Monday, 8 June 2026
World

ประณาม Nestle ไม่ยอมถอนธุรกิจออกจากรัสเซีย โวย 'สนับสนุนสงคราม-ท่อน้ำเลี้ยง' ให้ ศก.หมีขาว

หน่วยงานป้องกันคอร์รัปชันแห่งชาติของยูเครน (NACP) จะไม่ทน ได้ออกแถลงการณ์ประณาม ให้ Nestle เครือบริษัทผู้ผลิตอาหารยักษ์ใหญ่สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ เป็นผู้สนับสนุนสงครามข้ามชาติรายใหญ่ของโลก เนื่องจาก Nestle ไม่ยอมถอนธุรกิจออกจากรัสเซียตามที่รัฐบาลยูเครนกดดัน 

Nestle เป็นบริษัทผลิตอาหารที่มีแบรนด์ชื่อดังในเครือมากกว่า 2,000 แบรนด์ทั่วโลก และติดตลาด เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เช่น Nescafé, Milo, Kit-Kat หรือ Maggi เป็นต้น และเป็นอีกบริษัทข้ามชาติที่มาลงทุนสร้างฐานโรงงานในรัสเซีย ผลิตสินค้าบริโภคเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง แม้ธุรกิจต่างชาติหลายแห่งประกาศยกเลิก แห่ถอนกิจการออกจากรัสเซียหลังเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนแล้วก็ตาม

นี่จึงสร้างความไม่พอใจกับรัฐบาลยูเครน ที่ต้องการให้บริษัทต่างชาติร่วมกันถอนกิจการออกจากรัสเซียเพื่อสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลมอสโก แต่ถึงกระนั้นก็ตาม บริษัท Nestle กลับเพิกเฉย ไม่กล้าสละตลาดรัสเซียที่สร้างผลกำไรให้แก่บริษัทเพียง 2% จากรายได้ทั้งหมดทั่วโลก 

หากย้อนไปช่วงเริ่มต้นสงครามรัสเซีย-ยูเครน โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนเคยเรียกร้องให้บริษัท Nestle ถอนกิจการทั้งหมดออกจากรัสเซีย หลังจากที่มีบริษัทข้ามชาติกว่า 400 แห่ง ประกาศปิดกิจการโดยยอมทิ้งสินทรัพย์ และเงินลงทุนหลักหมื่นล้าน เพื่อแสดงจุดยืนร่วมคว่ำบาตรรัสเซีย

โดยครั้งนั้น Nestle ตอบสนองข้อเรียกร้องของรัฐบาลยูเครนด้วยการระงับการนำเข้า และ ส่งออกสินค้าของ Nestle ไปยังตลาดรัสเซียหลายพันรายการ รวมทั้งยกเลิกการโฆษณาสินค้า และ แผนการลงทุนเพิ่มเติมในรัสเซียทั้งหมด แต่ยังคงดำเนินกิจการในรัสเซียต่อไป โดยจะบริจาคเงินช่วยเหลือ บรรเทาทุกข์จากสงครามให้แก่ยูเครนแทน ด้านผู้นำยูเครนจึงออกมาตอบโต้ว่า บริษัท Nestle ยังแสดงจุดยืนไม่มากพอ ให้สมกับสโลแกนของบริษัท "Good Food, Good Life" แต่เลือกที่จะคบค้ากับรัสเซีย ที่เป็นรัฐก่อการร้าย

และจนถึงวันนี้ Nestle ก็ยังคงดำเนินกิจการในรัสเซียอย่างต่อเนื่อง แถมยังสร้างความได้เปรียบทางการตลาด หลังจากที่บริษัทคู่แข่งอื่น ๆ ถอนกิจการออกจากรัสเซียไปแล้ว จึงทำให้ทุกวันนี้ สินค้าของ Neslte ครองตลาดในรัสเซีย ทุกชั้นวางสินค้าตามห้างสรรพสินค้า และ ซูเปอร์มาร์เก็ต ล้วนเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์ของ Nestle 

เป็นเหตุให้รัฐบาลยูเครนทนไม่ไหว จึงออกแถลงการณ์ออกสื่อผ่านหน่วยงานป้องกันคอร์รัปชัน ประณามการทำธุรกิจของ Nestle ที่มีส่วนสนับสนุนสงครามระหว่างประเทศ ด้วยการเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้แก่เศรษฐกิจของรัสเซีย

อีกทั้งได้ยกประเด็นจุดยืนของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งแม้สวิตเซอร์แลนด์จะประกาศวางตัวเป็นกลางในสงคราม แต่ก็ทำการค้ากับรัฐบาลนาซีเยอรมัน พร้อม ๆ กับส่งออกสินค้าของตนไปยังประเทศที่ต่อต้านฮิตเลอร์ไปพร้อม ๆ กันด้วย เป็นจุดยืนแบบ 2 หน้าเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น ทำให้รู้ว่าบริษัทสวิตเซอร์แลนด์แห่งนี้ไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย 

ด้าน Nestle ออกมาตอบโต้ ถึงสาเหตุที่ยังคงดำเนินกิจการต่อในรัสเซีย เพราะโรงงานของตนในรัสเซียมีพนักงานกว่า 7,000 คน และไม่อยากปิดโรงงาน ลอยแพพนักงานเหล่านั้น อีกทั้งประชาชนชาวรัสเซียยังต้องการสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในประเทศ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับกิจการสงคราม บริษัทจึงตัดสินใจดำเนินธุรกิจในรัสเซียต่อไป 

ไม่ว่าทางยูเครนจะพอใจในคำตอบของ Nestle หรือไม่ แต่ก็ยังมีบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่อีกไม่น้อยที่ยังประกอบกิจการในรัสเซีย อาทิ PepsiCo, Unilever และ Procter & Gamble เป็นต้น โดยเน้นผลิตสินค้าบริโภคที่จำเป็นสำหรับประชาชนทั่วไป อย่าง อาหาร เครื่องดื่ม นมผง ผ้าอ้อม เป็นต้น

‘ไทสัน ฟู้ดส์’ เรียกคืน ‘นักเก็ตไก่’ จำนวน 30,000 ปอนด์ หลังถูกร้องเรียนพบชิ้นส่วนโลหะของล็อตผลิตวันที่ 5 ก.ย.66

(6 พ.ย. 66) บริษัทไทสัน ฟู้ดส์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของสหรัฐ เปิดเผยว่า บริษัทได้เรียกคืนผลิตภัณฑ์ ‘Fun Nuggets’ ซึ่งเป็นนักเก็ตไก่รูปไดโนเสาร์แช่แข็งแบบปรุงสุกจำนวน 30,000 ปอนด์ และเป็นการเรียกคืนโดยสมัครใจ

การเรียกคืนดังกล่าวมีขึ้นหลังจากผู้บริโภคจำนวนหนึ่งรายงานพบชิ้นส่วนโลหะขนาดเล็กในผลิตภัณฑ์ Fun Nuggets ด้วยเหตุนี้ ทางบริษัทจึงตัดสินใจประกาศเรียกคืนผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจำนวน 30,000 ปอนด์โดยสมัครใจ

ไทสัน ฟู้ดส์กล่าวว่า Fun Nuggets เป็นนักเก็ตไก่แบบปรุงสุกของของแบรนด์ไทสัน ซึ่งจำหน่ายให้กับผู้ค้าปลีกในบรรจุภัณฑ์ขนาด 29 ออนซ์ โดยผลิตภัณฑ์ที่ถูกเรียกคืนนั้นเป็นล็อตที่ผลิตในวันที่ 5 ก.ย.66 ขณะที่ผลิตอื่น ๆ ของแบรนด์ไทสันไม่ได้รับผลกระทบ

สำนักงานตรวจสอบความปลอดภัยด้านอาหาร (FSIS) ในสังกัดกระทรวงเกษตรของสหรัฐ ยืนยันว่า บริษัทไทสัน ฟู้ดส์ กำลังเรียกคืนเนื้อไก่ชุบเกล็ดขนมปังปรุงสุก น้ำหนักประมาณ 30,000 ปอนด์

ทั้งนี้ FSIS ได้รับรายงานว่ามีผู้บริโภค 1 รายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยในช่องปากหลังจากรับประทานผลิตภัณฑ์ Fun Nuggets และยังไม่มีรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บเพิ่มเติม หรือล้มป่วยจากการรับประทานผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

‘อัฟกานิสถาน’ ปลูก-ผลิต ‘ฝิ่น’ ลดลงร้อยละ 95 หลังรัฐบาลตอลิบานสั่งห้าม ทำรายได้หด 3.55 หมื่น ลบ.

(6 พ.ย. 66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ (5 พ.ย.) สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) รายงานว่าการเพาะปลูกฝิ่นในอัฟกานิสถานลดลงราวร้อยละ 95 นับตั้งแต่รัฐบาลรักษาการอัฟกานิสถานออกคำสั่งปราบปรามยาเสพติดเมื่อเดือนเมษายน 2022

รายงานระบุว่าการเพาะปลูกฝิ่นของอัฟกานิสถาน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ผลิตฝิ่นรายใหญ่ที่สุดของโลก ลดลงจาก 233,000 เฮกตาร์ (ราว 1.46 ล้านไร่) เหลือเพียง 10,800 เฮกตาร์ (ราว 68,000 ไร่) ในปี 2023 ส่งผลให้อุปทานฝิ่นลดลงร้อยละ 95 จาก 6,200 ตันในปี 2022 เหลือ 333 ตันในปี 2023

ขณะรายได้จากการจำหน่ายฝิ่นของเกษตรกรลดลงมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.55 หมื่นล้านบาท) โดยเกษตรกรจำนวนมากหันไปเพาะปลูกข้าวสาลีแทน ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกโดยรวมเพิ่มขึ้น 160,000 เฮกตาร์ (ราว 1 ล้านไร่) ทั่วจังหวัดฟาราห์ เฮลมันด์ กันดาฮาร์ และนานกาฮาร์

ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้การเพาะปลูกฝิ่นในอัฟกานิสถานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากรัฐบาลตอลิบานประกาศห้ามการปลูกฝิ่นทั่วประเทศ และเตือนว่าจะเผาไร่ฝิ่นและจับกุมคุมขังผู้ปลูกฝิ่นที่ละเมิดคำสั่งนี้ นอกจากนี้ยังห้ามการผลิต การขนส่ง การซื้อขาย รวมทั้งการนำเข้าและส่งออกเฮโรอีน กัญชา และแอลกอฮอล์ด้วย โดยอ้างว่าเป็นสิ่งที่ขัดกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม

ทึ่ง!! ‘นักเรียนหญิง’ วัย 16 ไอคิวแซงหน้า ‘ไอน์สไตน์’ ผ่านการสอบมาแล้ว 34 ครั้ง พร้อมตั้งเป้าศึกษาที่ออกซฟอร์ด

(6 พ.ย. 66) เว็บไซต์ต่างประเทศ รายงานเรื่องราวน่าทึ่งของ ‘Mahnoor Cheema’ นักเรียนหญิงวัย 16 ปี ที่มีไอคิวสูงถึง 161 สูงกว่าอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และสตีเฟน ฮอว์คิง อยู่ที่ 160 ซึ่งปีที่แล้วเธอผ่านการสอบประกาศนียบัตรการศึกษาทั่วไปของอังกฤษถึง 34 ครั้ง เป็นการการันตีถึงระดับสติปัญญาและผลการเรียนที่ดีเยี่ยม เผย นอนวันละ 3 ชั่วโมง

ตามรายงาน เผยว่า หลังจากที่เธอพยายามอ่านหนังสืออย่างหนัก ทำให้มานูร์ผ่านการสอบ British General Certificate of Education ซึ่งเทียบเท่ากับประกาศนียบัตรมัธยมปลายของอังกฤษ เธอจึงสามารถสมัครเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศตามผลการเรียนของเธอ โดยเธอเข้าสอบ 4 ครั้งตั้งแต่เดือนกันยายนปีนี้ รวมถึงภาษาอังกฤษ การเดินเรือ วิทยาศาสตร์ การจัดการสิ่งแวดล้อม และการคิดวิเคราะห์ เมื่อเธอบรรลุเป้าหมายก็หวังที่จะเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด 

โดยสาวสุดเก่งรายนี้ ได้เล่าถึงนิสัยการนอนที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอว่า “หลังเลิกเรียนฉันจะนอน 3 ชั่วโมงก่อน เพราะฉันเหนื่อยเกินไป ทำให้ไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่ จากนั้นฉันจะตื่นตอน 1 ทุ่มเพื่ออ่านหนังสือ เข้านอนอีกครั้งตอนตี 2 ทำแบบนี้ทุกวัน และใช้เวลาชั่วโมงสุดท้ายเล่นเปียโน”

ขณะเดียวกัน เธอยอมรับด้วยว่า เมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่เธอคิดว่า การเรียนที่โรงเรียนเป็นเรื่องง่าย “ฉันแค่อยากสำรวจความสามารถทั้งหมดของฉัน และฉันสนใจในทุกวิชาจริงๆ และชอบที่จะท้าทายตัวเองอยู่เสมอ”

อย่างไรก็ตาม ตามคำกล่าวของพ่อแม่มานูร์ เล่าว่า ลูกสาวของพวกเขาอ่านหนังสือ Harry Potter ทั้งหมดเมื่ออายุ 6 ขวบ และสามารถท่องศัพท์ Oxford English Dictionary ได้เมื่ออายุ 11 ขวบ นอกจากนี้ น้องสาววัย 14 ปีของเธอ ซึ่งมีไอคิวสูงถึง 161 เช่นกัน ยังเป็นแชมป์คณิตศาสตร์ระดับชาติอีกด้วย ส่วนน้องชายวัย 9 ขวบ มีทักษะการเล่นเปียโนถึงระดับ 4 แล้ว

ทั้งนี้ มานูร์ยังได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ MENSA ซึ่งเป็นองค์กรที่มีไอคิวสูงอันดับต้นๆ ของโลก และสมาชิกจะต้องเป็นบุคคลที่ได้คะแนนสูงสุด 2% ของโลกในการทดสอบสติปัญญา และด้วยผลการเรียนที่โดดเด่นของเธอ แม้แต่ ‘เชห์บาซ ชารีฟ’ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ยังยอมรับ และได้มอบแล็ปท็อปให้เป็นของขวัญอีกด้วย

‘เลขาฯ ยูเอ็น’ สลดใจ!! ฉนวนกาซากลายเป็น ‘สุสานเด็ก’ ขอประชาคมโลกจับตา-เร่งหาทางช่วยระงับสงคราม

(7 พ.ย. 66) นายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ในฉนวนกาซาถือเป็นวิกฤตของมนุษยชาติ และการปิดล้อมปาเลสไตน์กำลังกลายเป็น ‘สุสานสำหรับเด็ก’ อย่างรวดเร็ว

“มีรายงานว่าเด็กหลายร้อยคนถูกสังหารหรือได้รับบาดเจ็บทุกวัน ความขัดแย้งดังกล่าวสั่งผลสั่นสะเทือนโลก และทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก” กุแตเรซกล่าว

กุแตเรซได้ย้ำการประณามการกระทำอันน่าหวาดกลัวของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมว่า นักรบฮามาสใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ และที่ยังคงเดินหน้าโจมตีอิสราเอลต่อเนื่อง

เลขาธิการยูเอ็นกล่าวว่า ไม่มีอะไรที่จะนำมาอ้างเหตุผลและสร้างความชอบธรรมต่อการจงใจทรมาน สังหาร ทำร้าย และลักพาตัวพลเรือน เพราะการคุ้มครองพลเรือนถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด

กุแตเรซยังแสดงความกังวลถึงความเสี่ยงที่สงครามจะยกระดับ พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศจัดการกับความเสี่ยงของความขัดแย้งที่จะขยายวงกว้างไปยังภูมิภาค โดยระบุว่า เรากำลังเห็นการเพิ่มขึ้นของการขยายวงออกไปยังเลบานอน ซีเรีย อิรัก และเยเมน

กุแตเรชได้เรียกร้องให้ยุติวาทกรรมที่แสดงความเกลียดชัง และว่าเขารู้สึกทุกข์ใจอย่างยิ่งจากที่ได้เห็นทั้งการต่อต้านชาวยิวและการต่อต้านมุสลิมแบบไร้เหตุผลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ชุมชนชาวยิวและชาวมุสลิมในหลายส่วนของโลกต้องระมัดระวังตัว และหวั่นวิตกในความปลอดภัยและความมั่นคงของพวกเขา

พร้อมกันนี้ เลขาธิการยูเอ็นได้ย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขปัญหาสองรัฐ และเรียกร้องให้มีการหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรมทันที

กุแตเรซยังได้ร้องขอเงินสนับสนุนมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 43,200 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือพลเรือนปาเลสไตน์หลายล้านคน โดยเงินจำนวนนี้จะถูกนำไปช่วยเหลือประชากรในฉนวนกาซาและชาวปาเลสไตน์อีก 500,000 คนในเวตส์แบงก์และเยรูซาเลมตะวันออก ขณะที่ความช่วยเหลือบางส่วนจะถูกส่งผ่านด่านราฟาห์ของอียิปต์

อย่างไรก็ดี กุแตเรซย้ำว่า ความช่วยเหลือดังกล่าวนั้นยังไม่เพียงพอ และเปรียบได้กับน้ำหยดเล็ก ๆ ที่ไม่พอที่จะสนองตอบความต้องการของมหาสมุทรได้ ขณะนี้รถบรรทุกความช่วยเหลือที่จำเป็นได้รับอนุญาตให้เข้าไปในฉนวนกาซาได้เพียงกว่า 400 คันในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับจำนวน 500 คันต่อวันในช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง

กุแตเรซยังได้เรียกร้องอีกครั้งให้อิสราเอลเปิดทางให้ส่งเชื้อเพลิงเข้าไปยังฉนวนกาซา โดยระบุว่ามันเป็นเรื่องเร่งด่วนอย่างยิ่ง เพราะหากไม่มีเชื้อเพลิง ทารกแรกเกิดในตู้อบและผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยชีวิตจะต้องตาย

คำกล่าวของเลขาธิการยูเอ็นในประเด็นที่เปรียบฉนวนกาซาว่าเป็นสุสานสำหรับเด็ก พร้อมกับให้หยุดยิงทันที ถูกตอบโต้กลับทันทีจากนายเอลี โคเฮน รัฐมนตรีต่างประเทศอิสราเอล ที่โพตส์ข้อความบน X พร้อมแท็กไปหากุแตเรซว่า พูดออกมาได้ ช่างน่าละอาย ผู้เยาว์มากกว่า 30 คน ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงทารกอายุเพียง 9 เดือนและเด็กเล็ก เห็นพ่อแม่ของพวกเขาถูกฆาตกรรมอย่างเลือดเย็น หรือกำลังถูกควบคุมตัวโดยไม่สมัครใจในฉนวนกาซา

“ฮามาสเป็นปัญหาในกาซา ไม่ใช่การกระทำของอิสราเอลที่จะกำจัดองค์กรก่อการร้ายนี้” โคเฮนระบุ

Toyota ประกาศศักดา!! ผลิตรถยนต์ครบ 300 ล้านคันทั่วโลก ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ 9 ทศวรรษ ชู Corolla เรือธงเบอร์หนึ่ง

(7 พ.ย. 66) จากเว็บไซต์ 'Headlightmag' ได้เปิดเผยถึงความสำเร็จของแบรนด์ Toyota ที่บัดนี้มียอดผลิตรวมตั้งแต่ปี 1935 แล้วถึง 300 ล้านคัน ว่า...

จุดเริ่มต้นของการผลิตรถยนต์ Toyota ต้องย้อนกลับไปในปี 1935 เมื่อครั้ง Toyota ได้ผลิตรถกระบะคันแรกในชื่อรุ่น G1 ซึ่งถูกประกอบขึ้นโดยส่วนงาน automotive ที่ยังคงเป็นแผนกที่อยู่ภายใต้บริษัทแม่ Toyoda Automatic Loom Works, Ltd ซึ่งเป็นชื่อบริษัทที่ Sakichi Toyoda ตั้งขึ้นเมื่อปี 1926 เพื่อทำธุรกิจเครื่องทอผ้าอัตโนมัติ ที่มักจะเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมในครัวเรือนในสมัยนั้น และเมื่อมีกำลังการผลิตและความต้องการที่เพียงพอและสอดรับกัน ทำให้ Toyota ตัดสินใจตั้งบริษัทผลิตรถยนต์แยกต่างหากในชื่อว่า Toyota Motor Corporation เมื่อปี 1937 โดยที่ยังคงดำเนินธุรกิจเครื่องทอผ้าอัตโนมัติภายใต้ชื่อ Toyoda Automatic Loom Works จวบจนถึงปี 2023 ในปัจจุบัน

จากวันนั้น ถึงวันนี้ จึงเป็นที่มาของการประกาศยอดผลิตรถยนต์ถึงคันที่ 300 ล้าน ในประวัติศาสตร์ของแบรนด์สามห่วง โดยตลอดระยะเวลา 88 ปีที่ผ่านมา Toyota ได้สร้างแนวคิดด้านการผลิตไว้จำนวนมาก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินธุรกิจ โดยได้นับจำนวนรถยนต์ที่ออกจากสายพานการผลิตคันที่ 300 ล้าน นับตั้งแต่สิ้นเดือนกันยายน 2023

สำหรับการแยกภูมิภาคในการผลิตรถยนต์ของแบรนด์ตลอดระยะเวลาดังกล่าว จะพบว่า Toyota แยกการผลิตรถยนต์จำนวน 180 ล้านคัน ให้อยู่ในประเทศญี่ปุ่น ขณะที่อีก 120 ล้านคันที่เหลือถูกผลิตขึ้นในประเทศอื่นๆ นอกประเทศญี่ปุ่น โดยรถยนต์รุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดจนสร้างยอดการผลิตเบอร์หนึ่ง จะเป็นรุ่นใดไปไม่ได้นอกจาก Corolla ด้วยจำนวนการผลิตกว่า 53.39 ล้านคัน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 6 ของยอดขายทั้งหมด โดยนับตั้งแต่วางจำหน่ายรุ่นแรกในปี 1966 เป็นต้นมา

สำหรับผลประกอบการตลอดปี 2022 ทาง Toyota ได้ส่งมอบรถยนต์จำนวนกว่า 10.5 ล้านคัน ขึ้นแท่นผู้จำหน่ายรถยนต์เบอร์ 1 ของโลก พร้อมด้วยรางวัลรถยนต์ยอดนิยมสูงสุดในโลกจากรุ่น RAV4 อ้างอิงจากสถิติของสถาบัน JATO Dynamics และยังได้ขยายไลน์อัปโมเดลรถที่วางจำหน่ายให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ Crown ทั้ง 4 รูปแบบตัวถัง และ Century SUV

ส่วนรุ่นที่เตรียมจะเปิดตัวในอนาคต จะประกอบไปด้วย รถกระบะขุมพลังไฟฟ้าล้วน, รถ SUV และรถสปอร์ตที่ได้ทยอยเปิดตัวในรูปแบบรถต้นแบบหลากรุ่นในงานมหกรรมยานยนต์ 2023 Japan Mobility Show ที่ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อย

‘มะพร้าวน้ำหอมไทย’ จ่อขึ้นแท่นสินค้าดาวเด่นในงาน ‘CIIE’ ครั้งที่ 6 หลังฮอตฮิตในตลาดจีน เอื้อโอกาสธุรกิจเติบโต-สานฝันผู้ส่งออกไทย

เมื่อวันที่ 6 พ.ย. สำนักข่าวซินหัว, ราชบุรี รายงานข่าวความโด่งดังของอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จากการเป็นที่ตั้งของตลาดน้ำอายุนับศตวรรษ อีกทั้งเป็นพื้นที่ผลิต ‘มะพร้าวน้ำหอม’ แห่งสำคัญของไทย ซึ่งมีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์และรสชาติหอมหวาน โดยปัจจุบันเหล่าคนงานที่สายการประกอบในอำเภอแห่งนี้ กำลังสาละวนกับการบรรจุมะพร้าวที่ปอกเปลือกแล้วลงหีบห่อเพื่อเตรียมจัดส่งสู่จีน

นายณรงค์ศักดิ์ ชื่นสุชน ผู้ส่งออกมะพร้าววัย 53 ปี จากดำเนินสะดวก รู้สึกตื่นเต้นที่มีโอกาสได้แนะนำผลิตภัณฑ์มะพร้าวของตนแก่กลุ่มลูกค้าชาวจีนอีกครั้ง ในฐานะผู้จัดแสดงของงานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีน (CIIE) ครั้งที่ 6 ในนครเซี่ยงไฮ้ทางตะวันออกของจีน

นายณรงค์ศักดิ์ ซึ่งเป็นประธานบริษัท เอ็นซี โคโคนัท จำกัด (NC Coconut) เปิดเผยกับสำนักข่าวซินหัวของจีนว่า เขารู้สึกยินดีและตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานมหกรรมการค้าที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ในจีนอีกครั้ง โดยปีนี้นับเป็นการกลับมาจัดแสดงครั้งสำคัญ หลังจากต้องระงับไปก่อนหน้านี้เนื่องจากการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

นายณรงค์ศักดิ์เกิดมาในครอบครัวเกษตรกรและได้เพาะปลูกมะพร้าวกับพ่อแม่ตั้งแต่วัยเด็ก เขาหลงรักมะพร้าว รู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะปลูกมะพร้าวให้ได้พันธุ์ดีที่สุด และสามารถบอกได้ว่า มะพร้าวแบบไหนมีรสชาติอร่อยแค่เพียงกวาดสายตามอง

เมื่อปี 2009 นายณรงค์ศักดิ์จัดตั้งบริษัทมะพร้าวของตนเองที่มีชื่อว่า ‘เอ็นซี โคโคนัท’ ซึ่งปัจจุบันแปรรูปมะพร้าวราว 20 ล้านลูกต่อปี และมีจีนเป็นตลาดส่งออกรายใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ คิดเป็นราวร้อยละ 60-70 ของยอดส่งออกทั้งหมด

ช่วงไม่กี่ปีมานี้ มะพร้าวน้ำหอมของไทยเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ลูกค้าชาวจีน และงานมหกรรมฯ มีบทบาทสำคัญในการขยายธุรกิจของณรงค์ศักดิ์ในตลาดจีน โดยเขากล่าวว่างานมหกรรมฯ เป็นเวทีเสริมสร้างการเชื่อมต่อและความร่วมมือระหว่างผู้ค้าชาวจีนและทั่วโลก ทั้งยังมอบโอกาสการนำเสนอแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงของเรา รวมถึงเพิ่มการมองเห็นผ่านการตลาดและการส่งเสริมการตลาด

นายณรงค์ศักดิ์ร่วมงานมหกรรมฯ ครั้งแรกในปี 2018 หลังจากได้รับคำเชิญจากหุ้นส่วนทางธุรกิจในจีน ประสบการณ์ครั้งแรกของเขาในฐานะผู้เยี่ยมชมเป็นไปอย่างน่าประทับใจ งานครั้งนั้นถูกจัดเตรียมขึ้นเป็นอย่างดี พื้นที่นิทรรศการมีขนาดใหญ่มาก และพร้อมพรั่งด้วยหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย

นายณรงค์ศักดิ์ระบุว่า งานมหกรรมฯ เป็นเสมือนหน้าต่างบานสำคัญสำหรับผลไม้ที่มีคุณภาพสูงจากทั่วโลกในการเข้าสู่ตลาดจีน โดยในปี 2019 เอ็นซี โคโคนัท เริ่มจัดแสดงผลิตภัณฑ์มะพร้าวที่งานมหกรรมฯ ครั้งที่ 2 ผ่านหุ้นส่วนทางธุรกิจ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมากจากลูกค้าและทำให้ณรงค์ศักดิ์มองเห็นโอกาสที่ดีในการส่งเสริมและขยับขยายการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในตลาดจีน

สำหรับงานมหกรรมฯ ครั้งที่ 6 ประจำปีนี้ ซึ่งมีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 5-10 พ.ย. ในเซี่ยงไฮ้ บริษัทของณรงค์ศักดิ์พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ นอกเหนือจากกลุ่มผลิตภัณฑ์มะพร้าวอ่อนซึ่งส่งออกสู่จีนเป็นหลัก

การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ คาดว่าจะเป็นโอกาสกระตุ้นการเติบโตในตลาดจีน เนื่องจากน้ำมะพร้าวน้ำหอมแบบบรรจุขวดสอดรับกับวิถีชีวิตแบบสุขภาพดี และความต้องการที่เพิ่มสูงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และการเข้าร่วมงานมหกรรมฯ ยังมอบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต

นายณรงค์ศักดิ์เสริมว่า น้ำมะพร้าวพร้อมดื่มนี้ถูกผลิตโดยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของเรา ซึ่งทำให้สามารถจัดเก็บได้นานถึงหนึ่งปีโดยไม่ต้องแช่เย็น ส่งผลให้มีราคาที่อิงตามท้องตลาด และยังคงไว้ซึ่งลักษณะทางธรรมชาติ

“ตลาดจีนมีขนาดใหญ่มากและมีศักยภาพการบริโภคมหาศาล งานมหกรรมฯ จึงเอื้อให้เราได้แบ่งปันโอกาสการพัฒนาของจีน ซึ่งหมายถึงการที่ธุรกิจขนาดย่อมอย่างพวกเราสามารถบรรลุความฝันอันยิ่งใหญ่ได้” นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘สถานี PNN’ เตือน!! ‘สื่อกัมพูชา’ ห้ามก๊อบปี้ ‘บุพเพสันนิวาส’ เด็ดขาด หลังได้รับสิทธิ์ฉายจากไทย ขู่!! หากฝ่าฝืน เจอดำเนินคดีตาม กม.ทันที

(7 พ.ย.66) จากเฟซบุ๊ก Pnn-Tv Cambodia ได้โพสต์จดหมายเตือนสื่อในกัมพูชา กรณีได้รับสิทธิพิเศษในการออกอากาศภาพยนตร์ไทย ‘บุพเพสันนิวาส’ และภาคต่อ ทางทีวี โดยระบุว่า…

"จดหมายแจ้งเตือน! สถานีโทรทัศน์ PNN เป็นสถานีโทรทัศน์แห่งเดียวในกัมพูชา ที่ได้รับสิทธิพิเศษในการออกอากาศภาพยนตร์ไทย «Bobbesanivas Part Fate» ทั้งทางทีวีและแพลตฟอร์มดิจิทัล กรณีใครขโมย ก๊อบปี้ นําไปใช้กับสื่อต่าง ๆ ในกัมพูชาโดยไม่ได้รับอนุญาต ทางบริษัทเราจะดำเนินการตามกฎหมาย"

‘นายกฯ มาเลเซีย’ ย้ำ!! พร้อมเคียงข้างปาเลสไตน์ ไม่สนแม้ถูกกดดัน - เสี่ยงโดนสหรัฐฯ คว่ำบาตร

(7 พ.ย. 66) นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เน้นย้ำถึงสิทธิของปาเลสไตน์ในการปกป้องตนเอง และกล่าวว่ามาเลเซียจะยังคงความสัมพันธ์กับกลุ่มฮามาสต่อไป แม้ว่าจะถูกกดดันจากสหรัฐก็ตาม

นายอันวาร์กล่าวต่อรัฐสภาในวันนี้ (7 พ.ย.) ว่า ความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะหยุดยั้งประเทศอื่น ๆ ไม่ให้สนับสนุนกลุ่มฮามาสเป็นการกระทำฝ่ายเดียว และมาเลเซียจะไม่ยอมรับในเรื่องนี้ พร้อมระบุว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นคือสิทธิอันชอบธรรม และเป็นการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์”

คำพูดดังกล่าวของนายอันวาร์คือการตอบคำถามจากสมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายค้านที่ต้องการทราบจุดยืนของมาเลเซียที่มีต่อกฎหมายป้องกันการสนับสนุนทางการเงินระหว่างประเทศแก่กลุ่มฮามาส (Hamas International Financing Prevention Act) ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 1 พ.ย. โดยกำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อบุคคล องค์กร และรัฐบาลประเทศใด ๆ ที่ให้สนับสนุนกลุ่มฮามาส กลุ่มญิฮาดอิสลามปาเลสไตน์ หรือกลุ่มอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สหรัฐฯ เป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 3 ของมาเลเซีย โดยในปีที่แล้ว การค้าทวิภาคีมีมูลค่ารวมประมาณ 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งความตึงเครียดใด ๆ ก็ตามในความสัมพันธ์ อาจส่งผลกระทบต่อเงื่อนไขทางการค้าได้

“ผมจะไม่ยอมรับการข่มขู่ใด ๆ ทั้งสิ้น รวมถึงเรื่องนี้ด้วย” นายอันวาร์กล่าว “นี่เป็นการกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียว และเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะว่าเรา ในฐานะสมาชิกของสหประชาชาติ จะยอมรับเฉพาะการตัดสินใจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเท่านั้น”

นายอันวาร์กล่าวเสริมว่า มาเลเซียจะให้การสนับสนุนความพยายามของประเทศใด ๆ ก็ตาม รวมถึงปาเลสไตน์ ในการนำอิสราเอลขึ้นดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ

‘นักธุรกิจอินเดีย’ แนะคนรุ่นใหม่ควรทำงาน ‘สัปดาห์ละ 70 ชม.’ เพื่อผลักดันให้ประเทศเติบโตและประสบความสำเร็จมากขึ้น

(7 พ.ย.66) นายนารายนะ เมอร์ธีย์ ผู้ก่อตั้งบริษัทอินโฟซิสต์ (Infosys) จากอินเดียและเป็นพ่อตาของนายริชี ซูนัค นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้จุดกระแสถกเถียงบนโซเชียลมีเดียเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากระบุว่า คนหนุ่มสาวควรทำงานสัปดาห์ละ 70 ชั่วโมงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอินเดีย

แม้ผู้คนจำนวนมากบนโซเชียลมีเดียแสดงความไม่พอใจต่อความคิดเห็นของนายเมอร์ธีย์ แต่กลุ่มผู้นำอุตสาหกรรมที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นบีซีเห็นด้วยว่า การทำงานหนักอาจเป็นเรื่องจำเป็นหากอินเดียต้องการแข่งขันในเวทีโลก

“หากคุณต้องการเป็นหมายเลข 1 หากคุณต้องการดีที่สุด เช่นนั้นคนหนุ่มสาวก็ต้องทุ่มเททำงานหนักและอุทิศเวลาให้กับงาน” นายอายุชมาน กปูร ผู้ก่อตั้งเซโน (Xeno) ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์จากอินเดีย ระบุ

อินเดียกำลังพยายามแข่งขันกับสหรัฐและจีน หากเราต้องการบรรลุความยิ่งใหญ่ ใช่ นั่นคือเวลาและสิ่งที่เราต้องเสียสละ” นายกปูร กล่าว

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่า ปัจจุบันชาวอินเดียทำงานเฉลี่ย 47.7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งสูงกว่าสหรัฐ ซึ่งอยู่ที่ 36.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อังกฤษ ซึ่งอยู่ที่ 35.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และเยอรมนี ซึ่งอยู่ที่ 34.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ขณะเดียวกันชาวอินเดียยังทำงานมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย เช่น จีน ซึ่งอยู่ที่ 46.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สิงคโปร์ ซึ่งอยู่ที่ 42.6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ที่ 36.6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

นายเมอร์ธีย์ ได้วิจารณ์คนรุ่นใหม่ในอินเดียที่รับพฤติกรรมไม่ค่อยน่าพึงปรารถนามาจากตะวันตก โดยเอ่ยว่า คนรุ่นใหม่อินเดียไม่ทำงานหนักมากพอ

“อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผลิตภาพการทำงานต่ำสุดในโลก คนหนุ่มสาวของเราต้องพูดว่า นี่คือประเทศของฉัน ฉันต้องการทำงาน 70 ชั่วโมงต่อสัปดาห์” นายเมอร์ธีย์กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top