Saturday, 6 June 2026
ขายบ้าน

‘เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น’ ประกาศขายบ้านหรู ในกรุงเทพฯ ลั่น!! รู้สึกเสียดายมาก แต่ต้องจำใจเพราะไม่มีเวลาดูแล

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 66 เป็นนักร้องสาวชื่อดังที่มาพร้อมความสามารถ และหาเงินเก่ง ทำงานเพื่อครอบครัวมาตลอด สำหรับนักร้องลูกทุ่งสาว ‘เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น’ หรือ ‘เจนนี่ รัชนก’ ซึ่งก่อนหน้านี้เธอได้ซื้อบ้านหลังแรกในกรุงเทพฯ เพื่อเป็นของขวัญให้ลูกสาวคนแรก ‘น้องยูจิน’ เมื่อช่วงปลายปี 2021

ล่าสุด ‘เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น’ ได้โพสต์ไอจีสตอรี่ ประกาศขายบ้านหลังดังกล่าว โดยว่า "ปล่อยขายบ้านหลังนี้นะคะ ตัดสินใจนานมากกว่าจะขายเพราะเสียดาย ชอบหลังนี้สุดๆ ตรงข้ามคลับเฮาส์ ตรงข้ามสระว่ายน้ำและสวนของโครงการ แต่เสียดายไม่มีเวลาดูแลน้องเลย ใครสนใจ 093-5153618 นะคะ"

ซึ่งงานนี้ สาวเจนนี่ ก็ได้เผยเหตุผลของการขายบ้านหลังนี้ เพราะไม่มีเวลาดูแลนั่นเอง แต่อย่างทราบกันดีว่าเธอนั้นมีบ้านหลายหลัง แต่ละหลังนั้นราคาแพง แถมซื้อสดด้วยเงินเก็บของตัวเอง งานนี้เรียกว่าปังมากๆ

สลด ลูกผีพนัน แอบขายบ้าน เอาเงินไป แทงบอล ทำพ่อ-แม่เดือดร้อน ไม่มีที่ซุกหัวนอน ทั้งที่ป่วยหนัก

(23 มี.ค.67) จากกรณีมีผู้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า “พ่อแม่อยู่บ้าน ลูกร้อนเงิน เอาบ้านมาแอบขาย ขายบ้านเสร็จ ลูกหนีหาย ทิ้งพ่อแม่ แม่ป่วยติดเตียง พ่อทำงานรับจ้าง อยู่กันสองตายาย ไม่ย้ายออก ขอยอมตายที่นี่ ผมกับน้องซื้อเข้ารีโนเวต ดอกเบี้ยเดือนละ 2 หมื่นกว่า 

จะครบปีละจ่ายดอกไป 2 แสนบาท ก็เห็นใจลุงกับป้า จะสงสารใครก่อนดี? การเจรจาครั้งสุดท้าย!!! กับข้อเสนอ หาบ้านเช่าให้และจ่ายค่าเช่าให้ล่วงหน้า 1 ปี พร้อมช่วยดูแลการขนย้ายให้ฟรี หากไม่รับเงื่อนไข คงต้องรอคำสั่งศาลเท่านั้นครับ #บ้านมือสองเชียงใหม่“

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านดังกล่าวได้พบกับลุงสิงห์ มีลักษณะป่วยเป็นโรคท้าวแสนปม และป้าไล เป็นผู้ป่วยติดเตียง นอนอยู่บ้านบนเตียงผู้ป่วยภายในบ้าน จากการสอบถามป้าไลระบุว่า ปลายปี 2564 ลูกชายคนโตได้มาเยี่ยมที่บ้านและพาตนไปทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาล

และขอให้ตนช่วยเหลือนำบ้านไปจำนอง ที่สำนักงานที่ดินอำเภอสารภี เพื่อนำเงินไปลงทุน 3 แสนบาท ตนจึงยินยอมเซ็นให้ พอมารู้ตัวอีกครั้งว่าบ้านถูกลูกนำไปขายช่วงตรุษจีนปี 2566 น้องสาวของคนที่ซื้อบ้านมาดูบ้านและมีการพูดคุยกันทราบว่าลูกชายได้ขายบ้านหลังนี้ไปในราคา 1.4 ล้านบาท

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครติดต่อลูกชายคนนี้ได้อีก คาดว่าเงินที่ขายบ้านได้ทั้งหมดลูกชายน่าจะไปเสียพนันบอลไปแล้ว แต่เนื่องจากตนไม่มีที่อยู่ประกอบกับตนป่วยติดเตียงจึงไม่สามารถไปไหนได้ ซึ่งตนก็พยายามหาบ้านเช่าอยู่ อยากได้แถวย่านถนนวัวลาย เนื่องจากมีญาติอยู่แถวนั้น และจะสามารถค้าขายได้ด้วย ซึ่งสามีได้เก็บข้าวของเตรียมย้ายออก และได้ขอให้เจ้าของบ้านคนใหม่ช่วยเหลือในการขนย้ายและค่ามัดจำห้องเช่าแห่งใหม่ให้ แต่ตอนนี้ยังหาบ้านเช่าให้ไม่ได้

หมดยุคลุง ‘ลีกาชิง’ ปิดฉาก!! ยุคทุนผูกขาดฮ่องกง วันนี้… ลมแห่งโอกาส ไม่พัดมาทางนี้ อีกแล้ว

(10 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘สะใภ้จีนbyฮูหยินปักกิ่ง’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘ฮ่องกง’ โดยมีใจความว่า ...

ลุงลีกาชิง จากชายขายดอกไม้พลาสติก → เจ้าพ่ออสังหาฯ และสาธารณูปโภค → สัญลักษณ์ทุนผูกขาดฮ่องกง วันนี้… ลมแห่งโอกาส ไม่พัดมาทางนี้อีกแล้ว

ในอดีตฮ่องกง มีคำพูดหนึ่งที่คนท้องถิ่นเข้าใจกันดีว่า“คนฮ่องกง ตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่มีวันหนีพ้นตระกูลลี” 

(คุ้นๆกับอาณาจักรSamsungในเกาหลีใต้ไหม) เพราะทุกสิ่งในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่บ้านที่อยู่ น้ำที่ดื่ม ไฟที่ใช้ โทรศัพท์ที่ต่อ จนถึงผ้าอ้อมเด็กที่คุณซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ต — เบื้องหลังอาจมีชื่อของ “ลี กา-ชิง” และเครือธุรกิจของเขาอยู่ทั้งนั้น

แต่วันนี้…ผู้ชายที่เคยเป็นเสมือนเข็มทิศเศรษฐกิจของฮ่องกงกำลังถอยออกจากเวทีอย่างเงียบๆจ้า โดยส่งสัญญาผ่าน“ตำแหน่ง” และ “กองสมบัติ”ที่ตระกูลนี้เคยถืออยู่ เมื่อปีนี้รัฐบาลฮ่องกงประกาศรายชื่อ คณะที่ปรึกษาพิเศษ — กลุ่มสมองและอิทธิพลสูงสุดที่ช่วยออกแบบนโยบายให้ผู้ว่าฯฮ่องกง
โดยปกติจะมีรายชื่อของ34 คนดังที่มีอิทธิพลสูงสุดในฮ่องกง ซึ่งในปีนี้นอกจากตำแหน่งของผู้ที่เสียชีวิตและเกษียณ ทุกคนได้ต่อวาระหมดยกเว้น… “ลี เจ๋อ-กี” ลูกชายคนโตทายาทของลุงLeeที่ถูกตัดออกแบบเฉพาะเจาะจง

ต่อมาไม่นานฮูหยินก็เริ่มเห็นข่าวตระกูลลีเทขายสมบัติรัว ๆ เช่น
• ช่วงพ.ค. ลดราคาคอนโดหรูในปักกิ่ง 30% หลังถือไว้นาน 23 ปี
• ช่วงก.ค. ปล่อยบ้านใน Greater Bay Area 400 ยูนิต ลดเหลือ 60% ของราคาเดิม ต่ำสุดราว 40 ล้านบาท หรือ
• กระทั่ง “บ้านแต่งงาน” ของลุงLee ที่เคยลั่นว่า “ไม่มีวันขาย” ก็มีข่าวลือว่ากำลังปล่อย 50,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (แม้ลูกชายจะออกมาปฏิเสธ แต่กระแสสงสัยก็แรงเกินห้าม)

จากจุดเริ่มต้นของลุงLee คือการขาย “ดอกไม้พลาสติก”จนปี 1967 เกิดวิกฤติอสังหาฯ ราคาที่ดินร่วงแรง คนเทขายกัน แต่เขากลับสวนกระแสกว้านซื้อไว้ไม่กี่ปีให้หลังที่ดินเหล่านั้นราคาพุ่ง 20 เท่า — ทำให้เขาเห็นชัดว่า“ทำโรงงานสู้เก็งที่ไม่ไหว”จากนั้น ลุงLeeก็ใช้สูตรเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก — ซื้อถูก+เก็บยาว+ปล่อยเช่าหรือขายกำไรทีหลัง เมื่อฮ่องกงเริ่มไม่มีช่องเก็งกำไร เขาก็ยกโมเดลนี้ไปเล่นในจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยจ้า โดยเลือกเล่นงานเมืองใหญ่ทีละเมือง
แต่รู้ไหมว่า กิจการของลุงLeeไม่ได้แค่ผูกขาดชีวิตประจำวันจ้า เขาไม่ได้หยุดที่อสังหาฯหรอกนะ แต่เขาเล็งไปที่สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเลย — น้ำ ไฟ โทรคมนาคม ท่าเรือ เพราะรู้ว่า ถ้าผูกขาดได้ก็เท่ากับ “นอนรอเงิน” 

(โดยในยุคนั้นฮ่องกงยังอยู่ใต้การปกครองอังกฤษ ทรัพยากรเหล่านี้ถูกทุนอังกฤษครองจนปี 1979 อังกฤษเริ่มมองหาคนท้องถิ่นที่คิดแบบทุนตะวันตกมารับช่วงและลี กา-ชิง ที่เติบโตภายใต้ระบบอังกฤษก็ลงล็อกพอดีด้วย+มีแรงหนุนจากกลุ่มธนาคาร HSBCเป็นหลัก) 
ผลลัพธ์คือ ฮ่องกงกลายเป็นเมืองที่ถูกทุนอสังหาฯ จับตัวประกัน 

ทั้งบ้านแพงติดอันดับโลก 

ของกินของใช้ก็ราคาโหด 

ประชาชนทำงานทั้งชีวิตยังซื้อบ้านไม่ได้

ซึ่งจริงๆปัญหานี้ รัฐบาลฮ่องกงมีแผนที่จะต้องแก้ และมีนโยบายที่จะเปลี่ยนให้เกาะฮ่องกงเป็นเมืองเทคโนโลยี

แต่…ในช่วงที่ฮ่องกงตั้งใจจะเปลี่ยนตัวเองเป็น “เมืองเทคโนโลยี” ผ่านโครงการCyberportที่รัฐบาลต้องการให้เป็นศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพแบบ Silicon Valley ดีลนี้กลับกลายเป็นโอกาสที่ลูกชายคนเล็กของลุงLeeใช้โอกาสในการฮุบที่ดิน แล้วแปลงเป็นอสังหาฯ หรูพื้นที่เพื่อเทคโนโลยีจริงๆเหลือเพียงเศษเสี้ยว และในหลายสิบปีที่ลุงLeeทำเงินมหาศาลจากฮ่องกง ซึ่งพอรัฐบาลจีนเข้ามาควบคุมฮ่องกงอย่างหนัก สุดท้ายทุนหลักๆกลับย้ายหนีกลับไปอังกฤษ และก็ทำให้พบว่า ตลอดระยะเวลาที่กลุ่มทุนใหญ่ครอบงำฮ่องกง … ที่ผ่านฮ่องกงไม่ได้รับการลงทุนในด้านเทคโนโลยีหรือสาธารณูปโภคอย่างที่ควร 

(ในมุมนี้ สื่อตะวันตกอาจจะเสนออีกมุม ต้องคิดกันเองจ้า)

ส่วนเรื่องการหยุดขายท่าเรือในคลองปานามาของลุงLeeที่เป็นกระแสโด่งดังก่อนหน้านี้ ที่ต้องหยุดฉะงักลง เพราะเป็นการสั่งเหยียบเบรคอย่างแรงจากแผ่นดินใหญ่ ท่าเรือในคลองปานามาและอีกกว่า 23 ประเทศเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลก ซึ่งจีนไม่อยากโดนล้อมโดยสหรัฐฯแน่ คนในแผ่นดินใหญ่มองว่าเขาเป็นคนขายชาติ เป็นคนฝั่งอังกฤษไปแล้ว แน่นอนผลกระทบจากเรื่องนี้ ก็ทำให้การขยับเขยื้อนของลุงLeeถูกทางการจีนเพ่งเล็งแบบขีดสุด ต่อแต่นี้ไป เขาจะทำอะไร ขยับไปทางไหนก็คงยากขึ้น

ครั้งหนึ่ง คนฮ่องกงเคยเชื่อว่า “ตามลุงLeeไป ก็เจอโอกาส”แต่วันนี้ ลมแห่งโอกาส ไม่พัดไปทางนั้นแล้ว บางคนคิดว่านี่ไม่ใช่แค่การปิดฉากของมหาเศรษฐีคนหนึ่งแต่เป็นการสิ้นสุดของยุค “ทุนผูกขาด – เก็งกำไร – เก็บค่าเช่า” ที่เคยครอบงำเกาะฮ่องกงมาตลอด

ดราม่าหยุดก่อน!! “บอย พิษณุ” ประกาศขายบ้านหรู บ้าน 2 หลัง 5 ห้องนอน 4 ที่จอด ย้ำดราม่า “ไม่ได้ถังแตก” บอกชัดแค่ปรับให้เหมาะกับปัจจุบัน

(22 ธ.ค. 68) นักแสดงและพิธีกร 'บอย พิษณุ นิ่มสกุล' ประกาศขายบ้านหรูราคา 70 ล้านบาทในซอยโพธิ์แก้ว ผ่านโพสต์โซเชียลส่วนตัว พร้อมถ่ายทอดบรรยากาศภายในบ้านอย่างชัดเจน พร้อมชี้แจงว่าไม่ได้ตกอับหรือถังแตก เพียงแค่ต้องการปรับที่อยู่อาศัยให้เหมาะกับชีวิตปัจจุบัน

บ้านหลังนี้มีเนื้อที่ 268 ตารางวา ตั้งอยู่ในทำเลที่เข้าถึงได้หลายเส้นทาง เช่น ถนนนวมินทร์ ลาดพร้าวซอย 101 และถนนเลียบทางด่วนเอกมัย–รามอินทรา โดยเป็นซอยตันสงบ มีบ้าน 2 หลังในพื้นที่เดียวกัน รวม 5 ห้องนอน และที่จอดรถ 4 คัน

'บอย' เสริมอีกว่า เขาตั้งใจจะย้ายไปอยู่บ้านหลังเล็กกว่า ไม่ใช่เพราะปัญหาการเงิน หรือชีวิตตกต่ำ โดยเขาโพสต์ว่า "ไม่ดราม่านะ แค่ปรับตามความเหมาะสมในปัจจุบัน" และฝากเชิญชวนผู้สนใจให้ติดต่อทางอินบ็อกซ์

โพสต์นี้ได้รับความสนใจอย่างมาก มีแฟนคลับเข้ามาแสดงความเห็นชื่นชมบ้านพร้อมแซวขำๆ จากเพื่อนในวงการอย่าง 'ต้นหอม ศกุนตลา' ที่เล่นมุก "ขายเสร็จขอยืมเงินสักล้าน" สร้างเสียงหัวเราะในโลกออนไลน์

ก่อนหน้านี้ 'บอย' เคยเป็นที่พูดถึงจากการยุติธุรกิจปลาแซลมอน เนื่องจากปัญหารุมเร้าหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เขาได้ขอบคุณทุกกำลังใจที่ได้รับจากแฟนๆ และติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/news/5426899/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top