Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

รมช.สธ.คาด คนไทยจะติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มวันละเกิน 100 คนไปอีก 2-3 เดือน เหตุมาตรการควบคุมไม่เข้มงวดเท่ารอบแรก เพราะต้องคำนึงถึงผลกระทบเศรษฐกิจ ยืนยันรัฐบาลเยียวยาผลกระทบแน่นอน ลุ้นได้เล่นน้ำช่วงสงกรานต์

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผย ประเทศไทยจะยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มวันละเกิน 100 ราย ไปอีกอย่างน้อย 2-3 เดือน แต่ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ปล่อยปละละเลยและได้รับความร่วมมืออย่างจริงจังจากประชาชน ประชาชนก็น่าจะได้เล่นน้ำอย่างสนุกสนานในเทศกาลสงกรานต์

นายสาธิต กล่าวอีกว่า มาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระลอกนี้ ไม่ได้เข้มข้นเท่ากับช่วงการระบาดรอบแรก เพราะได้ให้น้ำหนักกับการรักษาเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นจำนวนผู้ติดเชื้อหลักร้อยต่อวันเป็นเวลานาน แต่ยืนยันว่ารัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

นายสาธิต กล่าวถึงแผนการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ประชาชนว่า เบื้องต้นจะให้ประชาชนราว 30 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของประเทศเข้าถึงวัคซีนคนละ 2 โดส ส่วนการจะฉีดให้ครบทุกคนอาจต้องใช้เวลาเพราะมีปัจจัยเกี่ยวกับการผลิตวัคซีนของบริษัทยาด้วย และการฉีดวัคซีนให้ครบทุกคนก็ไม่จำเป็นนัก ขณะที่วัคซีนก็เป็นเพียงการชะลอการแพร่ระบาด

ทั้งนี้ การผลิตวัคซีนตามปกติต้องใช้เวลาทดลอง 1 ปี แต่ขณะนี้เป็นการนำมาใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน และรัฐบาลมีการเร่งรัดให้องค์การอาหารและยา(อย.) อนุมัติวัคซีนให้นำมาใช้ได้โดยเร็วที่สุด แต่ก็ต้องพิจารณาจากความปลอดภัยเป็นหลัก ส่วนการที่โรงพยาบาลจะนำเข้าวัคซีนมาเองนั้น รัฐบาลไม่ได้ห้าม ถ้าโรงพยาบาลจะนำมาให้ผู้ที่มีกำลังซื้อได้ฉีดก่อนก็ทำได้ แต่ต้องผ่านการอนุมัติจาก อย.ก่อน

สวนสัตว์ซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนียร์ สหรัฐ ตรวจพบเชื้อโควิด-19 ในลิงกอริลลา 2 ตัว หลังพวกมันมีอาการไม่สบายและไอ เมื่อ 6 มกราคมที่ผ่านมา จึงส่งมันไปตรวจร่างกาย ก่อนผลตรวจยืนยันพบเชื้อโควิด-19 เมื่อวานนี้ (11 ม.ค.)

สวนสัตว์แห่งนี้มีกอริลลาในความดูแลทั้งหมด 8 ตัว และในจำนวนนี้มีอีก 3 ตัวที่อาการอยู่ในกลุ่มเสี่ยง แต่ยังไม่พบว่าติดโรค ซึ่งทางสวนสัตว์กำลังเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด รวมกับเจ้าหน้าที่ควบคุมโรคของแคลิฟอร์เนีย

ส่วนอาการของกอริลลาที่ป่วย นั้นมีอาการไอ แต่โดยรวมยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนัก ยังสามารถกินอาหารและดื่มน้ำได้ดี

ทั้งนี้ สาเหตุหลักของการติดเชื้อคาดว่า เป็นการได้รับเชื้อมาจากเจ้าหน้าที่สวนสัตว์รายหนึ่ง ที่มีอาการป่วยและไม่แสดงอาการ ล่าสุด ทางสวนสัตว์ซานดิเอโก ประกาศปิดให้บริการชั่วคราว พร้อมยกระดับมาตรการควบคุมการระบาดในเขตสวนสัตว์

รถไฟฟ้าบีทีเอส เพิ่มความถี่การเดินรถในช่วงเวลาเร่งด่วน หนุนมาตรการ Social Distancing แม้ขณะนี้จำนวนผู้โดยสารลดลง พร้อมทำความสะอาดภายในสถานี และคัดกรองผู้โดยสารก่อนเขาใช้บริการตามมาตรฐานด้านสารธารณสุขอย่างเข้มข้น

นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส เปิดเผยว่า เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ทวีความรุนแรงมาอีกระลอกนั้น เพื่อความปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดให้แก่ผู้โดยสาร และสร้างความมั่นใจในการใช้บริการ

แม้ว่าในขณะนี้จำนวนผู้โดยสารจะลดลง บริษัทฯ ยังคงนำขบวนรถไฟฟ้าออกวิ่งให้บริการมากที่สุด เพื่อเพิ่มการให้บริการด้วยความถี่สูงสุดเป็น 2 นาที 25 วินาที จากเดิม 2 นาที 40 วินาที ในช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อส่งเสริมมาตรการ Social Distancing นอกเหนือจากมาตรการลดความเสี่ยงต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการมาแล้วอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้

คัดกรองอุณหภูมิของผู้โดยสารก่อนเข้าใช้บริการในระบบ อุณหภูมิต้องไม่เกิน 37.5 องศาเซลเซียส พร้อมทั้งคัดกรองสุขภาพของเจ้าหน้าที่พนักงาน ทุกครั้งก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ ให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานต้องสวมหน้ากากอนามัย และถือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเคร่งครัด

ให้ผู้โดยสารทุกท่านต้องสวมหน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้า และตลอดเวลาที่ใช้บริการ ไม่นำหน้ากากลงมาไว้ใต้คาง พร้อมทั้งงดการพูดคุยภายในขบวนรถไฟฟ้า หลีกเลี่ยงการหันหน้าเข้าหากัน เว้นระยะห่างในการยืน และนั่งภายในขบวนรถไฟฟ้า และชานชาลา

จัดจุดบริการแอลกอฮอล์ ทุกทางเข้า - ออกสถานี พร้อมเพิ่มความถี่ในการฉีดพ่น และเช็ดทำความสะอาดภายในขบวนรถไฟฟ้า และจุดสัมผัสร่วม ภายในสถานีทุกชั่วโมง และบริเวณรอบสถานีด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จัดบริการแอลกอฮอล์เคลื่อนที่ บนชั้นชานชาลาสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้โดยสาร

ขอความร่วมมือผู้โดยสารทุกท่านลงทะเบียน “ไทยชนะ” เมื่อเข้า และออกจากขบวนรถไฟฟ้าขบวนนั้น ๆ ด้วยการพิมพ์หมายเลขรถไฟฟ้า 4 หลัก ลงใน Application ‘BTS SkyTrain’ หรือ Line official : @btsskytrain

ทั้งนี้ บริษัทขอความร่วมมือผู้โดยสารทุกท่านโปรดเผื่อเวลาในการเดินทาง เพื่อกระจายการเดินทาง ลดความหนาแน่น บริษัทฯ ต้องขออภัยในความไม่สะดวก และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจแก่ผู้มาใช้บริการสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บีทีเอส โทรศัพท์ 0 2617 6000 Line official : @btsskytrain หรือเช็กสถานะการเดินรถได้ที่ Application ‘BTS SkyTrain’ และแฟนเพจ Facebook :รถไฟฟ้าบีทีเอส

คณะรัฐมนตรี ไฟเขียวจ่ายเงินเยียวยาประชาชน จำนวน 3,500 บาท ระยะเวลา 2 เดือน สำหรับอาชีพลูกจ้าง อาชีพอิสระ ที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม พร้อมเปิดให้ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งอีก 1 ล้านสิทธิ ปลายเดือนม.ค.นี้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) ถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้มีการอนุมัติหลายโครงการ โดยเฉพาะมาตรการเยียวยาและดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดรอบใหม่ของโรคโควิด-19

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ในวันนี้ ครม.อนุมัติได้เงินเยียวยาประชาชน จำนวน 3,500 บาท ระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งมีรูปแบบเยียวยาในอาชีพ คือ แรงงานลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม รวมไปถึงยังมีโครงการคนละครึ่ง เปิดให้ลงทะเบียนใหม่ 1 ล้านสิทธิ์ ปลายเดือน ม.ค. นี้ด้วย

ขณะเดียวกัน ยังได้มอบหมายให้ไปหารือเอกชนช่วยลดค่าอินเตอร์เน็ต 3 เดือน เพื่อรองรับการทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home รวมถึงได้เห็นชอบมาตรการลดค่าไฟ-ค่าน้ำ เป็นเวลา 2 เดือน ก.พ. - มี.ค. เพื่อบรรเทาผลกระทบโควิด-19 อีกด้วย"

FBI เตือนมีป่วนอีกรอบ (มีแนวโน้มสถานการณ์อาจรุนแรงกว่าเหตุการณ์ยึดรัฐสภา 6 ม.ค.) ในวอชิงตันดีซี และเมืองหลวงของทั้ง 50 รัฐ ทั่วประเทศจากกองเชียร์ของทรัมป์ ในวันที่ 20 ม.ค. ที่ 'โจ ไบเดน' ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่จะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง

ข้อความที่สื่อสารกันออนไลน์ โดยเฉพาะในเพจของกลุ่มขวาจัดใช้ข้อความปลุกระดมยั่วยุ ให้เตรียมพร้อมป่วนใช้ความรุนแรงอีกรอบ เพื่อขัดขวางการส่งมอบหน้าที่ ที่กองเชียร์ทรัมป์ยังมโนเชื่อว่ามีการทุจริตในการเลือกตั้งจากบัตรเลือกตั้งผีหลายล้านใบ ในรัฐสวิงสเตท อย่าง Pensylvania-Wisconsin-Michagan-Georgia ส่งผลให้ทรัมป์พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นที่มาของถ้อยคำ "STOP THE STEAL" ยุติการทุจริตโกงการเลือกตั้ง ที่ตะโกนกันในช่วงชุมนุมประท้วง

ฝ่ายความมั่นคงได้เตรียมเจ้าหน้าที่ทหารไว้ 15,000 นาย สำรองอีก 10,000 นาย เพื่อรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดความรุนแรงขึ้นอีกรอบในพิธีสาบานตนที่เมืองหลวงวอชิงตันดีซี ที่ทรัมป์ ประกาศก่อนหน้านี้จะไม่เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว

และคาดว่าในวันพุธนี้ ญัตติถอดถอนประธานาธิบดีสหรัฐ ที่เสนอโดยประธานสภาผู้แทนราษฎร Nancy Pelosi จะผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร (Democrat ครองเสียงข้างมาก) ก่อนถูกส่งต่อไปวุฒิสภา (Republican มีเสียงข้างมาก) และต้องใช้เสียง 2 ใน 3 หรือ 66 เสียงจากสว.ทั้งหมด 100 คน เพื่อให้มีผลในการถอดถอนจากตำแหน่งปธน.โอกาสถอดถอนทรัมป์จากตำแหน่งจากเสียงสนับสนุนในวุฒิสภานั้น ดูแล้วท่าจะเป็นเรื่องที่ 'เป็นไปไม่ได้'


ที่มา: เพจ Sermsuk Kasitipradit

สถานการณ์ COVID-19 ประเทศไทยและอาเซียน (12 มกราคม พ.ศ. 2564)

ศูนย์ข้อมูล COVID-19 รายงานสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประจำวัน โดยประเทศไทยพบจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 287 ราย ทำให้ยอดผู้ป่วยยืนยันสะสมอยู่ที่ 10,834 ราย รวมยอดผู้เสียชีวิต 67 ราย รักษาหายเพิ่ม 166 ราย รวมผู้ป่วยที่รักษาหายแล้ว 6,566 ราย ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 4,035 ราย

ทั้งนี้ ผู้ป่วยรายใหม่ 287 ราย เป็น ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศและเข้าสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ จากสาธารณรัฐประชาชนจีน 1 ราย,ญี่ปุ่น 1 ราย,สหรัฐอเมริกา 2 ราย,สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 1 ราย,สหราชอาณาจักร 2 ราย,อินโดนีเซีย 1 ราย,อินเดีย 1 ราย

ผู้ป่วยรายใหม่จากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 153 ราย

ติดเชื้อจากการตรวจคัดกรองเชิงรุก 125 ราย

ขณะเดียวกันสถานการณ์ COVID-19 ของประเทศในกลุ่มอาเซียนมีการอัพเดทดังนี้

ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม ยอดรวมผู้ติดเชื้อ 173 ราย รักษาหายแล้ว 153 ราย เสียชีวิต 3 ราย

ประเทศกัมพูชา ยอดรวมผู้ติดเชื้อ 392 ราย รักษาหายแล้ว 374 ราย ไม่มียอดผู้เสียชีวิต

ประเทศอินโดนีเซีย ยอดรวมผู้ติดเชื้อ 8.37 แสน ราย รักษาหายแล้ว 6.89 แสน เสียชีวิต 24,343 ราย

ประเทศลาว ยอดรวมผู้ติดเชื้อ 41 ราย รักษาหายแล้ว 40 ราย ไม่มียอดผู้เสียชีวิต

ประเทศมาเลเซีย ยอดรวมผู้ติดเชื้อ 1.38 แสน ราย รักษาหายแล้ว 1.09 แสน ราย เสียชีวิต 555 ราย

ประเทศพม่า ยอดรวมผู้ติดเชื้อ 1.31 แสน ราย รักษาหายแล้ว 1.15 แสน ราย เสียชีวิต 2,858 ราย

ประเทศฟิลิปปินส์ ยอดรวมผู้ติดเชื้อ 4.9 แสน ราย รักษาหายแล้ว 4.58 แสน ราย เสียชีวิต 9,416 ราย

ประเทศสิงคโปร์ ยอดรวมผู้ติดเชื้อ 58,929 ราย รักษาหายแล้ว 58,668 ราย เสียชีวิต 29 ราย

ประเทศเวียดนาม ยอดรวมติดเชื้อ 1,515 ราย รักษาหายแล้ว 1,361 ราย เสียชีวิต 35 ราย

คณะรัฐมนตรี เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาฯ จูงใจเอกชนบริจาคเงินเข้ากองทุนวิจัย 4 หน่วยงาน สามารถใช้ลดหย่อนภาษี ได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร พ.ศ. ....

ซึ่งเป็นมาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมบริจาคเงินให้แก่กองทุนวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม โดยยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บุคคลธรรมดา บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่บริจาคเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย

1.) กองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

2.) กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

3.) กองทุนเพื่อการพัฒนาระบบมาตรวิทยา

และ 4.) กองทุนเพื่อการพัฒนาระบบสาธารณสุข

ซึ่งมาตรการนี้เป็นการขยายเวลามาตรการทางภาษีเดิมที่สิ้นสุดไปแล้วเมื่อ 31 ธันวาคม 2562 โดยให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้มีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 สาระสำคัญมีดังนี้

1.) บุคคลธรรมดาที่บริจาคเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้กับ 4 หน่วยงาน สามารถนำเงินที่บริจาคมาหักเป็นค่าใช้จ่ายหรือค่าลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนที่บริจาค แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้ หลังหักค่าใช้จ่ายและหักค่าลดหย่อนแล้ว

2.) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่บริจาคเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้กับ 4 หน่วยงาน สามารถนำเงินที่บริจาคมาหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาคแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลฯ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือการกีฬา

น.ส.รัชดา กล่าวว่า "แม้มาตรการนี้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 5 ล้านบาท แต่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมบริจาคให้แก่กองทุนวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมเพิ่มขึ้น และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ

อีกทั้งยังเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อดำเนินการและสนับสนุนการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอีกด้วย ทั้งนี้ ในลำดับต่อไป จะส่งร่างพระราชกฤษฎีกาให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้"

ครม.อนุมัติ ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก RoboCup 2022 คาด ส่งเสริม-เสริมสร้าง-เชื่อมโยง-การลงทุนระหว่างประเทศ โดยงานจะจัดขึ้นช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2565 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า อนุมัติหลักการให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก RoboCup 2022 ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ ใช้กรอบงบประมาณวงเงิน 20 ล้านบาท จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า "การแข่งขันจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2565 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา แบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 ส่วนได้แก่ การจัดการแข่งขัน RoboCup แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มอายุไม่เกิน 19 ปี หรือ RoboCup Junior League และกลุ่มอายุ 19 ปีขึ้นไป หรือ RoboCup Major League

ส่วน Exhibition เป็นพื้นที่สำหรับนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ และส่วนแสดงวัฒนธรรมไทย, ส่วน Symposium เป็นการนำเสนอแลกเปลี่ยนองค์ความรู้โดยนักวิชาการด้านหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติที่มีชื่อเสียงระดับโลก และส่วน Startup Pitching เป็นเวทีกลางที่เปิดโอกาสให้ผู้ประดิษฐ์ ผู้ประกอบการ นักวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์ได้เข้ามามีโอกาสในการนำเสนอนวัตกรรมการประดิษฐ์ของตนต่อกลุ่มผู้ลงทุน"

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า "ในการจัดงานแข่งขันครั้งนี้คาดว่าประโยชน์ที่จะได้รับประกอบด้วย

1.) การเสริมสร้างและพัฒนาบุคลากรและเพิ่มจำนวนบุคลากรผู้มีความรู้ความสามารถในด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ของประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันระดับสากล

2.) เสริมสร้างพัฒนาการวิจัย และการต่อยอดงานวิจัยในด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ รวมทั้งสาขาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมของประเทศไทยที่มีความเชื่อมโยงและร่วมมือระหว่างประเทศ

3.) เป็นการเชื่อมโยงและสนับสนุนกับภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะระบบอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของประเทศ รวมถึงแสดงศักยภาพของนักประดิษฐ์ ผู้ประกอบการ นักเรียน และนักศึกษาไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล

4.) เกิดการลงทุนระหว่างประเทศจากอุตสาหกรรมขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ และหุ่นยนต์ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ"

‘อาบน้ำเย็น’ ได้อะไรมากกว่าที่คุณคิด!

อากาศกลับมาหนาวอีกครั้ง แถมวันนี้ยังหนาววววกว่าปกติ ค่ำนี้ใครที่กำลังข่มใจอาบน้ำเย็น บอกเลยว่า คุณคือผู้กล้า!! แต่ก่อนที่จะเอาร่างกายสัมผัสความเย็นยะเยือก มาดูความดีงาม หากว่าคุณอาบน้ำเย็นในวันที่อากาศหนาวกัน

ประการแรก ความเย็นมีประสิทธิภาพในการลดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะถ้าเราใช้กล้ามเนื้อมาทั้งวัน หรือไปออกกำลังกายหนัก ๆ น้ำที่อุณหภูมิต่ำ จะทำให้เส้นเลือดหดตัว รวมทั้งช่วยลดสารที่ทำให้เกิดอาการอักเสบ ทำให้กล้ามเนื้อกลับมาสมบูรณ์ได้เร็วขึ้น

ประการต่อมา น้ำเย็น ๆ ช่วยลดน้ำหนักได้ เคยมีวารสารทางการแพทย์ระบุว่า น้ำเย็นจะช่วยเพิ่มระบบการเผาผลาญของร่างกายให้มากขึ้น ซึ่งมีผลต่อการควบคุมน้ำหนัก รวมถึงความเย็นยังช่วยสลายเซลล์ไขมันได้ นอกจากนี้ก็ยังมีส่วนในการช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เนื่องจากเมื่อร่างกายมีอัตราการเผาผลาญสูงขึ้น จะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้มากขึ้น ส่งผลให้มีการผลิตเซลล์ ‘เม็ดเลือดขาว’ ที่ทำหน้าที่เหมือนกองทหารของร่างกาย คอยต่อสู้กับเชื้อไวรัสและแบคทีเรียนั่นเอง

อีกข้อที่น่าสนใจ คือน้ำเย็น ๆ ยังสามารถช่วยต้านอาการซึมเศร้าได้ เนื่องจากความเย็นจะทำให้สารโดพามีนเพิ่มขึ้น ซึ่งสารตัวนี้มีผลต่อพฤติกรรมการนอนหลับ รวมถึงสภาวะทางอารมณ์ของเรา ใครที่บอกอากาศเย็น ๆ ทำให้เหงาและเศร้าใจ อาจต้องเปลี่ยนความคิดซะใหม่

มาถึงข้อดีอีกประการ คือการอาบน้ำเย็น ๆ ทำให้ผิวพรรณผ่องใส เนื่องจากน้ำเย็นจะช่วยกระชับรูขุมขน ลดความมันบนใบหน้า ทำให้หน้าดูสดใส เต่งตึง และสุดท้าย ข้อดีที่คุณผู้ชายต้องฟัง การอาบน้ำเย็นช่วยให้ปริมาณสเปิร์มเพิ่มขึ้น จากการศึกษาพบว่า เมื่ออุณหภูมิภายในร่างกายเพิ่มขึ้นจาก 28 องศาเซลเซียส ไปเป็น 33 องศาเซลเซียส ส่งผลให้อัตราการตายของอสุจิสูงขึ้น

ในทางกลับกัน อสุจิจะมีคุณภาพสูงเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเย็น นอกจากนี้ยังมีการตั้งสมมติฐานเรื่องภาวะการเจริญพันธุ์ จะดีขึ้นต่อเมื่ออุณหภูมิลดลง เอาเป็นว่า ยกคุณงามความข้อดีของน้ำเย็นมาซะขนาดนี้ ก็ได้เวลากลั้นใจ เดินฝ่าสายน้ำอันเย็นยะเยือกกันได้แล้วล่ะ เอื้อก!!


ที่มา: https://cinnamonvogue.com/blog/shocking-benefits-of-a-cold-shower/

ครม.อนุมัติงบประมาณกว่า 473 ล้าน ให้กระทรวงกลาโหม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการพื้นที่กักกันโรคแห่งรัฐ (State Quarantine) เพิ่มเติม รองรับผู้กักกันตัวในระยะที่ 5

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ในการดำเนินการพื้นที่กักกันโรคแห่งรัฐ (State Quarantine) เพิ่มเติม เพื่อรองรับผู้กักกันตัว จำนวน 22,248 คน ในระยะที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. - 30 พ.ย 2563 วงเงิน 473,150,000บาท

ตามที่กระทรวงกลาโหม เสนอ แบ่งเป็นค่าตอบแทนบุคลากร ค่าเช่าที่พักกักกันตัวค่าวัสดุการแพทย์และยานพาหนะ เป็นต้น โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้เบิกจ่ายในงบดำเนินงาน

นายอนุชา กล่าวว่า "ที่ผ่านมากระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกันจัดสถานที่ พื้นที่สำหรับสังเกตอาการ เพื่อใช้ในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรค โดยเป็นสถานที่ราชการ 2 แห่ง และโรงแรมเอกชน 26 แห่ง เพื่อรองรับผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศและเข้ารับการกักกันตัว จำนวน 63,570 คน ตั้งแต่ 7 มี.ค - 30 ก.ย.2563 ระยะที่ 1 -ระยะที่ 4 โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายการดำเนินการพื้นที่กักกันโรคแห่งรัฐ รวมวงเงินรวมทั้งสิ้น 1,536,340,514 บาท"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top