Friday, 5 June 2026
VISA

‘ชาเวซ จูเนียร์’ โดนตำรวจสหรัฐฯ จับฐานอยู่เกินวีซ่า อึ้ง!! ปูมหลังพัวพันแก๊งยาเม็กซิโก-ค้าอาวุธข้ามชาติ

(4 ก.ค. 68) ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ จูเนียร์ อดีตนักมวยแชมป์โลกชื่อดังชาวเม็กซิโก บุตรชายของ ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ ตำนานมวยโลกชื่อดัง ถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับกุมที่เมืองลอสแอนเจลิส เพราะอยู่ในประเทศเกินเวลาวีซ่า และให้ข้อมูลเท็จในการขอเป็นผู้พำนักถาวรในอเมริกา เจ้าหน้าที่ระบุว่าเขาเป็นบุคคลที่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของสังคม และเตรียมส่งตัวกลับเม็กซิโก ซึ่งที่นั่นเขายังมีคดีเกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติรออยู่

ชาเวซถูกจับเมื่อวันพุธ ขณะกำลังขี่สกู๊ตเตอร์อยู่ใกล้บ้านพักในย่าน Studio City เมืองลอสแอนเจลิส ทนายความของเขาบอกว่า มีเจ้าหน้าที่หลายคนเข้ามาจับกุม และเชื่อว่าข้อกล่าวหาที่ชาเวซได้รับ เป็นเพียงการสร้างกระแสเพื่อทำให้สังคมหวาดกลัว ขณะที่ครอบครัวของชาเวซออกแถลงการณ์สนับสนุนเขา พร้อมย้ำว่าขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีอย่างเป็นธรรม โดยไม่ถูกกดดันจากภายนอก

ขณะที่ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า ชาเวซเดินทางเข้าประเทศในเดือนสิงหาคม 2023 ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว ซึ่งหมดอายุไปแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2024 หลังจากนั้นเขาพยายามขออยู่ในอเมริกาแบบถาวร โดยอ้างว่าแต่งงานกับหญิงชาวอเมริกัน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับแก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่นามว่า คาร์เทลซินาโลอา (Sinaloa Cartel)  นอกจากนี้ ทางการเม็กซิโกยังออกหมายจับชาเวซในข้อหาค้ายาและค้าอาวุธ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2023 อีกด้วย

ชาเวซเคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและอาวุธหลายครั้ง เขาเคยถูกจับในปี 2012 เพราะขับรถขณะเมาสุรา และถูกจับอีกครั้งในปี 2024 ฐานครอบครองปืนผิดกฎหมาย หลังจากนั้นเขาถูกสั่งให้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด ปัจจุบันยังมีคดีเกี่ยวกับอาวุธที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฯ

หลังจากชาเวซถูกจับ ชาวเม็กซิโกมีความเห็นที่แตกต่างกัน บางคนคิดว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลังทางการเมือง และเชื่อว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจอยู่เบื้องหลังการจับกุมนี้ ขณะที่บางคนมองว่าไม่แปลก เพราะชาเวซมีพฤติกรรมที่มีปัญหามานาน ถึงแม้เขาจะเคยเป็นนักมวยฝีมือดีและเคยประสบความสำเร็จในวงการ แต่ชีวิตส่วนตัวที่เต็มไปด้วยปัญหาก็ทำให้เขาตกต่ำมาตลอดอาชีพการชก

ทั้งนี้ ฮูลิโอ ซีซาร์ ชาเวซ จูเนียร์ เพิ่งพ่ายคะแนนแบบหมดรูปให้กับ เจค พอล ยูทูบเบอร์ที่ผันตัวไปชก ในการแข่งขันไฟต์พิเศษรุ่นครุยเซอร์เวต ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา

จีนใจป้ำขยายฟรีวีซ่า 74 ประเทศทั่วโลก ดันยอดจองโรงแรมพุ่ง นทท.ทะลัก ‘เซี่ยงไฮ้–ปักกิ่ง’

(8 ก.ค. 68) รัฐบาลจีนประกาศขยายสิทธิเข้าประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า ให้กับพลเมืองจากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและฟื้นเศรษฐกิจหลังโควิด-19 โดยนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศที่ได้รับสิทธิ สามารถพำนักในจีนได้สูงสุด 30 วัน

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจีนเปิดเผยว่า ในปี 2024 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าจีนโดยไม่ต้องขอวีซ่ามากกว่า 20 ล้านคน คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2023

โดยประเทศที่ได้สิทธิเข้าจีนโดยไม่ต้องขอวีซ่าครอบคลุมเกือบทั้งยุโรป ลาตินอเมริกา เอเชีย และตะวันออกกลาง เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี บราซิล และมาเลเซีย โดยล่าสุดจะมีการเพิ่มอาเซอร์ไบจานในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ ขณะที่อีก 10 ประเทศ เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และแคนาดา แม้ยังไม่มีสิทธิฟรีวีซ่า แต่สามารถเดินทางเข้าจีนได้สูงสุด 10 วัน หากอยู่ในระหว่างเดินทางต่อไปประเทศที่สาม (transit)

ส่วนชาวไทยตั้งแต่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นมา จีนและไทยได้ตกลงยกเว้นวีซ่า ถ้าถือพาสปอร์ตไทยแบบธรรมดา สามารถอยู่จีน สูงสุด 30 วันต่อครั้ง และรวมไม่เกิน 90 วันในทุก 180 วัน

นโยบายนี้ส่งผลให้ยอดจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมในจีนพุ่งขึ้นสองเท่าในช่วงไตรมาสแรกของปี 2025 โดย 75% มาจากผู้เดินทางที่ไม่ต้องขอวีซ่า นอกจากนี้นครใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้และปักกิ่งมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้ จีนเริ่มผ่อนคลายมาตรการเข้าประเทศตั้งแต่ปลายปี 2023 โดยหวังฟื้นฟูภาคท่องเที่ยวที่ซบเซาจากสถานการณ์โควิดนานเกือบสามปี และคาดว่าหากการดำเนินการเป็นไปตามแผน การท่องเที่ยวขาเข้าของจีนอาจขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของโลกในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า

อว. จับมือ สตม. คุมเข้มวีซ่านักศึกษา อาศัยช่องโหว่ ‘วีซ่า’ เข้าไทยเพื่อทำงานเถื่อน

(22 ส.ค. 68) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ได้เพิกถอนการตรวจลงตราและการอนุญาตให้นักศึกษาต่างชาติอยู่ในไทยชั่วคราว (Visa) ไปแล้วเกือบ 10,000 ราย หลังพบว่าไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงกำหนด หวังป้องกันการใช้วีซ่านักศึกษาเป็นช่องทางเข้ามาทำงานอย่างไม่ถูกต้อง

น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.อว. ระบุว่า ได้มอบหมายให้ผู้บริหารกระทรวงประชุมร่วมกับ สตม. เพื่อเดินหน้าจัดระเบียบหลักสูตรระยะสั้น (Non-degree) ของนักศึกษาต่างชาติ โดยให้ทุกมหาวิทยาลัยต้องส่งรายชื่อนักศึกษาต่างชาติที่สมัครเรียนเข้ามาในระบบฐานข้อมูลกลาง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาออกวีซ่า

ที่ประชุมเห็นชอบให้สถาบันอุดมศึกษาจัดส่งรายงานผลการเรียนและความก้าวหน้าของนักศึกษาต่างชาติเป็นประจำทุกเดือน เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่ามีการเข้าเรียนจริง ป้องกันการสวมสิทธิ์เรียนหนังสือเพื่อทำงาน โดยระบบฐานข้อมูลดังกล่าวเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา

ด้าน ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัด อว. ระบุว่า อว. และ สตม. จะจัดประชุมชี้แจงกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศในเดือนกันยายนนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันและกำหนดขั้นตอนปฏิบัติอย่างชัดเจน ย้ำว่ามาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อคุมเข้มวีซ่านักศึกษาและรักษาความถูกต้องของระบบการศึกษาไทย

ข่าวดีคนไทย!! กระทรวงต่างประเทศผลักดันสำเร็จ EU อนุมัติ Visa Cascade ลดภาระยื่นเชงเกนซ้ำ สำหรับผู้มีประวัติเดินทางดี

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) อนุมัติมาตรการ Visa Cascade สำหรับคนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศไทย และยื่นขอวีซ่าเชงเกนประเภทพำนักระยะสั้น (short-stay) ณ สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลของประเทศสมาชิกเชงเกนในประเทศไทย โดยมาตรการดังกล่าวจะอำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยที่เคยได้รับวีซ่าเชงเกนและมีประวัติการเดินทางที่ดี ช่วยลดความจำเป็นในการยื่นขอวีซ่าบ่อยครั้ง ทั้งยังประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายให้แก่คนไทย

Visa Cascade อำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยที่เคยได้รับและใช้วีซ่าเชงเกนอย่างถูกต้อง มีสิทธิได้รับวีซ่าแบบเข้าออกได้หลายครั้ง (multiple-entry) ที่มีอายุยาวขึ้นตามลำดับ ดังนี้

-วีซ่าอายุ 1 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่า 1 ครั้ง และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 2 ปีก่อนหน้า

-วีซ่าอายุ 2 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่าอายุ 1 ปี และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 3 ปีก่อนหน้า

-วีซ่าอายุ 5 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่าอายุ 2 ปี และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 4 ปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี Visa Cascade ไม่ใช่การยกเว้นการตรวจลงตรา ดังนั้น การขอวีซ่ายังมีกระบวนการเช่นเดิม ไม่มีการผ่อนปรนเงื่อนไข และผู้ถือหนังสือเดินทางไทยต้องรักษาประวัติการเดินทางที่ดี รวมถึงเคารพกฎหมายของประเทศปลายทาง จึงจะมีโอกาสได้รับวีซ่าที่มีอายุยาวขึ้น

ความสำเร็จครั้งนี้ เป็นผลจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของกระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมยุโรป ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ และสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยในยุโรป คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และสถานเอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและเขตเชงเกนประจำประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยมีความเสี่ยงด้านการเข้าเมืองและความมั่นคงในระดับต่ำ และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญแก่ประเทศสมาชิกอียูและเขตเชงเกน โดยปัจจุบัน ประเทศไทยเป็น 1 ใน 7 ประเทศที่ได้รับการพิจารณาให้ใช้มาตรการ Visa Cascade (ต่อจากอินเดีย ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และโอมาน ในปี 2567 และตุรกีและอินโดนีเซียในปี 2568) และเป็นประเทศที่สองในอาเซียนที่ได้รับการพิจารณาใช้แนวทางดังกล่าว

กระทรวงฯ ขอขอบคุณผู้ถือหนังสือเดินทางไทยทุกคนที่เดินทางอย่างมีความรับผิดชอบและเคารพกฎหมายของประเทศปลายทาง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และสนับสนุนให้ภาครัฐสามารถผลักดันมาตรการดังกล่าวกับฝ่ายสหภาพยุโรปได้สำเร็จ ทั้งนี้ มาตรการ Visa Cascade สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของอียูต่อประเทศไทย และนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย - สหภาพยุโรป ซึ่งมีความใกล้ชิดและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในมิติการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภายหลังการมีผลบังคับใช้ไปพลางก่อนของกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน (Comprehensive Partnership and Cooperation Agreement: PCA)

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2567 โดยมาตรการดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการเดินทางและกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อันเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของการทูตที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยกระทรวงฯ จะเดินหน้าผลักดันเป้าหมายระยะยาวของไทยในการได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราเข้าเขตเชงเกน เพื่อส่งเสริมการเดินทาง การค้า การลงทุน การศึกษา และการเคลื่อนย้ายบุคลากรที่มีทักษะเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1438992414936508&id=100064772884025&rdid=YochGUqRJEsKKbWO#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top