Friday, 3 July 2026
TheStatesTimes

3 กรกฎาคม 2440 รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสรัสเซีย จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียอย่างเป็นทางการ แสดงอำนาจการทูตรักษาเอกราช พระราชไมตรีครองใจจักรพรรดิ์

วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การต่างประเทศของไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินถึงกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก จักรวรรดิรัสเซีย ในระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก และการเสด็จฯ ครั้งนี้ได้รับการยึดถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียอย่างเป็นทางการ

การเสด็จประพาสยุโรปของรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2440 เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สยามกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งต่างขยายอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเดินทางเยือนประเทศมหาอำนาจยุโรปจึงมิใช่เพียงการเจริญพระราชไมตรีเท่านั้น แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษาเอกราช อธิปไตย และสถานะของสยามบนเวทีโลก

รัสเซียในเวลานั้นเป็นมหาอำนาจสำคัญของยุโรปและเอเชีย การเสด็จฯ เยือนรัสเซียจึงมีความหมายทางการทูตอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงให้ชาติตะวันตกเห็นว่าสยามมีความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอื่นนอกเหนือจากอังกฤษและฝรั่งเศส และสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างมีดุลยภาพ เพื่อถ่วงดุลแรงกดดันจากเจ้าอาณานิคมในภูมิภาค

ความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยามกับราชสำนักรัสเซียมีพื้นฐานจากความสัมพันธ์ส่วนพระองค์ระหว่างรัชกาลที่ 5 กับสมเด็จพระจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย โดยก่อนหน้านั้น เมื่อปี พ.ศ. 2434 ขณะยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย พระองค์เคยเสด็จเยือนสยาม และได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นรากฐานสำคัญของมิตรภาพระหว่างสองราชสำนัก
แหล่งข้อมูลของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมอสโก ระบุว่า ไทยและรัสเซียยึดถือการเสด็จประพาสรัสเซียของรัชกาลที่ 5 ระหว่างวันที่ 3–11 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 หรือ ค.ศ. 1897 เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ขณะที่ข้อมูลของสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียระบุว่า ระหว่างการเสด็จฯ เยือนรัสเซียในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1897 ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัสเซียกับสยามได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ

ในระหว่างการเสด็จฯ เยือนรัสเซีย รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพบสมเด็จพระจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 และราชสำนักรัสเซียอย่างเป็นทางการ การพบปะครั้งนี้ช่วยเสริมสถานะของสยามในสายตานานาชาติ เพราะสะท้อนให้เห็นว่าสยามมิใช่รัฐเล็กที่ไร้อำนาจต่อรอง หากเป็นประเทศเอกราชที่สามารถเจริญสัมพันธไมตรีกับมหาอำนาจได้ในระดับราชสำนัก

การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียยังมีผลต่อเนื่องในเวลาต่อมา โดยรัสเซียแต่งตั้งผู้แทนทางการทูตประจำสยาม และมีการเปิดสถานกงสุลใหญ่รัสเซียในกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2441 ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงมิได้หยุดอยู่เพียงการเสด็จเยือน แต่ขยายไปสู่กลไกทางการทูตอย่างเป็นระบบ
ในเชิงยุทธศาสตร์ การเสด็จประพาสรัสเซียของรัชกาลที่ 5 เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวิเทโศบายที่มุ่งรักษาเอกราชของสยามผ่านการทูต พระองค์ทรงตระหนักดีว่าในยุคจักรวรรดินิยม ประเทศขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรอบคอบ ไม่เอนเอียงต่อมหาอำนาจใดมากเกินไป และต้องแสดงให้โลกเห็นว่าสยามเป็นรัฐที่มีอารยธรรม มีการปฏิรูป และสามารถยืนอยู่ในระบบระหว่างประเทศได้อย่างสง่างาม

การเสด็จฯ เยือนรัสเซียยังสะท้อนพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ในการใช้พระราชไมตรีส่วนพระองค์เป็นเครื่องมือทางการทูต ความสัมพันธ์อันดีระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับจักรพรรดิรัสเซียช่วยให้สยามมีพื้นที่ทางการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของสยามในสายตายุโรป

นอกจากผลทางการเมืองแล้ว ความสัมพันธ์ไทย–รัสเซียยังนำไปสู่ความสัมพันธ์ด้านการศึกษาและวัฒนธรรมในเวลาต่อมา ตัวอย่างสำคัญคือการที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เสด็จไปศึกษาวิชาทหารในรัสเซีย ซึ่งสะท้อนความใกล้ชิดระหว่างสองราชสำนักและความไว้วางใจที่มีต่อกันในยุคนั้น

แม้ภายหลังความสัมพันธ์ไทย–รัสเซียจะผ่านช่วงเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง โดยเฉพาะหลังการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสหภาพโซเวียต แต่จุดเริ่มต้นจากการเสด็จประพาสรัสเซียของรัชกาลที่ 5 ยังคงได้รับการยึดถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยไทยและรัสเซียได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2491 หรือ ค.ศ. 1948
วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์การทูตไทย วันที่รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสรัสเซีย และเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบริบทโลกที่สยามต้องรักษาเอกราชด้วยความสุขุม รอบคอบ และพระปรีชาสามารถทางการทูต

เหตุการณ์ครั้งนี้ยังเป็นหลักฐานสำคัญว่า การทูตสามารถเป็นเครื่องมือปกป้องชาติได้ไม่น้อยไปกว่ากำลังทหาร เพราะในยุคที่สยามถูกรายล้อมด้วยแรงกดดันจากจักรวรรดินิยม พระราชวิเทโศบายของรัชกาลที่ 5 ได้ช่วยให้ประเทศสามารถยืนหยัดในเวทีระหว่างประเทศ และรักษาความเป็นเอกราชไว้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งการเสด็จเยือนต่างประเทศ แต่เป็นวันที่สะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านการทูตของรัชกาลที่ 5 และเป็นหมุดหมายแห่งมิตรภาพไทย–รัสเซีย ที่สืบเนื่องมาจากพระราชไมตรีของสองราชสำนัก สู่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่ดำรงต่อมาจนถึงปัจจุบัน

จับตา “รัชพงศ์” พ้นทีม ‘พิพัฒน์’!! ไขก๊อกพ้นทีมพิพัฒน์ จุดคำถามเกิดอะไรในวงอำนาจกระทรวงคมนาคม ปลดหรือลาออก? ปมขุนพลคู่กายคมนาคมสะเทือนวงใน ทิ้งคำถามปลดจริงหรือถอยเอ

ปลด หรือลาออก “รัชพงศ์ ชูแก้ว”ขุนพลคู่กาย พิพัฒน์ รัชกิจประการ เหตุผลคืออะไร

ข่าวกระฉ่อนไปทั้งกระทรวงคมนาคม “ปลดขุนพลคู่กายพิพัฒน์”แต่เมื่ออ่านเอกสารทางการเขียนว่า “ลาออก” จะลาออก หรือให้ออกคงไม่สำคัญเท่าเหตุผลของการพ้นจากตำแหน่ง แม้ลึกๆพอจะรู้กันอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีใครออกมาบอกความจริงกับสังคม ในหนังสือลาออกก็ไม่บอกเหตุผล
ผ่าขุนพลคลังสมอง ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ มือแก้โจทย์หินเมกะโปรเจกต์

พิพัฒน์ ไม่ได้โตมาจากการเมือง เขาโตมาจากสายโลจีสติกส์ และธุรกิจน้ำมัน แต่ภรรยา ดร.นที รัชกิจประการ มาสายการเมือง เมื่อ ดร.นที ตกหลุมพลางการเมือง พิพัฒน์ จึงเข้ามาสานต่องานที่ไม่ถนัด แต่เมื่อเข้ามาเสพอำนาจแล้ว ก็เสพติดอำนาจ

ด้วยความเป็นคนมากบารมีในแวดวงธุรกิจน้ำมัน เมื่อเขามาเสียบแทน ดร.นที เขาจึงเป็นเบอร์ 1 ในภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย กินตำแหน่งรัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานรัฐมนตรีกระทรวงใหญ่อย่างคมนาคม

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีคมนาคม มีทีมงานหลัก 3 คนเป็นคลังสมองสำคัญในการขับเคลื่อนเมกะโปรเจกต์ของกระทรวง

คนแรกคือ รัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการฯ ทำหน้าที่เป็น Chief of Staff คอยประสานงานกับข้าราชการและติดตามเร่งรัดโครงการต่างๆ รัชพงศ์ เป็นอดีต สจ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

นริศ ขำนุรักษ์ ที่ปรึกษาฯ ใช้ประสบการณ์ทางการเมืองให้คำแนะนำและลดแรงเสียดทานในการผลักดันนโยบาย ประสบการณ์กับการเป็นอดีตข้าราชการ ก.ทรัพยากรฯ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ 5 สมัย อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย

สุทธิพงศ์ หรือ ‘กุนซือแดง’ รับบทเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย คอยตรวจสอบสัญญาร่วมลงทุน (PPP) ที่ซับซ้อนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ

ก่อนหน้านั้นก็จะมีอารี ไกรนรา อดีตติดสอยห้อยตามในตำแหน่งเลขานุการ ตั้งแต่กระทรวงท่องเที่ยวมากระทรวงแรงงาน

ยัง มีสจ.ถึก-ภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์ อดีต สจ.พัทลุง อดีตโฆษกกระทรวงแรงงาน เพิ่งได้รับตำแหน่งใหม่ล่าสุด ไปนั่งประจำสำนักนายก

ล่าสุดมีลูกพ่วงใหม่ มานะ ยวงทอง ผู้สมัคร สส.นครศรีฯในนามภูมิใจไทย 2 สมัย แต่สอบไม่ผ่าน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

น่าสนใจว่าเกิดอะไรขึ้น “พิพัฒน์” มาต้องผลัก “รัชพงศ์ ชูแก้ว”ออกไปพ้นกาย ต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ๆ

“สิงคโปร์” สร้างชาติด้วยการศึกษา!! ถอดบทเรียนสิงคโปร์สร้างชาติผ่านการศึกษา 60 ปี ปฏิรูป 4 ยุค จากเอาตัวรอดสู่เด็กเป็นศูนย์กลาง ส่วนไทยยังต้องถามตัวเองว่า เรากำลังปฏิรูปเด็ก หรือแค่รักษาระบบเดิมไว้

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Aun Theeraphat ได้โพสต์ว่า

“สิงคโปร์สร้างชาติได้อย่างไร”

60 ปี ที่ผ่านมามีการปฏิรูปการศึกษาไปทั้งหมด 4 ครั้ง

ยุคแรก 1965 - 1978 Survival-Driven Education

สร้างโรงเรียนเยอะ ๆ ทุกโรงเรียนหน้าตาเหมือนกัน ก่อนนี้น้อยคนมีโอกาสได้เข้ามาเรียน ก็เริ่มได้เข้ามาเรียน ประกาศรับครูเยอะแยะมากมายสมัครตอนเช้าบรรจุตอนบ่าย

ยุคสอง 1979 -1996 Efficiency- Driven Education

เน้นเด็กเก่ง เกรดดี ระบบเป๊ะ STEM เริ่มเข้ามา เรียนกดดัน  เรียนหนัก  มีการประเมินครู

แบ่งเด็กเป็นสายปกติ  สายเคร่งครัด  สายเทคโนโลยี

แบ่งเด็กเก่งเด็กอ่อน จัดอันดับโรงเรียน  ดูผลสอบโรงเรียน

“คะแนนสอบ” สำคัญที่สุด

.

ยุคสาม 1997 - 2011 Ability - Driven Education

เริ่มให้ความสำคัญ กับ Ability  ด้านอื่นมากขึ้นเช่นศิลปะ ดนตรี กีฬา

“ เราจะเสิร์ฟอาหารจานเดียวกันให้กับเด็กทุกคนในสิงคโปร์ไม่ได้” เพราะความสามารถของเด็กแต่ละคนต่างกันมีการตั้งโรงเรียนเฉพาะทางเฉพาะด้านออกมา

ยุคสี่ 2012 - ปัจจุบัน Student - Centric Values Driven Education

เน้นการสร้างตัวตนและคุณ ค่า  เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง

ห้ามโฆษณา เฉพาะเด็กเก่งที่ได้ A

เน้นเชิดชูตัวตนของเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่ฝ่าฟันผ่านความยากลำบากมาได้

“สุขภาพจิต” เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กคนนั้นโตเป็นผู้ใหญ่และเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

เน้นการทำงานเข้ากับคน ปรับตัวเข้ากับสังคม

ยุคปัจจุบัน มี AI เข้ามาช่วยในการเรียนการสอนในห้องเยอะมากและสิงคโปร์ก็ไม่ได้ปฏิเสธ และใช้มันมากที่สุดในโลก

ช่วยลดภาระครู วางแผนการสอนช่วยตรวจงาน เป็นติวเตอร์ให้นักเรียนฟังแล้วก็น่าคิดนะครับ

1. ลองหลับตานึกดูปัจจุบันการศึกษาไทยตามหลังสิงคโปร์อยู่กี่ปี  แล้วการศึกษาบ้านเราคล้ายกับช่วงไหนของเค้า

2. Dr.Lim กำลังจะมาเป็นผู้บริหารเปิดโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรสิงคโปร์ในประเทศไทยปีหน้า ชื่อ Singapore Global International School

โรงเรียนอินเตอร์เปิดใหม่สวนทางกับโรงเรียนเอกชนไทยที่ทยอยปิดลง และสวนทางกับจำนวนเด็กที่เกิดน้อยลง

3. วันนึงผมก็อยากเห็นบ้างนะถ้าหลักสูตรไทยมันดีจริง เหมือนที่ผู้ใหญ่หลาย ๆ คนบอก

แล้วมีนักการศึกษาแบบนี้ ไปสัมภาษณ์แถวประเทศในยุโรป เอเชียแล้วไปเปิดหลักสูตรไทยอินเตอร์เนชั่นแนลแข่งกับหลักสูตรสากลอื่น แข่งกับ ระบบ AP IB Singapore ไม่รู้ฝันของผมเป็นจริงได้ไหมแล้วเมื่อไหร่ 

.

4. ข่าวดีเรากำลังจะมีโรงเรียนดี ๆ ผู้บริหารเก่ง ๆ เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งโรงเรียนในประเทศไทย

ข่าวร้ายอยากได้ของดีต้องจ่ายเงินในราคาที่แพง

ที่มา : https://www.facebook.com/100060348729261/posts/1381793657175579/?rdid=LChrQodD1Mu6lYrs#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top