Monday, 8 June 2026
World

เด็กน้อยวัย 4 ขวบ พิชิต ‘เอเวอเรสต์ เบสแคมป์’ ทำลายสถิติเด็ก 5 ขวบ ที่ไปถึงเบสแคมป์เมื่อปีก่อน

(19 ม.ค. 67) สำนักข่าวมิร์เรอร์ รายงานเรื่องราวสุดตะลึงของเด็กหญิงวัย 4 ขวบ ที่กลายเป็นคนอายุน้อยที่สุด โดยสามารถพิชิต เอเวอเรสต์ เบสแคมป์ ในเนปาล กับความสูงเหนือน้ำทะเล 5,364 เมตร ซึ่งทำลายสถิติของ ด.ญ.พริชา โลเคช นิคาโจ ซึ่งมีอายุเพียง 5 ขวบ ที่ไปถึงเบสแคมป์เมื่อปีก่อน

โดยยอดเขาเอเวอเรสต์ เบสแคมป์ มีปริมาณออกซิเจนจะน้อยกว่าระดับน้ำทะเลประมาณครึ่งหนึ่ง หากปรับตัวให้ชินกับความสูงไม่ได้ก็อาจเสี่ยงต่ออาการแพ้ที่สูงซึ่งบางครั้งเกิดขึ้นฉับพลันและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

เด็กหญิงซารา วัย 4 ขวบ กับพี่ชายวัย 7 ขวบ และนายเดวิด ชิฟรา ผู้เป็นพ่อ ก็สู้บากบั่นปีนเขาเป็นระยะทางกว่า 273 กิโลเมตรจนถึงจุดหมายปลายทางที่เบสแคมป์ของยอดเขาเอเวอเรสต์ได้สำเร็จและเพลิดเพลินกับทัศนียภาพงดงามของเทือกเขาหิมาลัยเป็นรางวัลแห่งความพยายาม

เดวิดกล่าวว่า คอยตรวจวัดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดของลูก ๆ อยู่ตลอด และว่าระหว่างเดินทางหนูน้อยซาราปรับตัวเข้ากับสภาพความสูงได้ดีซึ่งต้องขอบคุณร่างกายที่แข็งแรงมาก ๆ ของลูกสาว

ซาราเดินแซงหน้านักปีนเขาหลายร้อยคน ตนทึ่งในตัวลูกสาวมาก ๆ ว่าจัดการทั้งร่างกายและสภาพจิตใจได้อย่างไร แต่เชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการฝึกเดินป่าตั้งแต่ยังเล็ก

แม้อัตราการเสียชีวิตที่เอเวอเรสต์ เบสแคมป์ ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ในปี 2562 มีผู้เสียชีวิต 11 รายบนเขาเอเวอเรสต์ในช่วงฤดูปีนเขาเพราะมีนักปีนเขาจำนวนมากจนเกิด ‘การจราจรติดขัด’ ผู้คนเบียดเสียดปีนขึ้นเขา

'ญี่ปุ่น' ตัดสินประหารชีวิตหนุ่มวัย 21 คดีแรกหลังแก้กม.เยาวชน ก่อเหตุแทงพ่อแม่สาวที่แอบชอบดับ ก่อนเผาบ้านและไม่สำนึกผิด

(19 ม.ค. 67) สำนักข่าว Kyodo News ของญี่ปุ่น รายงานว่า ศาลญี่ปุ่น ได้ตัดสินประหารชีวิตนายยูกิ เอนโดะ วัย 21 ปี หลังก่อเหตุแทงพ่อแม่ของสาวที่ชอบจนเสียชีวิต และยังเผาบ้านของสาวคนดังกล่าว ที่เมืองโคฟู จังหวัดยามานาชิ ทางตะวันตกของกรุงโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น โดยเป็นคดีแรกที่ตัดสินโทษประหารชีวิตแก่ผู้กระทำผิดที่ในขณะที่ก่อเหตุเป็นผู้เยาว์ นับตั้งแต่มีการแก้กฎหมายเยาวชน ปรับลดอายุบรรลุนิติภาวะเมื่อปี 2022

ข่าวระบุว่า ตามกฎหมายเดิมของญี่ปุ่น ผู้ที่จะถูกระบุว่าเป็นเยาวชนจะต้องอายุน้อยกว่า 20 ปีลงไป แต่เมื่อเดือนเมษายน 2022 ได้มีการปรับแก้กฎหมายใหม่ กำหนดอายุของเยาวชนไว้ว่า อายุ 18 ปีลงไป ทำให้นายเอนโดะซึ่งขณะก่อเหตุอายุ 19 ปี ไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นเยาวชนแล้ว

นายจุน มิคามิ หัวหน้าคณะผู้พิพากษาศาลแขวงโคฟุ ได้ตัดสินประหารชีวิตนายเอนโดะ และว่า นายเอนโดะจะต้องรับโทษความผิดทางอาญา โดยอายุของเขาไม่ใช่เหตุผลที่จะหลีกเลี่ยงต่อการรับโทษประหารแต่อย่างใด

ทั้งนี้ นายเอนโด ได้แทงพ่อแม่ของสาวที่แอบชื่นชอบ จนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 64 (2021) และยังทำร้ายน้องสาวของสาวที่แอบชอบจนได้รับบาดเจ็บ ก่อนจุดไฟเผาบ้านของหญิงสาว โดยที่ตัวหญิงสาวที่นายเอนโดะแอบชอบไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

โดยนายเอนโดะ ให้การระหว่างการพิจารณาคดีว่า เขาชื่นชอบนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่เรียนโรงเรียนเดียวกัน แต่สาวคนดังกล่าวไม่ยอมออกเดตด้วย ทำให้เขารู้สึกสิ้นหวัง และโมโห นอกจากนี้ ตัวนายเอนโดะ ยังบอกด้วยว่า ตัวเขาเองมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับพ่อแม่ของตัวเอ

อย่างไรก็ตาม ตลอดการพิจารณาคดี นายเอนโดไม่ได้กล่าวคำขอโทษต่อการกระทำของตัวเองแต่อย่างใด และปฏิเสธที่จะยื่นเรื่องอุทธรณ์คำตัดสิน โดยบอกว่า ไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ อีกแล้ว

ทั้งนี้ แม้กฎหมายเยาวชนของญี่ปุ่นจะมีการแก้ไขเมื่อปี 65 (2022) ลดอายุของผู้ที่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย จากเดิมคือตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป เป็น 18 ปีขึ้นไป แต่ผู้ที่อายุ 18 และ 19 ปี ยังคงได้รับการคุ้มครองอยู่ เพียงแต่จะได้รับการดูแลที่ต่างจากผู้ที่อายุ 17 ปีลงไป และยังอนุญาตให้สื่อสามารถเปิดเผยชื่อของจำเลยที่อายุ 18-19 ปีได้ เมื่อถูกดำเนินคดีแล้วเท่านั้น

'จีน' กาง GDP 2023 มูลค่าเกิน 126 ล้านล้านหยวน เติบโต 5.2% กลบเสียงสื่อตะวันตก นิยามเศรษฐกิจจีน 'แย่แล้ว-พังแล้ว'

(19 ม.ค. 67) จากเพจ 'ลึกชัดกับผิงผิง' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

#เศรษฐกิจ #จีน #โลก
เศรษฐกิจจีนไม่พัง เศรษฐกิจโลกไม่พัง 

วันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 2024 สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนประกาศสถิติว่า ปี 2023 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพี (GDP) เกิน 126 ล้านล้านหยวน โดยสูงถึง 126.0582 ล้านล้านหยวน เติบโตร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบกับปี 2022 

ตัวเลขดังกล่าวเป็นการสิ้นสุดคำกล่าวอ้างของสื่อตะวันตกบางแห่งที่ชอบบอกว่า 'เศรษฐกิจจีนแย่แล้ว' / 'เศรษฐกิจจีนจะพังแล้ว'

จีนยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกดั่งที่แล้วมาอย่างต่อเนื่อง จีนเป็นกำลังสำคัญในการรักษาความมั่นคงของเศรษฐกิจโลก เน้นการร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศ เศรษฐกิจจีนไม่พัง เศรษฐกิจโลกก็จะไม่พัง

‘จีน’ ทดสอบ ‘รถตำรวจสายตรวจไร้คนขับ’ ครั้งแรก นำร่อง 15 คัน พร้อมลาดตระเวนตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อวานนี้ (18 ม.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สำนักงานประจำเขตสาธิตการขับขี่อัตโนมัติระดับสูงของเทศบาลกรุงปักกิ่งของจีน เริ่มทดสอบวิ่งรถตำรวจสายตรวจไร้คนขับบนท้องถนนเมื่อวันอังคาร (16 ม.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการทดสอบวิ่งรถประเภทนี้ครั้งแรกในจีน

รายงานระบุว่ารถตำรวจสายตรวจไร้คนขับจำนวน 15 คัน วิ่งบนท้องถนนสาธารณะในเขตสาธิตฯ พร้อมปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้การประสานงานร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักความมั่นคงสาธารณะเทศบาลกรุงปักกิ่ง สาขาต้าซิง

การทดสอบครอบคลุมหน้าที่การลาดตระเวน การรับรองความปลอดภัยสำหรับงานขนาดใหญ่ การออกประกาศสาธารณะ การออกคำแจ้งเตือน และงานกู้ภัยฉุกเฉิน โดยทีมรถสายตรวจจะลาดตระเวนในเขตสาธิตฯ บนพื้นที่ 60 ตารางกิโลเมตร

จางเว่ยหลิง รองประธานอาวุโสของนีโอลิกซ์ (Neolix) ผู้ผลิตรถสายตรวจดังกล่าว ระบุว่า รถสายตรวจไร้คนขับใช้เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติระดับ 4 (L4) โดยสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ภายใน 30 วินาที และมาพร้อมระยะการขับขี่ 100 กิโลเมตร

ยานยนต์ดังกล่าวยังประกอบด้วยศักยภาพการรับรู้แบบรวมภาพจำนวนหลายเซนเซอร์ครอบคลุม 360 องศา และระยะการตรวจจับสูงถึง 120 เมตร ซึ่งแพลตฟอร์มการประมวลผลอันทรงพลังที่ติดตั้งบนยานยนต์สามารถคำนวณและทำการตอบสนองตามสภาพถนนได้แบบเรียลไทม์ จึงรับประกันความปลอดภัยในการเคลื่อนที่

นับตั้งแต่ปักกิ่งเริ่มก่อตั้งเขตสาธิตฯ เมื่อเดือนกันยายน 2020 มีการสร้างพื้นที่ที่มีถนนเชื่อมต่ออัจฉริยะขนาด 160 ตารางกิโลเมตรและเครือข่ายเมืองอัจฉริยะในเขตสาธิตแห่งนี้

ปัจจุบันบริษัททดสอบรถยนต์จำนวน 28 แห่งเปิดดำเนินการในเขตสาธิตฯ โดยมียานยนต์กว่า 800 คันกำลังทำการทดสอบและการสำรวจเชิงพาณิชย์ และมีระยะทางการทดสอบสะสมกว่า 20 ล้านกิโลเมตรแล้ว

‘เมืองเวนิส’ เตรียมเก็บค่าเข้าเมือง นทท. 5 ยูโร/คน เพื่อแก้ปัญหา นทท. ล้นเมือง กระทบชีวิตคนในท้องถิ่น

(19 ม.ค. 67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า 'เวนิส' เมืองท่องเที่ยวอันดับต้นของอิตาลี เผชิญกับปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง โดยในแต่ละวันมีนั่งท่องเที่ยวมากกว่า 60,000 คนทำให้ถนนสายเล็กแออัดไปด้วยจำนวนของนักท่องเที่ยว 

โดยในเดือนเมษายนนี้ จะเริ่มเก็บเงินนักท่องเที่ยวเป็นค่าเข้าเมืองคนละ 5 ยูโร หรือประมาณ 190 บาท โดยจะเป็นการเดินทางเข้าเมือง 1 วันเท่านั้น จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวของอิตาลี และจะเก็บค่าเข้าเมืองในช่วงวันหยุด และวันเสาร์อาทิตย์ จนถึงกลางเดือนกรกฎาคม

การจ่ายค่าเข้าเมืองทั้งสามารถทำได้ทั้งออนไลน์ ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้รับ QR Code เป็นหลักฐานการจ่ายค่าเข้าเมืองสำเร็จแล้ว โดยจะเข้าออกเมืองเวนิสได้ตั้งแต่ 08.30-16.00 น. เท่านั้น โดยทางเมืองได้คิดมาตรการไว้แล้วสำหรับผู้ที่คิดจะลักลอบเข้าเมืองโดยที่ไม่ลงทะเบียนจ่ายค่าเข้าเมืองนั้น หากเจอเจ้าหน้าที่ตำรวจสุ่มตรวจแล้วไม่พบ QR Code มาแสดงเป็นหลักฐานจะถูกปรับในวงเงินสูงสุดถึง 300 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 11,000 บาท

ซึ่งไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้นที่ต้องจ่ายค่าเข้าเมืองเวนิส คนอิตาลีเองก็ต้องจ่ายด้วยเช่นกัน ไม่มีข้อยกเว้นแม้เป็นพลเมืองของประเทศ ซึ่งก็จะมีผู้ที่ได้รับการยกเว้น ‘ไม่ต้องจ่ายค่าเข้าเมืองเวนิส’ ได้แก่ นักเรียน, คนที่ทำในในเมืองเมนิส, เจ้าของบ้านพักอาศัยในเวนิส เท่านั้น

โดยในช่วงแรกของการเริ่มเก็บค่าเข้าเมืองจะยังไม่จำกัดคนเข้าในแต่ละวันเพื่อที่จะประเมินว่าเมื่อทางเจ้าหน้าที่เก็บค่าเข้าเมืองจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงมากน้อยเพียงใด โดยปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองนั้นเกิดขึ้นในหลายเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม แม้ว่ารายได้จะเข้าสู่ร้านอาหาร โรงแรม ร้านค้าได้มากมาย แต่ก็นำพาความลำบากมาสู่ประชาชนพื้นถิ่น เพราะบ่อยครั้งที่พลเมืองไม่สามารถที่จะเดินทาง หรือ ขึ้นรถโดยสารสาธารณะได้เลยจากจำนวนของนักท่องเที่ยวที่มากขึ้น อีกทั้งค่าครองชีพในเมืองสูงลิบมากขึ้นเพราะบ้านเมืองของคนท้องถิ่นจะถูกเปลี่ยนให้เป็นโรงแรม ร้านค้าสำหรับขายให้นักท่องเที่ยวอีกด้วย

‘จีน’ เดินหน้ายกระดับภาคธุรกิจ ‘NEV’ พร้อมเร่งพัฒนาเต็มสูบ หวังเสริมประสิทธิภาพ-เพิ่มขีดความสามารถทางการค้าตลาด EV

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 67 สำนักข่าวซินหัว, ปักกิ่ง รายงานว่า ‘จิน เซียนตง’ เจ้าหน้าที่คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน แถลงข่าวว่า จีนจะยกระดับความพยายามเพิ่มประสิทธิภาพของนโยบายต่างๆ กระตุ้นการบริโภค และเดินหน้าการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงของภาคยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV)

รายงานระบุว่า จีนจะเร่งรัดการเพิ่มประสิทธิภาพของนโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมการซื้อขายยานยนต์พลังงานใหม่ โดยคณะกรรมการฯ จะสนับสนุนการพัฒนายานยนต์พลังงานใหม่ในชนบทและส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในภาครัฐควบคู่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จีนจะกระตุ้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ในภาคยานยนต์พลังงานใหม่ พร้อมกับสนับสนุนบทบาทนำของกลุ่มบริษัทยานยนต์ของจีน ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างเต็มที่ เพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่

คณะกรรมการฯ จะมุ่งเดินหน้าการจัดตั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่มีคุณภาพสูง พร้อมด้วยเพิ่มพูนประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริการ

อนึ่ง ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศจีน ระบุว่า ยอดการผลิตและจำหน่ายยานยนต์พลังงานใหม่ของจีนในปี 2023 สูงเกิน 9.58 ล้านคัน และ 9.49 ล้านคัน ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.8 และร้อยละ 37.9 เมื่อเทียบปีต่อปี

ส่วนการส่งออกยานยนต์พลังงานใหม่ของจีนในปี 2023 สูงเกิน 1.2 ล้านคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 77.6 เมื่อเทียบปีต่อปี

‘บิ๊ก ตร.โซล’ เจอตั้งข้อหาประมาทเลินเล่อ ปมโศกนาฏกรรมอิแทวอน ด้านครอบครัวเหยื่อ ซัด!! กระบวนการล่าช้า-เรียกร้องให้ลาออกทันที

(20 ม.ค. 67) ความคืบหน้าเหตุโศกนาฏกรรมเบียดกันตายที่อิแทวอน ย่านสถานบันเทิงยามราตรีชื่อดังในกรุงโซลของเกาหลีใต้ เมื่อคืนวันที่ 29 ตุลาคมปี 2022 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน่าเศร้าสลดมากถึงเกือบ 160 รายนั้น มีรายงานล่าสุดว่า ‘นายคิม ควาง-โฮ’ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจนครบาลโซล ที่มีส่วนรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในคืนวันเกิดเหตุนั้น ได้ถูกอัยการตั้งข้อหาแล้วฐานปล่อยปละละเลย จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในโศกนาฏกรรมดังกล่าว

ในแถลงการณ์ที่ออกโดยสำนักงานอัยการแขวงตะวันตกของกรุงโซล เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า ในฐานะผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจนครบาลโซล เขาไม่ได้ใช้มาตรการที่จำเป็น เช่น การระดมกำลังตำรวจให้เพียงพอ และควบคุมการบังคับบัญชา และการกำกับดูแลที่เหมาะสมในวันเกิดเหตุ แม้ว่าเขาจะคาดการณ์ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ จากความแออัดยัดเยียดในย่านสถานบันเทิงยามราตรีแห่งนั้น

‘คิม ควาง-โฮ’ ซึ่งเป็นนายตำรวจระดับสูงสุดที่เผชิญการสอบสวนในโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ได้ถูกตั้งข้อหาโดยปราศจากการถูกควบคุมตัว

ด้านครอบครัวของเหยื่อได้ออกมาแสดงความไม่พอใจ หลังสำนักงานอัยการแถลงการณ์ตั้งข้อกล่าวหาบิ๊กตำรวจนครบาลโซลผู้นี้ โดยกล่าวว่าพวกเขารู้สึกเสียใจกับกระบวนการตัดสินใจที่ยาวนานของสำนักงานอัยการ ก่อนจะมีการตั้งข้อหานายคิม และว่านายคิมต้องลาออกจากตำแหน่งในทันที และเผชิญกับการถูกไต่สวนคดี

“ประธานาธิบดียุน ซอกยอล จะต้องปลดเขานายคิมออกทันที” ครอบครัวเหยื่อโศกนาฏกรรมอิแทวอนกล่าว

เดือนมกราคมปีที่แล้ว คิม ควาง-โฮ และเจ้าหน้าที่อีก 22 คน จากสำนักงานตำรวจ กู้ภัยและสำนักงานเขต ได้ถูกทีมตำรวจชุดสืบสวนพิเศษส่งไปดำเนินคดี เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการที่ผิดพลาดของรัฐบาล ในเหตุโศกนาฏกรรมเบียดกันตายที่อิแทวอน ในช่วงการฉลองเทศกาลฮาโลวีน ที่มีนักท่องราตรีหนุ่มสาวหลายหมื่นคน ออกมาเที่ยวในย่านสถานบันเทิงดังกล่าว จนเป็นผลให้เกิดการเบียดเสียดเหยียบกัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 160 ราย ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 20-30 ปี และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 300 คน

‘จีน’ เดินหน้ายกระดับ-เพิ่มสมรรถนะการขนส่ง เตรียมรับมือมหกรรมการเดินทางในช่วง ‘ตรุษจีน’

เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 67 สำนักข่าวซินหัว, ปักกิ่ง รายงานว่า ‘หลี่ ชุนหลิน’ รองผู้อำนวยการคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน ซึ่งร่วมประชุมงานเมื่อวันศุกร์ (19 ม.ค.) กล่าวถึงการพยายามใช้ศักยภาพทางการขนส่งอย่างเต็มที่ และเพิ่มขีดความสามารถทางการขนส่ง ก่อนเข้าสู่ช่วงมหกรรมการเดินทางเทศกาลตรุษจีนหรือ ‘ชุนอวิ้น’

หลี่ กล่าวถึงการพยายามปฏิบัติงานอย่างแข็งขัน เพื่อตอบสนองความต้องการของมหกรรมการเดินทางเทศกาลตรุษจีน ซึ่งถือเป็นเทศกาลตามประเพณีครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของจีน และตรงกับวันที่ 10 ก.พ. ในปีนี้ ส่วนมหกรรมการเดินทางดังกล่าวตรงกับวันที่ 26 ม.ค.-5 มี.ค. นี้

ทั้งนี้ การคาดการณ์ของทางการจีนระบุว่าจำนวนการเดินทางของผู้โดยสารทางรถไฟและการบินพลเรือนระหว่างมหกรรมการเดินทางดังกล่าวจะสูงเป็นประวัติการณ์

บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัด คาดการณ์ว่าเครือข่ายทางรถไฟจะรองรับการเดินทางของผู้โดยสาร 480 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 37.9 เมื่อเทียบปีต่อปี ด้านสำนักบริหารการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน คาดการณ์ว่าภาคการบินพลเรือนจะรองรับการเดินทางของผู้โดยสารมากกว่า 80 ล้านครั้ง

‘ปธน.ปูติน’ เตรียมเดินทางเยือน ‘เกาหลีเหนือ’ ตามคำเชิญ ‘ผู้นำคิม’ นับเป็นการเดินทางครั้งแรกของผู้นำรัสเซีย ในรอบกว่า 2 ทศวรรษ!!

(21 ม.ค. 67) สำนักข่าวเคซีเอ็นเอของทางการเกาหลีเหนือ รายงานในวันนี้ อ้างสำนักงานผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือ เกี่ยวกับการพบปะกันระหว่าง ‘ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน’ แห่งรัสเซีย และ ‘นายโช ซอนฮุย’ รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ปธน.ปูตินได้แสดงความตั้งใจจะเยือนกรุงเปียงยางในเร็วๆ นี้ และยังขอบคุณสำหรับคำเชิญของ ‘นายคิม จอง อึน’ ผู้นำเกาหลีเหนือด้วย

นี่จะเป็นการเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกของผู้นำรัสเซีย ในรอบกว่า 2 ทศวรรษ!!

‘นายดมิทรี เพสคอฟ’ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (15 ม.ค.) ว่า รัสเซียหวังว่า ปธน.ปูตินจะเยือนเกาหลีเหนือ ตามคำเชิญของคิม ซึ่งจะเกิดขึ้น ‘ในอนาคตอันใกล้’ โดยเพสคอฟกล่าวว่า ยังไม่มีการตกลงวันการเยือนไว้

ในรายงานของเคซีเอ็นเอ ภาคภาษาเกาหลีระบุว่า “ปูตินตั้งใจจะเยือนเร็วๆ นี้” ขณะที่ต่อมาได้มีรายงานภาคภาษาอังกฤษของเคซีเอ็นเอ ระบุว่า “เขาเต็มใจจะเยือนในไม่ช้านี้”

เคซีเอ็นเอรายงานด้วยว่า ในระหว่างการเยือนของรัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือ รัสเซียได้ขอบคุณเกาหลีเหนือที่ได้สนับสนุน และแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในปฏิบัติการทางทหารต่อยูเครน

มอสโก และเปียงยาง มีความกังวลอย่างยิ่งต่อการกระทำที่ยั่วยุของสหรัฐฯ และพันธมิตรที่ต่อต้านสิทธิทางอธิปไตยของเกาหลีเหนือ ขณะเดียวกัน ได้ตกลงจะร่วมมือจัดการสถานการณ์ในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญยิ่ง นับตั้งแต่ปูตินรับตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจาก ‘บอริส เยลต์ซิน’ ซึ่งเขาได้เยือนเปียงยางในเดือน ก.ค. 2543 เพื่อพบกับ ‘คิม จอง อิล’ บิดาของคิม จอง อึน ผู้นำคนปัจจุบัน

‘เกาหลีเหนือ’ สั่ง 2 วัยรุ่น ใช้แรงงานหนัก 12 ปี หลังถูกจับได้ว่าลักลอบดูซีรีส์ของเกาหลีใต้

(22 ม.ค. 67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มีการเผยแพร่คลิปเจ้าหน้าที่รัฐบาลเกาหลีเหนือ ลงโทษวัยรุ่น 2 คน ให้ไปใช้แรงงานหนัก 12 ปี จากความผิดฐานแอบดูซีรีส์เกาหลีใต้

สำนักข่าวรอยเตอร์ เผยแพร่คลิปวิดีโอขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลเกาหลีเหนือ นำตัววัยรุ่นชายอายุ 16 ปี 2 คนที่ถูกใส่กุญแจมือ มาตัดสินลงโทษให้ไปใช้แรงงานหนักเป็นเวลา 12 ปี จากความผิดข้อหาลักลอบดูซีรีส์ หรือ ละครที่ผลิตโดยเกาหลีใต้ ท่ามกลางสายตาวัยรุ่นหลายร้อยคนเป็นประจักษ์พยานรับรู้เรื่องนี้ ถือว่าเป็นบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากในอดีต ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎข้อบังคับในลักษณะนี้ หากว่ายังเป็นวัยรุ่นก็จะถูกส่งตัวไปยังค่ายใช้แรงงานเยาวชน และระยะเวลาของการลงโทษส่วนใหญ่ยังน้อยกว่า 5 ปี อีกด้วย

สำหรับภาพที่ถูกเผยแพร่ออกมาครั้งนี้ ให้รายละเอียดว่าบันทึกไว้เมื่อปี 2022 ถือว่าเป็นคลิปวิดีโอที่หาชมได้ยาก เนื่องจากปกติแล้ว เกาหลีเหนือจะมีกฎห้ามบันทึกภาพถ่าย วิดีโอ และหลักฐานอื่น ๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้หลุดไปสู่สายตาของคนภายนอก แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเชื่อว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือจงใจเผยแพร่คลิปนี้ เพื่อเป็นการเตือนให้ชาวเกาหลีเหนืออย่าทำเป็นเยี่ยงอย่าง

หากอ้างอิงตามข้อมูลจากคลิปที่หลุดออกมาแล้วสามารถสรุปได้ว่า เกาหลีเหนือห้ามผู้คนดูภาพยนตร์ และละคร รวมถึงฟังเพลงที่ผลิตจากเกาหลีใต้ ที่พวกเขามองว่าเป็นระบอบหุ่นเชิด นอกจากนี้ ยังห้ามผู้หญิงแต่งตัวในรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลมาจากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นการย้อมสีผม ใส่กางเกงขาสั้น และรองเท้าแตะอีกด้วย อย่างไรก็ดี แม้จะเสี่ยงที่จะถูกลงโทษสถานหนัก แต่เชื่อว่ามีวัยรุ่นเกาหลีเหนือจำนวนไม่น้อย ก็พร้อมยอมเสี่ยงที่จะถูกลงโทษเพื่อแลกกับการได้ชมละครหรือซีรีส์จากเกาหลีใต้ประเทศเพื่อนบ้าน ที่ได้รับความนิยมไปทั่วเอเชียและทั่วโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top