไฟด่านพรมแดนบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ไปแล้ว ซึ่งเป็นขบวนรถไฟขนส่งสินค้าระบบรางที่จะเดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศกัมพูชา ในเส้นทาง มาบตาพุด - คลองลึก - ปอยเปต - พนมเปญ โดยการรถไฟแห่งประเทศ (รฟท.) ได้ร่วมผลักดันการบริการขนส่งทางราง หนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญของนายกรัฐมนตรี ให้สามารถเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าทางระบบรางในประเทศไทย เข้ากับการขนส่งสินค้าทางระบบรางของภูมิภาคอาเซียน โดยเริ่มจากการขยายขีดความสามารถการขนส่งสินค้าทางระบบรางของ ไทย - กัมพูชา ผ่านการเปิดขบวนรถไฟขนส่งสินค้ารอบปฐมฤกษ์ในครั้งนี้ ซึ่งรถไฟขบวนปฐมฤกษ์ ไทย - กัมพูชา เกิดจากความร่วมมือที่ดีของพันธมิตรทุกฝ่าย ร่วมกันผลักดันการขนส่งสินค้าทางระบบรางให้มีประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้น ราคาลดลง เกิดการพัฒนาการขนส่งสินค้าผ่านระบบรางระหว่างกัน เชื่อมโยงถึงประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญต่อการพัฒนาระบบขนส่ง ระบบโลจิสติกส์ เชื่อมโยงโครงสร้าง ในและระหว่างประเทศอย่างไร้รอยต่อ มีประสิทธิภาพ ราคาไม่แพง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า และเพิ่มทางเลือกในการขนส่ง โดยเชื่อมั่นว่าด้วยความมุ่งมั่นในการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมา และความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของไทย กับประเทศเพื่อนบ้าน และกับกัมพูชาในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมระบบขนส่งโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทันสมัยขึ้น เป็นประโยชน์กับทั้ง 2 ประเทศ

‘หวังอี้’ ชูสัมพันธ์จีน-อาเซียน!! 5 ปีความร่วมมือแน่นแฟ้น เศรษฐกิจ-การค้าโตต่อเนื่อง ช่วยเหลือฉุกเฉินเสริมความเชื่อใจ แลกเปลี่ยนประชาชนทุกระดับเติบโต

หวังอี้เผยความสำเร็จ 'หุ้นส่วนจีน-อาเซียน' ใน 5 ปี ชูผลงาน 4 ด้านหนุนสัมพันธ์แน่นแฟ้น

มะนิลา, 23 ก.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (22 ก.ค.) หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน และกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศจีน-อาเซียน ในกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ กล่าวถึงความสำเร็จเป็นรูปธรรมของความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านจีน-อาเซียนตลอด 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมสรุปความก้าวหน้าสำคัญ 4 ประการที่ช่วยเสริมแกร่งความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย

หวังระบุว่าการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยจีนได้บรรลุความเข้าใจสำคัญกับ 8 ประเทศสมาชิกอาเซียนในการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันในระดับทวิภาคี ขณะที่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ารักษาแนวโน้มขาขึ้นหลังจากการลงนามอย่างเป็นทางการในพิธีสารยกระดับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน เวอร์ชัน 3.0 โดยจีนและอาเซียนยังครองตำแหน่งคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของกันและกันติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ด้วยมูลค่าการค้าทวิภาคีสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33.7 ล้านล้านบาท) ในปี 2025

จีนและอาเซียนยังแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันท่ามกลางหลายวิกฤติการณ์ ดังที่เห็นได้จากการที่จีนเร่งให้ความช่วยเหลือการบรรเทาสาธารณภัยฉุกเฉินหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงในเมียนมา และเกาะมินดาเนาในฟิลิปปินส์

ส่วนการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดกิจกรรมสำคัญที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเกือบ 200 รายการในช่วงปีแห่งการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนอาเซียน-จีน ประจำปี 2024-2025 และมีการเปิดตัวโครงการวีซ่าสำหรับประเทศในกลุ่มอาเซียนเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนโดยเฉพาะ

ที่มา : Xinhua

ไทย–อินโดนีเซีย ผนึกกำลัง!! ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาเซียน กระชับความร่วมมือการเงิน–พลังงาน ต่อต้านสแกมเมอร์ข้ามชาติเข้มแข็ง หนุนการค้า–ลงทุน ข้ามแดนเพิ่มโอกาส

ไทย–อินโดนีเซียกระชับความร่วมมือด้านการเงิน พลังงาน และเกษตรกรรม ผนึกกำลังปราบสแกมเมอร์–ฟอกเงินข้ามชาติ หนุนไทยนำอาเซียนสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พร้อมส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

วันนี้ (14 ต.ค. 69) เวลา 16.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หารือกับนาง Friderica Widyasari Dewi ประธานคณะกรรมการสำนักงานกำกับดูแลบริการทางการเงินแห่งอินโดนีเซีย ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับอินโดนีเซียในหลายด้าน ทั้งการเงิน การธนาคาร พลังงาน เกษตรกรรม และการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติ

นายกฯ กล่าวขอบคุณฝ่ายอินโดนีเซียที่ให้การสนับสนุนธนาคารพาณิชย์ของไทยที่ดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซีย โดยปัจจุบันมีธนาคารกสิกรไทยและธนาคารกรุงเทพดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซียและมีส่วนสนับสนุนการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้ ไทยพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินและการธนาคารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการพัฒนากลไกทางการเงินที่สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องถึงความสำคัญของการขยายความร่วมมือด้านพลังงานและเกษตรกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยนายกฯ แสดงความหวังที่จะเห็นผู้ประกอบการไทยขยายธุรกิจในอินโดนีเซียมากขึ้น และยินดีต้อนรับนักลงทุนอินโดนีเซียเข้ามาลงทุนในประเทศไทย พร้อมเน้นย้ำว่าความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินของทั้งสองประเทศจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนภาคธุรกิจและเพิ่มโอกาสทางการค้าให้เติบโตยิ่งขึ้น

ในด้านการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ฝ่ายอินโดนีเซียแสดงความชื่นชมและขอบคุณประเทศไทยต่อความพยายามในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งมีส่วนช่วยคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนไทยและชาวอินโดนีเซีย พร้อมยืนยันว่าจะสนับสนุนการดำเนินงานของไทยในเรื่องนี้ต่อไป และเห็นว่าไทยสามารถมีบทบาทนำในอาเซียนในการจัดการปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในโอกาสนี้ ยังเห็นถึงศักยภาพของอาเซียนในการร่วมกันขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยไทยและอินโดนีเซียในฐานะประเทศเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียนควรส่งเสริมความเป็นเอกภาพ เพิ่มพูนความร่วมมือ และใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน พร้อมแสดงให้ประชาคมโลกเห็นถึงศักยภาพของอาเซียนในฐานะภูมิภาคที่พร้อมร่วมมือและดำเนินการค้ากับทุกประเทศทั่วโลก

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1556287566533969&id=100064582216937&rdid=hmBVXXmbTmurlcEW#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top