Monday, 7 September 2026
กบง

กบง. ปรับสูตรน้ำมันดีเซล ป้องกันราคาพุ่ง หลังราคาน้ำมันปาล์มดิบดีดตัวสูง เริ่ม 21 พ.ย. นี้

(7 พ.ย. 67) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อพิจารณาแนวทางการกำหนดสัดส่วนของน้ำมันไบโอดีเซล B100 ในช่วงที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) สูงขึ้นมาก 

ภายหลังจากการประชุม นายพีระพันธุ์ฯ กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคา CPO ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาไบโอดีเซลอยู่ที่ประมาณ 48 บาทต่อลิตร หรือ 2 เท่าของราคาเนื้อน้ำมัน ทำให้ต้นทุนน้ำมันดีเซลสูงขึ้นตามไปด้วย และจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลที่ขายให้ประชาชนมีราคาสูงขึ้น ดังนั้น เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและ เพื่อให้การจัดการราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ประชุม กบง. จึงมีมติเห็นชอบการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล ดังนี้ 
น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 และไม่สูงกว่าร้อยละ 7 โดยปริมาตร และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 19 และไม่สูงกว่าร้อยละ 20 โดยปริมาตร ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์แต่อย่างใด 

ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีมติ กบง. เปลี่ยนแปลง โดยมอบหมายให้ กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ออกประกาศ ธพ. เรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. 2567 ให้สอดคล้องกับการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล และ มอบหมายให้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) นำเสนอการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล ต่อคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เพื่อทราบต่อไป

‘พีระพันธุ์’ เดินหน้ารื้อสัญญาชั่วนิรันดร์ Adder - FiT พร้อมเร่งลดผลกระทบจากค่าไฟฟ้าให้ประชาชน

เมื่อวันที่ (19 พ.ค.68) นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE 100) และคณะตัวแทนสมาคมฯ ได้เข้าพบ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อขอหารือและรับทราบแนวทางเกี่ยวกับการดำเนินการแก้ปัญหาสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบมีค่า Adder และ Feed-in Tariff (FiT) ที่ต้องจ่ายให้กับกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็กและเล็กมาก (Non-Firm SPP) แบบไม่มีวันหมดอายุสัญญา หรือที่เรียกกันว่า 'สัญญาชั่วนิรันดร์' ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน

ทั้งนี้ ระบบ Adder และ Feed-in Tariff เป็นนโยบายที่ภาครัฐให้เงินสนับสนุน หรือให้เงินส่วนเพิ่มจากอัตราค่าไฟปกติแก่ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อจูงใจภาคเอกชนให้มาลงทุนในพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น โดยโรงไฟฟ้าเหล่านี้สามารถต่อสัญญาขายไฟฟ้าได้เรื่อย ๆ ครั้งละ 5 ปี และต่อเนื่องโดยอัตโนมัติแบบไม่มีวันหมดอายุสัญญา ตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อปี 2550 ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้รัฐต้องแบกรับภาระและทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น

ในการหารือครั้งนี้ ทางกลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กในส่วนของสมาคมฯ ได้อธิบายถึงปัญหาข้อขัดข้องในอดีตซึ่งเป็นที่มาของสัญญาดังกล่าว อีกทั้งยังได้รับทราบและเห็นด้วยกับแนวทางที่กระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการในการปรับเปลี่ยนสัญญาให้ถูกต้องและเป็นธรรม โดยนายพีระพันธุ์ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ( กบง.) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการกำหนดอายุสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Non-Firm เพื่อลดผลกระทบค่าไฟฟ้า และได้กำชับให้คณะอนุกรรมการดังกล่าวเร่งดำเนินการพิจารณาหาแนวทางที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในการพยายามแก้ปัญหาระบบ Adder และ Feed-in Tariff ที่สะสมมานาน โดยทางสมาคมฯ ยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับทางรัฐบาลในการแก้ปัญหานี้ และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามที่จะลดผลกระทบที่มีต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน

กบง. ลดราคาดีเซล!! เห็นชอบลดราคาดีเซล 2.40 บาท ต่อเนื่อง 31 วัน เริ่ม 16 ส.ค. 69 นำผลประโยชน์ส่วนเกิน 4.4 พันล้านมาใช้ บรรเทาค่าครองชีพ ชูความเป็นธรรมทุกภาคส่วน

กบง. เห็นชอบ นำผลประโยชน์ส่วนเกินโรงกลั่น อีก 4.4พันล้าน
ลดราคาดีเซล ณ โรงกลั่น ต่อเนื่องอีก 31 วัน
มีผล 16 สิงหาคม – 15 กันยายน 2569

การประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่ 10/2569 เมื่อวันที่
11 สิงหาคม 2569 ที่มี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้นำผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่นมาใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 2.40 บาทต่อลิตร ต่อเนื่องอีก 31 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม – 15 กันยายน 2569 คิดเป็นมูลค่า 4,475 ล้านบาท

โดยเป็นการดำเนินการ ครั้งที่ 6 ส่งผลให้สามารถนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่นมาใช้เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน รวมประมาณ 17,422 ล้านบาท

นายเอกนัฏฯ เปิดเผยในรายละเอียดว่า สถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกในช่วงเดือนกรกฎาคมต่อเนื่องถึงต้นเดือนสิงหาคม 2569 ยังคงมีความไม่แน่นอน โดยราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปอาจเคลื่อนไหวในทิศทางที่แตกต่างกัน จากข้อจำกัดด้านกำลังการกลั่นและอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปในบางภูมิภาค ขณะที่สถานการณ์การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดนำมาสะท้อนในราคาน้ำมันดิบ ส่งผลให้ค่าการกลั่นยังคงมีความผันผวน จากการรวบรวมข้อมูลต้นทุนในการกลั่นน้ำมันดิบจนได้มาซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 ราย ในช่วงวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2569 พบว่า มีผลประโยชน์ส่วนเกินเกิดขึ้นประมาณ 9,735 ล้านบาท โดยได้นำผลประโยชน์ส่วนเกินจำนวนประมาณ 2,815 ล้านบาท ไปใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น ตามมติ กบง. เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ส่งผลให้มีผลประโยชน์ส่วนเกินคงเหลือประมาณ 6,920 ล้านบาท

นายเอกนัฏฯ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานยังมีความผันผวน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของสถานการณ์ตลาด และความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน ที่ประชุม กบง. จึงมีมติเห็นชอบให้นำผลประโยชน์ส่วนเกินของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในเดือนกรกฎาคม 2569 ที่คงเหลือประมาณ 6,920 ล้านบาท มาใช้เป็นส่วนลดของราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเพิ่มเติม โดยเห็นชอบให้ ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 0 บี 7 และบี 20 ลง 2.40 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 31 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม ถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 คิดเป็นมูลค่าผลประโยชน์ส่วนเกินที่นำมาใช้เป็นส่วนลดประมาณ 4,475 ล้านบาท และจะมีผลประโยชน์ส่วนเกินคงเหลือประมาณ 2,445 ล้านบาท สำหรับใช้บริหารจัดการต่อไป

“เราต้องการให้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ค่าการกลั่นในช่วงที่อยู่ในระดับสูง ถูกนำกลับมาใช้เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน ขณะเดียวกันภาครัฐจะยังคงติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน ต้นทุนการกลั่น และองค์ประกอบของราคา ณ โรงกลั่นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน” นายเอกนัฏฯ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top