Sunday, 21 June 2026
TheStatesTimes

รมต.แห่สละเงินเดือน ตาม “บิ๊กตู่” ช่วยปชช.ช่วงวิกฤต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากกรณีที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวผ่านที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19)(ศบค.)ขอไม่รับเงินเดือนเป็นเวลา 3 เดือน โดยให้นำเงินไปใช้ประโยชน์สำหรับแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 

ล่าสุดบรรดารัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี ได้แสดงเจตจำนงไม่รับเงินเดือนตามนายกรัฐมนตรี ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมตรี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ศึกษาธิการ  นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว. วัฒนธรรม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ โดยรัฐมนตรีส่วนใหญ่ระบุในไปตรงกันว่าสละเงินเดือนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ช่วยประชาชน ด้านเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำนายกรัฐมนตรี ระบุว่าพร้อมร่วมด้วยกับนายกรัฐมนตรี และเชิญชวนกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี 30 คน ร่วมสละเงินเดือนด้วย

กระทรวงแรงงาน เตรียมจัด"นัดพบแรงงาน Online" ช่วยคนหางาน ผ่านวิกฤตโควิด -19

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งจัด"นัดพบแรงงาน Online พร้อมกันใน 9 จังหวัดใหญ่ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ นครราชสีมา อุดรธานี เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก และนครศรีธรรมราช เป้าหมายช่วยคนถูกเลิกจ้าง คนว่างงาน และคนได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีทีท่าว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะลดลง ส่งผลให้การดำเนินการในกิจกรรมต่างๆรวมทั้งการจัดหางานในรูปแบบที่ผ่านมา ที่มีการรวมตัวกันของคนจำนวนมาก ต้องชะลอ ปรับ เปลี่ยน เพื่อความปลอดภัยตามมาตรการศบค. อย่างไรก็ดี ความต้องการจ้างงานและความต้องการมีงานทำยังคงมีอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่รอไม่ได้  ทุกหน่วยงานจึงต้องปรับรูปแบบและแนวทางของการดำเนินงานตามโครงการต่างๆ ให้เหมาะสม หลังประชุมหารือได้ข้อสรุปว่า สำนักงานจัดหางานจังหวัดจะจัดงานนัดพบแรงงานใหญ่ในรูปแบบ “นัดพบแรงงาน  Online” พร้อมกันใน 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดอุดรธานี จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันที่ 6 สิงหาคม 2564 เวลา 09.00 น. -16.30 น. โดยการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ สร้างห้องแต่ละประเภทกิจกรรม อาทิ ห้องกิจกรรมนัดพบแรงงาน ห้องกิจกรรมการฝึกอบรมสาธิตการประกอบอาชีพ ห้องกิจกรรมการฝึกอบรมเพิ่มทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อให้ผู้สนใจได้ลงทะเบียนในห้องกิจกรรมที่ต้องการ และมีสำนักงานจัดหางานจังหวัดเป็นผู้ประสาน กำหนดนัดหมาย ตารางคิวการสัมภาษณ์งานผ่านระบบ VDO Conference  ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดจะดำเนินการแบบออนไลน์ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์

“ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รู้สึกห่วงใยคนว่างงานจากสถานการณ์โควิด-19 อย่างมาก และได้กำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนว่า นอกจากการปฏิบัติงานในหน้าที่แล้ว ยังต้องทำงานด้วยความเห็นอกเห็นใจประชาชน คำนึงถึงความลำบากของคนหางาน เพื่อเปิดโอกาสให้กับคนหางานได้เข้าถึงตำแหน่งงาน นำไปสู่การมีงานทำ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน เน้นย้ำมาโดยตลอดว่าคนไทยที่ประสงค์ทำงานต้องได้รับโอกาส สามารถเข้าถึงการจ้างงานที่สะดวกรวดเร็ว เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าว

ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานจัดหางานจังหวัดลงพื้นที่สำรวจตำแหน่งงานว่างของนายจ้าง/สถานประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมงานนัดพบแรงงาน Online เพิ่มเติมตั้งแต่วันนี้ จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม  เพื่อรวบรวมข้อมูลตำแหน่งงานว่างอย่างเป็นปัจจุบันที่สุดลงในระบบ เตรียมพร้อมแก่คนหางานที่จะมาใช้บริการนัดพบแรงงาน Online ในวันที่  6 สิงหาคม 2564  
นอกจากการจัดงานนี้ กรมการจัดหางานยังรวบรวมตำแหน่งงานว่าง ทั้งงานประจำและงานพาร์ทไทม์ จากนายจ้าง/สถานประกอบการทั่วประเทศที่ยังมีความต้องการจ้างงาน จำนวน 72,569 อัตรา โดยตำแหน่งงานว่าง 10 อันดับแรกที่นายจ้าง/สถานประกอบการต้องการมากที่สุด ได้แก่ 1.แรงงานในด้านการผลิตต่าง ๆ, แรงงานทั่วไป 2.แรงงานด้านการประกอบอื่น ๆ 3.แรงงานด้านการผลิต 4.พนักงานขาย และผู้นำเสนอสินค้าอื่นๆ 5.ตัวแทนนายหน้าขายบริการธุรกิจอื่นๆ 6. ตัวแทนขายผลิตภัณฑ์ 7.พนักงานจัดส่งสินค้าอื่น ๆ 8.พนักงานขายสินค้า (ประจำร้าน), พนักงานขายของหน้าร้าน 9.พนักงานขับรถยนต์ 10.นักการตลาด ; เจ้าหน้าที่การตลาด ; เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการขาย ซึ่งจะได้รับอัตราค่าจ้างตามที่กฎหมายกำหนด

“ทั้งนี้ ผู้ว่างงานที่ประสงค์จะหางานทำ สามารถเลือกสมัครงานผ่านช่องทางการให้บริการจัดหางานรูปแบบออนไลน์ด้วยตนเองได้ที่เว็บไซต์ smartjob.doe.go.th  เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางไปติดต่อที่สำนักงาน ลดการรวมตัวกันของคนจำนวนมาก และป้องกันการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 แต่ในกรณีที่ไม่สามารถใช้บริการแบบออนไลน์ได้ สามารถติดต่อขอรับบริการ ณ ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart Job Center) สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 และสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด โดยปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคที่สาธารณสุขในพื้นที่กำหนด” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

เจ้าหน้าที่ศุลกากรภาคที่ 4 จับกุมบุหรี่เถื่อนที่ลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศ จำนวน 371,500 ซอง รวม 7,430,000 มวน มูลค่ากว่า 35 ล้านบาท ในโกดังพื้นที่ จ.นราธิวาส คาดขนมาจากเวียดนามทางเรือและเตรียมส่งขายในพื้นที่

วันนี้ ( 9 ก.ค.64 ) ที่สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ร่วมกับ นายจรูญ ราชกิจจา ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 9 นายภาณุพงศ์ ศรีเกตุ สรรพสามิตพื้นที่ สงขลา,จำแลง บัวสงค์ ผู้อำนวยการส่วนตรวจสอบป้องกันและปราบปรามสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 9

ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมบุหรี่ต่างประเทศล๊อตใหญ่หลายยี่ห้อ จำนวน 37 1,500 ซอง รวม 7,430,000 มวน  มูลค่ากว่า 35 ล้านบาท โดยถูกนำมาเก็บไว้ภายในโกดังไม่มีเลขที่ ใน ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนปราบปรามศุลกากรภาคที่ 4 ร่วมกับเจ้าหน้าที่สรรพสามิตภาคที่ 9 และเจ้าหน้าที่สรรพสามิตพื้นที่สงขลา เข้าตรวจค้นและจับกุมได้เมื่อวานนี้ ( 8 ก.ค.64 )

หลังจากสืบทราบจะว่ามีการลักลอบนำบุหรี่เถื่อนเข้ามาจำหน่ายเป็นจำนวนมาก จากการตรวจสอบไม่พบหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากร เจ้าหน้าที่จึงยึดเอาไว้

นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนที่มาของบุหรี่ล๊อตนี้โดยคาดว่าลักลอบขนมาทางเรือและต้นทางอาจจะนำมาจากประเทศเวียดนาม และเตรียมกระจายส่งขายตามท้องตลาด ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผลที่มาที่ไปและผู้ที่ลักลอบนำบุหรี่เถื่อนเข้ามา


ภาพ/ข่าว  นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร? หากฉันต้องใช้ชีวิตอยู่กับ COVID-19 ไปอีกนาน

ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร หากฉันต้องใช้ชีวิตอยู่กับ COVID-19 ไปอีกนาน...

1.) ดื่มน้ำร้อนมาก ๆ ไม่ช่วยฆ่า COVID-19

2.) ล้างมือ และห่าง 2 เมตร ดีสุด

3.) ที่บ้านไม่มีคนป่วย ก็ไม่ต้องฆ่าเชื้อบนพื้นผิว

4.) ตู้สินค้า ปั๊มน้ำมัน รถเข็น และตู้เอทีเอ็ม ไม่ได้ก่อให้เกิดการติดเชื้อขนาดนั้น หากหมั่นล้างมือบ่อย ๆ

5.) ยังไม่มีความเสี่ยงจาก COVID-19 ในเรื่องการติดต่อทางอาหาร

6.) เสียความรู้สึกในการดมกลิ่น ด้วยอาการแพ้ และการติดเชื้อไวรัสจำนวนมาก (เป็นเพียงอาการไม่เฉพาะเจาะจงของ COVID-19)

7.) เมื่ออยู่บ้าน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเร่งด่วน แล้วไปอาบน้ำ

8.) ไวรัส COVID-19 ไม่ค้างอยู่ในอากาศเป็นเวลานาน จะติดกันก็ต่อเมื่อสัมผัสลมหายใจแบบใกล้ชิด

9.) หมั่นเติมอากาศดี ๆ จากสวนและสวนสาธารณะ เสียบ้าง (เพียงแค่รักษาระยะป้องกันทางกายภาพให้ดีเป็นพอ)

10.) ควรใช้สบู่ธรรมดาเพื่อป้องกัน COVID-19 ไม่ใช่สบู่ต้านเชื้อแบคทีเรีย เพราะนี่คือไวรัส ไม่ใช่ แบคทีเรีย

11.) ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการทานอาหารแบบต้องร้อนระอุในทุกมื้อนักก็ได้

12.) โอกาสที่จะนำ COVID-19 กลับบ้านพร้อมกับรองเท้า มีความเป็นไปได้เหมือนกับการถูกฟ้าผ่า 2 ครั้งในหนึ่งวัน

13.) ไม่สามารถป้องกันไวรัสได้ด้วยน้ำส้มสายชู น้ำอ้อย และขิง

14.) สวมใส่หน้ากากในฝูงชนก็พอ สวมทั้งวันมันรบกวนการหายใจ

15.) ระหว่างสวมถุงมือ กับล้างมือ ขอเลือกอย่างหลังแล้วกัน

ภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอลง เมื่อร่างกายอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดเชื้อ ฉะนั้นแม้ว่าคุณจะกินอาหารเสริมภูมิคุ้มกัน แต่ควรจะออกจากบ้าน ไปสวนสาธารณะ / ชายหาด เป็นประจำเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มตามธรรมชาติกันด้วย

 

ที่มา : https://www.matichon.co.th/covid19/thai-covid19/news_2515296

อ้างอิง : แพทย์หญิง Bonnie Henry เจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำจังหวัดบริติชโคลัมเบีย แคนาดา ซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรกในตำแหน่งนี้ เธอยังเป็นรองศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย มีพื้นฐานด้านระบาดวิทยา และเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านสาธารณสุขและเวชศาสตร์ป้องกันจาก PEI (เกาะปรินซ์เอ็ดเวิร์ด)


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

อิทธิพลของการสื่อสารแบบปากต่อปาก “Word - of - Mouth” บอกต่อไว้ให้จำอีกนาน

การบอกต่อ (word-of-mouth) เป็นการตลาดภาคพลเมือง (citizen marketing) คือการที่ผู้บริโภครีวิวสินค้าและบริการด้วยความสมัครใจ โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ของตนเอง โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าด้วยความคิดเห็น บทวิเคราะห์ รูปภาพ วิดิโอ หรือจัดทำเป็นโพสต์ในโซเชียลมีเดีย หรือในเว็บไซต์ แต่ความหมายของ “การตลาดภาคพลเมือง” ไม่ได้หมายถึง การชักชวนให้ซื้อสินค้าและบริการเท่านั้น เพราะการรีวิวสินค้าโดยกลุ่มผู้บริโภค อาจจะนำไปสู่การปฎิเสธ หรือการต่อต้านสินค้าและบริการได้เช่นกัน 

การตลาดภาคพลเมือง มีพลัง และมีอิทธิพลอย่างมาก เพราะมาจากคนทั่วไปที่ใช้สินค้าและบริการ ความคิดเห็นต่าง ๆ จึงมีความเป็นอิสระ ไม่ได้มาจากชุดคำพูดที่เอเจนซีโฆษณาสร้างสรรค์ให้ หรือไม่ได้มาจากนักเขียนรีวิว ที่ได้รับค่าตอบแทนจากเจ้าของสินค้าและบริการ

เมื่อมีการรีวิวจากผู้ซื้อหลาย ๆ ราย ที่ให้รายละเอียดต่าง ๆ โดยมีเจตนาที่จะแจ้งให้ผู้คนทั่วไปที่กำลังสนใจในสินค้าหรือบริการได้ทราบถึง ข้อดี ข้อเสีย ความพึงพอใจ ความผิดหวังในคุณภาพและการใช้งาน

ในกลุ่มผลิตภัณฑ์นั้น สินค้าอุปโภคบริโภคที่อยู่ในตลาดมายาวนาน ผู้ใช้จำนวนมากอาจมีความภักดีในสินค้า (brand loyalty) ในระดับระดับหนึ่ง จากประสบการณ์ส่วนตัวที่พอใจในคุณภาพ จึงไม่มีการรีวิวตัวผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในตลาดมานานหลายปีมากนัก แต่หากเป็นสินค้าชนิดใหม่ ที่เพิ่งปรากฎในตลาด จะมีการรีวิวมากมาย จากผู้ที่ได้ลองซื้อมาใช้ รีวิวเหล่านี้ มีผลต่อความสำเร็จของสินค้า

ผู้ที่รีวิวสินค้าและบริการเหล่านี้ ใช้สิทธิของผู้บริโภคในการวิจารณ์ได้อย่างเต็มที่ โดยอาจแชร์ความไม่พอใจ ความแตกต่างจากความคาดหวังและกฎเกณฑ์ส่วนตัว ลักษณะสินค้าที่ไม่ตรงปก บางครั้งมีการแนะให้ปรับปรุงสินค้าราวกับเป็นผู้มีส่วนในการออกแบบและวางแผนการตลาดของผลิตภัณฑ์ จนถือว่าเป็นผู้บริโภคที่เรียกว่า proactive consumer หรือผู้บริโภคเชิงรุก หรือ prosumer (producer+consumer)

การรีวิวสินค้านั้น เป็นการบอกต่อ (word-of-mouth) ชนิดหนึ่ง ในอดีต การบอกต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคน จนเกิดการรับรู้ในกลุ่มใหญ่ขึ้นนั้นใช้เวลานาน จากหนึ่งคนกว่าจะรู้กันทั้งหมู่บ้าน จนรู้กันทั่วจังหวัดและประเทศอาจต้องใช้เวลาเป็นปี แต่ในยุคดิจิทัล การสื่อสารด้วยโซเชียลมีเดียและอินเตอร์เน็ต ทำให้การบอกต่อ ในลักษณะของการรีวิว ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีที่จะรับรู้กันได้ทั้งโลก !!

การทำการตลาดภาคพลเมือง โดยผู้บริโภคเชิงรุกนั้น สร้างผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบได้รุนแรง มีพลังไม่แพ้การโฆษณาที่ใช้งบประมาณมหาศาล

เหตุการณ์ที่แสดงถึงผลกระทบด้านลบต่อสินค้าและบริการ ที่เริ่มต้นโดย citizen marketing มีให้เห็นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงเวลาที่สังคมแตกแยก แบ่งฟาก และนำการเมืองเข้ามาปนกับนโยบายการดำเนินธุรกิจ เห็นได้จากเหตุการณ์ที่ผลิตภัณฑ์ขนมปัง ฟาร์มนมสด ร้านสุกี้ ร้านชาไต้หวัน และสินค้าอื่น ๆ ที่ประกาศตัวว่า ไม่ยินดีให้บริการ “สลิ่ม” ไม่ว่านโยบายที่เชื่อมธุรกิจเข้ากับจุดยืนทางการเมืองดังกล่าว จะมาจากเจ้าของผลิตภัณฑ์เอง หรือคนอื่นถือวิสาสะจัดชุดข้อมูลให้เอง การบอกต่อของสังคมและกลุ่มผู้บริโภค ทำให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจอย่างชัดเจน สินค้าเหลือค้างบนชั้นวางในร้านสะดวกซื้อและซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายนมและไอศครีม ซึ่งเคยเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยม กลายเป็นลูกค้าลดฮวบ 

Citizen marketing ทำโดยผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจ และไม่แคร์ว่า ยอดขายจะลด หรือลูกค้าจะหดหาย เพราะไม่ใช่ปัญหาของนักการตลาดภาคพลเมือง ซึ่งโฟกัสไปที่การกระจายข้อมูลให้กว้างที่สุด แรงที่สุด และเร็วที่สุด 

ในขณะที่นักการตลาดมืออาชีพ จะต้องเก็บข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายในมิติต่าง ๆ เช่น เพศ อายุ การศึกษา รายได้ รสนิยม ไลฟสไตล์ เพื่อนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภคอย่างรอบคอบ นักการตลาดพลเมืองมองสินค้าและบริการแบบแบน ๆ เท่านั้นคือ “เชียร์” หรือ “ต่อต้าน”

การทำการตลาดโดยแสดงการกีดกัน หรือเลือกผู้บริโภค (discriminatory marketing) มีอยู่รอบตัวแต่เราไม่ได้สร้างประเด็น เช่น การตั้งราคาสินค้าให้สูงย่อมเป็นการแบ่งชนชั้น การที่ร้านอาหารตั้งราคาอาหารสูงลิ่ว แม้ว่าคุณภาพและปริมาณอาหารจะไม่ได้ต่างจากร้านทั่วไปมากนัก ถือว่าเป็นการคัดเลือกลูกค้า ร้านกาแฟก็เช่นกัน การทำการตลาดแบบกีดกัน เป็นการเลือกอย่างเต็มใจของผู้ผลิตสินค้าและผู้ให้บริการ การตั้งราคาสินค้าแพงย่อมมียอดขายน้อยกว่าสินค้าราคาถูกกว่า ร้านอาหารราคาแพง ได้ลูกค้าที่มีกำลังซื้อมากกว่า แต่ต้องรับแรงกดดันและการคาดหวังของผู้จ่ายเงินเช่นกัน

ในยุคที่บรรยากาศของสังคมเต็มไปด้วยความคับข้องใจทางการเมือง จุดยืนทางการเมืองถูกนำมาใช้ในลักษณะ การตลาดแบบกีดกันมากขึ้น เช่น
>> โรงแรมที่เชียงใหม่ ประกาศตัวว่าไม่ต้อนรับสลิ่ม 
>> ร้านอาหารย่านซอยอารีย์ในกรุงเทพฯ ประกาศตัวว่าพนักงานที่ร้านไม่พูด “นะจ๊ะ” เพื่อเหน็บนายกรัฐมนตรี ถ้าลูกค้าได้ยินขอให้แจ้งทางร้าน จะไล่พนักงานออก 
>> แท็กซี่ติดสติกเกอร์ด้านข้างรถว่า “ไม่รับตำรวจและทหาร” 
>> ร้านขายเนื้อสัตว์และผักสดในตลาด แขวนป้ายประกาศไว้ว่า “ไม่ขายให้ทหารและตำรวจในเครื่องแบบ”

การประกาศแบบกีดกันกลุ่มลูกค้า เป็นสิทธิที่เจ้าของธุรกิจทำได้โดยไม่มีข้อห้าม และเมื่อมี citizen marketing เข้าร่วมช่วยทำการตลาด โดยการบอกต่อ ความต้องการที่จะกีดกันลูกค้ากลุ่มที่ไม่ชอบก็ได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็วเช่นกัน แต่ในขณะที่การกีดกันด้วยราคานั้น สามารถปรับเปลี่ยน แก้ไขไปตามสถานการณ์โดยรอบ เช่น สภาพเศรษฐกิจ โดยการลดราคาให้ถูกกว่าเดิม หรือออกสินค้ารุ่นใหม่ในราคาใหม่

แต่การกีดกันกลุ่มผู้บริโภคด้วยทัศนคติทางการเมือง นอกจากกลุ่มที่ระบุแล้ว ยังมีผลทำให้กลุ่มผู้บริโภคทั่วไปที่ไม่ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใด เลี่ยงที่จะใช้บริการนั้นด้วย เพราะความรู้สึกว่าผู้ประกอบธุรกิจไม่รู้จักแยกแยะ และกังวลว่า การไปใช้บริการทั้งในร้านอาหาร พักในโรงแรม หรือขึ้นแท็กซี่ อาจไม่รื่นรมย์ ต้องระวังตัวทั้งคำพูด การแต่งกาย และพฤติกรรมต่าง ๆ จึงขอตัดปัญหาโดยการเลือกผู้ให้บริการรายอื่น และการตีตราให้ธุรกิจนั้นจะเป็นที่จดจำไปอีกนาน แม้จะกลับลำภายหลัง ก็ยากที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้

ผู้ประกอบธุรกิจ เชื่อมั่นว่าจะดำเนินธุรกิจเชิงกีดกันกลุ่มผู้บริโภค ควรตั้งชื่อร้านอาหาร โรงแรม และสินค้าต่าง ๆ ให้ชัดเจนไปเลยว่าต้องการลูกค้ากลุ่มไหน สีไหน วัยไหน นอกจากจะให้ความสะดวกแก่กลุ่มผู้บริโภคที่ไม่ต้องการแล้ว ยังช่วยเรียกกลุ่มที่ต้องการให้มาสนับสนุนธุรกิจด้วย

ในต่างประเทศเช่นในสหรัฐอเมริกา มีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค โดยร้านอาหารไม่สามารถปฎิเสธลูกค้าด้วยพื้นฐานของ เพศสภาพ เชื้อชาติ สีผิว หรือศาสนา แต่ร้านอาหารมีสิทธิปฎิเสธลูกค้าที่แต่งกายไม่เหมาะสม หรือมีลักษณะที่อาจมีผลกระทบต่อลูกค้าอื่น ๆ ได้ และมีการฟ้องร้องระหว่างร้านอาหารและลูกค้าที่ถูกปฎิเสธ มากมายตลอดมา

การปฎิเสธกลุ่มลูกค้าในเมืองไทย คงไม่ถึงกับขึ้นโรงขึ้นศาล แต่น่าจับตามองเป็นกรณีศึกษา ว่าจะไปต่อได้ตลอดไปจนกลายเป็นแนวทางการตลาดที่ได้รับความนิยมหรือไม่


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

รถไฟยกเว้นค่าธรรมเนียม ยกเลิก-เลื่อน ตั๋วเดินทาง

กรมการขนส่งทางราง แจ้งว่า ขณะนี้ได้ออกมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับการเลื่อน หรือยกเลิกบัตรโดยสาร เพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยให้การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถไฟระหว่างเมือง พิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมเป็นกรณีพิเศษ สำหรับผู้โดยสารที่ขอยกเลิกการเดินทาง หรือขอเลื่อนกำหนดการเดินทางตั้งแต่เดือน ก.ค.64 เป็นต้นไป 

ทั้งนี้ในการดำเนินการดังกล่าวเพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ที่ต้องเดินทางข้ามเขตจังหวัดเท่าที่มีมีความจำเป็น

ขณะเดียวกัน ยังได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่ให้บริการขนส่งทางรางทุกระบบ เพิ่มความเข้มงวดสูงสุดในการตรวจคัดกรองการเดินทางของผู้โดยสารและปฏิบัติตามมาตรการควบคุม และป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมจำกัดและลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

“จุรินทร์” ลั่น รมต.ปชป.ทุกคน พร้อมสละเงินเดือนเหมือน “บิ๊กตู่” ขอปชช.ไม่ต้องเร่งซื้อสินค้า ซัพพลายเออร์ยืนยันเติมตลอด

จ.อุบลราชธานี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปยังจังหวัดอุบลราชธานี โดยนายจุรินทร์ได้เป็นประธานปล่อยขบวนรถโมบาย (Mobile) พาณิชย์ ลดราคา!ช่วยประชาชน พร้อมมอบเช็คชำระหนี้และมอบโฉนดที่ดินของกองทุนฟื้นฟูเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้แก่เกษตรกรจังหวัดอุบลราชธานี รวมถึงประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการประกันรายได้ผู้ปลูกยางพารา มันสำปะหลัง ข้าว 
     
ทั้งนี้นายจุรินทร์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี ประกาศสละเงินเดือน 3 เดือน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ว่า สำหรับรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีปัญหาอะไร ความจริงได้คิดอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าทำอะไรก็ต้องทำด้วยกัน ไมใช่ว่าโด่งทำแต่รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ จะดูไม่ดี อาจมองได้ว่าทำล้ำหน้า ขณะนี้นายกฯเป็นผู้ริเริ่มถือว่าดี พรรคประชาธิปัตย์ยินดีที่จะปฏิบัติให้เป็นเงื่อนไขเดียวกัน แม้จะช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่อย่างน้อยที่สุดก็เป็นน้ำใจและเป็นการปฏิบัติภารกิจส่วนหนึ่ง นอกจากปฏิบัติตามหน้าที่ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง
   
เมื่อถามว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ และในฐานะที่ดูแลกระทรวงพาณิชย์ได้มีการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดอย่างไรบ้าง นายจุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ เราทำในนามมูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช โดยได้อนุมัติงบประมาณไปหลายล้านบาท มอบหมายให้ส.ส.และสมาชิกกรุงเทพมหานคร ไปทำหลายโครงการตั้งแต่แจกหน้ากากอนามัย ซึ่งขณะนี้ดำเนินการไปถึง 4-5 ล้านชิ้น โครงการข้าวกล่องส่งตรงถึงบ้านหลายหมื่นกล่อง รวมถึงประสานหาเตียงให้กับผู้ป่วยโควิด และแจกถุงยังชีพในชุมชนต่างๆ 
  
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการปลัดกระทรวงฯ และอธิบดีกรมต่างๆที่เกี่ยวข้อง ให้ดูแลสินค้าต่างๆ ประสานงานกับห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต ซัพพลายเออร์ เตรียมสินค้าต่างๆในชีวิตประจำวันให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และตนขอฝากไปยังประชาชนด้วยว่าไม่ต้องเร่งซื้อสินค้ามาเก็บไว้ เพราะทางซัพพลายเออร์ยืนยันว่าพร้อมเติมสินค้าตลอด

รัฐเขียวตรึงค่าไฟยาวถึงสิ้นปีช่วยลดค่าครองชีพ 

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้ตรึงค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือนกันยายน-ธันวาคม 2564 โดยให้เรียกเก็บที่ -15.32 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้ายังคงจ่ายค่าไฟฟ้าเท่าเดิมในอัตรา 3.61 บาทต่อหน่วย ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2564  ตามแนวทางการพิจารณาที่จะเกลี่ยค่าเอฟทีให้คงที่ตลอดปี 2564 เพื่อลดค่าครองชีพประชาชน

ทั้งนี้ กกพ. ได้พิจารณาแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในระดับ 66.3 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล และแนวโน้มการอ่อนตัวของค่าเงินบาทมาอยู่ในระดับ 31.3 บาทต่อเหรียญสหรัฐในเดือนพฤษภาคม 2564 ซึ่งมีผลโดยตรงต่อค่าเอฟทีในช่วงปลายปี หากพิจารณาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2565 จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกแล้ว ประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะราคาพลังงานขาขึ้น ทำให้ค่าเอฟทีในปี 2565 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

นายคมกฤช กล่าวว่า การบริหารค่าเอฟทีในปี 2565 จะเป็นไปในทิศทางเพื่อสร้างให้ค่าไฟฟ้ามีเสถียรภาพ มีความมั่นคง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐ ในการดูแลผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย

‘ฟ้าทะลายโจร’ ทางออกของโควิด-19 ??

ในช่วงนี้การระบาดของไวรัสโควิด-19 นอกจากจะมีแนวโน้มที่ไม่ลดลงแล้ว ยังเพิ่มขึ้นแบบน่าใจหายอีกด้วยครับ ท่ามกลางการโจมตีผลงานรัฐบาลในเรื่องของการใช้วัคซีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการ หรือแม้กระทั่งคุณภาพของวัคซีน จนชาวบ้านระดับรากหญ้าหลาย ๆ ราย ไม่กล้าที่จะฉีดวัคซีน ถ้ามีเงินหน่อยก็เลือกที่จะรอวัคซีนทางเลือก ที่โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งเริ่มให้มีการเปิดจองไปแล้ว 

ในส่วนของการจัดการ พอรัฐบาลมีมาตรการสั่งปิดแคมป์คนงานหลาย ๆ แห่งในกรุงเทพฯ ก็กลับกลายเป็นว่าทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของแรงงานจำนวนมากไปยังต่างจังหวัดเพื่อกลับภูมิลำเนา ส่งผลให้ในต่างจังหวัดที่สถานการณ์เริ่มจะคลี่คลายแล้วกลับมารุนแรงขึ้นอีก และมีคลัสเตอร์ที่น่าเป็นห่วงที่สุดเพิ่มขึ้นมาคือคลัสเตอร์ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เนื่องจากการกระจายลงไปสู่เด็กเล็กที่ค่อนข้างลำบากมากในเรื่องของการดูแลตัวเอง 

ท่ามกลางกระแสอันเลวร้ายของโควิด-19 ก็มีอีกกระแสหนึ่งเกิดขึ้นมา นั้นคือกระแสที่ว่าด้วยแพทย์ทางเลือก คือ การใช้ฟ้าทะลายโจร ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรที่คนไทยรู้จักกันมานาน อาจจะมีสรรพคุณในการป้องกัน และรักษาไวรัสโควิด-19 ได้ สำหรับวันนี้เราจะมาดูรายละเอียดของเรื่องนี้กันครับ 

ก่อนอื่นเรามารู้จักพืชสมุนไพรที่ว่าด้วยฟ้าทะลายโจรกันก่อน ฟ้าทะลายโจรมีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Andrographis paniculata (Burm.f.) Wall.ex Nees และชื่อสามัญคือ Kariyat , The Creat ทั้งนี้นอกจากชื่อฟ้าทะลายโจร แล้วยัง มีชื่อเรียกอื่น ๆ อีก ตามแต่ละพื้นที่ เช่น หญ้ากันงู น้ำลายพังพอน ฟ้าสาง เขยตายยายคลุม สามสิบดี เมฆทะลาย ฟ้าสะท้าน เป็นต้น ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของฟ้าทะลายโจร เป็นไม้ประเภทล้มลุก มีความสูงประมาณ 30-70 เซนติเมตร ทุกส่วนของฟ้าทะลายโจรจะมีรสขม กิ่งเป็นใบสี่เหลี่ยม ใบเป็นประเภทใบเดี่ยว แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอก ช่อ ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ส่วนที่ใช้เป็นสมุนไพรใช้ได้หลายส่วน ทั้งต้น ใบสด ใบแห้ง ฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่ได้ถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (บัญชียาจากสมุนไพร) กระทรวงสาธารณสุข ในรูปแบบยาเดี่ยว ลักษณะส่วนประกอบทางเคมีของฟ้าทะลายโจร มีสารเคมีประกอบอยู่หลายประเภท แต่ที่เป็นสารที่สำคัญในการออกฤทธิ์ คือ สารกลุ่ม Lactone ได้แก่ สารแอดโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) สารนีโอแอนโดรกราโฟไลด์ (neo-andrographolide) สาร 14-ดีอ๊อกซี่แอนโดรกราโฟไลด์ (14-deoxy-andrographolide) 

โดยสรรพคุณหลักของฟ้าทะลายโจรคือ ใช้บรรเทาอาการไข้หวัด แก้ไอและเจ็บคอ ทั้งนี้ในประเทศไทยมีหน่วยงานที่ศึกษาเรื่องการใช้ฟ้าทะลายโจรในการรักษาไวรัสโควิด-19 อย่างจริงจังคือโรงพยาบาลอภัยภูเบศร โดยได้ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการศึกษาวิจัยถึงกลไกในการต้านโควิด-19 ของฟ้าทะลายโจร ทั้งนี้จากผลการศึกษาพบว่าสารแอนโดรกราโฟไลด์ ซึ่งเป็นสารสำคัญในฟ้าทะลายโจร มีความสามารถในการยับยั้งกระบวนการติดเชื้อไวรัสของเซลล์ปอดในมนุษย์ได้ โดยผ่านกลไกที่สำคัญ คือ การยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในทุกระยะ จึงมีโอกาสที่จะพัฒนาการใช้ฟ้าทะลายโจรเป็นยารักษาและป้องกันโควิด-19 ได้ โดยสามารถใช้เป็นยาเดี่ยว หรือใช้ควบรวมกับสูตรยามาตรฐาน ในการรักษาผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ได้ ปัจจุบันผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ Journal of  Natural Products ซึ่งเป็นผลการศึกษาที่เกิดขึ้นในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น 

อย่างไรก็ตามเนื่องจากไวรัสโควิด-19 เป็นโรคอุบัติชนิดใหม่ที่พึ่งเกิดขึ้นมา ในการพัฒนายาที่มาใช้ในการรักษานั้น จะต้องมีการศึกษา วิจัย และค้นคว้าให้มีความลึกซึ้งมากกว่านี้ และอาจใช้ระยะเวลาในการศึกษา เพราะการใช้ยาแต่ละชนิดในการรักษาหรือป้องกันโรคนั้นจะต้องศึกษาผลกระทบที่เกิดจากการใช้ยาชนิดนั้นที่อาจเกิดขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีการศึกษาในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่ที่มีการศึกษาและเป็นที่ยอมรับอย่างชัดเจนแล้วคือการรับประทานฟ้าทะลายโจรจะช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคหวัดได้ ส่วนจะใช้ในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโควิด-19 ได้จริงหรือไม่ คงต้องมีการศึกษากันในระยะต่อไป เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น 

แต่แม้จะยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน 100% ยืนยันได้ว่าฟ้าทะลายโจรสามารถป้องกันหรือรักษาเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้จริงหรือไม่ก็ตาม การรับประทานฟ้าทะลายโจรก็เป็นประโยชน์ต่อเราอยู่แล้ว ในเรื่องของการป้องกันการเป็นหวัดได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะหาพืชสมุนไพรที่ชื่อฟ้าทะลายโจรมารับประทาน ก็ไม่เกิดความเสียหายอะไร นอกจากจะป้องกันการเป็นหวัดได้แล้ว เผลอ ๆ อาจจะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายเราในการป้องกันโควิด-19 ท่ามกลางกระแสความสับสนในเรื่องของการใช้วัคซีน ได้อีกด้วยก็เป็นได้ครับ


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

"BLUETECH CITY" บริจาคน้ำดื่มให้ พมจ.สมุทรปราการ เพื่อนำไปช่วยผู้ประสบอัคคีภัย คนพิการ คนด้อยโอกาส และคนยากไร้

วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 โครงการจัดตั้ง นิคมอุตสาหกรรม ฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ (ฉะเชิงเทรา) ได้มอบน้ำดื่ม จำนวน 100 แพ็ค ให้กับ "นายชีวานนท์ พรรัตน์ธนิกกุล" นายกสมาคมสหพันธ์แรงงานคนพิการไทย "นายโกสินธ์ จินาอ่อน" บรรณาธิการ ภูมิภาค/อาชญากรรม THE  STATES TIMES "นายณัฐวุฒิ เหมือนเพชร" ผู้อำนวยการใหญ่(หนังสือพิมพ์สยามโฟกัสไทม์) จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อนำไปบริจาคต่อยัง "นางภิญญา จำรูญศาสน์" พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสมุทรปราการ นำไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน คนพิการ คนยากไร้ และคนด้อยโอกาส

สืบเนื่องจากมีเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานในตำบลกิ่งแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และส่งผลกระทบปัญหาในหลาย ๆ ด้านกับพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ ณ.บริเวณโดยรอบของบริษัทที่เกิดเหตุ และต้องย้ายถึงฐานไปพักอาศัยอยู่ ณ สถานที่บรรเทาทุกข์ที่ทางภาครัฐจัดให้อยู่ชั่วคราว

ทางโครงการฯ จึงได้ประสานงานมายัง "นายกสมาคมสหพันธ์แรงงานคนพิการไทย" เพื่อนำส่งต่อไปช่วยเหลือกับพี่น้องประชาชนเป็นการบรรเทาทุกข์เบื้องต้นและร่วมด้วยช่วยกัน "คนละไม้ คนละมือ" ต่อไป

ในการนี้ "นายพิชิตเวธน์ คำเด่นเหล็ก"นักพัฒนาสังคมชำนาญการหัวหน้าฝ่ายบริหารสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ เป็นตัวแทนรับมอบน้ำดื่ม และกล่าวขอบคุณทางโครงการ ฯ และ "คณะผู้นำ" น้ำดื่มมาจัดส่งให้ในวันนี้ทางเราจะนำน้ำดื่มที่ได้รับมอบมานำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชนคนในจังหวัดสมุทรปราการ ต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top