Sunday, 6 September 2026
คดีทุจริต

'สกุลธร' แจง 6 ข้อ ปมคดีติดสินบน 20 ล้าน เช่าที่ดินทรัพย์สินฯ ยัน!! ตนเองเป็นผู้เสียหาย แต่กลับกลายเป็นผู้ต้องหาคดีทุจริต

เมื่อวานนี้ (21 พ.ค.67) นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกจดหมายชี้แจง หลังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษาลงโทษให้จำคุก 6 เดือน โดยได้ระบุว่า …

ผมเป็นผู้แจ้งเบาะแสทุจริต แต่กลับกลายเป็นผู้ต้องหาคดีทุจริต

สืบเนื่องจากคดีการทุจริตซึ่งเกิดขึ้นกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตามที่ปรากฏในข่าว เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 โดยมีผมเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นจำเลยในคดีนี้

ผมขอชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว ดังนี้

1) ผมและคณะทำงานในขณะนั้น ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยได้ดำเนินการเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนตามกฎหมายตามที่เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ได้แจ้งกับผมและทีมงานทุกประการ

แต่ต่อมาภายหลัง ผมได้ทราบว่าเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวได้หลอกลวงผม ด้วยการปลอมแปลงเอกสารของสำนักงานทรัพย์สินฯ

2) เมื่อผมได้ทราบว่าถูกเจ้าหน้าที่คนนี้หลอก ก็แสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยรีบแจ้งข้อเท็จจริงถึงเรื่องดังกล่าวไปยังสำนักงานทรัพย์สินฯ จนเป็นเหตุทำให้สำนักงานทรัพย์สินฯ ดำเนินคดีอาญากับบุคคลนี้ จนศาลพิพากษาลงโทษเขาพร้อมกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง และคดีถึงที่สุดไปแล้ว

3) ระหว่างสอบสวนคดีดังกล่าวในช่วงปี 2562 ผมยังเคยได้รับเชิญไปให้การในฐานะผู้เสียหายจากกรณีดังกล่าวด้วย แต่เนื่องจากในขณะนั้นผมติดภารกิจสำคัญอยู่ที่ต่างประเทศ จึงไม่ได้ไปให้การเป็นพยานกับพนักงานสอบสวน

4) ในช่วงระหว่างการดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่หลอกลวงปลอมแปลงเอกสารสำนักงานทรัพย์สินฯ กลุ่มนี้ ตั้งแต่ในชั้นสอบสวนกระทั่งถึงในชั้นศาล พนักงานสอบสวนไม่เคยดำเนินคดีใดๆกับผมทั้งสิ้น

5) แต่หลังจากนั้น กลับมี“นักร้อง” ไปร้องให้ดำเนินคดีผม หาว่าผมรู้เห็นเป็นใจกับบุคคลนี้ และเป็นผู้ใช้ให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวไปกระทำการทุจริต

6) ผมขอตั้งคำถามให้ทุกท่านลองพิจารณาด้วยใจเป็นธรรม ว่าหากผมมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดดังกล่าวจริงแล้ว เหตุใดผมจะต้องวิ่งไปแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการหลอกลวงดังกล่าว เพื่อให้ตัวเองเดือดร้อนถูกดำเนินคดีไปด้วย?

ผมคือผู้เสียหายจากการหลอกลวงของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่จำเลย การที่ผมเป็นผู้เริ่มคดีขึ้นเสียเองด้วยการแจ้งเบาะแสการทุจริตไปยังสำนักงานทรัพย์สิน ก็เพราะไม่อยากให้สำนักงานทรัพย์สินฯ ได้รับความเสื่อมเสียจากการที่มีบุคลากรแอบแฝงกระทำการหลอกลวงผู้อื่นเช่นที่ผมพบเจอด้วยตนเอง

ผมเคารพในคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่ผมขอใช้สิทธิต่อสู้คดีจนถึงที่สุด และพร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อพิสูจน์ความสุจริตใจของผมตามครรลองของกระบวนการยุติธรรมต่อไป

สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ

21 พฤษภาคม 2567

ทำไมนักการเมืองบางคน ติดคุกคดีทุจริต หรือใช้อำนาจมิชอบ แต่ออกมาแล้วยิ่งใหญ่กว่าเดิม ได้รับความชอบธรรมจากประชาชน

(18 พ.ย. 68) เวลาพูดถึง “นักการเมืองติดคุก” ภาพในหัวมักคือคดีโกง คดีทุจริต หรือใช้อำนาจมิชอบ แต่ในหลายประเทศทั่วโลก เรากลับเห็นอีกแบบหนึ่ง คือ “คนเคยติดคุก” กลายเป็นผู้นำประเทศที่ทรงอิทธิพล และได้รับความชอบธรรมจากประชาชนอย่างล้นหลาม

คำถามคือ ทำไม “ตราคุก” ที่ควรเป็นตราบาป ถึงกลับกลายเป็น “เหรียญเกียรติยศทางการเมือง” ได้? บทความนี้ชวนดู 7 เคสต่างประเทศ แล้วสรุปให้เห็น pattern ร่วม ว่าอะไรทำให้นักการเมืองบางคน “ถูกขังในคุก แต่หัวใจอยู่ในทำเนียบ”

1. ลูลา ดา ซิลวา – บราซิล  
จากจำเลยคดีคอร์รัปชัน สู่ประธานาธิบดี 3 สมัย
ลูลา อดีตผู้นำสหภาพแรงงานและประธานาธิบดีฝ่ายซ้ายของบราซิล ถูกตัดสินจำคุกจากคดีคอร์รัปชันและฟอกเงินในปฏิบัติการ “Car Wash” และถูกจำคุกไปราว 580 วัน ก่อนที่ศาลสูงบราซิลจะกลับคำพิพากษา โดยชี้ว่าผู้พิพากษาคดีนี้มีอคติและไม่มีอำนาจพิจารณาคดี ทำให้คำตัดสินเดิมเป็นโมฆะ ลูลาได้สิทธิ์ทางการเมืองคืน และกลับมาลงเลือกตั้งอีกครั้ง

ปี 2022 ลูลาชนะการเลือกตั้ง กลายเป็นประธานาธิบดีบราซิลสมัยที่ 3 และถูกมองว่าเป็น “การคืนชีพทางการเมือง” ของคนที่เคยถูกพยายามฝังทั้งเป็นด้วยคดีคอร์รัปชัน

ทำไมเคสนี้คัมแบ็กได้?
- คนจำนวนมากเชื่อว่าคดีเป็น “การกลั่นแกล้งทางการเมือง”  
- ช่วงที่ลูลาเคยบริหารเศรษฐกิจ บราซิลเติบโต คนจนจำนวนมากได้ไต่ขึ้นเป็นชนชั้นกลาง จึงเกิด “ความคิดถึงยุคลูลา”  
- ฝ่ายตรงข้าม (โบลโซนาโร) บริหารประเทศแบบสร้างความแตกแยก ทำให้คนอยากกลับไปเลือกตัวเลือกที่เคยทำให้ชีวิตดีขึ้น  

2. อันวาร์ อิบราฮิม – มาเลเซีย  
สิบปีในคุก กลายเป็นทุนทางศีลธรรม
อันวาร์ อิบราฮิม จากอดีตรองนายกฯ และทายาททางการเมืองของมหาเธร์ กลายเป็นผู้นำฝ่ายค้านและสัญลักษณ์ของขบวนการปฏิรูป (Reformasi) เขาถูกปลดจากตำแหน่ง แล้วถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชันและคดีทางเพศหลายรอบ ซึ่งเขายืนยันมาตลอดว่าเป็นคดีการเมืองเพื่อทำลายชื่อเสียง นักวิเคราะห์จำนวนมากก็เห็นตรงกันว่าคดีเหล่านี้มีมิติทางการเมืองสูง ไม่ใช่ความยุติธรรมปกติ

อันวาร์เข้าออกคุกหลายครั้ง รวมๆ แล้วราว 10 ปี ก่อนที่คำพิพากษาบางส่วนจะถูกกลับ และในที่สุดเขากลายเป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในปี 2022 หลังจากต่อสู้อย่างยาวนานเกือบ 25 ปีในฐานะฝ่ายค้านหลักของประเทศ

อะไรที่ทำให้เขากลับมาดังยิ่งกว่าเดิม?
- ภาพจำของคนจำนวนมากคือ “เหยื่อของระบอบเก่า”  
- ขบวนการ Reformasi สร้างฐานมวลชนที่เชื่อใน “การปฏิรูปและต้านคอร์รัปชัน” มากกว่าจะยึดติดตัวบุคคลเดียว  
- การยืนหยัดนานนับสิบปี ไม่เปลี่ยนอุดมการณ์ ทำให้เขามีความน่าเชื่อถือเชิงศีลธรรมสูง  

3. เนลสัน แมนเดลา – แอฟริกาใต้  
27 ปีในคุก กลายเป็นตำนานเสรีภาพ
แมนเดลาถูกจับในข้อหากบฏและก่อการร้ายจากการต่อสู้กับระบบเหยียดผิว Apartheid และถูกคุมขังนานถึง 27 ปี ระหว่างอยู่ในคุก เขากลายเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกของการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน หลังการเจรจาทางการเมือง เขาได้รับอิสรภาพ และในปี 1994 กลายเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของแอฟริกาใต้ภายหลังการเลือกตั้งเสรีครั้งแรกของประเทศ  

ในกรณีนี้ “คุก” ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นผลของความผิดส่วนตัว แต่เป็นหลักฐานของการเสียสละเพื่อประชาชนทั้งประเทศ

4. โฮเซ่ “เปเป้” มูฮิกา – อุรุกวัย  
จากกองโจรหัวรุนแรง สู่ประธานาธิบดีสุดสมถะ
มูฮิกาเคยเป็นสมาชิกกลุ่มกองโจรซ้ายจัด “ทูปามาโรส” (Tupamaros) ในยุคเผด็จการทหารอุรุกวัย เขาถูกยิงบาดเจ็บ ถูกจับ และถูกคุมขังรวมเกือบ 14 ปี ถูกขังเดี่ยว ถูกทรมานในหลายช่วงเวลา

หลังประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย เขาได้รับนิรโทษกรรม เข้าสู่การเมืองกระแสหลัก ผ่านตำแหน่ง ส.ส. รัฐมนตรี และในที่สุดเป็นประธานาธิบดีปี 2010–2015 โดยโด่งดังทั่วโลกในฐานะ “ประธานาธิบดีที่จนที่สุด” เพราะใช้ชีวิตสมถะ ขับรถโฟล์คเต่า อยู่บ้านไร่ เลี้ยงดอกไม้ และบริจาคเงินเดือนส่วนใหญ่  

จุดพลิกคือนิยามใหม่ของตัวเอง จากอดีตกองโจรหัวรุนแรง → นักการเมืองสายสมถะที่ใช้ประสบการณ์ในคุกมาเตือนสังคมว่า “การใช้อำนาจรัฐรุนแรงไม่ใช่คำตอบ”

5. บาสซีรู ดิโอมาย ฟาย – เซเนกัล  
นักโทษการเมืองที่กลายเป็นประธานาธิบดีในเวลาไม่กี่สัปดาห์
ฟายเป็นอดีตข้าราชการภาษีและคนรุ่นใหม่ในพรรคฝ่ายค้าน PASTEF เขาถูกจับปี 2023 จากข้อหา “ดูหมิ่นศาล ปลุกปั่นให้ก่อความไม่สงบ” ท่ามกลางบรรยากาศที่รัฐบาลเก่าถูกกล่าวหาว่าใช้กฎหมายจัดการคู่แข่งทางการเมืองและพยายามยืดอำนาจของประธานาธิบดีเดิม

ต้นปี 2024 สภาออกกฎนิรโทษกรรมให้นักโทษการเมืองหลายคน รวมถึงฟาย เขาถูกปล่อยตัวเพียงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้ง และลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแทนผู้นำพรรคที่ถูกตัดสิทธิ์ สุดท้ายเขาชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนกว่า 54% ขึ้นเป็นประธานาธิบดีที่อายุน้อยที่สุดของเซเนกัล และเป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลงในยุคที่แอฟริกาตะวันตกเต็มไปด้วยรัฐประหาร  

ภาพ “คนที่เพิ่งเดินออกจากเรือนจำแล้วขึ้นเวทีหาเสียง” กลายเป็นสัญลักษณ์แรงมากของการท้าทายระบอบเดิม

6. วาทสลาฟ ฮาเวล – เช็กโกสโลวาเกีย / สาธารณรัฐเช็ก  
นักเขียน–นักโทษการเมือง ผู้กลายเป็นประธานาธิบดีหลังล้มคอมมิวนิสต์
ฮาเวลเริ่มต้นจากการเป็นนักเขียนและนักละครที่วิจารณ์ระบบคอมมิวนิสต์ในเช็กโกสโลวาเกีย เขามีบทบาทนำในการรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชน เช่น “ชาร์เตอร์ 77” (Charter 77) ต่อต้านการละเมิดสิทธิของรัฐ ทำให้ถูกจับตาโดยตำรวจลับและถูกจำคุกหลายครั้ง ช่วงที่ถูกขังยาวที่สุดคือเกือบ 4 ปี ระหว่างปี 1979–1983 ในฐานะนักโทษการเมือง

เมื่อกระแสปฏิรูปและการล้มคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกมาถึงปี 1989 ฮาเวลกลายเป็นผู้นำสำคัญของ “การปฏิวัติแบบกำมะหยี่” (Velvet Revolution) และหลังระบอบคอมมิวนิสต์ล้ม เขาได้เป็นประธานาธิบดีคนสุดท้ายของเช็กโกสโลวาเกีย (1989–1992) และประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐเช็ก (1993–2003)

ในสายตาคนเช็กจำนวนมาก คุกคือ “เครื่องยืนยัน” ว่าเขายืนอยู่ข้างประชาชน ไม่ใช่ข้างรัฐเผด็จการ

7. เชค มูจิบูร์ เราะห์มาน – บังกลาเทศ  
ผู้นำที่อยู่ในคุกขณะชาติประกาศเอกราช
เชค มูจิบูร์ เราะห์มาน หรือ “บงกบันธุ” (บิดาแห่งชาติ) ของบังกลาเทศ ถูกจับกุมและคุมขังหลายครั้งทั้งในยุคอินเดียอังกฤษและในยุคปากีสถาน เขารวมแล้วใช้ชีวิตในคุกถึงราว 13 ปีจากการต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวเบงกาลี และเรียกร้องความเป็นธรรมให้ฝั่งตะวันออกของปากีสถาน (East Pakistan)

ปี 1970 พรรคของเขาชนะเลือกตั้งทั่วปากีสถาน แต่กองทัพและผู้นำการเมืองฝั่งตะวันตกไม่ยอมส่งมอบอำนาจ มูจิบจึงประกาศแนวทางอิสระภาพให้เบงกอลตะวันออก ในคืนวันที่ 25–26 มีนาคม 1971 เขาถูกกองทัพปากีสถานจับตัวในข้อหากบฏ และถูกพาไปคุมขังในปากีสถานตะวันตก ขณะเดียวกัน การประกาศเอกราชของบังกลาเทศถูกส่งออกมาจากฝั่งของเขาและผู้ร่วมอุดมการณ์ จุดชนวนสงครามประกาศเอกราชของบังกลาเทศ

แม้เขาจะอยู่ในคุก แต่รัฐบาลเฉพาะกาลของบังกลาเทศก็ประกาศให้เขาเป็น “ประธานาธิบดี” ในทางสัญลักษณ์ หลังสงครามจบลงและบังกลาเทศได้รับเอกราช เขาถูกปล่อยตัวและกลับมาเป็นผู้นำประเทศในฐานะประธานาธิบดีและต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี  

กรณีนี้ “คุก” แทบจะเท่ากับ “คาแร็กเตอร์ของวีรบุรุษปลดปล่อยชาติ” อย่างเต็มรูปแบบ

สรุปภาพรวม: คุกจาก “ตราบาป” กลายเป็น “ทุนทางการเมือง” ได้อย่างไร
จากทั้ง 7 เคส จะเห็น pattern ร่วมชัดๆ หลายข้อ:

1. ประชาชนมองว่าคดีเป็น “การเมือง” ไม่ใช่ “ความยุติธรรมปกติ”
เมื่อคนเชื่อว่าผู้นำเหล่านี้ถูกจับเพื่อกำจัดทางการเมือง ไม่ใช่เพราะคดีอาชญากรรมธรรมดา ภาพของเขาจะเปลี่ยนจาก “ผู้ร้าย” เป็น “เหยื่อของระบอบ” ทันที

2. พวกเขามีผลงาน / อุดมการณ์ชัดเจน ก่อนจะติดคุก
คนไม่ได้เลือกเพราะสงสารอย่างเดียว แต่จำได้ว่าตอนเขามีอำนาจ (หรือตอนเขาต่อสู้) เขาพยายามทำอะไรให้สังคมบ้าง

3. ระหว่างอยู่ในคุก “ขบวนการทางการเมือง” ยังเดินต่อ
คนเหล่านี้ไม่ใช่นักการเมืองโดดเดี่ยว แต่มีพรรค มีมวลชน มีขบวนการ ที่คอยเล่าเรื่องแทนเขาระหว่างที่เจ้าตัวอยู่ในคุก

4. สังคมเบื่อหน่ายชนชั้นนำเดิม พร้อมโหวต “เหยื่อของระบบ”
เมื่อรัฐบาลเดิมสะสมปัญหา – คอร์รัปชัน เศรษฐกิจไม่ดี ใช้อำนาจเกินขอบเขต – คนจะเริ่มรู้สึกว่า “คนที่ถูกระบบนี้เล่นงาน อาจเป็นคนที่กล้าเปลี่ยนระบบได้จริงๆ”

5. เรื่องเล่าแบบ “วีรบุรุษทนทุกข์” ขายดีในการเมืองยุคสื่อ
ภาพนักการเมืองที่เคยถูกทรมาน ถูกขังเดี่ยว อยู่คุกเป็นสิบปี แล้วออกมาพูดเรื่องสมานฉันท์/ปฏิรูป จะเป็น content ที่ทรงพลังมากในยุคทีวีและโซเชียล

ข้อคิดต่อการเมือง (รวมถึงไทย)
กรณีต่างประเทศเหล่านี้เตือนเราว่า  
- การใช้ “คุก” เป็นเครื่องมือกำจัดคู่แข่งทางการเมือง อาจชนะได้ในระยะสั้น แต่ระยะยาวอาจกลายเป็นการ “ปั้นตำนานให้ศัตรูตัวเอง” โดยไม่ตั้งใจ  
- ประชาชนไม่ได้ดูแค่คำพิพากษา แต่ดูทั้งบริบท ใครได้ประโยชน์จากการที่เขาถูกจับ ความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรม และผลงาน/อุดมการณ์ก่อนหน้านั้น  
- นักการเมืองที่กลับมาได้ ไม่ได้กลับมาด้วย “ความน่าสงสาร” แต่กลับมาพร้อมเรื่องเล่าและความหวังเชิงนโยบาย ว่า ถ้าเขามีโอกาสบริหารอีกครั้ง จะเปลี่ยนอะไรได้จริง  

สุดท้าย “คุก” จึงเป็นเหมือนดาบสองคมของการเมืองสมัยใหม่ ถ้ารัฐใช้เพื่อจัดการคู่แข่งแบบไม่โปร่งใส วันหนึ่งอาจต้องเจอ “จากคุกสู่ทำเนียบ” เวอร์ชันใหม่ในประเทศตัวเองได้เหมือนกัน

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ‘นิพนธ์’!! พิพากษายกฟ้องปมจ่ายค่ารถซ่อม ศาลชี้ไม่มีเจตนากลั้นแกล้ง เน้นประโยชน์ราชการเป็นหลัก คดีไม่มีพยานหลักฐานชัดเจน

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็มยกฟ้อง 'นิพนธ์ บุญญามณี' คดีไม่เบิกจ่ายค่ารถซ่อมทาง

"...จำเลยจึงเกรงว่าจะมีประเด็นอย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีความผิดกรณีจัดซื้อรถดับเพลิง ก่อนที่จำเลยจะสั่งให้ทดสอบระบบต่าง ๆ ของรถดังกล่าว จำเลยได้เรียกหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และปลัด อบจ.สงขลา มาปรึกษาหารือ การที่จำเลยสั่งให้มีการตรวจรับและทดสอบระบบซ้ำอีกครั้ง จึงกระทำไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ มิใช่เป็นการตรวจรับซ้ำ จึงไม่ได้เป็นกระทำตามอำเภอใจ และไม่ได้มีเจตนาประวิงเวลาให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ได้รับความเสียหาย..."

ตามที่เคยรายงานไปแล้วว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (ศาลชั้นต้น) มีคำพิพากษาลงวันที่ 28 กันยายน 2566 ลงโทษจำคุก นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย มีกำหนด 9 ปี และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดเวลา 5 ปี ในคดีกล่าวหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ไม่ลงนามอนุมัติจ่ายเงินค่าซื้อรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ ชนิด 10 ล้อ จำนวน 2 คัน เป็นเงิน 50,850,000 บาท แก่บริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ผู้ชนะการประมูล

ล่าสุด ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย พ้นข้อกล่าวหาทั้งหมด

ทำเพื่อประโยชน์ราชการ-ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง'นิพนธ์'ไม่เบิกจ่ายรถ อบจ.สงขลา

ผู้สื่อข่าวเรียบเรียงรายละเอียดคำพิพากษาคดีนี้มารายงานให้สาธารณชนรับทราบโดยทั่วกัน มีรายละเอียด ดังนี้

คดีหมายเลขดำที่ อท 840/2567 คดีหมายเลขแดงที่ 17098/2569
ศาลอุทธรณ์ วันที่ 25 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569
ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โจทก์
นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย
เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

โจทก์ฟ้อง 'นิพนธ์' ละเว้นจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทาง 50.8 ล้านบาท

โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เป็นเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 อบจ.สงขลา ทำสัญญาซื้อขายรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ ชนิด 10 ล้อ จำนวน 2 คัน จากบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ตามสัญญาซื้อขาย เลขที่ 22/2556 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2556

ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม 2556 บริษัทผู้ขายส่งมอบของ และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุตรวจรับของในวันที่ 9 ตุลาคม 2556 เห็นว่ามีปริมาณและคุณภาพถูกต้องครบถ้วน จำเลยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำเลยละเว้นไม่ลงนามในหนังสือโอนทะเบียนรถ และละเว้นไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถจำนวน 2 คัน เป็นเงิน 50,850,000 บาท แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด โดยอ้างว่า บริษัทไทย วินเนอร์ ทรัสต์ จำกัด ได้มีหนังสือร้องเรียนว่ามีการกำหนดคุณลักษณะของรถเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งและมีการสมยอมในการเสนอราคา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 9 ปี และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกำหนด 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์
ปัญหาต้องวินิจฉัย 2 ประเด็นหลัก
ศาลกำหนดปัญหาที่ต้องวินิจฉัย 2 ประเด็น

1.โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่า โจทก์ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ยื่นฟ้องคดีนี้หลังจากพ้นกำหนดระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการร่วมฝ่ายอัยการสูงสุดและฝ่ายโจทก์หาข้อยุติไม่ได้ ส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี

อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า กำหนดระยะเวลา 90 วันดังกล่าว เป็นเพียงขั้นตอนเร่งรัดภายในเพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการฟ้องคดีโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่อายุความในการฟ้องคดีอาญาแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลภายในกำหนดอายุความตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงยังคงมีอำนาจฟ้องคดีอย่างถูกต้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

2.จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า นอกจากจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาในประเด็นที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาแล้ว จำเลยยังได้อุทธรณ์ในประเด็นอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาข้อนี้ซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งบัญญัติว่า 'ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิด เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต' ความผิดตามบทมาตราดังกล่าว ผู้กระทำความผิดนอกจากมีเจตนาธรรมดาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 แล้ว ยังต้องมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดด้วย

ดังนั้น จึงต้องค้นหาเจตนาของจำเลยเสียก่อนว่า จำเลยมีเจตนากลั่นแกล้งไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด หรือไม่

สั่งทดสอบระบบเพื่อรักษาประโยชน์ราชการ-เกรงซ้ำรอยคดีรถดับเพลิง กทม.

จากบันทึกคำให้การของจำเลยและที่จำเลยเบิกความตอบศาลว่า จำเลยไม่เคยรู้จักบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด มาก่อน และการจัดซื้อจัดจ้างรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันเกิดขึ้นก่อนที่จำเลยมาดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา จำเลยจึงไม่มีส่วนในการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ดังกล่าว หรือการแต่งตั้งคณะกรรมการคณะต่างๆ ในการทำหน้าที่ตรวจสัญญาหรือตรวจรับพัสดุสิ่งของ การรับมอบพัสดุ การเบิกจ่ายตามสัญญาจัดซื้อจัดจ้างรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคัน และรถทั้งสองคันไม่ใช่รถที่ประกอบสำเร็จรูปจากโรงงาน แต่มีการนำชิ้นส่วนจากหลายแห่งมาประกอบเข้าด้วยกัน เมื่อตรวจดูใบตรวจรับพัสดุก็พบว่ามีเพียงแผ่นเดียว โดยไม่มีรายละเอียดของคณะกรรมการว่าได้มีทดสอบระบบต่างๆ ทางด้านเทคนิคว่าสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่

จำเลยจึงเกรงว่าจะมีประเด็นอย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีความผิดกรณีจัดซื้อรถดับเพลิง ก่อนที่จำเลยจะสั่งให้ทดสอบระบบต่าง ๆ ของรถดังกล่าว จำเลยได้เรียกหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และปลัด อบจ.สงขลา มาปรึกษาหารือ การที่จำเลยสั่งให้มีการตรวจรับและทดสอบระบบซ้ำอีกครั้ง จึงกระทำไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ มิใช่เป็นการตรวจรับซ้ำ จึงไม่ได้เป็นกระทำตามอำเภอใจ และไม่ได้มีเจตนาประวิงเวลาให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ได้รับความเสียหาย

คณะกรรมการสอบสวนพบการทำเอกสารเท็จและสมยอมราคาจริง

ต่อมาภายหลัง เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 หลังจากบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงว่า การประมูลซื้อรถทั้งสองคันไม่เป็นไปตามคุณลักษณะเฉพาะตามที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลากำหนด และมีการทำเอกสารเท็จและสมยอมกันในการเสนอราคา ดังนั้น ที่จำเลยสั่งการให้ทดสอบระบบของรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ

เอกชนไม่เคยโต้แย้งว่าคำสั่งทดสอบระบบผิดระเบียบ

นอกจากนี้หลังจากที่ได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนรถทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาแล้ว บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ไม่เคยโต้แย้งคำสั่งของจำเลยว่าการทดสอบระบบรถทั้งสองคันดังกล่าวผิดระเบียบ คำสั่งของจำเลยให้ทดสอบรถทั้งสองคันจึงไม่เป็นการปฏิบัติผิดระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 64 (4) และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 ข้อ 64 จำเลยจึงไม่มีเจตนาประวิงให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ไม่สามารถจดทะเบียนรถทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาและไม่สามารถรับเงินค่ารถทั้งสองคัน

มีปัญหาต่อมาในข้อนี้ว่า ภายหลังบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด จดทะเบียนรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาแล้ว แต่จำเลยไม่อนุมัติฎีกาเบิกจ่ายค่าซื้อรถทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด เป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหายและทำให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาไม่อาจใช้รถดังกล่าวได้ตามวัตถุประสงค์ในการจัดซื้อหรือไม่

เห็นว่า การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุต้องดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยอนุมัติจ่ายเงินไปโดยยังไม่ถูกต้องครบถ้วน จำเลยจะต้องรับผิดชอบทางวินัย อาญา และความรับผิดทางละเมิด การที่จำเลยยังไม่อนุมัติจ่ายเงินค่าพัสดุเพราะต้องรอให้การดำเนินคดีตามข้อร้องเรียนว่ามีการฮั้วประมูลเสร็จสิ้นก่อน จึงถือเป็นการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติของกระทรวงมหาดไทยแล้ว
.
และเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกับปัญหาว่า หัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินที่ได้รับมอบหมายเสนอฎีกาให้จำเลยอนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัท ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547 ข้อ 64 หรือไม่

ไม่มีฎีกาเบิกจ่ายเงินเสนอให้อนุมัติ ย่อมไม่อาจอนุมัติจ่ายเงินได้

เห็นว่า ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 กำหนดว่า การอนุมัติจ่ายเงินจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีฎีกาเบิกจ่ายเงินที่หัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินเสนอขึ้นมาเพื่ออนุมัติ

แต่ข้อเท็จจริงกลับฟังได้ว่า ไม่มีฎีกาของหัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินที่ได้รับมอบหมาย เสนอให้จำเลยอนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ดังนั้น เมื่อไม่มีฎีกาเสนอจำเลยเพื่ออนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด จำเลยจึงไม่อาจอนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัทได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งโดยไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ตามฟ้องโจทก์

พยานหลักฐานเรียกรับเงิน 'ส่วนต่างร้อยละ 10' ขัดแย้งกันเอง ไม่มีน้ำหนักรับฟัง-ยกฟ้อง

สำหรับข้ออ้างของพยานโจทก์ ที่กล่าวหาว่าเลขานุการและบุคคลใกล้ชิดของจำเลยเรียกรับเงินค่าดำเนินการร้อยละ 10 เป็นเงิน 5,000,000 บาท เพื่อแลกกับการลงนามจ่ายเงินนั้น

เห็นว่า คำให้ถ้อยคำของพยานโจทก์มีความสับสน ขัดแย้งในเรื่องวันเวลา อีกทั้งคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยหรือบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างร่วมกันกระทำความผิดในการเรียกเงินดังกล่าวแต่อย่างใด พยานหลักฐานในส่วนนี้จึงไม่สามารถรับฟังได้ สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นอื่น ๆ ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top