Tuesday, 9 June 2026
World

‘SpaceX’ ลุยปล่อยดาวเทียม ‘Starlink’ สู่อวกาศเพิ่ม 20 ดวง แถม 13 ดวงในนี้ สามารถปล่อย ‘คลื่นมือถือ’ ตรงสู่เครื่องได้

(4 ก.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) บริษัทเอกชนด้านอวกาศสัญชาติสหรัฐฯ ส่งดาวเทียมอินเทอร์เน็ตสตาร์ลิงก์ (Starlink) ขึ้นสู่วงโคจรเพิ่ม 20 ดวง เมื่อวันพุธ (3 ก.ค.67) ซึ่งในจำนวนนี้มีดาวเทียม 13 ดวงที่สามารถปล่อยสัญญาณโทรศัพท์มือถือตรงสู่เครื่อง (direct-to-cell) โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อื่นเพิ่มเติม

จรวดฟอลคอน 9 (Falcon 9) ซึ่งบรรทุกกลุ่มดาวเทียมดังกล่าว ทะยานออกจากฐานทัพอวกาศเคปคานาเวอรัล ในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ ตอน 04.55 น. ตามเวลาตะวันออก หลังจากเกิดปัญหาทางเทคนิคที่ทำให้ล่าช้าไปสองชั่วโมง

ต่อมาไม่นาน จรวดบูสเตอร์ท่อนแรก (first stage) ของฟอลคอน 9 ได้ร่อนลงสู่เรือโดรนที่ประจำการอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งนับเป็นการปล่อยตัวและลงจอดครั้งที่ 16 สำหรับบูสเตอร์ตัวนี้

'ยูฟ่า' แบนแข้งเติร์ก 2 นัด เหตุท่าดีใจ 'นีโอฟาสซิสต์'

(5 ก.ค. 67) สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป(ยูฟ่า) สั่งแบน เมริห์ เดมิรัล กองหลังทีมชาติตุรกี เนื่องมาจากการกระทำท่าดีใจ ทางการเมือง ระหว่างการแข่งขันเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2024

เดมิรัล ทำสัญลักษณ์ของ ‘เกรย์ วูล์ฟส์’ แนวนีโอฟาสซิสต์ หลังจากทำประตูในเกมยูฟ่า ยูโร 2024 รอบ 16 ทีมสุดท้าย กับ ออสเตรีย 

เคสนี้ผิดมาตรา 16, 2 (e) ของโปรโตคอลการดำเนินการทางวินัยของยูฟ่า ได้ประกาศห้าม ‘การใช้ท่าทาง คำพูด วัตถุ หรือวิธีการอื่นใดในการส่งข้อความยั่วยุที่ไม่เหมาะกับการแข่งขันกีฬา โดยเฉพาะข้อความยั่วยุที่เป็นทางการเมือง อุดมการณ์ ศาสนา หรือลักษณะที่น่ารังเกียจ’

สำหรับ องค์กรเกรย์วูล์ฟส์ นี้ก่อตั้งมานานตั้งแต่ปี 1969 ในชื่อ 'ไอเดียลลิสต์ ฮาร์ตส์' (Idealist Hearts) เป็นกลุ่มชาตินิยมที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นการต่อต้านแนวคิดสังคมนิยมในหมู่ปัญญาชนชาวตุรกี โดยพรรคการเมืองกิจชาตินิยม (Nationalist Action Party) 

ต่อมาถูกเรียกว่า 'หมาป่าสีเทา' จากโลโก้ของพวกเขาที่มาจากตำนานของตุรกี โดย เกรย์ วูล์ฟส์ เป็นขบวนการทางการเมืองแนวขวาจัดของตุรกี และเป็นกลุ่มองค์กรเยาวชนของพรรค Nationalist Movement Party (MHP) มาโดยตลอด

'เอ็กซิทโพลเลือกตั้งผู้ดี' ชี้!! พรรคแรงงานกวาดชัย 410 เก้าอี้ ส่วนอนุรักษ์นิยมเหลือ 131 เก้าอี้ หลังทำวิกฤตค่าครองชีพพุ่ง

(5 ก.ค.67) เอ็กซิทโพลเผย ผลการเลือกตั้งทั่วไปของสหราชอาณาจักรที่ถูกจับตามองหลังปิดหีบว่า พรรคแรงงานของนายเคลียร์ สตาร์เมอร์ จะชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย โดยมีสมาชิกที่ได้รับเลือก 410 คน ซึ่งมากกว่าพรรคอนุรักษ์นิยมที่ครองอำนาจมายาวนานถึง 14 ปี ที่จะได้ที่นั่ง 131 ที่นั่ง ซึ่งต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา

หากผลการเลือกตั้งเป็นไปตามเอ็กซิทโพลที่จะจัดทำขึ้นร่วมกันโดยสื่อเจ้าหลักของสหราชอาณาจักร 3 สำนัก ประกอบด้วยบีบีซี ไอทีวี และสกายจริง นั่นหมายความว่าพรรคแรงงานจะได้คะแนนเสียงมากกว่าพรรคอนุรักษ์นิยมถึง 279 เสียง

ขณะที่พรรคอนุรักษ์นิยมได้ 131 ที่นั่ง ลดลงจาก 346 ที่นั่งที่มีอยู่ก่อนน่าจะหน้าที่จะมีการยุบสภา ในการเลือกตั้งที่ถูกมองว่าเป็นการลงโทษของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงต่อพรรคอนุรักษ์นิยมเกี่ยวกับวิกฤตค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความปั่นป่วนวุ่นวายในพรรคที่กินเวลายาวนานหลายปี จนทำให้อังกฤษต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีอังกฤษถึง 5 คนนับตั้งแต่ปี 2016 จนถึงปัจจุบัน

ด้านพรรคเสรีประชาธิปไตยคาดว่าจะได้ 61 ที่นั่ง พรรคแห่งชาติสกอตแลนด์ 10 ที่นั่งพรรคปฏิรูปสหราชอาณาจักร 13 ที่นั่ง พรรค Plaid Cymru ที่สนับสนุนการเป็นเอกราชของเวลส์ 4 ที่นั่ง และพรรคกรีน 2 ที่นั่ง

ผลการเลือกตั้งดังกล่าวจะทำให้สตาร์เมอร์กลายเป็นผู้นำพรรคแรงงานคนที่ 4 ที่สามารถล้มพรรคอนุรักษ์นิยมได้ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคแรงงานคนแรกในรอบ 14 ปี

อย่างไรก็ดี ชัยชนะดังกล่าวยังถือว่าน้อยกว่านายโทนี่ แบลร์ อดีตผู้นำพรรคแรงงานในปี 1997 ที่นำพรรคแรงงานคว้าชัยได้ 418 ที่นั่ง

ผลการเลือกตั้งดูจะเป็นสิ่งยืนยันว่าชาวอังกฤษเห็นด้วยกับการรณรงค์หาเสียงของพรรคแรงงานที่เน้นย้ำว่า “ถึงเวลาสำหรับการเปลี่ยนแปลงแล้ว” โดยนายสตาร์เมอร์ได้ขอบคุณผู้ที่ลงคะแนนให้เขา และไว้วางใจในการเปลี่ยนแปลงที่พรรคแรงงานจะทำให้เกิดขึ้น

หากผลเอ็กซิทโพลถูกต้อง นายริชี ซูแน็ก ผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมมีแนวโน้มที่จะประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคมนี้ ก่อนที่สตาร์เมอร์จะเดินทางไปที่พระราชวังบัคกิ้งบักกิงแฮมเพื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษคนต่อไป

จากนั้นเขาจะเดินทางไปยังทำเนียบนายกรัฐมนตรี ที่บ้านเลขที่ 10 บนถนนดาวนิง เพื่อกล่าวถ้อยแถลงสั้น ๆ ก่อนเริ่มทำงานในฐานะผู้นำรัฐบาลอังกฤษชุดใหม่ โดยแหล่งข่าวจากพรรคแรงงานระบุว่า พวกเขาคาดว่าคณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่หรือทั้งหมดจะได้รับการแต่งตั้งภายในเย็นวันศุกร์นี้ โดยจะมีรัฐมนตรีที่เป็นคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น

สินค้าจีน Overcapacity ล้นทะลักไปตีตลาดโลก เรื่องจริงหรือวาทกรรม?

(5 ก.ค.67) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจจีน จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เนื้อหาในหัวข้อ 'สินค้าจีน 🇨🇳 Overcapacity ล้นทะลักไปตีตลาดโลก : เรื่องจริงหรือวาทกรรม'

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยว่า...

ปัญหากำลังการผลิตที่ล้นเกินของจีน (Overcapacity) กลายเป็นประเด็นถกเถียงระดับโลก ด้วยความกังวลว่า จะส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ มากน้อยเพียงใด และในกรณีประเทศไทยจะถูกกระทบจากสินค้าราคาถูกจากจีนที่ล้นทะลักเข้ามาอย่างไรบ้าง บทความนี้ จะมาวิเคราะห์ไล่เรียงทีละประเด็น ดังนี้...

ประเด็นแรก จีนมีการผลิตสินค้ามากจนล้นเกิน (Overcapacity) หรือไม่ หากพิจารณาจากบริบทประเทศจีนที่มีขนาดใหญ่ และมีข้อได้เปรียบเชิงขนาด (Scale Advantage) ผู้ผลิตจีนจึงมักจะเน้นการผลิตเชิงปริมาณจำนวนมาก (Mass Production) เพื่อให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยลดลง เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) หวังจะป้อนตลาดภายในของจีนที่มีผู้บริโภคจำนวนมหาศาล  

อย่างไรก็ดี บางอุตสาหกรรมของจีนมีอุปทานการผลิตมากเกินกว่าอุปสงค์ความต้องการของตลาดภายในจีนเอง จนเกิดปัญหาอุปทานล้นตลาดจีน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจจีนในยุคหลังโควิด-19 ที่ค่อนข้างอึมครึมซึมเซา ไม่คึกคักเหมือนเดิม คนจีนใช้จ่ายน้อยลง หันมาเน้นเก็บเงินอดออมมากขึ้น (จนเกิดกระแส ‘เก็บเงินเพื่อล้างแค้น’ ในจีน) ยิ่งทำให้ สินค้าจีนที่ล้นเกินเหล่านั้น ถูกระบายผ่านการส่งออกไปต่างประเทศมากขึ้น เพราะลดกำลังการผลิตได้ยาก 

ในมุมเศรษฐศาสตร์ หากอุตสาหกรรมใดมีอุปทานการผลิตล้นเกินกว่าอุปสงค์ความต้องการ ส่งผลให้สินค้านั้นราคาถูกลง เพื่อระบายสินค้าคงเหลือ แม้ว่าจะเป็นผลดีในมุมของผู้บริโภค แต่ก็เป็นแรงกดดันต่อคู่แข่งของผู้ผลิตสินค้าล้นเกินเหล่านั้น และในระยะยาว หากไม่สามารถแข่งขันได้ ก็ต้องปิดโรงงานและย่อมจะกระทบการจ้างงานที่ลดลง  

ดังนั้น ประเด็นสินค้าจีนที่มีกำลังการผลิตล้นเกิน Overcapacity จนต้องระบายส่งออกไปตีตลาดทั่วโลกเริ่มถูกพูดถึงด้วยความกังวลมากขึ้น เพราะจะทำให้อุตสาหกรรมท้องถิ่นอยู่ไม่ได้ ทำให้คู่แข่งจีนในต่างประเทศต้องถูกกระทบเสียหาย เช่น ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐได้เคยกล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “รัฐบาลจีนให้เงินสนับสนุนอุตสาหกรรมหลักในประเทศ ทำให้มีกำลังการผลิตล้นเกิน Overcapacity มากเกินกว่าความต้องการ จนต้องเร่งส่งออก และนำไปสู่การทะลักล้นของสินค้าในตลาดโลกได้” 

ในขณะที่ นายกรัฐมนตรีหลี่เฉียงของจีน ได้เคยกล่าวแย้งว่า “รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ควรนำเศรษฐกิจการค้ามาทำให้เป็นเรื่องการเมือง แต่ควรพิจารณาประเด็นกำลังการผลิตตามข้อเท็จจริง และโต้แย้งด้วยหลักเหตุผล ด้วยมุมมองของระบบเศรษฐกิจกลไกตลาด มุมมองในระดับโลก และบนพื้นฐานของหลักการทางเศรษฐกิจ”

นอกจากนี้ หลายฝ่ายของจีนก็ได้โต้แย้งว่า “การโจมตีจีนด้วยคำว่า Overcapacity สะท้อนความวิตกกังวลของชาติตะวันตกที่จะไม่สามารถแข่งขันกับจีนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น รถยนต์ EV จึงพยายามสร้างวาทกรรมนี้ขึ้นมา เพื่อขัดขวางความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรมของจีน”

ประเด็นที่สอง อุตสาหกรรมใดของจีนที่ถูกจับตาว่า มีกำลังการผลิตล้นเกิน ส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมหนักที่มีการผลิตแบบดั้งเดิมเน้นเชิงปริมาณ เช่น เหล็ก ซีเมนต์ และแก้ว จนเกิดการผลิตล้นเกินมานานหลายปี ส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบายของรัฐบาลจีนในอดีตที่ทุ่มงบอัดฉีดส่งเสริมให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักเหล่านั้น ตลอดจนกลุ่มพลังงานทางเลือก เช่น แผงโซลาร์เซลล์ มีการขยายการผลิตกระจายอยู่ในมณฑลต่าง ๆ จนทำให้ปริมาณการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ของจีนทั้งประเทศมีมากกว่าความต้องการของทั้งโลกถึงสองเท่า ส่งผลให้แผงโซลาร์เซลล์ของจีนมีราคาถูกลงเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า EV และแบตเตอรี่ลิเธียม ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตภายใต้แผนยุทธศาสตร์ Made in China 2025 และอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม ‘สามใหม่’ (New Three industries) ที่เพิ่งประกาศของรัฐบาลจีนด้วย ได้แก่ (1) รถยนต์ไฟฟ้า EV (2) แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และ (3) เซลล์แสงอาทิตย์ (solar photovoltaic) 

ดังนั้น ด้วยการสนับสนุนและผลักดันอย่างหนักจากภาครัฐในยุคสีจิ้นผิง กลายเป็นใบเบิกทางเอื้อให้อุตสาหกรรมเหล่านี้มีการขยายการผลิตอย่างรวดเร็ว และเน้นออกไปทำตลาดต่างประเทศในเชิงรุก จนเกิดประเด็น ‘สงครามราคา’ ที่กระทบคู่แข่งในหลายประเทศ และเกิดข้อกังวลในประเด็นคุณภาพของสินค้าจีนที่หั่นราคาถูกลงอย่างมาก

ประเด็นสุดท้าย สินค้าราคาถูกที่ไหลทะลักมาจากจีนส่งผลกระทบต่อประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ อย่างไรบ้าง ในแต่ละอุตสาหกรรมของไทยที่เกี่ยวข้องย่อมถูกกระทบมากน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตัวอย่างเช่น ภาคอุตสาหกรรมที่ผู้ผลิตไทยมีจุดแข็งและมีความสามารถในการแข่งขัน เช่น กลุ่มอาหารแปรรูป ก็จะได้รับผลกระทบจากปัญหานี้น้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น สิ่งทอ หรือ เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

ที่น่าเป็นห่วง คือ ผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย SME รายเล็ก เช่น การแข่งขันด้านราคา กระแสสินค้าจีนราคาถูกทะลักเข้ามาตีตลาดในประเทศไทยเป็นแรงกดดันบีบให้ราคาสินค้าที่ผลิตในไทยต้องลดต่ำลง ทำให้ผลกำไรของผู้ผลิตต้องลดลงตามไปด้วย รวมทั้งส่วนแบ่งการตลาดที่ลดลง จากการที่ผู้บริโภคของไทยหันไปซื้อสินค้าราคาถูกจากจีนมากขึ้นผ่านช่องทางและแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น สินค้าออนไลน์ และในระยะยาว หากผู้ประกอบการไทยแข่งขันไม่ได้ ต้องปิดกิจการหรือปิดโรงงาน แรงงานไทยก็จะตกงานมากขึ้น 

ล่าสุด จากข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการที่ถูกกระทบจากสินค้าราคาถูกนำเข้าจากจีน ทำให้รัฐบาลไทยต้องออกมาตรการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตรา 7% จากการนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท เพื่อหวังจะแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ขายในประเทศกับผู้ขายจากต่างประเทศ ซึ่งเดิมไม่มีการเก็บภาษี VAT ดังกล่าว

นอกจากประเทศไทย ยังมีประเทศใดในอาเซียนอีกบ้างที่ถูกกระทบจากสินค้าราคาถูกจากจีน แน่นอนว่า หลายประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ได้แสดงความกังวลต่อสินค้าราคาถูกที่ล้นทะลักมาจากจีน ผู้ผลิตในประเทศเหล่านั้นต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อความอยู่รอด เช่น เหล็ก สิ่งทอ รัฐบาลบางประเทศในอาเซียนจึงได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในท้องถิ่นของตน เช่น อินโดนีเซียเพิ่งประกาศแผนที่จะใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ โดยการประกาศเก็บภาษีกับสินค้านำเข้า (Safeguard Duties) เพื่อปกป้องผู้ประกอบการธุรกิจ SME รายเล็ก เช่น รองเท้า สินค้าเซรามิก โดยเบื้องต้น อินโดนีเซียประกาศว่า จะเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าที่ผลิตจากจีนอยู่ที่อัตรา 100-200%  

ที่สำคัญ หลายประเทศในอาเซียนประสบปัญหาขาดดุลการค้ากับจีน เช่น เวียดนามมีการขาดดุลการค้ากับจีนอย่างมหาศาล จนเกิดประเด็นกังวลว่า หากปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อในระยะยาว อาจจะส่งผลกระทบต่อทุนสำรองเงินตราและค่าเงิน เป็นต้น 

นอกจากนี้ หลายประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ต่างก็กังวลว่า จีนกำลังนำผลผลิตที่ล้นเกินเร่งส่งออกไปตีตลาดโลกด้วยการลดราคาขายถูกลง และจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตภายในประเทศของตนที่ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจีนอย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งมองว่า สินค้าจีนเหล่านั้นได้รับการอุดหนุนการส่งออกจากรัฐบาลจีน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ประเทศเหล่านี้จึงออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อกีดกันการนำเข้าจากจีน เช่น สหรัฐฯ ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ EV จีน จาก 27.5% เพิ่มเป็น 102.5% และสหภาพยุโรปประกาศเก็บภาษีรถยนต์ EV ที่ผลิตในจีนในอัตรา 37.6%

ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภครายได้ต่ำในหลายประเทศ เช่น แถบแอฟริกา และละตินอเมริกา ก็อาจจะได้รับประโยชน์จากสินค้าราคาต่ำที่นำเข้าจากจีนและจะเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่สามารถเข้าถึงสินค้าจีนที่ราคาถูกลง ตัวอย่างเช่น รถยนต์ EV จีนราคาไม่แพงในบราซิล เอื้อให้ผู้บริโภคชาวบราซิลได้รับประโยชน์จากการหันมาใช้รถยนต์ EV พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในขณะนี้ บราซิลได้กลายเป็นผู้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า EV จากจีนรายใหญ่ที่สุดของโลก

ดังนั้น สินค้าจีนราคาถูกจากการผลิตล้นเกินจะส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ อย่างไร มากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละภาคการผลิต แต่ละกลุ่มผู้บริโภค รวมทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศนั้นๆ 

ในขณะนี้ ฝ่ายรัฐบาลจีนพยายามชี้แจงต่อความกังวลเรื่องกำลังการผลิตล้นเกินของจีน โดยให้เหตุผลว่า “เกิดจากกลไกตลาดในเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ และจากมุมมองด้านอุปสงค์ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Product) ในราคาที่เอื้อมถึงได้ที่ผลิตจากจีน จะช่วยส่งเสริมมาตรฐานการครองชีพและความเป็นอยู่ของผู้บริโภครายได้ต่ำในหลายประเทศ” โดยเฉพาะประเทศโลกขั้วใต้ (Global South)  

ในอีกมุมหนึ่ง การแข่งขันกับจีนจะสร้างแรงผลักดันให้ผู้ผลิตในประเทศต่าง ๆ ต้องสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพดีขึ้น แรงกดดันจากจีนจะบีบให้ผู้ผลิตในท้องถิ่นจะต้องคิดค้นสร้างสรรค์และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ รวมทั้งอัปเกรดกระบวนการผลิต เพื่อจะได้รักษาความสามารถในการแข่งขันต่อไป หากทำได้สำเร็จ จะทำให้สามารถผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สูงขึ้นต่อไป   

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของภาคส่วนต่าง ๆ ในแต่ละประเทศ และอีกหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบทบาทและนโยบายของรัฐบาลในการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยสรุป ปัญหากำลังการผลิตที่ล้นเกินของจีนกลายเป็นประเด็นถกเถียงระดับโลก สามารถส่งผลกระทบทั้งเชิงลบและเชิงบวก บางคนอาจจะกังวลถึงผลกระทบต่อผู้ผลิตในท้องถิ่นที่แข่งขันไม่ได้ แต่ในอีกมุมมอง ก็จะเป็นโอกาสของผู้บริโภคที่จะมีทางเลือกในการซื้อสินค้าราคาถูกลง อย่างไรก็ดี หากเกิด ‘สงครามราคา’ แข่งขันกันลดราคาที่มากจนเกินไป หรือเน้นลดต้นทุนด้วยการลดคุณภาพสินค้าต่ำกว่ามาตรฐาน ก็จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อผู้บริโภคได้เช่นกัน สำหรับผลกระทบในระยะยาวจะเป็นอย่างไร และภาครัฐจะรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร ยังคงต้องจับตากันต่อไป

‘หนุ่มฟิลิปปินส์’ ลาโลก หลังไลฟ์กินข้าวกับไก่ทอดจำนวนมาก แพทย์เผย!! ‘เส้นเลือดในสมองแตก’ ผลพวงจากพฤติกรรมการกิน

เมื่อวานนี้ (4 ก.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘World Forum ข่าวสารต่างประเทศ’ ได้แชร์เรื่องราวของคอนเทนต์ครีเอเตอร์หนุ่มนักกิน ชาวฟิลิปปินส์ ที่ได้เสียชีวิต ภายหลังจากกินไก่ทอดพร้อมข้าวจำนวนมาก โดยระบุว่า…

“คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดังฟิลิปปินส์ เสียชีวิต หลังจากกินไก่ทอดจำนวนมาก”

“นายดงซ์ อปาตัน มีชื่อจริงว่า มาโนย อปาตัน มักโพสต์คลิปของตัวเองขณะกินอาหารท้องถิ่นจานใหญ่ ๆ จำนวนมาก เพื่อหารายได้ออนไลน์ เพื่อเพิ่มกระแส เพิ่มผู้ติดตาม”

“คลิปสุดท้ายวันที่ 13 มิถุนายน 2024 ขณะกินไก่ทอดจำนวนมาก กับ ข้าว หลังจากนั้นในวันต่อมา น้องสาวโพสต์แจ้งว่าเขาเสียชีวิตแล้ว”

“มาโนย อปาตัน วัย 38 ปี มีผู้ติดตาม 457,000 รายในเฟซบุ๊ก และเขาชอบรับประทานอาหารจานใหญ่ ๆ โชว์ ไก่จำนวนมาก ปลา หมู อื่น ๆ เกินคนทั่วไปจะรับประทานได้”

“ลีอาห์ อปาตัน น้องสาว โพสต์เฟซบุ๊กของเขาแจ้งว่า พี่ชายเกิดอาการหัวใจหยุดเต้นเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. 14/06 และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน”

“ชาวเน็ตแสดงความเห็นว่า สาเหตุอาจมาจากการกินที่มากเกินไป เกินพอดี น้องสาว อปาตัน แย้งว่า บางคลิปที่โชว์ก็กินไม่หมดทุกจาน และอย่ามองพี่ชายเป็นตัวตลก รายได้จากคลิปยังนำไปช่วยคนอื่น ๆ”

“แพทย์แจ้งว่า การเสียชีวิตของนายอปาตัน เกิดจากโรคหลอดเลือดในสมองแตก ตามคำบอกเล่าของแพทย์ที่รักษาเขาในห้องฉุกเฉิน กล่าวว่าเขามีลิ่มเลือดในสมอง โรคหลอดเลือดในสมองแตกหรือตีบตัน นั่นหมายความว่าความดันโลหิตของเขาสูงขึ้น และเส้นเลือดในสมองแตก ตามคำอธิบาย”

“อาจมาจากอาหารรสเค็มและเนื้อสัตว์ หากรับประทานเป็นประจำ จำนวนมาก หลอดเลือดในสมองอาจอุดตันได้”

‘ทีมนักบินอวกาศจีน’ เสินโจว-18 ทำภารกิจนอกตัวยาน ครั้งที่ 2 สำเร็จ หลังติดตั้งอุปกรณ์-เช็กตรวจสอบ ก่อนกลับสู่ห้องปฏิบัติการอย่างปลอดภัย

เมื่อวานนี้ (4 ก.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า องค์การอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมแห่งประเทศจีน (CMSA) รายงานว่า ทีมนักบินอวกาศประจำภารกิจเสินโจว-18 ที่ประจำการอยู่บนสถานีอวกาศในวงโคจรของจีน ได้ทำกิจกรรมนอกยานอวกาศครั้งที่ 2 เสร็จสิ้นตอน 22.51 น. ของวันพุธ (3 ก.ค.67) ตามเวลาปักกิ่ง

โดยรายงานระบุว่า เย่กวงฟู่, หลี่ชง และหลี่กว่างซู ทำงานร่วมกันเป็นระยะเวลาราว 6 ชั่วโมง 30 นาที เพื่อทำงานหลายรายการ โดยหลี่กว่างซูอยู่ภายในสถานีอวกาศ

ทีมนักบินอวกาศได้ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันขยะอวกาศให้ท่อ สายเคเบิล และอุปกรณ์สำคัญนอกสถานีอวกาศเทียนกง รวมถึงทำการตรวจสอบนอกยานอวกาศ ด้วยความช่วยเหลือจากแขนกลหุ่นยนต์และคณะนักวิจัยบนพื้นโลก โดยเย่กวงฟู่และหลี่ชง ผู้รับผิดชอบการทำกิจกรรมนอกยานอวกาศ ได้กลับเข้าสู่โมดูลห้องปฏิบัติการเวิ่นเทียนอย่างปลอดภัย

อนึ่ง ทีมนักบินอวกาศทั้ง 3 ท่องอวกาศราว 1 ใน 3 ของระยะเวลาที่วางไว้แล้ว และมีกำหนดดำเนินการทดลองทางวิทยาศาสตร์และการทดสอบทางเทคโนโลยีในวงโคจรจำนวนมาก

‘ทอร์นาโด’ ลูกใหญ่พัดถล่ม ‘ชานตง’ บ้านเรือนพังยับ สลด!! พบ ‘ผู้เสียชีวิต-ผู้บาดเจ็บ’ เกือบ 80 ราย

(6 ก.ค.67) เอเอฟพี รายงานความคืบหน้าหลัง พายุทอร์นาโด พัดถล่มเขตตงหมิง มณฑลชานตง ทางตะวันออกของ ประเทศจีน เมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และบาดเจ็บเกือบ 80 ราย

ขณะที่โลกออนไลน์มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเหตุการณ์ ขณะทอร์นาโดเคลื่อนตัวผ่านอาคารบ้านเรือนและสร้างความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง ต้นไม้ล้มระเนระนาด และป้ายโฆษณาถูกพัดพังยับเยิน

ทั้งนี้ หลายพื้นที่ในจีนเผชิญหน้ากับสภาพอากาศสุดขั้ว ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่ฝนตกหนักไปจนถึงคลื่นความร้อนรุนแรง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่มีนัยสำคัญและทำให้สภาพอากาศยิ่งแปรปรวน

‘สื่อมะกัน’ เผย ‘ไบเดน’ เบลอหนัก ต้องให้เมีย ‘กระซิบบอกบท’ ขอบคุณผู้บริจาค สมาชิกเดโมแครต ไม่เอาด้วย!! เรียกร้องให้ถอนตัว หาคนใหม่ ไม่งั้นแพ้แน่

(6 ก.ค.67) จิลล์ ไบเดน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ถึงขั้นต้อง ‘กระซิบ’ ข้างหูประธานาธิบดี โจ ไบเดน เพื่อบอกชื่อผู้บริจาครายสำคัญ และเตือนให้ผู้นำสหรัฐฯ กล่าว ‘ขอบคุณ’ ตามการเปิดเผยของสื่อสหรัฐฯ

นิตยสาร Intelligencer ในนครนิวยอร์กอ้างข้อมูลจากผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งซึ่งระบุว่า ไบเดน เอาแต่ทอดสายตานิ่งและพยักหน้าระหว่างให้การต้อนรับบุคคลคนหนึ่ง ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนของครอบครัวไบเดน และยังเป็นผู้บริจาครายใหญ่ให้พรรคเดโมแครตที่ทำเนียบขาวเมื่อไม่นานมานี้ จนทำให้ จิลล์ ผู้เป็นภรรยาต้องเข้ามาเตือน

สื่อฉบับนี้ไม่ได้เปิดเผยชื่อผู้บริจาคคนดังกล่าว และไม่ได้ระบุชัดว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อไหร่

แหล่งข่าวผู้นี้ยืนยันว่า ไบเดน เอ่ยตามที่ภรรยาของเขากระซิบบอกแบบคำต่อคำ

‘เขาดูไม่ค่อยจะดีมาพักหนึ่งแล้ว และตอนนี้ก็ยิ่งแย่ลงไปอีก’ แหล่งข่าวบอกกับ Intelligencer

นับตั้งแต่ทำผลงานประชันวิสัยทัศน์กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ย่ำแย่เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ไบเดนเผชิญแรงกดดันจากหลายฝ่าย ให้พิจารณาถอนตัวจากศึกเลือกตั้ง แต่เจ้าตัวก็ยังคงพยายามสร้างความเชื่อมั่นกับบรรดาผู้ว่าการรัฐ สส. เจ้าหน้าที่ ผู้บริจาค รวมถึงประชาชนที่เป็นฐานเสียงเดโมแครตว่าตนเองยัง ‘ฟิต’ พอที่จะลงสู้ศึกเลือกตั้งเพื่อเป็นผู้นำสหรัฐฯ อีกสมัย

ไบเดน และทีมหาเสียงพยายามหาเหตุผลต่างๆ นานามาอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้ดีเบตแพ้ ทรัมป์ ในคืนนั้น ทั้งอ้างว่า ไบเดน ป่วย เตรียมตัวมาไม่ดีพอ รวมถึงมีอาการ ‘เจ็ทแล็ก’

ระหว่างประชุมร่วมกับผู้ว่าการรัฐสายเดโมแครตคนสำคัญ ๆ เมื่อวันพุธ (3 ก.ค.) ไบเดน วัย 81 ปี กล่าวว่าเขาจำเป็นต้อง ‘นอน’ พักผ่อนให้มากขึ้น และจะไม่ทำกิจกรรมหลัง 20.00 น.อีกต่อไป ตามรายงานของ CNN และหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส

อย่างไรก็ตาม สัญญาณความชราที่ปรากฏเด่นชัดขึ้นก็ทำให้ผู้บริจาคสนับสนุน พรรคเดโมแครตหลายคนเริ่มไม่เอาด้วย และเรียกร้องให้ ไบเดน ถอนตัวเสีย หนึ่งในนั้นคือ แอบิเกล ดิสนีย์ ผู้กำกับภาพยนตร์และเศรษฐินีใจบุญทายาทตระกูลดิสนีย์ ที่ประกาศผ่าน CNBC เมื่อวันพฤหัสบดี (4) ว่า เธอจะเลิกบริจาคเงินสนับสนุนพรรคเดโมแครต ‘จนกว่าพวกเขาจะหาผู้สมัครประธานาธิบดีคนอื่นมาแทนที่ ไบเดน’

‘ถ้า ไบเดน ไม่ถอนตัว พรรคเดโมแครตจะแพ้แน่นอน ดิฉันมั่นใจ’ เธอกล่าว

รีด เฮสติงส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Netflix และหนึ่งในผู้บริจาคสนับสนุนพรรคเดโมแครตรายใหญ่ ก็เรียกร้องให้ ไบเดน เสียสละตัวเองออกจากการแข่งขัน เพื่อเปิดทางให้ผู้สมัครรายอื่นที่อาจจะสามารถเอาชนะ ทรัมป์ ได้

‘ไบเดน จำเป็นต้องก้าวออกมา เพื่อเปิดโอกาสให้แกนนำพรรคเดโมแครตสักคนหนึ่งในการเอาชนะทรัมป์ และช่วยให้พวกเรายังคงปลอดภัยและเจริญรุ่งเรืองต่อไปได้’ เฮสติงส์ กล่าวผ่านอีเมลที่ส่งถึงนิวยอร์กไทม์ส

ล่าสุด ผู้นำสหรัฐฯ ยังคงประกาศอย่างแข็งขันเมื่อวานนี้ ว่าจะไม่ถอนตัวจากศึกเลือกตั้ง และอ้างว่าตนเองคือผู้สมัครเดโมแครตที่มีภาษีดีที่สุดในการสกัดกั้น ทรัมป์ ไม่ให้กลับมาครองทำเนียบขาวอีกครั้งหลังวันที่ 5 พ.ย.

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เขาได้ไปตรวจคัดกรองภาวะสมองเสื่อม (cognitive test) บ้างหรือไม่? ไบเดน ตอบว่าไม่ได้ทำ ‘และไม่มีใครบอกว่าผมจำเป็นต้องทำ’ 

คนนับพันใน ‘เกาหลีใต้’ ล้มป่วย ‘อาหารเป็นพิษ’ เหตุ!! กิน ‘กิมจิ’ ที่ปนเปื้อน ‘โนโรไวรัส’

(7 ก.ค.67) พวกเจ้าหน้าที่ในเมืองนัมวอน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเกาหลีใต้ แถลงในตอนเช้าวันศุกร์ (5 ก.ค.) ยืนยันเคสผู้ป่วยอาหารเป็นพิษ 996 เคส แต่สื่อมวลชนท้องถิ่นรายงานว่าจำนวนดังกล่าวได้พุ่งเป็น 1,024 คน จนถึงช่วงบ่ายวันเสาร์ (6 ก.ค.)

เจ้าหน้าที่ระบุว่า กิมจิกะหล่ำปลียอดนิยม เกี่ยวข้องกับอาการป่วยของผู้คนเหล่านี้ ผ่านโครงการอาหารกลางวันตามโรงเรียนต่างๆ ภายในเมือง พร้อมบอกต่อว่านักเรียนและเจ้าหน้าที่จากโรงเรียน 24 แห่ง เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ป่วย ที่มีอาการอาเจียน ท้องเสียและปวดท้อง

โนโรไวรัสแพร่กระจายได้ง่ายมาก และสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อน และจากคนที่ติดเชื้ออยู่ก่อนแล้ว คนส่วนใหญ่สามารถหายป่วยได้เองภายในไม่กี่วัน โดยไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่มีบางส่วนที่อาการหนัก

บรรดาเจ้าหน้าที่ในเมืองนัมวอน เปิดเผยว่าพวกเขาได้เริ่มการสืบสวนทางด้านโรคระบาดวิทยาแล้วตั้งแต่วันพุธ (3 ก.ค.) เพื่อตรวจสอบหาแหล่งที่มาของโรค หลังได้รับรายงานเคสผู้ป่วยรายแรกหนึ่งวันก่อนหน้านี้ นับตั้งแต่นั้นจำนวนผู้ป่วยก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 153 คนในวันพุธ (3 ก.ค.) เป็น 745 คน ในวันพฤหัสบดี (4 ก.ค.)

ชอย คยุง ซิค นายกเทศมนตรีของเมือง โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ในวันพฤหัสบดี (4 ก.ค.) ระบุว่าพวกเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ใช้มาตรการตอบสนองเกินขอบเขตล่วงหน้าไว้ก่อน ในความพยายามป้องกันไม่ให้จำนวนผู้ป่วยลุกลามไปมากกว่านี้ ‘เราจะรับประกันความปลอดภัยของพลเรือน’ เขากล่าว

ทั้งนี้ พวกเจ้าหน้าที่ของเมืองบอกว่าตรวจพบโนโรไวรัสในบรรดาคนไข้ ในตัวอย่างที่เก็บจากสิ่งแวดล้อมและในกิมจิบางส่วนที่ส่งมอบไปยังโรงเรียนต่างๆ

ผลจากการตรวจสอบ กระตุ้นให้หน่วยด้านความปลอดภัยด้านอาหาร สั่งระงับการผลิตและการขายผลิตภัณฑ์ใดๆ จากบริษัทที่ผลิตกิมจิดังกล่าว ในขณะที่บริษัทแห่งนี้ก็อยู่ในกระบวนการสมัครใจเรียกคืนผลิตภัณฑ์ที่แจกจ่ายไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยชื่อบริษัทผู้ผลิตอย่างเป็นทางการ

ซ้ายตกขอบ!! เสียงสะท้อนผลเลือกตั้ง 'ฝรั่งเศส-อังกฤษ'  คนยุโรปเริ่มล้มทุกรัฐบาลที่หนุนสงครามยูเครน-แซงชั่นรัสเซีย

(7 ก.ค.67) เพจ ‘สานต่อเจตนารมณ์ อาจารย์สมเกียรติ โอสถสภา’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ การเมืองในเวทีโลก โดยได้ระบุว่า ...

เลือกตั้งอังกฤษเมื่อสองวันที่แล้วยืนยันว่าคนยุโรปล้มทุกรัฐบาลที่สนับสนุนสงครามยูเครน แซงค์ชันรัสเซีย รับผู้อพยพแอฟริกาเหนือและยูเครนเข้ามาแบบไร้สติ

ทั้งหมดล้วนเป็นแนวทางที่ส่งผลให้คนยุโรปอยู่ยาก จนลง เพราะของแพง รัฐสวัสดิการเอาไม่อยู่ ถูกรัฐจับทำงานจนแก่ 

ถ้าชิงตายก่อนถึงเกณฑ์รับเงินก้อนจากรัฐ อดได้เอ็นจอยการหอบเงินที่สะสมทั้งชีวิตมาอยู่เป็นป๋าที่พัทยา

รัฐบาลริชชี สุนัก แพ้ราบคาบ อดีตนายกอย่างลิซ ทรัสส์ สอบตกในเขตตัวเอง จบ 14 ปี ของรัฐบาล Conservatives ภายใต้นายก 5 คน 

วันนี้ฝรั่งเศสเลือกตั้งรอบสอง ฝ่ายซ้าย ฝ่ายกลางรวมพลังบล็อก ฝ่ายขวา ไม่ต่างจากช่วงที่ฝ่ายขวาไทยบล็อกก้าวไกลเมื่อปีที่แล้ว 

สองลุงของฝรั่งเศส (เมลลองฌอง-มาครอง) ฉลาดกว่าสองลุงของไทย มีการถอนตัวผู้ลงสมัครทั้งจากฝ่ายซ้ายและฝ่ายกลาง จะได้ไม่ตัดคะแนนกันเองในแต่ละเขต

ไล่ประท้วงไล่ตีกันทั้งประเทศ เพราะไม่มีเพจของคนหน้าตาดีบอกให้ไปนอนก่อนแล้วค่อยว่ากันใหม่

มองกันว่าฝ่ายขวาจะชนะแต่ไม่ขาด แต่ก็ยังจะเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายขวาฝรั่งเศสได้เข้ามาเป็นรัฐบาลในห้วง 80 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

แนวทางนโยบายจะเป็นผลประโยชน์ฝรั่งเศสต้องมาก่อน ไม่เอาผู้อพยพ ไม่ส่งทหารไปยูเครน

นายกวิคเตอร์ ออร์บัน จากฝ่ายขวาของฮังการีเป็นประธานหมุนเวียนอียูระยะ 6 เดือนไปตลอดถึงสิ้นปี 

สิ่งแรกที่ทำคือหาทางจบสงครามยูเครน-รัสเซีย แบกตำแหน่งประธานอียูไปคุยกับปูตินถึงที่

ไปแบบไม่สนหน้าใครในอียู

เดือน พ.ย. สหรัฐเลือก ปธน ถ้าทรัมป์ที่คะแนนนำอยู่ชนะ แนวร่วมรัสเซียในเวทีระหว่างประเทศจะกว้างและครอบคลุมมาก

เป็นการเปลี่ยนแปลงขั้วการเมืองครั้งใหญ่ของโลก ที่เกิดจากความงี่เง่าของฝ่ายซ้ายตะวันตกล้วนๆ 

โอกาสได้จบสงครามดีที่สุดในรอบ 3 ปี กำลังมา 

แต่ถ้าจบที่รัสเซีย จะย้าย theater มาทะเลจีนใต้หรือไม่

นักการทูต ทหาร ฝ่ายความมั่นคงไทย ทบทวนตำราศรีธนญไชยเตรียมไว้ได้เลย

เราเน้นแนวทางรบด้วยปาก

นอกนั้นมาช่วยกันสาธุ 99 ได้ครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top