Tuesday, 9 June 2026
World

Apple ออกโรงเตือน อย่าเอา iPhone เปียกน้ำไปแช่ในถังข้าวสารเด็ดขาด ลั่น!! หากเมล็ดข้าวหลุดเข้าไปจะสร้างความเสียหายภายในตัวเครื่องได้

Apple ออกโรงเตือน หาก iPhone เปียกน้ำ ห้ามนำไปแช่ในถังข้าวสารเด็ดขาด หรือแม้แต่ใช้ 'ไดร์เป่าผม' ก็ไม่ช่วยอะไร

(22 ก.พ.67) บริษัท Apple (แอปเปิ้ล) ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีของสหรัฐ ได้เผยแพร่คำแนะนำสำหรับผู้ใช้ผ่านเว็บไซต์เมื่อไม่นานนี้ ระบุว่า วิธีแก้ปัญหาหลังมือถือ iPhone (ไอโฟน) ตกน้ำ ด้วยการนำไปใส่ในถังหรือถุงบรรจุข้าวสาร อาจเป็นสาเหตุให้ 'เศษชิ้นส่วนขนาดเล็ก' จากเมล็ดข้าว หลุดเข้าไปสร้างความเสียหายภายในตัวเครื่องได้ ทางบริษัทจึงเผยคำแนะนำเพื่อช่วยผู้ใช้งานหันมาแก้ปัญหาที่ถูกวิธีมากขึ้น

แทนที่จะนำมือถือไปแช่ถังข้าวสาร Apple แนะนำว่า เพียงใช้นิ้วเคาะเบา ๆ เพื่อให้ของเหลวไหลออกมา โดยคว่ำส่วนที่เป็นขั้วต่อสายโทรศัพท์ลง แล้วปล่อยให้เครื่องแห้งเองก็เพียงพอแล้ว

นอกจากข้อแนะนำดังกล่าวแล้ว Apple ยังแนะนำให้ผู้ใช้งานหลีกเลี่ยงการทำให้มือถือให้แห้ง ด้วยการเป่าด้วยลมร้อน หรือ การอัดอากาศ ซึ่งหมายถึง ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องนำความร้อนและไดร์เป่าผม

ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีรายนี้ ยังเตือนอีกด้วยว่า ไม่ควรนำสิ่งแปลกปลอมใด ๆ เช่น ไม้พันสำลี หรือ กระดาษชำระ สอดเข้าไปภายในโทรศัพท์มือถือ

ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่ผู้ใช้ iPhone ควรทำคือ การวางมือถือในที่แห้งและมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ก่อนนำไปชาร์จไฟอีกครั้งก็เพียงพอให้มือถือกลับมา ก็ใช้งานได้แล้ว
 

อดีตผู้ต้องขังแฉ!! สภาพ 'คุก' ของ 'อัลเวส' ช่างสุขสบาย มีทั้ง 'สระว่ายน้ำ-ฟิตเนส-อาหารชั้นดี' เหมือนโรงแรมหรู

(23 ก.พ.67) อดีตผู้ต้องขังแฉคุกที่จองจำ 'ดานี อัลเวส' ตำนานกองหลังทีมชาติบราซิล เป็นเหมือนโรงแรม 5 ดาว มีสระว่ายน้ำ, ฟิตเนส รวมถึงอาหารอย่างดี 

อดีตดาวเตะทีมบาร์เซโลน่าถูกจับนอนคุกกว่า 1 ปีที่เรือนจำในสเปน เหตุที่เขาไปล่วงละเมิดหญิงสาวในไนท์คลับเเห่งหนึ่งในเมืองบาร์เซโลน่า แม้ทนายความส่วนตัว เรียกร้องให้ปล่อยตัว แต่คำขอนั้นถูกปฏิเสธไป 

ล่าสุดมีการตัดสินออกมาแล้วว่าอัลเวส ถูกพิพากษาจำคุก 4 ปีครึ่ง ซึ่งเป็นเวลาที่ยาวนาน แต่อย่างนั้นเขาอาจจะสบายกว่าที่คิด เพราะอดีตนักโทษในเรือนจำเดียวกันที่มีชื่อว่า จอห์น เม็คอาฟิล ที่ถูกจำคุกในเดือนตุลาคม 2020 ด้วยข้อหาฉ้อโกง การฟอกเงิน และการหลีกเลี่ยงภาษีหลายกระทง ซึ่งตอนนี้เสียชีวิตไปเเล้ว แต่มีการเปิดเผยเรื่องน่าสนใจไว้ว่า...

"ชีวิตในเรือนจำของอัลเวสในสเปนเปรียบเสมือนโรงแรมฮิลตัน ถ้าให้เปรียบเทียบมันคือลัทธิเหนือจริงที่น่าสังเวชและการลดทอนความเป็นมนุษย์ยิ่งกว่าเรือนจำในอเมริกา"

'หนุ่มนักศึกษามหาลัยในแคนาดา' เลือกขึ้นเครื่องบินมาเรียนแทนการเช่าหออยู่ เจ้าตัวเผย!! ประหยัดกว่าหลายหมื่น ฟากโซเชียลแชร์จนเป็นไวรัลไปทั่วโลก

(23 ก.พ. 67) กลายเป็นเรื่องฮือฮาขึ้นมาทันที เมื่อนักศึกษามหาวิทยาลัยชาวแคนาดาเลือกที่จะขึ้นเครื่องบินมาเรียนแทนการเช่าหออยู่ เพราะประหยัดกว่า โดยล่าสุดเรื่องราวของเขาได้ออกข่าวในช่องทีวีระดับประเทศไปแล้ว

นักศึกษาคนนี้มีชื่อว่า 'ทิม เฉิน' บ้านเขาอยู่ที่เมือง Calgary ส่วนสถานที่ที่เขากำลังเรียนอยู่นั้นคือที่ The University of British Columbia ซึ่งอยู่ในเมือง Vancouver

โดยทั้งสองเมืองนี้ หากเดินทางด้วยรถจะใช้เวลาราว 11 ชั่วโมง ส่วนเครื่องบินก็ 1.30 ชั่วโมง (หากเทียบเป็นไทยก็น่าจะประมาณเชียงราย-กรุงเทพ)

ด้วยการที่ปัจจุบัน ทิม มีคลาสเรียนแค่ 2 วันต่อสัปดาห์ เขาเลยตัดสินใจกลับไปอยู่บ้าน แล้วเลือกที่จะขึ้นเครื่องบินมาเรียนแทน เรียนเสร็จก็กลับไปนอนบ้านพ่อแม่ที่ไม่ต้องเสียค่าเช่า

ส่วนที่ ทิม ตัดสินใจทำแบบนี้ เพราะอพาร์ทเมนต์ 1 ห้องนอนที่ถูกสุดค่าเช่าจะอยู่ที่ 2,100$/เดือน (ราว 76,000 บาท/เดือน)

ขณะที่ซื้อตั๋วเครื่องบินมาเรียน 8 ครั้ง/เดือน จะตกอยู่ที่ 1,200$/เดือน (ราว 43,000 บาท)

หมายความว่าเขาประหยัดเงินไปถึง 23,000 บาท (แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการตื่นเช้ามาขึ้นเครื่อง)

การที่ ทิม เลือกทำแบบนี้ ก็ทำให้ล่าสุด CTV News ช่องข่าวระดับประเทศของแคนาดามาเลือกทำข่าวเขา แล้วก็กำลังไวรัลไปทั่วโลกเลยตอนนี้ ทำให้เกิดคอมเมนต์ฮาๆ ขึ้นมาเลย เช่น...

"หนุ่มคนนี้ถูกสร้างมาให้แตกต่าง และผมรู้สึกชื่นชมในตัวเขา"

"ประเทศนี้มันแปลกๆ นะเนี่ย"

"จะแปลกใจว่าถ้าสายการบินไม่เคยดีเลย์ แล้วไอ้หนุ่มนี่ก็ไม่เคยเข้าคลาสสายเลยสักครั้ง"

"นี่น่าจะเป็นพรีเซนเตอร์ของสายการบิน Air Canada ที่ดีที่สุดในตอนนี้ ในการโปรโมตว่า ไฟลต์ของเราถูกกว่าค่าเช่าของคุณ"

‘จีน’ เตือน!! ‘สหรัฐฯ’ หยุดขายอาวุธให้ ‘ไต้หวัน’ ชี้!! เป็นการบ่อนทำลายอธิปไตย - ละเมิดหลัก ‘จีนเดียว’

เมื่อวานนี้ (22 ก.พ. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กระตุ้นเตือนสหรัฐฯ หยุดจำหน่ายอาวุธและติดต่อสื่อสารทางทหารกับไต้หวัน

รายงานระบุว่าแถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ กล่าวถึงกรณีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ อนุมัติการจำหน่ายระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีขั้นสูง (TDL) มูลค่า 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.68 พันล้านบาท) แก่ไต้หวัน

เหมาแถลงข่าวต่อกรณีดังกล่าวว่าการที่สหรัฐฯ จำหน่ายอาวุธแก่ภูมิภาคไต้หวันของจีนได้ละเมิดหลักการจีนเดียวและข้อกำหนดของแถลงการณ์ร่วมจีน-สหรัฐฯ ทั้งสามฉบับอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะแถลงการณ์ร่วม 17 สิงหาคม 1982

“การจำหน่ายอาวุธดังกล่าวบ่อนทำลายอธิปไตยและผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของจีน และส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ตลอดจนสันติภาพและเสถียรภาพทั่วช่องแคบไต้หวัน” เหมากล่าว พร้อมชี้ว่าจีนคัดค้านเรื่องนี้อย่างจริงจัง

เหมากล่าวว่าจีนกระตุ้นเตือนสหรัฐฯ ปฏิบัติตามหลักการจีนเดียวและแถลงการณ์ร่วมจีน-สหรัฐฯ ทั้งสามฉบับ หยุดจำหน่ายอาวุธและติดต่อสื่อสารทางทหารกับไต้หวัน รวมถึงหยุดสร้างปัจจัยอันอาจทบทวีความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน

“จีนจะดำเนินมาตรการคุ้มครองอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศอย่างแน่วแน่และมั่นคง” เหมากล่าวเสริม

‘ยูนิโคล่-UNHCR’ เปิดตัวโครงการ ‘Hope Away from Home’ เสื้อยืดพิมพ์ลายการกุศล ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ลี้ภัย

(23 ก.พ.67) สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) กล่าวว่า เสื้อยืดตามโครงการ ‘Hope Away from Home’ วางจำหน่ายที่ร้านยูนิโคล่ 12 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งทางยูนิโคล่นอกจากจะบริจาคเงินจำนวน 1 แสนดอลลาร์  (หรือประมาณ 3.54 ล้านบาท) ให้แก่ UNHCR แล้ว ยังบริจาคเงินอีก 3 ดอลลาร์ (หรือประมาณ 106 บาท) จากทุกการจำหน่ายเสื้อยืดจากคอลเลกชันนี้ให้กับ UNHCR อีกด้วย เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉินต่อไป

ซึ่งผลงานการออกแบบคัดสรรมาจากมากกว่า 4,000 ภาพ จากการประกวดภาพวาดศิลปะโดยเยาวชน และผู้ลี้ภัย เยาวชนผู้ออกแบบแสดงออกถึงใบหน้าแห่งความหวังเมื่อต้องถูกบังคับให้เผชิญกับการพลัดถิ่น โดยเสื้อยืดคอลเลกชันนี้พร้อมวางจำหน่ายที่ร้านยูนิโคล่พร้อมกันทั่วโลก ได้แก่ แคนาดา, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อินเดีย, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, อังกฤษ, อเมริกา และประเทศไทย

“เสื้อแต่ละตัวบอกเล่าเรื่องราวแห่งความหวังอันทรงพลังอย่างสร้างสรรค์ การเลือกสวมเสื้อยืดคอลเลกชันนี้ คุณถือเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนงานของ UNHCR ที่กำลังดำเนินการในพื้นที่ทั่วโลกกว่า 135 ประเทศ และหน่วยงานปฏิบัติการ 550 แห่งทั่วโลก เพื่อช่วยเหลือผู้ที่กำลังเผชิญกับภาวะสงคราม ความขัดแย้ง และการประหัตประหาร การสนับสนุนของคุณมีความสำคัญ!” เคลลี่ เคลเมนตส์ รองข้าหลวงใหญ่ UNHCR กล่าว

5 ศิลปินผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบเสื้อยืดคอลเลกชันนี้ ได้แก่

- Asifiwe, อายุ 14 ปี ย้ายจากค่ายลี้ภัยในบุรุนดีมาตั้งถิ่นฐานในสหรัฐ
- Virag อายุ 28 ปี เจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรมจากประเทศฮังการี
- Mawardi อายุ 20 ปี ผู้ลี้ภัยชาวเอธิโอเปียที่ลี้ภัยไปยังโซมาเลีย
- Afya, อายุ 14 ปี เยาวชนที่อาศัยอยู่ในสหรัฐ
- Georgette อายุ 14 ปี ผู้ลี้ภัยจากสาธารณรัฐคองโก ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยในแทนซาเนีย

ทั้งนี้ UNHCR และ ยูนิโคล่ มีความร่วมมือกันตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ผ่านการให้ความช่วยเหลือมอบเสื้อผ้าสำหรับผู้ลี้ภัย โครงการพึ่งพาตนเอง การจ้างงานผู้ลี้ภัย และการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ คอลเลกชันเสื้อยืดนี้ใช้ชื่อตามแคมเปญ Hope Away from Home ของ UNHCR เพื่อเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน และความร่วมมือด้านมนุษยธรรมเพื่อปกป้องสิทธิของผู้ลี้ภัยทั่วโลก

เสื้อยืดคอลเลกชันพิเศษนี้จะวางจำหน่ายในร้านสาขายูนิโคล่ประเทศไทย ที่ยูนิโคล่สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ให้บริการ UTme!  ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป 

ผลสำรวจชี้!! Gen Z เจอแรงกดดันในชีวิตการทำงานสูงกว่าคน Gen อื่น เพราะเทคโนโลยีทำให้ ‘งาน’ กับ ‘ชีวิตส่วนตัว’ แยกจากกันไม่ออก

Gen Z เจอแรงกดดันใน ‘ชีวิตการทำงาน’ สูงกว่าคนเจนอื่นๆ เพราะเทคโนโลยีทำให้ ‘งาน’ กับ ‘ชีวิตส่วนตัว’ แยกจากกันไม่ออก

(24 ก.พ. 67) คนที่เกิดมาในยุคดิจิทัลอย่าง ‘Gen Z’ พวกเขากำลังเจอความท้าทายในชีวิตการทำงานที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อนๆ โดยก่อนหน้านี้มีรายงานการสำรวจจาก Deloitte ในปี 2023 ที่สำรวจเกี่ยวกับวัยทำงาน ‘Gen Z’ จำนวน 14,483 คนใน 44 ประเทศ พบว่า 46% ของชาว Gen Z เผชิญกับความวิตกกังวลและความเครียดอย่างต่อเนื่องในที่ทำงาน

นอกจากนี้ มากกว่า 1 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างยังรายงานด้วยว่า พวกเขารู้สึกเหนื่อยล้า ระดับพลังงานต่ำ และจิตใจหลุดออกจากงาน โดยสาเหตุหลักมาจากสภาพแวดล้อมเชิงลบหรือโดยถากถางดูถูกในที่ทำงาน

ด้าน แคธลีน ไพค์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และเป็นซีอีโอของบริษัท One Mind at Work (ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพจิตในที่ทำงาน) แสดงความคิดเห็นว่า กลุ่มวัยทำงาน Gen Z กำลังเผชิญกับแรงกดดันมากกว่าคนรุ่นก่อนๆ เนื่องจากเติบโตมาโลกที่เทคโนโลยีเข้ามาทำลายขอบเขตระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว

เมื่อเปรียบเทียบการทำงานของคนรุ่นนี้กับคนรุ่นก่อนๆ พบว่า คนรุ่นก่อนไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันที่เกิดจากเทคโนโลยีแบบเดียวกันในช่วงเริ่มต้นอาชีพของพวกเขา

“สำหรับผู้บริหารรุ่นซีเนียร์ในตอนนี้ หากย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีที่แล้วจะพบว่า เวลาไปทำงานในแต่ละวัน พวกเขาจะขับรถไปทำงานโดยไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มี FedEx ในช่วงที่คนรุ่นก่อนๆ เริ่มต้นชีวิตทำงาน มันเป็นโลกที่แตกต่างไปจากยุคนี้อย่างสิ้นเชิง” เธอกล่าว

ศาสตราจารย์ไพค์ อธิบายต่อว่า ในอดีตไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ในทันทีเหมือนยุคนี้ และเมื่อวัยทำงานรุ่นก่อนๆ กลับบ้าน พวกเขาก็ตัดขาดจากงานอย่างแท้จริง (ไม่สามารถเข้าถึงงานได้ตลอดเวลาเหมือนยุคนี้) มันเป็นเหมือนโครงสร้างมหภาคตามธรรมชาติที่ทำให้เกิดการหยุดทำงานตามเวลา ตามระบบนาฬิกาชีวิตจำนวนมากและระเหยไปจนหมด

ในขณะที่เมื่อมองกลับมาในยุคนี้ จะเห็นว่าเทคโนโลยีเป็นผู้ร้ายที่อยู่เบื้องหลังการดิ้นรนต่อสู้ในชีวิตการทำงานของคนรุ่น Gen Z ส่งผลให้คนรุ่นนี้พยายามสร้างความแตกต่างระหว่างงานและชีวิตส่วนตัวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

สิ่งที่พบเห็นมากขึ้นในสังคมการทำงานก็คือ Gen Z กำลังพยายามวางขอบเขตชีวิตส่วนตัวให้กลับคืนมา มันเป็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างคนแต่ละรุ่น คนทำงานรุ่นใหม่จำนวนมากหันไปหาเทรนด์การทำงานแบบอื่นๆ เช่น 

- เทรนด์การทำงานแบบ Act your Wage คือ การทำงานตามค่าจ้างที่ได้รับ ไม่ทำอะไรเกินตัว
- เทรนด์การทำงานแบบ Quiet Quitting คือ การทำงานไปตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ทุ่มเททำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ เพื่อเยียวยาตนเองไม่ให้เบิร์นเอาท์
- เทรนด์การทำงานแบบ Lazy girl jobs คือ การทำงานที่สามารถจัดตารางงานเองได้ งานไม่ทำให้ชีวิตส่วนตัวยุ่งเหยิงเกินไป หรือเป็นงานที่สามารถปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตนเองได้ มักเป็นงานที่มีระดับความเครียดต่ำแต่ก็มีผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจ

โดยสรุปก็คือ เน้นหางานหรือรูปแบบการทำงานให้ยุ่งน้อยที่สุด เพื่อรักษางานของตนไว้แต่ขณะเดียวกันก็พยายามหลีกเลี่ยงภาวะหมดไฟในการทำงาน

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ไพค์ชี้ชวนให้คิดว่า การที่ Gen Z หลายคนเผชิญกับภาวะความเครียด วิตกกังวล และความกดดันต่างๆ ในที่ทำงานนั้น บางครั้งอารมณ์เหล่านั้นก็เป็นอารมณ์ปกติ ไม่ใช่อาการเจ็บป่วยทางจิตใจเสมอไป การเผชิญกับความเครียดเนื่องจากเดดไลน์ที่ต้องส่งงาน ความรู้สึกเศร้า ความผิดหวัง หรือวิตกกังวลเป็นครั้งคราว ถือเป็นเรื่องปกติของชีวิต

อีกทั้งการรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลในการทำงาน อาจเป็นตัวบ่งชี้ที่มีประโยชน์ที่จะช่วยให้คุณทำงานให้สำเร็จได้อย่างดีด้วยซ้ำ 

ท้ายที่สุด ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา สรุปว่า ชาว Gen Z ที่อยากประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน ต้องยอมรับความเครียดและความกังวลที่เกิดจากงานบ้าง “เราต้องเผชิญหน้ากับความล้มเหลวทันทีแล้วลองใหม่อีกครั้ง” นั่นจะทำให้เราเติบโตจากความผิดพลาด รวมถึงการเรียนรู้ทักษะอื่นๆ เพิ่มเติม การขอความช่วยเหลือ และรู้วิธีการผลักดันขีดความสามารถของตนเอง ฯลฯ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตในชีวิตการทำงานทั้งนั้น 

บ็อกซ์ออฟฟิศของจีน ยอดพุ่ง!! กวาดรายได้ 1 หมื่นล้านหยวน หลังหยุดยาวเดือน ก.พ. ช่วยปลุกอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฟื้นตัว

(24 ก.พ. 67) สำนักข่าวซินหัว, ปักกิ่ง รายงานข่าวว่า รายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมภาพยนตร์ (Box Office) ของจีน ช่วงเดือนกุมภาพันธ์สูงเกินหลัก 1 หมื่นล้านหยวน (ราว 5 หมื่นล้านบาท) แล้ว

รายงานระบุว่า ช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน (10-17 ก.พ.) มีส่วนสร้างรายได้ดังกล่าวกว่า 8 พันล้านหยวน (ราว 4 หมื่นล้านบาท) ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์

ข้อมูลจากเมาเหยียน (Maoyan) และบีคอน (Beacon) 2 แพลตฟอร์มภาพยนตร์ เผยว่า รายได้ดังกล่าวในเดือนกุมภาพันธ์สูงถึง 1.018 หมื่นล้านหยวน (ราว 5.09 หมื่นล้านบาท)

ทั้งนี้ รายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมภาพยนตร์ของจีน เมื่อวันศุกร์ที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 243 ล้านหยวน (ราว 1.21 พันล้านบาท)

‘ผู้จัดการ รร.จีน’ ขอโทษสังคม หลังจัดเกมโยนบ่วงชิงรางวัล รับขาดการคิดไตร่ตรอง ทำกระทบเกียรติ-ศักดิ์ศรี ‘แม่หญิงลาว’

รองผู้จัดการโรงแรมชาวจีน ที่จัดกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวโยนบ่วงใส่พนักงานหญิงชาวลาว เพื่อชิงรางวัล ออกคลิปขอโทษเป็นภาษาลาว ยอมรับเป็นการกระทำที่ขาดสติ ขัดต่อวัฒนธรรมอันดีงามของลาว และเข้าข่ายดูหมิ่นศักดิ์ศรีแม่หญิง ยืนยันต่อไปจะไม่ทำอีกแล้ว

เมื่อไม่นานนี้ นายอาหลี ชาวจีน ซึ่งมีตำแหน่งเป็นรองผู้จัดการทั่วไป โรงแรมเวียงจันทน์แม่โขง ในนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้บันทึกคลิปกล่าวคำขอโทษ และแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่โรงแรมเวียงจันทน์แม่โขง ได้จัดกิจกรรมโยนบ่วงคล้องพนักงานหญิงชาวลาวของโรงแรม เพื่อชิงรางวัลเมื่อคืนวาเลนไทน์ วันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา จนก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิกิจกรรมนี้อย่างกว้างขวางไปทั่วประเทศลาว โดยนายอาหลีได้กล่าวเป็นภาษาลาว มีรายละเอียดดังนี้

“สะบายดี ข้าพเจ้าท้าวอาหลี ในนามรองผู้จัดการโรงแรมเวียงจันทน์แม่โขง ขอแสดงความรับผิดชอบ และขอโทษต่อเหตุการณ์ที่ปรากฏในสื่อสังคม สื่อออนไลน์ เฟซบุ๊ก ของวันที่ 16 ก.พ. 67 ที่ทางโรงแรมได้จัดกิจกรรมโยนบ่วงส่งมอบของขวัญ ที่ไม่ถูกต้องขึ้นด้วยการขาดสติ ขาดการค้นคิด ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน จึงทำให้ส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ของประเทศ สปป.ลาว โดยรวม โดยเฉพาะส่งผลกระทบถึงเกียรติ ศักดิ์ศรี ของผู้หญิงลาว บรรดาเผ่า กระทบถึงวัฒนธรรม ฮีตคองประเพณี ที่มีคุณค่าอันดีงามของสังคมลาว เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำ

ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้า รองผู้จัดการโรงแรม จึงออกคำแถลงแสดงความรับผิดชอบต่อผลเสียหาย และขอโทษต่อประชาชนลาว บรรดาเผ่า ผู้หญิงลาว บรรดาเผ่า และให้คำมั่นสัญญาว่า

1.) โรงแรมจะปฏิบัติตามกฎหมาย และนิติกรรมของ สปป.ลาว อย่างเข้มงวด

2.) จะดำเนินธุรกิจตามที่ได้รับอนุญาตอย่างเข้มงวด

3.) จะไม่ทำผิดกฎหมาย ระเบียบการ ฮีตคองประเพณี วัฒนธรรมอันดีงามของชาติลาว และจะไม่ให้มีเหตุการณ์ใดที่มีลักษณะแบบเก่า หรือคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วนั้นอย่างเด็ดขาด

4.) ถ้าหากมีเหตุการณ์ และการประพฤติที่ผิดต่อกฎหมาย หรือนิติกรรม ของ สปป.ลาว เกิดขึ้นอีก พวกข้าพเจ้ายินยอมให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเข้มงวด รวมไปถึงการระงับ หรือปิดกิจการอย่างถาวร

หวังอย่างยิ่งว่า หน่วยงานรัฐ สังคมลาว โดยเฉพาะประชาชน และผู้หญิงลาว บรรดาเผ่า จะให้อภัยพวกข้าพเจ้ามา ณ ที่นี้ด้วย ขอขอบใจ”

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 67 ได้มีการเผยแพร่คลิปกิจกรรมของโรงแรมเวียงจันทน์แม่โขงไปทั่วชุมชนออนไลน์ของลาว ในคลิปเป็นภาพพนักงานหญิงของโรงแรมยืนเรียงเป็นกลุ่ม อยู่หน้าอาคารที่พัก แต่ละคนถือขวดเบียร์ ขวดเหล้า ขวดไวน์ฯลฯ เป็นของรางวัลให้แขกโยนบ่วงเข้าใส่ หากบ่วงตกไปคล้องเข้าที่ใคร รางวัลในมือของหญิงคนนั้นจะตกเป็นของผู้โยน

ผู้ที่ได้ชมคลิปนี้กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของผู้หญิงลาว เข้าข่ายการใช้ความรุนแรง เสี่ยงจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย พร้อมแสดงความเป็นห่วงว่า หากผู้โยนพลาด อาจทำให้หญิงที่ยืนเป็นเป้า ปากแตก จมูกหัก หัวโน หรือตาช้ำได้

ที่ผ่านมา กิจกรรมการโยนบ่วงเพื่อเดิมพันหรือชิงของรางวัล เป็นการละเล่นที่มักจัดขึ้นตามงานเทศกาลต่างๆโดยใช้เป็ดเป็นเป้าให้คนโยนบ่วงลงไปคล้องคอเป็ด บ่วงที่นำมาโยนมีขนาดเล็ก เบา ต่างจากบ่วงที่นำมาโยนใส่พนักงานตามคลิปนี้ที่ทั้งใหญ่และหนัก สังคมจึงตั้งคำถามว่าเป็นการกระทำที่เหมาะสม สอดคล้องกับวัฒนธรรมประเพณีของลาว เข้าข่ายใช้ความรุนแรง หรือเป็นกิจกรรมการตลาดที่ขาดสติหรือไม่ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพื่อดำเนินการไม่ให้เป็นแบบอย่างแก่สังคม

ต่อมารุ่งขึ้น ในวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา โรงแรมเวียงจันทน์แม่โขง ได้มีหนังสือชี้แจงไปยังหัวหน้าตำรวจท่องเที่ยว นครหลวงเวียงจันทน์ มีเนื้อหาโดยสรุปว่า กิจกรรมนี้จัดขึ้นเมื่อเวลา 18.00 น.ของวันที่ 14 ก.พ. เพื่อสร้างความรื่นเริง ต้อนรับลูกค้าที่มาใช้บริการในร้านอาหารของโรงแรมเท่านั้น ไม่มีเจตนาเป็นอย่างอื่น บ่วงที่นำมาโยนก็มีน้ำหนักเบา มีการทดสอบก่อนจะนำไปโยน ดังนั้น โรงแรมจึงพร้อมรับฟังคำแนะนำ เพื่อแก้ไขและป้องกันไม่ให้มีปัญหาลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

โรงแรมเวียงจันทน์แม่โขงตั้งอยู่ที่บ้านโพนทัน เมืองไซเสดถา นครหลวงเวียงจันทน์ เป็นโรงแรมที่มีนักลงทุนชาวจีนเป็นเจ้าของ และมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาเที่ยวลาว

‘มหาวิทยาลัยดังของญี่ปุ่น’ ออกประกาศ ห้าม นศ.ช่วยตัวเอง หวั่นทำ ‘ท่อตัน’ ลั่น!! หากมีความต้องการเร่งด่วน โปรดแจ้ง

(24 ก.พ. 67) เรียกว่าเป็นกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ เมื่อผู้ใช้เอ็กซ์ชื่อว่า bad_texter ได้โพสต์ประกาศของมหาวิทยาลัยโทโฮกุ ที่ห้ามนักศึกษาช่วยตัวเอง จนทำให้มีคนเห็นโพสต์ดังกล่าวเกือบ 16 ล้านวิว โดยประกาศดังกล่าว มีเนื้อหาว่า…

“คำเตือนเรื่องการช่วยตัวเอง

การช่วยตัวเองในห้องน้ำ (อ่างล้างมือ) ของมหาวิทยาลัยถือเป็นการละเมิดกฎของทุกคณะ ในมหาวิทยาลัยโทโฮกุ ท่อระบายน้ำไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำอสุจิ

หากมีน้ำอสุจิมากเกินไป ท่อก็จะเกิดการอุดตัน และการเปลี่ยนใหม่มีค่าใช้จ่ายหลายหมื่นเยน ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ จะไปปรากฏในค่าเทอมที่เพิ่มขึ้นของนักศึกษาในปีถัดไปได้

มันเป็นเงินของคุณ ดังนั้น โปรดช่วยตัวเองในห้องนอน

หากมีคำถาม หรือต้องการความช่วยเหลือในการช่วยตัวเองอย่างเร่งด่วน โปรดติดต่อเรา ขอบคุณสำหรับความร่วมมือ”

โพสต์ดังกล่าว มีคนรีทวีตไปมากกว่า 6,400 ครั้ง และไลก์ไปกว่า 53,000 ครั้ง และคอมเมนต์กันรัวๆ อาทิ

- “ที่โทโฮกุ ทุกอย่างมีเหตุมีผลเสมอ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นสิ่งที่ฉันไม่เข้าใจ”
- “นอกจากนี้แล้ว ฉันเกลียดเวลามีคนล้างมือและบ้วนเสมหะในตอนท้าย แล้วปิดน้ำทันที มันน่าขยะแขยง ดังนั้น ควรล้างมันออกด้วยน้ำเยอะๆ”
- “จะเกิดอะไรขึ้นหากฉันทำคำขอเร่งด่วน…?!”
- “เป็นคำเตือนที่ดี”
- “#ระวังการช่วยตัวเอง ขอช่วยตัวเองด่วนเหรอ? ? ? มันไม่ใช่การช่วยตัวเอง แต่เป็นบริการของผู้ชายใช่ไหม?”

‘จีน’ ส่งดาวเทียม ‘Long March-5 Y7’ สู่วงโคจรสำเร็จ สานต่อการทดลอง-พัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารความเร็วสูง

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 67 สำนักข่าวซินหัว, เหวินชาง รายงานข่าวว่า จีนประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมทดลองเทคโนโลยีการสื่อสาร จากศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชาง มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของประเทศขึ้นสู่ห้วงอวกาศ เมื่อช่วงค่ำของวันศุกร์ที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า ‘จรวดขนส่งลองมาร์ช-5 วาย7’ (Long March-5 Y7) นำส่งดาวเทียมข้างต้นสู่วงโคจรที่กำหนดไว้ โดยดาวเทียมดวงนี้จะถูกใช้ทดลองเทคโนโลยีการสื่อสารความเร็วสูง และหลายย่านความถี่เป็นหลัก ส่วนการส่งดาวเทียมครั้งนี้นับเป็นภารกิจที่ 509 ของจรวดขนส่งตระกูลลองมาร์ช

อนึ่ง ‘ลองมาร์ช-5’ เป็นจรวดขนส่งแบบอุณหภูมิต่ำขนาดใหญ่ที่สุดที่ใช้งานในจีน พัฒนาโดยสถาบันเทคโนโลยีจรวดขนส่งแห่งประเทศจีน ตัวแกนหลักมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เมตร ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไฮโดรเจน-ออกซิเจนวายเอฟ-77 (YF -77) 2 ตัว และเครื่องยนต์ออกซิเจนเหลวและน้ำมันก๊าดวายเอฟ-100 (YF-100) 8 ตัว พร้อมแรงขับทะยานมากกว่า 1,000 ตัน

‘โหลวลู่เลี่ยง’ รองหัวหน้านักออกแบบ กล่าวว่า ปีนี้มีแนวโน้มปล่อยจรวดขนส่งลองมาร์ช-5 ราว 4-5 ครั้ง และจะรักษาความถี่นี้ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้าต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top