Saturday, 6 June 2026
World

รัฐบาลทรัมป์ ไล่ออก!! พนักงาน หลายพันคน พิษการเมือง!! ทำราชการ อัมพาตทั่วประเทศ

(12 ต.ค. 68) ทำเนียบขาวภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าปลดพนักงานรัฐบาลกลางหลายพันรายทั่วประเทศ ท่ามกลางภาวะ “ชัตดาวน์” ที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 10 พร้อมโยนความรับผิดชอบให้พรรคเดโมแครตเป็นต้นเหตุ หลังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงด้านงบประมาณและมาตรการขยายสิทธิประกันสุขภาพ

โฆษกทำเนียบขาวยืนยันว่าการปลดครั้งนี้เริ่มมีผลในหลายหน่วยงานหลัก ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) โดยเฉพาะในแผนกความมั่นคงไซเบอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยที่ทรัมป์ไม่พอใจอย่างหนัก หลังอดีตผู้อำนวยการออกมาชี้ว่า “ไม่มีหลักฐานโกงเลือกตั้ง” ในปี 2020

ตามเอกสารของกระทรวงยุติธรรม มีพนักงานกว่า 4,200 คน ได้รับหนังสือแจ้งเลิกจ้างจากอย่างน้อย 7 หน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงการคลังที่ได้รับผลกระทบกว่า 1,400 ตำแหน่ง และกระทรวงสาธารณสุขอีกกว่า 1,100 ตำแหน่งทั้งนี้สหภาพแรงงานได้ยื่นฟ้องต่อศาลกลางเพื่อระงับคำสั่งดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าการเลิกจ้างระหว่างช่วง “ชัตดาวน์” อาจขัดต่อกฎหมายแรงงานกลาง ศาลมีกำหนดไต่สวนคดีในวันที่ 15 ตุลาคมนี้

ทรัมป์ระบุระหว่างแถลงในทำเนียบขาวว่า “พวกเขา (เดโมแครต) เป็นคนเริ่มเรื่องนี้เอง” พร้อมอ้างว่าการปลดพนักงานเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “ลดขนาดภาครัฐ” ที่เขาผลักดันมาตั้งแต่ต้นปี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางกว่า 300,000 คน เตรียมออกจากตำแหน่งอยู่แล้วตามแผนปรับโครงสร้างของฝ่ายบริหาร

ในขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตยังคงยืนยันไม่ยอมถอย โดยเรียกร้องให้รัฐบาลต่ออายุเงินอุดหนุนค่าเบี้ยประกันสุขภาพภายใต้กฎหมาย Affordable Care Act ซึ่งเป็นสิทธิสำคัญของประชาชนกว่า 24 ล้านคน ที่พึ่งพาระบบประกันสุขภาพภาครัฐ โดยชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครตในวุฒิสภา ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า

“ตราบใดที่รีพับลิกันยังไม่จริงจังกับการแก้ปัญหา พวกเขาต้องรับผิดชอบต่อทุกชีวิตที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของตัวเอง ทั้งงานที่หายไป ครอบครัวที่ลำบาก และบริการสาธารณะที่ถูกตัดงบ”

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อมีรายงานว่าทรัมป์ได้สั่ง “อายัดงบโครงสร้างพื้นฐาน” กว่า 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับโครงการในรัฐนิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย และอิลลินอยส์ ซึ่งล้วนเป็นฐานเสียงของพรรคเดโมแครตและพื้นที่ที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่งบประมาณประจำทำเนียบขาวเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า “RIFs had begun” ซึ่งหมายถึงการเริ่มต้นกระบวนการ “ลดกำลังคน (Reduction in Force)” อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าการปลดครั้งนี้จะเป็น “ขนาดใหญ่” แม้ยังไม่เปิดเผยตัวเลขทั้งหมด

ในกระทรวงสาธารณสุข เจ้าหน้าที่สื่อสารยืนยันว่ามีพนักงานราว 41% ถูกสั่งพักงานและเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับหนังสือเลิกจ้าง ซึ่งกระทบต่อการติดตามโรคระบาด การวิจัยทางการแพทย์ และโครงการสาธารณสุขหลายด้าน ส่วนกระทรวงการคลังเองก็เริ่มปลดพนักงานในหน่วยจัดเก็บภาษี (IRS) ที่ถูกระบุว่าอาจถูกตัดตำแหน่งกว่า 1,300 ราย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการปลดยังลามไปถึงกระทรวงที่ทรัมป์เคยประกาศจะ “ปิดให้หมด” อย่างกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีภารกิจสำคัญด้านข้อมูลเศรษฐกิจ การพยากรณ์อากาศ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกฝ่ายในพรรครีพับลิกันจะเห็นด้วยกับแนวทางนี้ โดย ซูซาน คอลลินส์ ประธานคณะกรรมาธิการงบประมาณวุฒิสภา ออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยว่า

“ไม่ว่าจะทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างหรือถูกพักงาน พนักงานรัฐบาลเหล่านี้ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการให้บริการแก่ประชาชน พวกเขาไม่ควรถูกลงโทษเพราะความขัดแย้งทางการเมือง”

ความตึงเครียดทางการเมืองในสหรัฐฯ ครั้งนี้กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบราชการและเศรษฐกิจอย่างหนัก พนักงานหลายแสนคนทั่วประเทศต้องรอรับเงินเดือนที่ลดลง หรือไม่ได้รับค่าจ้างเลย ขณะที่กองทัพกว่า 2 ล้านนายอาจไม่ได้รับเงินเดือนวันที่ 15 ตุลาคม หากรัฐบาลยังไม่สามารถกลับมาเปิดทำการได้ทันเวลา

พนักงาน BHV ชุมนุมต้าน Shein บุกห้างดัง จี้!! หยุดทำลาย!! แบรนด์ฝรั่งเศส

(13 ต.ค. 68) เกิดกระแสคัดค้านครั้งใหญ่กลางกรุงปารีส เมื่อพนักงานห้างสรรพสินค้า BHV ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของ Société des Grands Magasins หรือ SGM ออกมาชุมนุมประท้วงหน้าห้างเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการบริหารงานและข้อตกลงทางธุรกิจระหว่าง BHV กับ Shein แพลตฟอร์มค้าปลีกแฟชันจากประเทศจีน

ข้อตกลงดังกล่าวเปิดทางให้ Shein เข้ามาเช่าพื้นที่ถาวรบนชั้น 7 ของห้าง BHV เพื่อจัดจำหน่ายสินค้าโดยตรง ซึ่งสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในฝรั่งเศส โดยเฉพาะจากหน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงนายกเทศมนตรีกรุงปารีส ที่มองว่าความร่วมมือนี้ไม่สอดคล้องกับแนวทางการค้าที่ยั่งยืนและขัดกับคุณค่าดั้งเดิมของแบรนด์ฝรั่งเศส

การชุมนุมครั้งนี้มีพนักงานและตัวแทนสหภาพแรงงานร่วมถือธงเรียกร้องสิทธิแรงงานและความโปร่งใสในการบริหาร ขณะที่เจ้าหน้าที่เทศบาลร่วมสังเกตการณ์และกล่าวแสดงจุดยืนข้างแรงงาน

สหภาพแรงงานเปิดเผยว่า ปัญหาการจ่ายเงินล่าช้าให้แก่แบรนด์ภายในห้าง ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสินค้า ยอดขายลดลง และสร้างความกังวลต่อความมั่นคงในอาชีพของพนักงาน สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้นหลังมีข่าวว่าแบรนด์แฟชันฝรั่งเศสหลายรายเตรียมถอนตัวออกจาก BHV เพื่อต่อต้านดีลกับ Shein

แรงงานจำนวนมากสะท้อนความไม่พอใจว่า ลูกค้าประจำของห้างเริ่มลดลงเนื่องจากสินค้าไม่เพียงพอ และรู้สึกไม่สบายใจกับการเข้ามาของ Shein ซึ่งถูกมองว่ามีภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงานที่เป็นประเด็นถกเถียงในระดับโลก

ด้าน SGM เจ้าของห้าง BHV ยืนยันว่าความร่วมมือกับ Shein เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับโฉมห้างให้ทันสมัย และเชื่อว่าจะช่วยดึงดูดกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่เข้าสู่ห้างได้มากขึ้น

ในขณะเดียวกัน โฆษกของ Shein ระบุว่าการเปิดร้านภายใน BHV จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เยี่ยมชมให้กับห้าง และสร้างประโยชน์ต่อผู้ค้ารายอื่นในพื้นที่ โดยย้ำว่าบริษัทมุ่งพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม Shein ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านภาพลักษณ์อย่างต่อเนื่อง จากข้อกล่าวหาเรื่องสภาพการทำงานในโรงงาน ปริมาณการปล่อยคาร์บอนสูง และการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่ไม่เพียงพอ นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทถูกปรับรวมกว่า 191 ล้านยูโร โดยหน่วยงานกำกับดูแลของฝรั่งเศสและอิตาลี ซึ่งทำให้ Shein ต้องเร่งปรับปรุงระบบภายในและกระชับมาตรฐานการกำกับดูแลเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค 

ขแมร์ไทม์ส เผย!! ‘Condé Nast Traveler’ ยก!! พนมเปญติดอันดับ เมืองดีที่สุดในโลก ค้านสายตาคนไทย!! สงสัยกรรมการ ไม่เคยเปิดดูข่าว ‘ค้ามนุษย์ – คอลเซ็นเตอร์’

(13 ต.ค. 68) ขแมร์ไทม์ส สื่อมวลชนกัมพูชา อวดอ้างว่ากรุงพนมเปญ รั้งอันดับที่ 10 'เมืองใหญ่ที่ดีที่สุดในโลก' ในรางวัล Readers' Choice Awards ประจำปี 2025 ของ Condé Nast Traveller นิตยสารของสหราชอาณาจักร

สำนักข่าวขแมร์ไทม์ส ระบุว่ารางวัลอันทรงเกียรตินี้เป็นการจัดวางเมืองหลวงของกัมพูชา อยู่ท่ามกลางจุดหมายปลายทางชั้นนำของโลก ที่มีชื่อเสียงทางวัฒนธรรม, ความเป็นเลิศด้านการทำอาหาร, สถาปัตยกรรมและประสบการณ์ของผู้มาเยือน

สื่อมวลชนกัมพูชาระบุว่ารางวัล Readers’ Choice Awards ของ Condé Nast Traveller ซึ่งจัดเป็นปีที่ 38 เป็นหนึ่งรางวัลด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความเคารพมากที่สุดในโลก

ในปีนี้ มีผู้อ่าน 757,109 คน ลงคะแนนโหวตด้านประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวของพวกเขา ในนั้นรวมถึงเมือง, โรงแรม, สายการบิน, หมู่เกาะและเรือสำราญ และผู้อ่านได้เลือกกรุงพนมเปญเป็นเมืองที่น่าประทับใจที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในฐานะจุดหมายปลายทางเมืองที่กำลังเติบโต

ในการเน้นย้ำถึงเสน่ห์ที่แท้จริงและแรงดึงดูดใจด้านการท่องเที่ยวของกรุงพนมเปญ ทาง Condé Nast Traveler ให้คำจำกัดความเมืองแห่งนี้ว่าเป็นสถานที่ที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ความสวยงามและวัฒนธรรมของกัมพูชา

"มีพระราชวังและเจดีย์เงินเปล่งประกายแสงระยิบระยับ ที่ขัดเกลาอย่างประณีตจากมรกตและเพชรพลอย ขณะเดียวกันก็มีตลาดรัสเซียอันคึกคัก สัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ในรูปแบบพ่อค้าแม่ค้าที่ขายทุกๆ อย่าง ไล่ตั้งแต่ไม้แกะสลักหรูหราวิจิตบรรจง ไปจนถึงเครื่องเทศท้องถิ่น และเครื่องดนตรีโบราณของเขมร"

"สำหรับอนุสรณ์สถาน คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัมพูชา ณ ศูนย์ทุ่งสังหารเจิงเอก และพิพิธภัณฑ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตวลสเลง รับรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่ยากลำบากของประเทศภายใต้ระบอบการปกครองของเขมรแดง และที่ถูกเป็นเครื่องเตือนความทรงจำอันมีค่า ว่าทุกวันนี้กัมพูชามาได้ไกลแค่ไหน" รายงานระบุ

รายงานของขแมร์ไทม์ส ระบุว่า Condé Nast Traveller ซึ่งก่อตั้งในปี 1987 เป็นนิตยสารชั้นนำของโลกในด้านการเดินทางหรู ที่เป็นแรงบันดาลใจแก่พวกนักเดินทางทั่วโลกที่ต้องการประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เหนือกว่าและซับซ้อนกว่าปกติ เน้นแสวงหาประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง นิตยสารฉบับนี้ปฏิบัติการอยู่ใน 7 ตลาดทั่วโลก และเผยแพร่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายทั้งในสื่อดิจิทัล, สิ่งพิมพ์, วิดีโอ และแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์

‘พนมเปญ’ ติดอันดับ ‘เมืองดีที่สุดในโลก’ 
คุณคิดว่าอย่างไร??
มาแชร์ความคิดเห็นของคุณ ร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองกันได้ ที่ข้างล่างนี้ 

หุ้น ‘Xiaomi’ ดิ่งแรงเกือบ 9% ร่วงหนักสุดในรอบครึ่งปี หลังรถยนต์ไฟฟ้า SU7 ไฟไหม้!! ประตูเปิดไม่ออกทำคนขับดับ

(14 ต.ค. 68) หุ้นของเสี่ยวหมี่ (Xiaomi) ร่วงลงกว่า 5% ในวันจันทร์ และเคยดิ่งสูงสุดถึง 8.7% ซึ่งถือเป็นการตกหนักที่สุดตั้งแต่เดือนเมษายน หลังเกิดเหตุรถยนต์ไฟฟ้า Xiaomi SU7 Ultra ชนและเกิดไฟไหม้ในเมืองเฉิงตู ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และเกิดกระแสวิพากษ์เรื่องความปลอดภัยของรถรุ่นดังกล่าว

รายงานระบุว่า ย้อนกลับไปในช่วงเกิดเหตุ รถยนต์ไฟฟ้าคันดังกล่าวเกิดไฟลุกท่วมจนผู้เห็นเหตุการณ์พยายามช่วยแต่ไม่สามารถเปิดประตูได้ เพราะประตูไฟฟ้าล็อก ขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ถังดับเพลิงเข้าช่วยควบคุมเพลิงในที่สุด สุดท้ายตำรวจท้องถิ่นเผยว่า มีผู้เสียชีวิตเป็นชายวัย 31 ปี คาดว่าขับรถในสภาพมึนเมาและชนกับรถอีกคันก่อนเกิดเพลิงไหม้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากอุบัติเหตุร้ายแรงของรถ Xiaomi SU7 อีกคัน ที่เกิดขึ้นเมื่อต้นปีและมีผู้เสียชีวิตเช่นกัน โดยในครั้งนั้น มีรายงานว่ารถสูญเสียการควบคุมขณะเปิดใช้งานระบบขับขี่อัจฉริยะ (smart driving) ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของเทคโนโลยีช่วยขับของเสี่ยวหมี่ และทำให้ราคาหุ้นของบริษัทร่วงลงอย่างหนัก ซ้ำเติมความกังวลของนักลงทุนและผู้ใช้ต่อความปลอดภัยของรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อใหม่จากแบรนด์ดังจีน

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวยังทำให้ประเด็น มือจับประตูไฟฟ้าแบบพับเรียบกับตัวรถ กลับมาเป็นที่ถกเถียงอีกครั้ง โดยรายงานจากสื่อของรัฐจีนเผยว่า หน่วยงานกำกับดูแลกำลังพิจารณาสั่งห้ามใช้เทคโนโลยีนี้ เนื่องจากเสี่ยงต่อชีวิตในกรณีเกิดอุบัติเหตุ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็เริ่มสอบสวนปัญหาคล้ายกันในรถ Tesla Model Y กว่า 174,000 คัน หลังมีรายงานว่าประตูเปิดไม่ออกในเหตุไฟไหม้เช่นกัน

‘ประธานาธิบดีมาดากัสการ์’ เผ่นออกนอกประเทศแล้ว หลังม็อบ Gen Z ลุกฮือทั่วเมือง!! กองทัพทหารกำลังยึดอำนาจ

(14 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีแอนดรี ราโจเอลินา (Andry Rajoelina) แห่งมาดากัสการ์ หลบหนีออกนอกประเทศเมื่อวันอาทิตย์ หลังเกิดการประท้วงใหญ่ของกลุ่มเยาวชน Gen Z ที่บานปลายจนกองทัพบางส่วนประกาศเข้าข้างผู้ชุมนุม ทำให้รัฐบาลสูญเสียการควบคุมสถานการณ์อย่างรวดเร็ว แหล่งข่าวเผยว่า ผู้นำรายนี้ออกเดินทางด้วยเครื่องบินทหารของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาณานิคมของประเทศ

ราโจเอลินากล่าวผ่านเฟซบุ๊กในคืนวันจันทร์ว่า ตน “ต้องย้ายไปอยู่ในที่ปลอดภัยเพื่อปกป้องชีวิต” แต่ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้มาดากัสการ์ 'ถูกทำลาย' ขณะที่ฝรั่งเศสยังไม่ยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับการหลบหนี แต่เรียกร้องให้ประเทศกลับคืนสู่ระเบียบรัฐธรรมนูญโดยเร็ว

การประท้วงเริ่มขึ้นตั้งแต่ 25 กันยายน จากปัญหาขาดแคลนน้ำและไฟฟ้า ก่อนลุกลามเป็นความไม่พอใจต่อรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาทุจริตและบริหารล้มเหลว กลุ่มเยาวชนและหน่วยทหารพิเศษ CAPSAT ซึ่งเคยช่วยราโจเอลินายึดอำนาจเมื่อปี 2009 ได้หันมาสนับสนุนผู้ชุมนุมแทน โดยประกาศจะไม่ยิงใส่ประชาชน แต่จะแต่งตั้งผู้นำทหารคนใหม่

ทั้งนี้ ม็อบนับพันยังคงปักหลักในจัตุรัสกลางกรุงอันตานานาริโว เรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออก ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ทะลุ 22 รายแล้ว โดยมาดากัสการ์มีประชากรราว 30 ล้านคน และกว่า 75% อยู่ในภาวะยากจน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับความสิ้นหวังทางเศรษฐกิจ จนกลายเป็นชนวนสำคัญของการลุกฮือครั้งนี้

‘ทรัมป์’ รับประกัน!! จะไม่มีสงครามโลกครั้งที่ 3 ยกดีลหยุดยิง ‘อิสราเอล–ฮามาส’ เป็นข้อตกลงแห่งประวัติศาสตร์

(14 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการประชุมสุดยอดสันติภาพที่เมืองชาร์ม เอล-ชีค ประเทศอียิปต์ ว่า “โลกจะไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ถ้าเราฉลาดพอ” พร้อมระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสที่เพิ่งลงนาม ถือเป็นหลักประกันว่าหากเกิดสงครามขึ้นอีก “ก็จะไม่ปะทุในตะวันออกกลางแน่นอน”

นอกจากนี้ ทรัมป์กล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนช่วยให้การเจรจาบรรลุผล พร้อมชื่นชมว่าดีลครั้งนี้เป็น “ความก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์” และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิภาคที่เผชิญความขัดแย้งยาวนานหลายทศวรรษ

โดยผู้นำสหรัฐฯ กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงภาคภูมิว่า “ข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มักเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่วันนี้ อาจเป็นดีลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแล้วก็ได้”

สภาคองเกรสสหรัฐฯ เดินหน้ากฎหมาย H.R.5490 ล่าแก๊งสแกมข้ามชาติ Benjamin–Yim Leak–Huione

(14 ต.ค. 68) สภาคองเกรสสหรัฐฯ เปิดศึกครั้งใหญ่กับ 'ขบวนการสแกมข้ามชาติ' ที่กำลังสร้างความเสียหายทั่วโลก โดยล่าสุดมีการเสนอร่างกฎหมายชื่อว่า 'Dismantle Foreign Scam Syndicates Act' (H.R.5490) เพื่อให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีอำนาจจัดตั้ง คณะทำงานพิเศษระดับชาติ (Task Force) สำหรับ 'ล้างบาง' เครือข่ายอาชญากรรมที่ใช้แรงงานบังคับและระบบออนไลน์ในการหลอกลวงผู้คน — โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชา เมียนมา และลาว

ผู้เสนอร่างกฎหมายคนสำคัญคือ นายเจฟเฟอร์สัน ชรีฟ (Jefferson Shreve) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐอินดีแอนา พรรครีพับลิกัน ซึ่งร่วมกับ สส.จอห์น มูลีนาร์ และสส.ไมเคิล รูลลี เสนอร่างเข้าสภาเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา โดยกฎหมายนี้ถูกส่งต่อให้คณะกรรมาธิการด้านการต่างประเทศและด้านยุติธรรมของสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา

สาระสำคัญของร่างกฎหมายนี้ คือ การตั้งคณะทำงานข้ามหน่วยงานขึ้นมานำโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อสืบสวนและปิดล้อม “ศูนย์สแกม” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้แรงงานบังคับของเหยื่อค้ามนุษย์ในการดำเนินการหลอกลวงแบบ 'Pig Butchering' หรือ 'หลอกให้รัก หลอกให้ลงทุน' ซึ่งกำลังระบาดไปทั่วภูมิภาค

สภาคองเกรสระบุในรายงานประกอบร่างว่า เครือข่ายสแกมเหล่านี้ส่วนใหญ่มี รากฐานจากองค์กรอาชญากรรมจีน ที่เข้าไปตั้งศูนย์ปฏิบัติการในประเทศที่มี “รัฐบาลอำนาจนิยมและขาดความโปร่งใส” เช่น กัมพูชา ลาว และเมียนมา และในหลายกรณี “มีความร่วมมือโดยตรงกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง” ของประเทศเหล่านี้

ตัวเลขความเสียหายรุนแรงถึงขั้นที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประเมินว่า เฉพาะในปี 2024 ชาวอเมริกันสูญเงินไปกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการถูกหลอกลงทุน และทั่วโลกอาจมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

สิ่งที่ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกจับตาอย่างมาก คือ รายชื่อบุคคลและองค์กรที่อยู่ในบัญชีคว่ำบาตรเบื้องต้นกว่า 30 ราย ซึ่งรวมถึงกลุ่มธุรกิจใหญ่ในกัมพูชา เช่น Huione Group, Prince Group, K99 Group, Union Development Group, และบุคคลที่ใกล้ชิดกับครอบครัวผู้นำกัมพูชาอย่าง ฮุน เซน

ในรายชื่อยังปรากฏชื่อของ Yim Leak และ D. Chen Zhi ที่มีบทบาทสำคัญในธุรกิจการเงินและอสังหาริมทรัพย์ในพนมเปญ Hun To และ Dy Vichea ซึ่งเป็นสมาชิกในตระกูลผู้นำกัมพูชา รวมถึง Chou Bun Eng และ Sar Sokha เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นกับการปล่อยให้มีศูนย์สแกมเกิดขึ้นในประเทศ

หากร่างกฎหมายนี้ผ่านวุฒิสภาและมีผลบังคับใช้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะสามารถใช้กฎหมาย Global Magnitsky Act และ Executive Order 13581 เพื่อคว่ำบาตรบุคคลเหล่านี้ทันที ทั้งในรูปแบบการอายัดทรัพย์สิน ห้ามทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินสหรัฐฯ และตัดสิทธิ์ในการเดินทางเข้าสหรัฐฯ

ภายใต้ร่างนี้ ยังมีข้อกำหนดให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดตั้ง Task Force ภายใน 30 วัน และต้องจัดทำยุทธศาสตร์ภายใน 180 วัน เพื่อ
1. ประสานกับพันธมิตรระหว่างประเทศในการปิดศูนย์สแกม
2. กดดันรัฐบาลที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กัมพูชา ให้รับผิดชอบ
3. และให้ใช้ “ขีดความสามารถทางไซเบอร์เชิงรุก” เพื่อโจมตีและทำลายโครงสร้างเทคโนโลยีของขบวนการเหล่านี้โดยตรง

กฎหมายนี้ยังจัดสรรงบประมาณกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี สำหรับการช่วยเหลือและฟื้นฟูเหยื่อค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์สแกม รวมถึงการนำพวกเขากลับบ้านอย่างปลอดภัย

นักวิเคราะห์ในวอชิงตันมองว่า “Dismantle Foreign Scam Syndicates Act” คือก้าวสำคัญของนโยบายความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ ที่เชื่อมโยง “อาชญากรรมไซเบอร์ – การค้ามนุษย์ – อำนาจรัฐอำนาจนิยม” เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในกัมพูชา ซึ่งชื่อของเครือข่ายใกล้ชิดกับ ฮุน เซน ปรากฏอยู่ในบัญชีคว่ำบาตรเกือบทั้งหมด

สหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดว่า “จะไม่เพียงแค่ปราบสแกมเมอร์รายย่อย” แต่จะสืบสวนไปถึงผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อยุติวงจรของอาชญากรรมและการคอร์รัปชันที่บั่นทอนเสถียรภาพในภูมิภาคนี้มานานหลายปี

2 สาว NGO สายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ป่วนวันชาติสเปน บุกพิพิธภัณฑ์มาดริด สาดสีใส่ภาพวาดโคลัมบัส ปี 1892

(14 ต.ค. 68) ตำรวจสเปนจับกุมหญิงนักเคลื่อนไหว 2 คนจากกลุ่ม Futuro Vegetal หลังสาดสีแดงใส่ภาพวาดชื่อดัง “Primer homenaje a Cristóbal Colón” ผลงานของศิลปิน โฮเซ การ์เนโล (José Garnelo) ปี 1892 ซึ่งจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์กองทัพเรือ กรุงมาดริด เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันชาติสเปน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องอพยพผู้เข้าชมออกจากห้องจัดแสดงชั่วคราว

กลุ่มผู้ประท้วงอธิบายว่าการสาดสีดังกล่าวมีเจตนาเชิงสัญลักษณ์ เพื่อแสดงจุดยืนต่อต้าน “การเฉลิมฉลองความรุ่งเรืองจากอาณานิคม” พร้อมชูป้ายข้อความว่า “12 ตุลาคม ไม่มีอะไรให้น่าฉลอง” โดยต้องการสะท้อนให้เห็นผลกระทบจากระบบอาณานิคมในอดีตและวิกฤตสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ขณะที่ทางพิพิธภัณฑ์ระบุว่าภาพวาดได้รับความเสียหายเล็กน้อย และสามารถฟื้นฟูคืนสภาพได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

ตำรวจเปิดเผยว่าทั้งสองคนถูกตั้งข้อหาทำลายมรดกทางวัฒนธรรม โดยต่อมา กองทัพเรือสเปนได้ออกแถลงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ภาพวาดดังกล่าวได้รับการบูรณะเรียบร้อยและกลับมาเปิดให้ชมตามปกติ เหตุการณ์นี้ได้จุดกระแสถกเถียงในสังคมอีกครั้งเกี่ยวกับ “ขอบเขตของการประท้วง” และ “การปกป้องมรดกศิลปะของชาติ”

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน ยังมีการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์อีกแห่งที่พิพิธภัณฑ์เรน่า โซเฟีย กรุงมาดริด เมื่อกลุ่มนักเคลื่อนไหว Marea Palestina กว่า 20 คน นั่งประท้วงหน้า Guernica ผลงานชิ้นเอกของปิกัสโซ พร้อมถือป้าย “Stop genocide” เพื่อเรียกร้องให้ยุติการโจมตีในฉนวนกาซาและเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปในพื้นที่ ก่อนจะยุติการชุมนุมอย่างสงบหลังผ่านไปประมาณ 40 นาที

‘เวเนซุเอลา’ ปิดสถานทูตใน ‘นอร์เวย์–ออสเตรเลีย’ เดินหน้าสร้างพันธมิตรใหม่ในแอฟริกา

(14 ต.ค. 68) รัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศปิดสถานทูตในนอร์เวย์และออสเตรเลีย เพื่อปรับโครงสร้างการทูตรอบใหม่ โดยระบุว่าเป็น “การกระจายทรัพยากรเชิงกลยุทธ์” เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายต่างประเทศยุคใหม่ ที่มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรกับประเทศในกลุ่ม 'โลกใต้' (Global South) มากกว่าชาติตะวันตก

นายอีวาน กิล (Yvan Gil) รัฐมนตรีต่างประเทศของเวเนซุเอลา แถลงว่า การปรับโครงสร้างนี้มีเป้าหมายเพื่อใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับความร่วมมือในด้านการพัฒนา การศึกษา พลังงาน และความมั่นคง โดยเฉพาะกับประเทศที่มีจุดยืนสอดคล้องกับเวเนซุเอลาในเวทีโลก

พร้อมกันนี้ เวเนซุเอลายังประกาศเปิดสถานทูตแห่งใหม่ในซิมบับเวและบูร์กินาฟาโซ เพื่อใช้เป็นฐานขยายความร่วมมือในด้านเกษตร เหมืองแร่ และพลังงาน ถือเป็นสัญญาณชัดว่า ประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) แห่งเวเนซุเอลา กำลังหันเหจุดศูนย์กลางการทูตจากตะวันตก มุ่งหน้าสู่แอฟริกาและพันธมิตรโลกใต้มากขึ้น

สื่อท่องเที่ยวชื่อดังยกย่อง ‘ประเทศไทย’ ติดท็อป 5 ประเทศที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2025

(14 ต.ค. 68) ประเทศไทยคว้าอันดับที่ 5 “ประเทศที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2025” จากผลโหวตผู้อ่านนิตยสารท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลก Condé Nast Traveller ซึ่งเผยแพร่ในหมวด The Best Countries in the World: 2025 Readers’ Choice Awards นับเป็นการตอกย้ำชื่อเสียงของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินทางทั่วโลก

สื่อท่องเที่ยวชื่อดังได้ยกย่อง “เสน่ห์อันยั่งยืนของประเทศไทย” ที่เกิดจากความหลากหลายทางภูมิประเทศ วัฒนธรรม และอาหารการกิน รวมถึงระบบคมนาคมที่เชื่อมต่อได้สะดวกทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ เครื่องบินภายในประเทศ เรือโดยสาร หรือรถบัสข้ามคืน ทำให้การเดินทางจากเหนือจรดใต้ของไทยเป็นเรื่องง่ายและเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่น่าประทับใจ

นอกจากนี้ Condé Nast Traveller ยังชี้ว่า จุดขายของไทยคือความมีชีวิตชีวาของตลาดกลางคืน อาหารพื้นเมืองที่หลากหลาย และชายหาดที่สวยงามระดับโลก โดยเฉพาะหลังจากซีรีส์ดัง The White Lotus ซีซันล่าสุดเลือกใช้โรงแรม Four Seasons Resort เกาะสมุย เป็นสถานที่ถ่ายทำหลัก ทำให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลกอีกครั้ง

สำหรับรายชื่อ “20 ประเทศที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2025” อันดับหนึ่งได้แก่ อิตาลี ตามมาด้วย 2.กาตาร์ 3.ญี่ปุ่น 4.ภูฏาน 5.ไทย 6.โมร็อกโก 7.กรีซ 8.นิวซีแลนด์ 9.เวียดนาม 10.โอมาน 11.โครเอเชีย 12.สเปน 13.เม็กซิโก 14.ฝรั่งเศส 15.มัลดีฟส์ 16.เอสโตเนีย 17.แอฟริกาใต้ 18.โปรตุเกส 19.ศรีลังกา 20.ชิลี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top