Sunday, 7 June 2026
World

‘เกาหลีเหนือ’ โชว์แสนยานุภาพ!! ยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ลงทะเลญี่ปุ่น หลังขู่จะยิงเครื่องบินสอดแนมสหรัฐฯ ที่บินรุกล้ำน่านฟ้าประเทศ

(12 ก.ค. 66) สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า เกาหลีเหนือได้ทำการยิงขีปนาวุธที่คาดว่าจะเป็นขีปนาวุธทิ้งตัวข้ามทวีป (ไอซีบีเอ็ม) ตกลงในทะเลตะวันออก หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ทะเลญี่ปุ่น’ เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 12 กรกฎาคมตามเวลาท้องถิ่น เพียงไม่กี่วันหลังเกาหลีเหนือขู่ว่าจะยิงเครื่องบินสอดแนมของสหรัฐฯ ที่บินรุกล้ำน่านฟ้าเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา และประณามแผนของสหรัฐฯ ที่จะส่งเรือดำน้ำติดขีปนาวุธนิวเคลียร์ เยือนท่าเรือของเกาหลีใต้เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ

กองทัพเกาหลีใต้ระบุว่า สามารถตรวจจับการปล่อยขีปนาวุธพิสัยไกลที่ยิงจากกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือเมื่อเวลาราว 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น คณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า “ขีปนาวุธทิ้งตัวถูกยิงในวิถีโค้งและบินเป็นระยะทาง 1,000 กิโลเมตรก่อนที่จะตกลงในทะเลตะวันออก”

สถานีโทรทัศน์ทีวีอาซาฮีของญี่ปุ่น รายงานโดยอ้างอิงเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น ว่า ขีปนาวุธลูกดังกล่าวได้บินเป็นระยะเวลา 74 นาทีที่ระดับความสูง 6,000 กิโลเมตร โดยถือเป็นระยะเวลาการบินที่นานที่สุดของขีปนาวุธเกาหลีเหนือ

คณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ระบุอีกว่า การยิงขีปนาวุธดังกล่าวของเกาหลีเหนือเป็นการยั่วยุอย่างร้ายแรงที่ทำลายสันติภาพและความมั่นคงของคาบสมุทรเกาหลีและเป็นการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ต่อเกาหลีเหนือ พร้อมกับเรียกร้องให้เกาหลีเหนือยุติการกระทำในลักษณะดังกล่าว

ด้านนายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะของญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างร่วมประชุมสุดยอดผู้นำองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ที่ประเทศลิทัวเนีย ได้สั่งให้คณะทำงานของเขารวบรวมข้อมูลและเฝ้าระวังเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ตามรายงานของสำนักนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

การปล่อยขีปนาวุธไอซีบีเอ็มในครั้งนี้มีขึ้นหลังโฆษกของกระทรวงกลาโหมของเกาหลีเหนือ ระบุว่า สหรัฐฯ ได้เพิ่มกิจกรรมการจารกรรมเหนือกว่าระดับในช่วงสงคราม โดยอ้างถึงการบินของเครื่องบินสอดแนมสหรัฐฯ ตลอดระยะเวลา 8 วันติดต่อกันในช่วงเดือนนี้ ขณะที่คิม โย จอง น้องสาวของนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือเผยว่าเครื่องบินสอดแนมของสหรัฐฯ ได้บินรุกล้ำน่านฟ้าทางทิศตะวันออกของประเทศ 2 ครั้งในช่วงเช้าวันที่ 10 กรกฎาคม

‘จีน’ ยิงจรวดพลังงาน ‘ออกซิเจน-มีเทนเหลว’ ขึ้นสู่วงโคจรสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก

เมื่อวานนี้ (12 ก.ค.66) จีนประสบความสำเร็จในการยิงจรวดขนส่งจูเชว่-2 (Zhuque-2) ขึ้นสู่ห้วงอวกาศจากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วเฉวียนทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ตอน 09.00 น. ตามเวลาปักกิ่ง และเสร็จสิ้นภารกิจการบินตามขั้นตอน

จรวดขนส่งจูเชว่-2 ถูกพัฒนาโดยแลนด์สเปซ (LandSpace) บริษัทจรวดอวกาศเอกชนของจีน โดยเป็นจรวดลำแรกของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงออกซิเจน-มีเทนเหลว และเข้าสู่วงโคจรที่กำหนดสำเร็จ

การปล่อยจรวดลำดังกล่าวนับเป็นความก้าวหน้าด้านการประยุกต์ใช้จรวดขับเคลื่อนด้วยของเหลวต้นทุนต่ำรุ่นใหม่สำหรับจรวดขนส่งของจีน และนับเป็นภารกิจการบินครั้งที่ 2 ของจรวดขนส่งจูเชว่-2

‘วากเนอร์’ ยอมจำนน ส่งมอบอาวุธให้กองทัพรัสเซียแล้ว ด้าน ‘ปูติน’ เสนอเงื่อนไข เพื่อชี้ชะตา ‘ผู้นำเยฟเกนี’

(13 ก.ค. 66) กระทรวงกลาโหมรัสเซียเผยแพร่ข้อมูลเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมว่า กลุ่มทหารรับจ้างวากเนอร์ได้ทำการส่งมอบอาวุธให้กับกองทัพรัสเซีย หลังเกิดการก่อกบฏช่วงสั้น ๆ เพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมงเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ในการให้ข่าวของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย ยังได้มีการเผยแพร่ภาพอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่วากเนอร์ส่งมอบให้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นภาพสะท้อนถึงความพยายามในการคลี่คลายภัยคุกคาม และดูเหมือนจะเป็นการประกาศยุติปฎิบัติการของกลุ่มทหารรับจ้างกลุ่มนี้ ในสนามรบภายในดินแดนยูเครน

กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า อาวุธที่มีการส่งมอบการมีมากกว่า 2,000 ชิ้น ตั้งแต่รถถัง เครื่องยิงจรวด ปืนใหญ่ และระบบป้องกันภัยทางอากาศ พร้อมด้วยยุทโธปกรณ์อีกมากกว่า 2,500 ตัน และอาวุธปืนมากกว่า 20,000 กระบอก

แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลรัสเซียออกมายอมรับเมื่อต้นสัปดาห์ว่า นายเยฟเกนี พริโกซิน ผู้นำกลุ่มวากเนอร์และผู้บัญชาการระดับสูง 34 นายของเขา ได้พบกับ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน เพียง 5 วันหลังจากการก่อกบฏ โดยผู้บัญชาการวากเนอร์ให้คำมั่นว่าจะจงรักภักดีต่อปูติน และพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อมาตุภูมิต่อไป

ขณะที่ปูตินกล่าวว่า กองทหารของวากเนอร์ต้องเลือกว่าจะเซ็นสัญญากับกระทรวงกลาโหม ย้ายไปอยู่เบลารุส หรือเกษียณจากการทำงาน

ภาพการส่งมอบอาวุธดังกล่าว เกิดขึ้นท่ามกลางความให้ชัดเจนเกี่ยวกับชะตากรรมของพริโกซิน และเงื่อนไขข้อตกลงที่มีการนิรโทษกรรมให้กับเขาพร้อมกับทหารรับจ้างในสังกัด

‘ยูเครน’ ผิดหวังอีกครั้ง หลัง ‘นาโต’ ไม่รับเข้าเป็นสมาชิก หรือเส้นทางการเข้าร่วมเป็นพันธมิตร 15 ปีจะสูญเปล่า?

(13 ก.ค. 66) ‘โวโลดิมีร์ เซเลนสกี’ ประธานาธิบดียูเครน ต้องเผชิญกับความผิดหวังอีกครั้ง เมื่อองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ ‘นาโต’ ออกแถลงการณ์ร่วมประเทศสมาชิกนาโต ปฏิเสธกำหนดกรอบเวลาชัดเจนรับยูเครนเข้าเป็นสมาชิก ในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำนาโต ที่กรุงวิลนีอุส ประเทศลิทัวเนีย ซึ่งผู้นำยูเครนหมายมั่นว่า เขาจะได้รับคำตอบที่ชัดเจน เกี่ยวกับการเข้าเป็นสมาชิกนาโต เพื่อได้รับประกันด้านความปลอดภัยของชาติ จากการรุกรานของรัสเซีย

เพราะเหตุใดกลุ่มประเทศที่ให้การสนับสนุนกับยูเครนมากที่สุด เพื่อรับมือกับกองทัพรัสเซีย จึงไม่สามารถรับยูเครนเข้าเป็นสมาชิกได้ แม้ว่ายูเครนจะดำเนินการยื่นสมัครเข้าเป็นสมาชิกแบบเร่งด่วน และก่อนหน้านี้ ฟินแลนด์ก็ได้เข้าเป็นสมาชิกชาติที่ 31 ของกลุ่ม ส่วนสวีเดนก็จะได้เข้าเป็นสมาชิกเร็ว ๆ นี้ หลังได้รับการยอมรับจากตุรกีแล้ว

หนทางการเข้าเป็นสมาชิกนาโตของยูเครน ดูเหมือนจะหยุดชะงักเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำนาโต ณ บูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย เมื่อปี 2008 ที่การหามติเอกฉันท์ในการรับจอร์เจีย และยูเครน อดีตประเทศสหภาพโซเวียด เข้าเป็นสมาชิกนาโตนั้นล้มเหลว แต่ทั้ง 2 ประเทศได้รับข้อเสนอที่คลุมเครือในการสามารถเข้าเป็นพันธมิตรกลุ่มได้ในอนาคต โดยไม่กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่า พวกเขาจะได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มพันธมิตรทางทหารที่ใหญ่สุดของโลกเมื่อไหร่

“ประตูยังเปิดอยู่ พวกเขาบอกกับเรา แต่พวกเขาไม่ได้บอกเรา ถึงหนทางในการหาประตูเหล่านี้ และวิธีการเข้าไปข้างใน” โอเล็กซี เรซนิคอฟ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมยูเครน กล่าว

ด้านยูเครน และจอร์เจียต่างพบว่า ในช่วงเวลานั้น ตัวเองกำลังตกอยู่ในสองสถานะ นั่นคือ สมาชิกนาโตในอนาคต ขณะเดียวกัน พวกเขาก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองใด ๆ จากชาติพันธมิตร โดยเฉพาะในมาตรา 5 ของนาโต ที่ระบุว่า “การโจมตีสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งของพันธมิตรนาโต จะเท่ากับการโจมตีสมาชิกทุกประเทศ”

นอกจากนี้ เมื่อ 15 ปีที่แล้ว วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียได้รับเชิญในฐานะแขกของนาโตเข้าร่วมประชุมครั้งดังกล่าว โดยเขาได้ส่งข้อความถึงนาโตอย่างชัดแจ้งว่า การเข้าเป็นสมาชิกนาโตของจอร์เจียและยูเครน ถือเป็น “ภัยคุกคามโดยตรงของรัสเซีย” หลังก่อนหน้านี้ อดีตผู้นำสหรัฐฯ อย่าง จอร์จ ดับเบิลยู. บุช และบิล คลินตัน เคยให้สัญญากับรัสเซียว่า นาโตจะไม่ขยายอิทธิพลเข้าไปในกลุ่มประเทศที่เคยเป็นอดีตสหภาพโซเวียต

“สถานที่ที่อันตรายที่สุดสำหรับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านของรัสเซีย คือการนั่งอยู่ในห้องรอคอยของนาโต และพวกเราก็ทำแบบนั้นกับจอร์เจีย และยูเครน เมื่อ 15 ปีที่แล้ว” มาร์กุส ซาห์คน่า รัฐมนตรีต่างประเทศเอสโตเนีย กล่าว

ทั้งนี้ การไม่ลงรอยกันของข้อตกลงในครั้งนั้น ทำให้จอร์เจีย และยูเครนตกเป็นเป้าของการรุกรานจากรัสเซีย เนื่องจากเป็นการยั่วยุปูตินให้ดำเนินการต่อต้านการขยายตัวของนาโตบนชายแดนของเขา และอาจเป็นเพราะความล้มเหลวอย่างชัดเจนของนาโตในการคุ้มครองความปลอดภัยที่จะสามารถครอบคลุมไปยังรัฐเหล่านี้ ส่งผลให้อีกไม่กี่เดือนต่อมา กองทัพรัสเซียได้ยึดออสเซเทียใต้และอับคาเซียของจอร์เจีย นอกจากนี้ ในปี 2014 รัสเซียก็ได้ผนวกดินแดนไครเมีย เข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียด้วย

การตัดสินใจว่ายูเครนจะเข้าร่วมนาโตหรือไม่ เป็นหนึ่งในคำถามด้านความมั่นคงที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกมากที่สุดของยุโรป เพราะการตัดสินใจยอมรับยูเครนจะเป็นการขยายคำมั่นสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์ในมาตรา 5 ของนาโต แม้ว่าการอ้างสิทธิ์ดังกล่าว จะไม่มีผลในทางกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ก็อาจจะทำให้บรรดาผู้นำชาติตะวันตกต้องเข้าสู่สงครามกับรัสเซีย ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์มากสุดของโลกในอนาคต และยังเสี่ยงทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ถ้ารัสเซียโจมตีประเทศเพื่อนบ้านอีกครั้ง

แม้ยูเครนจะได้แรงหนุนจากประเทศสมาชิกบางส่วนในการเข้าร่วมนาโต แต่สมาชิกบางประเทศก็ไม่เห็นด้วยที่จะรับยูเครนเข้ามา โดยเฉพาะโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าว CNN เมื่อวันอาทิตย์ (9 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา ว่า ยูเครนยังไม่พร้อมที่จะเข้าสู่นาโต ยิ่งไปกว่านั้น พันธมิตรนาโตยังไม่พร้อมที่จะให้ยูเครนก้าวสู่ประวัติศาสตร์สำคัญในการเข้าร่วมกลุ่ม เพราะนั่นอาจจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดสงครามโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย

“ผมไม่คิดว่า จะมีมติเป็นเอกฉันท์ในนาโตว่า ควรจะนำยูเครนเข้าสู่ครอบครัวนาโตตอนนี้หรือไม่ ในช่วงเวลานี้ ที่อยู่ท่ามกลางสงคราม” ไบเดน กล่าว

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวต่อว่า ชาติพันธมิตรจำเป็นต้องวางเส้นทางที่มีเหตุผลสำหรับการเป็นสมาชิกของยูเครน ที่ยังขาดข้อกำหนดบางประการในการเข้าร่วมนาโต รวมถึงความเป็นประชาธิปไตยด้วย

ขณะที่ ยูเครนได้เตือนบ่อยครั้งว่า ยูเครนกำลังต่อสู้ในสงครามของยุโรป เพื่อต่อต้านการขยายอิทธิพลของรัสเซีย และยูเครนช่วยทำให้ศัตรูตัวฉกาจของนาโตอ่อนแอลง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องของความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ยูเครนควรได้รับการรับประกันด้านความมั่นคงจากนาโตด้วย

“มันจะเป็นข้อความที่สำคัญที่จะบอกว่า นาโตไม่กลัวรัสเซีย” เซเลนสกี กล่าวให้สัมภาษณ์กับ ABC News เมื่อวันอาทิตย์ (9 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา

ความเสี่ยงในการปะทะกับรัสเซียในอนาคตมีน้ำหนักอย่างมากในความคิดของนักวิเคราะห์หลายคน เบน ฟรีดแมน ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายของ Defense Priorities กล่าวว่า สหรัฐฯ ไม่ควรรับประกันด้านความมั่นคงให้แก่ยูเครน และไม่ควรทำในตอนนี้ ผ่านกลุ่มนาโต หรือ ช่องทางอื่น ๆ ที่จะรับประกันความมั่นคงทวิภาคีบางประเภท

ฟรีดแมน แย้งด้วยว่า แม้ยูเครนจะยืนหยัดต่อต้านอย่างกล้าหาญ แต่การพิจารณาถึงผลประโยชน์ในวงกว้างของสหรัฐฯ ต้องมาก่อน

“การรับประกันด้านความมั่นคงให้ยูเครนจะเป็นการกัดเซาะความมั่นคงของสหรัฐฯ ด้วยการเพิ่มความเสี่ยงอย่างเห็นได้ชัดในการทำสงครามกับรัสเซีย… นั่นคือความเสี่ยง แน่นอนว่า ทำให้สถานการณ์ด้านนิวเคลียร์เลวร้ายลง และเป็นความเสี่ยงที่สหรัฐฯ ไม่ได้อะไรเลยในแง่ของความมั่นคง

มีการถกเถียงกันทั้งในระยะสั้น และระยะยาวเกี่ยวกับการเข้าเป็นสมาชิกนาโตของยูเครน โดยไบเดน เตือนว่า การทำเช่นนั้น ในช่วงภาวะสงครามจะทำให้พันธมิตรนาโต ต้องปกป้องพันธมิตรใหม่ทันที เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่า การป้องกันโดยรวมของกลุ่มนั้นมีความหมาย

“ผมหมายความตามที่ผมพูด มันเป็นพันธสัญญาที่เราต้องทำทั้งหมดไม่ว่าอะไรก็ตาม ถ้าสงครามยังดำเนินอยู่ หากเป็นเช่นนั้น เราทั้งหมดจะเข้าสู่สงคราม เราจะต้องทำสงครามกับรัสเซีย” ไบเดน กล่าว

ขณะที่ ไมเคิล แมคคอล ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะคุยเรื่องยูเครนเข้าร่วมนาโตในทันที

“ประการแรก ยูเครนต้องชนะฝ่ายรุกราน ประการที่สอง ต้องมีการหยุดยิงและมีการเจรจาหาข้อยุติโดยสันติ เราไม่สามารถรับยูเครนเข้าร่วมนาโตได้ในทันที นั่นจะเป็นการผลักเราเข้าสู่สงครามกับรัสเซีย”

“ดังนั้น ผมคิดว่าบทสนทนาควรจะเกี่ยวกับข้อตกลงด้านความมั่นคงใดที่สามารถใช้กับยูเครนได้ เพื่อเป็นการบ่งชี้ถึงการที่ยูเครนจะเข้าสู่นาโต” เขาพูดพร้อมเสริมว่า “เราต้องระมัดระวังในการทำเช่นนี้” แมคคอล กล่าว

อย่างไรก็ตาม บทความจากสำนักข่าว CNN รายงานว่า การเสนอวันเข้าร่วมหลังสงครามสิ้นสุดให้แก่ยูเครน อาจก่อให้เกิดผลตีกลับได้เช่นกัน เพราะจะทำให้เครมลินมีเหตุผลที่จะไม่มีวันยุติความขัดแย้ง และสิ่งนี้จะทำลายความหวังอันริบหรี่ในการหาข้อยุติทางการเมืองหากกองทัพยูเครนยังไม่สามารถขับกองกำลังรัสเซียออกไปได้ทั้งหมด และเสี่ยงที่จะยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับปูติน โดยจะยิ่งสร้างความชอบธรรมให้กับหนึ่งในเหตุผลของปูตินในการบุกยูเครน ที่เขากล่าวหาว่าชาติตะวันตกเป็นผู้จุดชนวนสงครามโดยใช้ยูเครนเป็นข้ออ้าง เพื่อทำให้อำนาจรัสเซียอ่อนแอ

นับตั้งแต่เกิดสงครามเป็นเวลานานกว่า 17 เดือน ชาติพันธมิตรนาโตได้ให้ความช่วยเหลือทางทหาร และทางด้านการเงินมูลค่ารวมแล้วกว่า 1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 5.5 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ให้ความช่วยเหลือทางทหารไปมากกว่า 35,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.2 ล้านล้านบาท ล่าสุด ยังประกาศให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม ด้วยการติดอาวุธให้ยูเครนในการขับไล่รัสเซีย ในการตัดสินใจส่ง ‘ระเบิดพวง’ ซึ่งถูกห้ามใช้ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ตามอนุสัญญาว่าด้วยระเบิดพวง หรือ ‘Convention on Cluster Munitions : CCM’

ขณะที่ ชาวอเมริกันก็ตั้งคำถามว่า ทำไมในท้ายที่สุด ชาวอเมริกัน 330 ล้านคน จะต้องทำสงครามกับรัสเซีย เพื่อปกป้องยูเครน หากเข้าร่วมกับนาโต โดยหวั่นว่าจะเป็นการพาประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ดูเหมือนกำลังกระทำการในสิ่งที่คล้ายกับลักษณะของสงครามตัวแทนในยูเครน

ถึงกระนั้น แม้ไบเดนจะออกมาเปลี่ยนจุดยืนการเร่งเข้าเป็นสมาชิกนาโตของยูเครน แต่เขาก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่า ประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามพันธกรณีในสนธิสัญญาหรือไม่ โดยโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบสหรัฐฯ ออกมาเตือนไบเดนว่า ไบเดนกำลังพาสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 กับรัสเซีย พร้อมให้คำมั่นว่า เขาจะยุติสงครามในยูเครนภายใน 24 ชั่วโมง หากได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง ซึ่งความเห็นดังกล่าว ค่อนข้างที่จะให้ความเห็นอกเห็นใจต่อเป้าหมายของปูติน ซึ่งทรัมป์มีความสัมพันธ์ที่ดีกว่า

‘อีลอน มัสก์’ เปิดตัว ‘เอ็กซ์เอไอ’ บริษัทสตาร์ตอัป AI เดินหน้าพัฒนาแชตบอท หวังท้าชนคู่แข่งทุกแพลตฟอร์ม

(13 ก.ค. 66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อวันพุธ 12 ก.ค. ที่ผ่านมา ‘อีลอน มัสก์’ ซีอีโอของเทสลา (Tesla) และเจ้าของทวิตเตอร์ (Twitter) ประกาศเปิดตัว ‘เอ็กซ์เอไอ’ (xAI) บริษัทสตาร์ตอัปด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อ ‘ทำความเข้าใจความเป็นจริง’

เว็บไซต์ของเอ็กซ์เอไอ ระบุว่า บริษัทฯ แยกจากเอ็กซ์ คอร์ป (X Corp) ที่มัสก์เป็นเจ้าของ แต่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับเอ็กซ์ (ทวิตเตอร์) เทสลา และบริษัทอื่น ๆ เพื่อสร้างความก้าวหน้าแก่ภารกิจของบริษัทฯ

ทีมงานบางส่วนซึ่งนำโดยมัสก์เคยทำงานกับแชทบอท จีพีที-3.5 (GPT-3.5) และ จีพีที-4 (GPT-4) ของโอเพนเอไอ (OpenAI) โดยมัสก์เคยเป็นนักลงทุนระยะเริ่มต้นและส่วนหนึ่งของคณะกรรมการบริหารในโอเพนเอไอ ก่อนออกจากตำแหน่งดังกล่าวในปี 2018

รายงานระบุว่า ‘เอ็กซ์เอไอ’ ยังมีทีมวิศวกรจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอื่นๆ อาทิ กูเกิล รีเสิร์ช (Google Research) และไมโครซอฟต์ รีเสิร์ช (Microsoft Research)

ความจริงใจ สำคัญ!! ‘หวังอี้’ กระตุ้นสหรัฐฯ ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม  พาสัมพันธ์ ‘จีน-สหรัฐฯ’ กลับเส้นทางที่ถูกต้อง

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 66 ‘หวังอี้’ นักการทูตอาวุโสของจีน กล่าวว่าสหรัฐฯ ควรดำเนินการอันเป็นรูปธรรม เพื่อนำพาความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ กลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง

‘หวัง’ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศส่วนกลางของจีน ซึ่งพบปะกับแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ณ การประชุมนอกรอบของการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน กล่าวว่าทั้งสองฝ่ายได้บรรลุฉันทมติผ่านการสื่อสารเชิงลึกและตรงไปตรงมาระหว่างการเยือนจีนของบลิงเคนเมื่อเดือนก่อน

หวังกล่าวว่า ฉันทมติสำคัญที่สุดคือ การกลับสู่วาระที่ผู้นำรัฐทั้งสองกำหนดไว้ในบาหลีของอินโดนีเซีย และการก้าวเดินหน้าสู่การกำหนดทิศทางที่ถูกต้องของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ

ฝ่ายสหรัฐฯ ควรพิจารณาปมปัญหาที่นำสู่ความยุ่งยากของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ทำให้ฉันทมติที่บรรลุโดยประธานาธิบดีจีนและประธานาธิบดีสหรัฐฯ ณ การประชุมในบาหลีสู่การดำเนินการอันเป็นรูปธรรม และทำตามคำมั่นสัญญาต่างๆ ที่ ‘โจ ไบเดน’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยให้ไว้

การดำเนินการอันเป็นรูปธรรมจำเป็นต่อการขจัดอุปสรรค ทั้งที่คาดถึงและคาดไม่ถึง เพื่อสั่งสมแรงขับเคลื่อนความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพ

หวังเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปรับใช้ทัศนคติอันสมเหตุสมผลและสอดคล้องกับความเป็นจริง ตลอดจนทำงานร่วมกับจีนในทิศทางเดียวกัน เพื่อเดินหน้าการปรึกษาหารือหลักการชี้นำความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ขยับขยายช่องทางการสื่อสารทางการทูตและความมั่นคง ยกระดับประสิทธิภาพของการสื่อสาร และเกื้อหนุนการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน

‘เบอร์เกอร์ชีส 20 ชั้น’ เมนูใหม่ล่าสุดจาก ‘Burger King’ ในไทย กลายเป็นไวรัลดังไปทั่วโลก จนสื่อต่างประเทศถึงกับโชว์กินออกทีวี!!

“ไม่ขายขำ นี่ขายจริง!!”

นี่คือคำโปรยบน Facebook อย่างเป็นทางการของ ‘Burger King Thailand’ ยักษ์ใหญ่อาหารจานด่วน เรียกเสียงฮือฮาบนโลกอินเทอร์เน็ตครั้งใหญ่ ด้วยการปล่อยภาพเมนูเบอร์เกอร์ใหม่ “โคตรชีสเบอร์เกอร์” ที่ไม่มีเนื้อสัตว์เเม้เเต่ชิ้นเดียว เรียงชั้นด้วยชีสล้วนๆ 20 ชั้น

ความแปลกประหลาดนี้ดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก ให้หันสปอตไลท์มายังเบอร์เกอร์คิงประเทศไทยอย่างพร้อมเพรียง

โดย Burger King Thailand ประกาศบน Facebook ทางการของเเบรนด์ว่า…

“ทันทีที่เมนูเปิดจำหน่ายก็เกิดกระแสไวรัลบน TikTok อย่างรวดเร็ว เนื่องจากลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติต่างแห่กันไปลิ้มลอง เเละเผยเเพร่คลิปรีวิวเบอร์เกอร์ตัวนี้ลงบนโซเชียล ทำให้เกิดกระเเสวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งฝั่งที่เห็นด้วยเเละไม่เห็นด้วย เกิดการเเชร์ต่อเป็นจำนวนมาก

เบื้องหลังการนำเสนอเมนูนี้ของเเบรนด์ นอกจากต้องการเอาใจคนรักชีส ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ลูกค้าวัยรุ่นเเล้ว สำคัญกว่านั้นคือเป็นอุบายทางการตลาด เพื่อสร้างความฮือฮาบนโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะ เเละผลที่ได้ก็ประสบความสำเร็จไม่น้อย”

‘The Real Cheeseburger’ เปิดขายในไทย เเต่กำลังดังไกลไปทั่วโลก สำนักข่าวดังของโลก อย่าง CNN ได้หยิบยกเรื่องนี้รายงานสดออกโทรทัศน์ New York Post เองก็กล่าวถึงประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน

เมนูนี้ขายเเค่ในประเทศไทยเท่านั้น ไม่มีแผนจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา หรือประเทศอื่น

‘Burger King Thailand’ อยู่ภายใต้การดูเเลของ ‘เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป’ กลุ่มธุรกิจบริการเเละร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย นอกจากเบอร์เกอร์คิง ยังมีเเบรนด์ดังในเครืออื่นๆ เช่น  Dairy Queen, Sizzler, swensen’s, The Pizza Company, Bonchon เป็นต้น

ในเว็บไซต์ Burger King ระบุว่า เมนู ‘โคตรชีสเบอร์เกอร์’ เติมรสชีสด้วยอเมริกันชีสถึง 20 แผ่น เพื่อคนรักชีส ราคาเพียง 109 บาท จากปกติ 380 บาท ระยะเวลาจำหน่าย 11 ก.ค. 66 – 13 ก.ค. 66 ที่ผ่านมา ด้วยกระเเสที่ร้อนเเรง คงต้องรอดูกันว่าเมนูจกลับมาให้บริการใหม่อีกครั้งหรือไม่

เเม้เป็นกระเเสโด่งดังจริง แต่เสียงตอบรับไม่ได้เป็นไปในทิศทางบวกทั้งหมด ค่อนไปในทางลบเสียมากกว่า มีน้อยคนที่จะสามารถรับประทานเมนูนี้ได้หมด ด้วยความเลี่ยนของชีสล้วนๆ ไม่มีเนื้อสัตว์หรือผักตัดรสชาติ ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ทานได้หนึ่งคำต้องวางลงทันที”

คำวิจารณ์มีทั้ง

“ทานได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น”
“ปริมาณชีสจำนวนมากเกินสำหรับเบอร์เกอร์หนึ่งชิ้น อาหารจะดีก็ต่อเมื่อมีส่วนผสมที่ลงตัว”
“ไม่ดีเท่าดับเบิ้ลชีสแองกัส”
“อาจจะไม่ลองอีก ชีสเพียงเเค่สองสามชิ้นดูจะพอดีกว่า”

อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นชีสเลิฟเวอร์ ลงความเห็นว่า เบอร์เกอร์ชีสแบบเต็มคำนี้ อร่อย และถึงรสถึงชาติ คนรักชีสต้องห้ามพลาด

ในทางกลับกัน ไม่ใช่เรื่องดีนักที่จะรับประทานชีสปริมาณ 20 แผ่น ในมื้อเดียว ชีสเป็นแหล่งไขมันอิ่มตัว ย่อยยาก และมีโซเดียมสูง จึงควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ หากมากเกินไป ส่งผลต่อการทำงานของไตอย่างเเน่นอน ไม่ควรรับประทานเกินวันละ 2 แผ่น หรือ 100 กรัมต่อวัน อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งเเรกของเบอร์เกอร์คิง ในการสร้างความตื่นเต้นเเก่ตลาดอาหารจานด่วน

ที่ผ่านมาเเบรนด์สร้างสรรค์เมนูเเปลกใหม่ออกมาอยู่ตลอด เเละทุกเมนูสร้างความฮือฮาให้ผู้บริโภคได้เสมอ ยกตัวอย่างเช่น

‘Kuro Pearl’ และ ‘Kuro Diamond Burger’
เบอร์เกอร์สีดำ จากเบอร์เกอร์คิงประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวในปี 2012 เพื่อฉลองให้ตรงกับวันครบรอบปีที่ 5 ของ Burger King ในญี่ปุ่น ขนมปังถูกทำให้เป็นสีดำด้วยถ่านไม้ไผ่ ราดหน้าด้วยผักกาดหอม มะเขือเทศ และหัวหอม

‘โดนัทเบอร์เกอร์’
จากเบอร์เกอร์คิงอิสราเอล ได้รับเสียงตอบรับดีมากจากผู้บริโภค มี Whopper ประกบระหว่างโดนัททอด 2 ชิ้น มีจำหน่ายในประเทศอิสราเอลเท่านี้

‘Bacon Lover’
จากเบอร์เกอร์คิงฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ เอาใจ Bacon Lover โดยเฉพาะ มีจำหน่ายในเบอร์เกอร์คิงฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ โดดเด่นด้วยไส้เนื้อย่างไฟ 2 ชิ้น มะเขือเทศ หัวหอม ชีส เบคอน และซอสรมควัน ประกบระหว่างขนมปังไส้เบคอน 2 ชิ้น

Pregnancy Whopper’
เบอร์เกอร์คิง จากเยอรมนี เป็นเมนูจริงที่จำหน่ายเพียงหนึ่งวัน เฉพาะที่กรุงเบอร์ลิน เมนูแปลกประหลาดนี้ คือหนึ่งในแคมเปญ ‘Pregnancy Whopper’ เพราะขณะตั้งครรภ์คนเป็นเเม่มักอยากรับประทานเมนูที่ไม่ปกติ เมนูในเเคมเปญนี้ประกอบด้วยหลากหลายทอปปิ้ง ที่มีทั้งผักดองกับวิปครีมด้านบน ไอศกรีมกับมะกอกเขียว แตงกวากับแยม ฟิชสติ๊กกับซอสแอปเปิ้ล ไอศกรีมสตรอว์เบอร์รี่กับมันฝรั่งทอด เเละเเปลกสุดๆ กับเมนูปลาเฮอริ่งทอด

‘เบอร์เกอร์สีชมพูดำ’
จากเบอร์เกอร์คิงประเทศจีน คอลแลบส์กับ KFC มีผลิตจำนวนจำกัด เมนูมีชื่อว่า ‘เบอร์เกอร์ขาไก่เผ็ดเบคอนแบกไดมอนด์’ และ ‘เบอร์เกอร์ขาไก่ย่างโรยชีส’

‘เบอร์เกอร์สีแดง’
จากเบอร์เกอร์คิงญี่ปุ่น ปล่อยเบอร์เกอร์สีดำไม่พอ ญี่ปุ่นยังทำชีสเบอร์เกอร์สีแดงต่อ ‘Aka Burger’ นี้ มีเนื้อให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ เนื้อซามูไร และไก่ซามูไร ประกบด้วยชีส และ Whopper สีแดง พร้อมซอสมิโซะสีเเดง และพริกขี้หนู

‘Windows 7 Whopper’
จากเบอร์เกอร์คิงญี่ปุ่น เบอร์เกอร์กับเนื้อเจ็ดชิ้น สอดเเทรกหัวหอม มะเขือเทศ ผักกาดหอม และผักดอง สนนราคาอยู่ที่ 777 เยน เพื่อเฉลิมฉลองเปิดตัวระบบปฏิบัติการ Windows 7 ของ ‘Microsoft’

‘เบอร์เกอร์ราดบลูเบอร์รี่’
จากเบอร์เกอร์คิงญี่ปุ่น ซึ่งเบอร์เกอร์ราดซอสเบอร์รี่รวมและบลูเบอร์รี่นี้ เป็นเมนูสำหรับฉลองวันหยุดในญี่ปุ่น สนนราคา 5 ดอลลาร์

‘The French Fry Burger’
จากเบอร์เกอร์คิงนิวซีเเลนด์ สร้างประสบการณ์ รับประทานแฮมเบอร์เกอร์กับมันฝรั่งทอด ได้พร้อมกันในครั้งเดียว มันฝรั่งราดด้วยซอสมะเขือเทศและมายองเนส ประกบ Whopper 2 แผ่น

การกระโดดเข้าสู่กระแสของอาหารฟิวชัน ที่แปลกประหลาด ส่วนเนื่องมาจากยอดขายของฟาสต์ฟู้ดลดลง เชนรายใหญ่จึงหันมาใช้กลยุทธ์สินค้าลิมิเต็ด เพิ่มความพิเศษ กระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความอยากลอง อีกทั้งยังได้โปรโมตกระเเสเบอร์เกอร์ให้บูมในอินเทอร์เน็ตอีกทาง

‘บลิงเคน’ ชี้!! เกาหลีเหนือภัยคุกคามร่วมที่ใหญ่ที่สุด สะเทือนความมั่นคง ‘อินโดแปซิฟิก-สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้’

(15 ก.ค. 66) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ที่การประชุมอาเซียน เกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามร่วมใหญ่สุดต่อความมั่นคงทั้งในระดับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และต่อสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ 

‘แอนโทนี บลิงเคน’ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวานนี้ (14 ก.ค. 66) ว่า ไม่มีปัญหาท้าทายใดอีกแล้ว ที่เป็นภัยด้านความมั่นคงร่วมกันทั้งในระดับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และต่อสหรัฐฯ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่จะใหญ่ไปกว่าภัยคุกคามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเกาหลีเหนือ และเกาหลีเหนือยิงทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป ICBM ครั้งล่าสุดในสัปดาห์นี้ เป็นการละเมิดมติคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่า

บลิงเคนกล่าวหลังเข้าร่วมประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมือง และความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือ ‘ARF’ และหลังจากการประชุม 3 ประเทศ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย 

ด้าน ฮายาชิ โยชิมาสะ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวในการแถลงข่าวเดียวกันร่วมกับบลิงเคนว่า ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก กำลังตกอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่รุนแรงและซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา จากการที่เกาหลีเหนือเพิ่มความเข้มข้นในกิจกรรมด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธ รวมถึงการยิง ICBM ล่าสุดในสัปดาห์นี้ด้วย

ด้าน ปาร์ค จิน รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ กล่าวในการแถลงข่าวเดียวกันว่า เกาหลีเหนือยิง ICBM ทั้ง ๆ ที่อาเซียนกำลังประชุมกันอยู่ว่าด้วยสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้ พฤติกรรมของเกาหลีเหนือจึงเป็นสิ่งที่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับความคาดหวังของประชาคมโลก เขาหวังว่า การประชุม 3 ฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ในครั้งนี้ จะเพิ่มความแน่วแน่ของเรา ในการตอบโต้การกระทำยั่วยุอย่างต่อเนื่องของเกาหลีเหนืออย่างหนักแน่นและเด็ดขาด  และส่งสารถึงเกาหลีเหนือให้ตระหนักว่า การยั่วยุนั้นจะต้องไม่ผ่านไปเฉย ๆ โดยไม่ถูกลงโทษ

บลิงเคนกล่าวถึงรัสเซียด้วยว่า “ไม่มีสัญญาณว่า รัสเซียจะเปลี่ยนแปลงทิศทางในปฏิบัติการในยูเครน หรือจะเข้าร่วมทางการทูตเกี่ยวกับยูเครน”

ทั้งนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ได้เข้าร่วมในการประชุม ARF ด้วย

‘นักเขียน-นักแสดง’ นับแสนประท้วงหยุดงาน เรียกร้องขึ้นค่าตอบแทน เดือดขึ้นอีก!! หลัง CEO ‘Disney’ จุดประเด็นต่อต้านการประท้วงครั้งนี้

เมื่อวานนี้ (15 ก.ค. 66) กลายเป็นการประท้วงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวฮอลลีวู้ดในรอบหลายทศวรรษ หลังจากสมาคมนักแสดงภาพยนตร์และโทรทัศน์ SAG-AFTRA ทำการสไตรค์หยุดงาน ซึ่งกลายเป็นการผนึกกำลังกับสมาคมนักเขียนแห่งอเมริกา Writers Guild of America ที่ประท้วงหยุดงานยืดเยื้อมาเป็นเวลา 2 เดือนแล้ว เพื่อเรียกร้องรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นธรรม รวมถึงเรื่องข้อกำหนดในการใช้ AI ในการสร้างสรรค์ผลงาน แต่การเจรจาหาข้อตกลงกับทางสตูดิโอและผู้ให้บริการระบบสตรีมมิ่งเซอร์วิสไม่เป็นผล จนทำให้เกิดการหยุดงานของทั้ง WGA ที่มีสมาชิก ซึ่งมีสมาชิกกว่า 11,000 คน และนักแสดงสมาชิกของ SAG-AFTRA จำนวนกว่า 160,000 คน หยุดงานจนการถ่ายทำรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ต่าง ๆ ในตอนนี้ต้องหยุดชะงัก

Fran Drescher ประธานของ SAG-AFTRA ได้นำทีมนักแสดงเดินประท้วงหน้าสตูดิโอ Paramount Pictures ใน Los Angeles และยังมีสมาชิกอีกหลายกลุ่มที่กระจายตัวไปประท้วงตามสตูดิโอต่าง ๆ โดยชูป้ายข้อความประท้วงมากมาย เช่น “บีบแตรถ้าคิดว่าเจ้านายของคุณได้เงินเยอะเกินเหตุ”, “ AI ไม่ใช่ศิลปะ” และ “รวมพลังสไตรค์ครั้งใหญ่” 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ประท้วงออกอาการเดือดก็คือ การให้สัมภาษณ์ของ ‘Bob Iger’ CEO ของ Disney ที่วิจารณ์การประท้วงหยุดงานว่าเป็นการเรียกร้องในสิ่งที่ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เพราะวงการยังอยู่ในช่วงที่บอบช้ำหนักจาก COVID และอยู่ในช่วงที่ต้องการการฟื้นฟู การประท้วงหยุดงานในเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุด ทำให้ป้ายประท้วงบางส่วนได้เขียนข้อความโจมตี ‘Bob Iger’ ด้วย

โดย Fran Drescher ได้ประณาม ‘Bob Iger’ ว่าไม่ควรออกมาพูดอะไรแบบนี้ ในฐานะที่เป็นผู้บริหารที่มีรายได้มหาศาล แต่เขากลับมองไม่เห็นปัญหาของกลุ่มคนที่ทำงานหนักแต่กลับได้รายได้ที่ไม่มีวันที่จะเทียบเท่าเขาได้เลย

การประท้วงหยุดงานทำให้นักแสดงส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าร่วมการถ่ายทำรวมถึงการร่วมงานอีเวนต์ต่าง ๆ จนกว่าจะมีการเจรจาเสร็จสิ้น ซึ่งทำให้กองถ่ายภาพยนตร์และซีรีส์ทั้งหลายหยุดชะงักรวมถึงการโปรโมทภาพยนตร์ต่าง ๆ ในช่วงนี้ด้วย เช่น Mission : Impossible :
Dead Reckoning PART ONE ซึ่ง Tom Cruise มีกำหนดเดินทางไปโปรโมทที่ประเทศญี่ปุ่นวันที่ 17-18 กรกฎาคม นี้ก็ต้องประกาศยกเลิก

แต่มีกองถ่ายหนึ่งที่ยังคงถ่ายทำได้อยู่ก็คือ ‘House of the Dragon’ ซีรีส์ฮิตที่นักแสดงส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษ และได้รับการคุ้มครองโดย Equity องค์กรนักแสดงของ สหราชอาณาจักร เนื่องจากสมาชิกนักแสดงที่มีจำนวนกว่า 47,000 คนนั้นไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้เข้าร่วมการประท้วง ที่จัดขึ้นโดยองค์กรของสหรัฐอเมริกา โดยทาง Equity ได้ประกาศสนับสนุน SAG-AFTRA ในกิจกรรมที่ถูกกฎหมาย เพียงแต่ว่าหากนักแสดงที่สมาชิกของ Equity เข้าร่วมการหยุดงานประท้วงจะไม่ได้รับการคุ้มครองในกรณีถูกเลิกจ้างหรือถูกฟ้องร้องเนื่องจากละเมิดสัญญา โดยสรุปคือองค์กร Equity ไม่สามารถเข้าร่วมการประท้วงร่วมกับ SAG-AFTRA ได้ เพราะจะเป็นการผิดกฎหมายของประเทศอังกฤษ ซึ่งทางองค์กรได้ย้ำกฎการทำงานให้นักแสดง เข้าใจตรงกันว่า สมาชิกของ Equity ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ SAG-AFTRA สามารถทำงานต่อไปได้ เพราะไม่ได้รับการคุ้มครองใด ๆ จาก SAG-AFTRA อยู่แล้ว ส่วนนักแสดงที่เป็นสมาชิก SAG-AFTRA ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ Equity ก็ต้องดำเนินการตามกฎของ SAG-AFTRA ที่ต้องหยุดงานไม่สามารถปฏิบัติงานใด ๆ บนโลกนี้ในขณะที่เกิดการสไตรค์ได้ 

‘อัลคาราซ’ ยก ‘ยอโควิช’ แรงบันดาลใจในการเล่นเทนนิส หลังเบียดเชือดคว้าแชมป์ วิมเบิลดัน แกรนด์สแลม 2023

คาร์ลอส อัลคาราซ มืออันดับ 1 ของโลกจากสเปน เปิดใจตกหลุมรักคอร์ตหญ้า หลังผงาดคว้าแชมป์วิมเบิลดัน แกรนด์สแลมที่ 3 ของปี ด้วยการเอาชนะ โนวัค ยอโควิช แร็กเกตชาวเซอร์เบีย 3-2 เซต ที่ออล อิงแลนด์ ลอน เทนนิสคลับ ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา

นักหวดหนุ่มเลือดกระทิงดุ วัย 20 ปี โชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่ง โดยชัยชนะในครั้งนี้ทำให้เขาผงาดคว้าแชมป์วิมเบิลดันเป็นครั้งแรก และเป็นแกรนด์สแลมที่ 2 ในอาชีพของเจ้าตัว ขณะเดียวกันยังขัดขวางไม่ให้ ‘โนเล่’ คว้าแชมป์แกรนด์สแลมที่ 24 ด้วย 

อัลคาราซ กล่าวกับ ‘บีบีซี’ สื่อดังในอังกฤษ ว่า "ตอนนี้ผมตกหลุมรักคอร์ตหญ้าแล้ว ผมไม่คาดหวังว่าจะเล่นในระดับนี้ ผมเคยเล่นคอร์ตหญ้าแค่ 4 ทัวร์นาเมนต์เท่านั้น แต่ผมได้แชมป์ควีนส์ แล้วก็แชมป์ที่นี่ ผมเรียนรู้ได้รวดเร็วจริงๆ"

ขณะเดียวกัน แร็กเกตชาวสแปนิช ยังได้กล่าวถึง ยอโควิช ว่า "ผมต้องยินดีกับ โนวัค มันเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อที่ได้สู้กับเขา คุณเป็นแรงบันดาลใจให้กับผม ผมเริ่มเล่นเทนนิสด้วยการดูคุณ ตอนที่ผมเกิดคุณคว้าแชมป์ทัวร์นาเมนต์นี้แล้ว !" 

"การเล่นในรอบชิงด้วยการสู้กับตำนานของทุก ๆ วงการกีฬา มันน่าอัศจรรย์ที่สุด การได้สู้กับเขาที่นี่ก็เป็นเรื่องที่สุดวิเศษ มันเหมือนฝันที่เป็นจริงสำหรับผม ผมภูมิใจในตัวเอง และทีม ที่ทำงานอย่างหนักในทุก ๆ วัน"

ด้าน ‘โนเล่’ ยอมรับความพ่ายแพ้ และยกย่อง อัลคาราซ ที่ทำผลงานได้อย่างสุดยอด "ขอยกย่อง คาร์ลอส และทีมงานของเขา สำหรับคุณภาพที่แสดงให้เห็น เมื่อคุณต้องเสิร์ฟครั้งสำคัญคุณต้องทำให้ได้ ดังนั้นคุณสมควรที่จะชนะแล้ว ขอแสดงความยินดีด้วย"

"ผมคิดว่าผมมักเจอปัญหาตอนที่พบคุณในการเล่นเคลย์คอร์ต และฮาร์ดคอร์ต แต่ไม่ใช่คอร์ตหญ้า แต่บางทีตอนนี้เรื่องราวมันแตกต่างกัน มันน่าเหลือเชื่อกับแนวทางในการปรับตัว คุณเคยเล่นคอร์ตหญ้าแค่ 1 หรือ 2 ครั้งในปีนี้ก่อนวิมเบิลดัน และสิ่งที่คุณทำที่ ควีนส์ มันน่าอัศจรรย์จริง ๆ ขอแสดงความยินดีกับทีมงานของคุณ" ยอโควิช ระบุ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top