Saturday, 6 June 2026
TodaySpecial

30 กรกฎาคม พ.ศ. 2510 ในหลวง รัชกาลที่ 9 พร้อม รัชกาลที่ 10 เสด็จฯ ทรงวางศิลาฤกษ์ “เขื่อนแม่กลอง”

วันนี้ เมื่อ 68 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงวางศิลาฤกษ์ “เขื่อนแม่กลอง” (เขื่อนวชิราลงกรณ) เขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่ บริเวณเหนือเขื่อนมีทิวทัศน์สวยงาม ณ ต.ม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี แล้วเสด็จฯ ทอดพระเนตรหัวงานเขื่อนและทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่

เขื่อนแม่กลอง เป็นเขื่อนแห่งแรกของจังหวัดกาญจนบุรี เดิมชื่อ เขื่อนวชิราลงกรณ์ ซึ่งเป็นชื่อที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ขนานนามว่าเขื่อนวชิราลงกรณ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 เนื่องด้วย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงวางศิลาฤกษ์เขื่อนแม่กลอง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2510 และทรงเปิดเขื่อนในวันที่ 1 สิงหาคม 2513 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเป็น เขื่อนแม่กลอง เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 จนถึงปัจจุบัน

เขื่อนแม่กลองเป็นเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่ของกรมชลประทาน ตั้งอยู่ที่ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี สร้างขึ้นบนลำน้ำแม่กลอง จากลำน้ำเดิมที่ไหลผ่านตำบลม่วงชุม แล้วลัดเลี้ยวออกทางซ้ายผ่านตัวเมืองท่าม่วง แล้วโค้งกลับเป็นรูปเกือกม้า ทางกรมชลประทานได้ทำการขุดลำน้ำขึ้นมาใหม่เป็นช่องลัดตรง   มีความยาว 1,650 เมตร  เพื่อเปลี่ยนทางเดินของน้ำให้ไหลผ่านเขื่อนจนกลายเป็นแม่น้ำแม่กลองสายปัจจุบัน โดยรับน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ์ โดยการระบายน้ำจากเขื่อนทั้ง 2 เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างกรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

31 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 กำเนิดรถแท็กซี่ (Taxi) ขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย สร้างอาชีพให้ทหารอาสาหลังสงครามโลกครั้งที่ 1

รถแท็กซี่ (Taxi) เริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย โดย พลโท พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เพื่อช่วยทหารอาสาในสงครามโลกครั้งที่ 1 ให้มีอาชีพหลังจากปลดจากราชการ โดยนำเอารถเก๋งออสติน (Austin) ขนาดเล็กออกวิ่งรับจ้าง โดยติดป้ายรับจ้างไว้ข้างหน้า-หลังของตัวรถ คิดค่าโดยสารเป็นไมล์ โดยตกไมล์ละ 15 สตางค์ ซึ่งนับว่าแพงมากเมื่อเทียบราคากับค่าโดยสารในขณะนั้น

ในสมัยนั้นจึงนิยมเรียกกันว่า 'รถไมล์' เพราะเก็บค่าโดยสารตามเลขไมล์ระยะทางที่วิ่ง ในสมัยบุกเบิกใหม่ ๆ นั้นมีรถแท็กซี่อยู่เพียง 14 คัน แต่ก็ประสบปัญหาขาดทุนจนต้องเลิกกิจการในที่สุด เนื่องจากค่าโดยสารแพง ผู้ใช้บริการยังไม่คุ้นเคยจึงไม่ยอมนั่ง ประกอบกับเมืองกรุงเทพฯ ยังมีขนาดเล็ก และมีรถรับจ้างอื่นๆ อยู่มากและราคาถูกกว่า 

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2490 ก็มีผู้นำรถยนต์นั่งมาให้บริการในลักษณะรถแท็กซี่อีกครั้ง รถที่นำมาบริการในช่วงนั้นเป็นรถยี่ห้อ เรโนลต์ (Renault) สมัยนั้นจึงเรียกแท็กซี่ว่า 'เรโนลต์' ได้รับความนิยมจากคนทั่วไปเป็นอย่างมาก เนื่องจากสะดวกรวดเร็วกว่ารถจักรยานสามล้อถีบ ด้วยเหตุนี้ทำให้อาชีพขับรถแท็กซี่เป็นที่ฮือฮา มีผู้นำรถเก๋งไปทำเป็นรถแท็กซี่กันมากขึ้น และขยายไปยังต่างจังหวัดอย่างรวดเร็ว จนต้องมีการควบคุมกำหนดจำนวนรถมาจนถึงทุกวันนี้ 

2 สิงหาคม พ.ศ. 2464 วันสิ้นพระชนม์ ‘สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส’ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 และพระสังฆราชองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2464 ณ วัดบวรนิเวศวิหาร รวมพระชนมายุ 61 พรรษา พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 และทรงอุทิศพระองค์ตลอดชีวิตเพื่อการศึกษาพระศาสนาและการปฏิรูปคณะสงฆ์

พระองค์ทรงริเริ่มวางรากฐานการศึกษาสมัยใหม่ในคณะสงฆ์ โดยทรงจัดตั้งหลักสูตร “นักธรรม” และก่อตั้งมหามกุฎราชวิทยาลัยในปี 2436 เพื่อส่งเสริมให้ภิกษุสามเณรเรียนทั้งพระปริยัติธรรมและวิชาสามัญ นอกจากนี้ยังทรงจัดตั้ง “ธรรมจักษุ” นิตยสารทางพระพุทธศาสนา และผลักดันให้วัดกลายเป็นโรงเรียนโดยให้พระทำหน้าที่เป็นครู

ด้วยพระปรีชาญาณและพระวิริยะ พระองค์ทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากรัชกาลที่ 5 จนได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชในปี 2453 และทรงเป็นกำลังสำคัญในการปรับปรุงกิจการพระพุทธศาสนาให้มั่นคงและทันสมัยยิ่งขึ้น

สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงเป็นแบบอย่างของนักปราชญ์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาและความเพียรในการปฏิบัติธรรม อีกทั้งยังทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการวางรากฐานระบบการศึกษาทางพระพุทธศาสนาในประเทศไทย

3 สิงหาคม พ.ศ. 2500 จุดเริ่มต้นงานประกาศผลรางวัล “ตุ๊กตาทอง” ครั้งที่ 1 เวทีเกียรติยศของวงการภาพยนตร์ไทย ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น “พระสุรัสวดี”

รางวัลตุ๊กตาทอง ถือกำเนิดจากบทความของ สงบ สวนสิริ ในนิตยสาร “ตุ๊กตาทอง” เมื่อปี 2496 ซึ่งเสนอแนวคิดการจัดประกวดภาพยนตร์ไทย แม้ปีนั้นจะยังไม่สามารถจัดได้จริง แต่แนวคิดดังกล่าวได้จุดประกายและกลายเป็นจริงในวันที่ 3 สิงหาคม 2500 เมื่อหอการค้ากรุงเทพฯ ให้การสนับสนุนจัดงานขึ้น 

งานประกาศผลครั้งแรกจัดขึ้นที่เวทีลีลาศ สวนลุมพินี รวมหนังเข้าชิงทั้งใหม่และเก่ารวม 52 เรื่อง นักแสดงชายยอดเยี่ยมได้แก่ ลือชัย นฤนาท จาก “เล็บครุฑ” (2500) และนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมคือ วิไลวรรณ วัฒนพานิช จาก “สาวเครือฟ้า” (2496) ขณะที่รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม หรือ “สำเภาทอง” ตกเป็นของ “เศรษฐีอนาถา” (2499)

รางวัลตุ๊กตาทองจัดต่อเนื่องจนถึงปี 2509 ก่อนจะเว้นว่าง 9 ปี และกลับมาอีกครั้งในปี 2517 ภายใต้ชื่อใหม่ “พระสุรัสวดี” โดยสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงฯ แม้ชื่อจะเปลี่ยน แต่คนไทยยังเรียกขานว่า “ตุ๊กตาทอง” เหมือนเดิม 

ทั้งนี้ ครั้งล่าสุดที่มีการจัดงานประกาศรางวัลตุ๊กตาทองคือเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 (ครั้งที่ 31) ภาพยนตร์เรื่อง “ฉลาดเกมส์โกง” คว้าไปทั้งหมด 7 รางวัล อาทิ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม , ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (นัฐวุฒิ พูนพิริยะ) , ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม (ชานน สันตินธรกุล) , ผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุข) และ บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม 

4 สิงหาคม พ.ศ. 2539 ‘สมรักษ์ คำสิงห์’ สร้างประวัติศาสตร์ ‘คนไทยคนแรก’ คว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ พร้อมวลีเด็ด ‘ไม่ได้โม้!!’

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2539 สมรักษ์ คำสิงห์ นักชกขวัญใจชาวไทย กลายเป็นคนไทยคนแรกที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิก จากมวยสากลสมัครเล่น รุ่นเฟเธอร์เวต ในศึกโอลิมปิกฤดูร้อน ที่เมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา ด้วยชัยชนะเหนือ เซราฟิม โทโดรอฟ นักชกบัลแกเรีย 8-5 คะแนน พร้อมประกาศวลีเด็ด “ไม่ได้โม้!” กลายเป็นคำติดปากคนไทยทั่วประเทศ

สมรักษ์ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า 'Somluck Kamsing' เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลในการแข่งขัน ซึ่งก็กลายเป็นชื่อที่ทั่วโลกรู้จักทันทีหลังคว้าชัย กลายเป็น 'ฮีโร่เหรียญทอง' คนแรกของประเทศไทย และได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่เมื่อเดินทางกลับไทย และที่บ้านเกิดจังหวัดขอนแก่น

หลังประสบความสำเร็จ สมรักษ์เข้าสู่วงการบันเทิง มีผลงานทั้งละครและภาพยนตร์หลายเรื่อง ทำให้เส้นทางมวยเริ่มถูกลดความสำคัญลง โดยเขาตกรอบในการแข่งขันโอลิมปิกที่ซิดนีย์ (2543) และเอเธนส์ (2547) ก่อนประกาศแขวนนวมอย่างเป็นทางการ

5 สิงหาคม พ.ศ. 2430 สดุดี 138 ปี ‘โรงเรียนทหารสราญรมย์’ สู่ ‘โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า’ สถาบันผลิตนายทหารหลักของกองทัพบกไทย ตั้งแต่สมัยยุครัชกาลที่ ๕

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (รร.จปร.) ครบรอบ 138 ปีในวันนี้ (5 ส.ค.68) นับจากวันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานกำเนิด “โรงเรียนทหารสราญรมย์” ซึ่งต่อมากลายเป็น รร.จปร. สถาบันผลิตนายทหารหลักของกองทัพบกไทย ภายใต้คำขวัญ “เรียน รัก รู้ รบ เจนจบ หมดสิ้น อัศวิน จปร.”

รร.จปร. เริ่มต้นจากการรวมคะเด็ต (Cadet) หลายหน่วยเข้าเป็น “คะเด็ตสกูล” และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 ส.ค. พ.ศ. 2430 โดยมี พันเอกนิคาล วอลเกอร์ เป็นผู้บังคับการคนแรก ก่อนจะพัฒนารูปแบบและเปลี่ยนชื่อหลายครั้งตามยุคสมัย เพื่อรองรับความต้องการด้านการทหารที่เปลี่ยนไป

ตลอดเวลาหลายทศวรรษ สถานที่ตั้งโรงเรียนถูกปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสม ทั้งในกรุงเทพฯ และย้ายมาที่เขาชะโงก จ.นครนายก ตามพระราชดำริในรัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อปี 2524 และเสด็จฯ เปิดโรงเรียนอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 ส.ค. 2529 ตรงกับวันคล้ายวันสถาปนาโรงเรียนพอดี

ด้วยภารกิจผลิตผู้นำทางทหารที่เปี่ยมด้วยความรู้ ความสามารถ และความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ รร.จปร. จึงถือเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์และสถาบันที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย

6 สิงหาคม พ.ศ. 2495 กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก ครบรอบ 73 ปี เบื้องหลังที่ทำให้กองทัพพร้อมรบ และช่วยเหลือประชาชน

กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2495 จากการปรับโครงสร้างภายในกองทัพบก โดยยกฐานะแผนกที่ 4 ของกรมเสนาธิการทหารบก ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการคมนาคม ฐานทัพ และการจัดส่งกำลังบำรุง ให้เป็นหน่วยงานระดับกรมอย่างเต็มรูปแบบ

จุดเริ่มต้นของกิจการส่งกำลังบำรุงทหารไทย เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ปี พ.ศ. 2430 โดยมีการจัดตั้งตำแหน่ง “เจ้าพนักงานยุทธภัณฑ์” เพื่อดูแลด้านการส่งกำลังสนับสนุนกองทัพ ต่อมามีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลายครั้งผ่านหน่วยงานอย่างกรมยกกระบัตร กรมยุทธการ และกรมเสนาธิการ

สำหรับกรมส่งกำลังบำรุงฯ มีภารกิจสำคัญในการวางแผน กำกับ และควบคุมการจัดส่งเสบียง ยุทธภัณฑ์ การคมนาคม และกิจการอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกองทัพบกทั้งในยามสงบและสงคราม

หากนับถึงวันนี้ กรมส่งกำลังบำรุงทหารบกดำรงบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของกองทัพบกมาแล้ว 73 ปี เป็นกลไกเบื้องหลังที่ทำให้กองทัพพร้อมรบ พร้อมช่วยเหลือประชาชน และพร้อมเผชิญสถานการณ์วิกฤตในทุกภาคส่วนของประเทศ

7 สิงหาคม พ.ศ. 2463 วันรำลึกถึง ‘พระองค์เจ้าชายรพีพัฒนศักดิ์’ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย สิ้นพระชนม์ที่ปารีส ทรงริเริ่มการใช้ลายพิมพ์นิ้วมือในคดีอาญา

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2463 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชายรพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ได้รับการยกย่องเป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” ได้สิ้นพระชนม์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ขณะมีพระชนมายุเพียง 47 พรรษา หลังจากทรงประชวรด้วยพระวัณโรคที่พระวักกะ (ไต)

พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ทรงเริ่มศึกษากฎหมายที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ในช่วงเสด็จกลับสู่สยาม ทรงเริ่มงานด้านกฎหมายอย่างจริงจัง และดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม และทรงก่อตั้งโรงเรียนกฎหมาย รวมถึงจัดตั้งศาลยุติธรรมทั่วประเทศ

หนึ่งในผลงานสำคัญคือ การประมวลกฎหมายอาญาฉบับ ร.ศ. 127 และการวางรากฐานระบบศาลและกระบวนการยุติธรรมแบบสมัยใหม่ พระองค์ยังทรงสอนกฎหมายด้วยพระองค์เอง และริเริ่มการใช้ลายพิมพ์นิ้วมือในคดีอาญา ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าอย่างมากในยุคนั้น

เพื่อรำลึกถึงพระกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ วงการกฎหมายไทยจึงกำหนดให้วันที่ 7 สิงหาคมของทุกปีเป็น “วันรพี” เพื่อเป็นเกียรติแด่ผู้วางรากฐานระบบกฎหมายไทยให้มั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน

8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ครบรอบ 58 ปี ‘อาเซียน’ ถือกำเนิดที่กรุงเทพฯ เริ่มต้นจาก 5 ขยายเป็น 10 ประเทศสมาชิกในปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ตัวแทน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ได้ร่วมลงนามใน 'คำประกาศอาเซียน' ที่กรุงเทพฯ นับเป็นจุดกำเนิดของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ 'อาเซียน' เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในภูมิภาค

จุดเริ่มต้นของอาเซียนมาจากการรวมตัวในชื่อ "สมาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" หรือ ASA เมื่อปี 2509 แต่ต้องยุติบทบาทเพราะความผันผวนทางการเมือง ก่อนจะเปลี่ยนผ่านและขยายบทบาทเป็น 'อาเซียน' ในเวลาต่อมา โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย 

ต่อมา อาเซียนได้ขยายสมาชิกจาก 5 ประเทศเป็น 10 ประเทศ โดยมี บรูไน เวียดนาม ลาว เมียนมา และกัมพูชา เข้าร่วม เพื่อสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในระดับภูมิภาค และเป็นเวทีสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวทีโลก

ในปัจจุบัน ผู้นำหลายประเทศในอาเซียนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นร่วมของภูมิภาค โดยเฉพาะ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานอาเซียน ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในการผลักดันให้ภูมิภาคนี้รักษาอธิปไตย ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจ พร้อมเน้นแนวทางอาเซียนที่ยึดมั่นในความร่วมมืออย่างสันติและเสมอภาค

9 สิงหาคม พ.ศ. 2514 จุดเริ่มต้น ‘ลูกเสือชาวบ้าน’ ต้านภัยคอมมิวนิสต์ ขับเคลื่อนอุดมการณ์รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

‘ลูกเสือชาวบ้าน’ ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2514 ณ บ้านเหล่ากอหก อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยฝีมือของ พล.ต.ต.สมควร หริกุล ขณะดำรงตำแหน่งผู้กำกับ ตชด. เขต 4 มีเป้าหมายฝึกอบรมชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนภาคอีสานให้มีวินัย ความสามัคคี และจิตสำนึกจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อเป็นแนวร่วมต้านภัยคอมมิวนิสต์

หลังจากที่สมควรเข้ารับการฝึกวิชาลูกเสือขั้นสูง จึงเกิดแนวคิดนำกิจกรรมลูกเสือมาประยุกต์กับชุมชน ใช้หมวด ตชด. เป็นแกนกลางในการจัดตั้งลูกเสือชาวบ้าน กิจกรรมฝึกอบรมประกอบด้วยระเบียบวินัย ความร่วมมือในชุมชน และปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติ ซึ่งขยายตัวครอบคลุมหลายจังหวัดในภาคอีสาน

ความสำคัญของลูกเสือชาวบ้านยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงเสด็จทอดพระเนตรกิจกรรมด้วยพระองค์เองที่ค่ายเสนีย์รณยุทธ จ.อุดรธานี เมื่อปี 2515 พร้อมพระราชทานงบประมาณ สนับสนุนเครื่องแบบ และรับองค์กรไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ลูกเสือชาวบ้านกลายเป็นเครือข่ายภาคประชาชนภายใต้ร่มพระบารมี

นับแต่นั้น กิจกรรมพระราชทานธงและผ้าพันคอแก่ลูกเสือชาวบ้านกลายเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่รัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติอย่างต่อเนื่องระหว่างการเยือนราษฎรในถิ่นทุรกันดาร เป็นหนึ่งในกลไกเสริมสร้างความมั่นคงและความภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ ผ่านองค์กรชุมชนที่ได้รับการรวมศูนย์และสนับสนุนอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด 'พัฒนาเพื่อความมั่นคง' ในยุคสงครามเย็น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top