Wednesday, 10 June 2026
TheStatesTimes

ตร.กัมพูชาปฏิบัติการใหญ่!! รวบต่างชาติ 200 คน มั่วสุมเสพยากลางพนมเปญ สอบโยงขบวนการสแกมเมอร์

(16 ต.ค. 68) เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติกัมพูชา พร้อมตำรวจท้องที่ บุกตรวจค้นอาคารชื่อ “พิช เล เมฆ” หรือ “Diamond in the Sky” ในเขตเกาะเพชร กรุงพนมเปญ เมื่อช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา หลังสืบทราบว่ามีการเปิดสถานที่ให้บริการเสพยาเสพติดอย่างลับ ๆ โดยใช้เวลาปฏิบัติการยาวนานกว่า 6 ชั่วโมง

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมชายและหญิงได้รวมประมาณ 200 คน มีทั้งชาวจีน ชาวเวียดนาม และชาวกัมพูชา เบื้องต้นทั้งหมดถูกนำตัวไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อตรวจหาสารเสพติดและสอบสวนเพิ่มเติม โดยตำรวจยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม รายงานอีกกระแสระบุว่า อาคารดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรมที่ใช้สถานที่แห่งนี้กักขังเหยื่อหลายร้อยคน ก่อนส่งต่อไปยังศูนย์สแกมเมอร์ในพื้นที่อื่น ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งขยายผลตรวจสอบเชื่อมโยงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป พร้อมยืนยันว่าการปฏิบัติการทลายอาคารแห่งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการที่ทีมตอบโต้สถานการณ์ของรัฐบาลเกาหลีใต้ เดินทางมาถึงพนมเปญเมื่อคืนที่ผ่านมา

หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน 2 ลำ พร้อมกำลังพลกว่า 1,200 นาย เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ไม่ได้เสริมกำลังกัมพูชา ตามที่มีการกล่าวอ้าง

(16 ต.ค. 68) ที่ท่าเทียบเรือจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ร่วมด้วย พลเรือตรี สุรศักดิ์ เฉิดผาด ผู้อำนวยการกองการท่าเรือฐานทัพเรือสัตหีบ และนายจาง เจี้ยนฮุ่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมกำลังพลกองทัพเรือไทย ร่วมให้การต้อนรับ กองเรือที่ 83 (ปาซาน) ของกองทัพเรือจีน เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16–20 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน 2 ลำ พร้อมกำลังพลกว่า 1,200 นาย เพื่อฝึกปฏิบัติในทะเลต่างประเทศและเสริมสร้างความร่วมมือทางทหาร เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน

กองเรือที่ 83 (ปาซาน) ประกอบด้วย เรือฝึกหัด “ฉีจี้กวง” หมายเลขเรือ 83 และเรือยกพลขึ้นบก “อี้เหมิงซาน” หมายเลขเรือ 988 ในโอกาสนี้ ผู้แทนฝ่ายไทย ได้มอบพวงมาลัยต้อนรับแก่ นาวาเอกพิเศษ ซวี เจี้ยนกั๋ว (Xu Jianguo) รองผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือดาลี่เอิน และผู้บัญชาการหมู่ฝึกนักเรียนนายเรือจีน, นาวาเอกพิเศษ ฝู เซียนเหว่ย (Fu Xianwei) รองกรรมาธิการทหารฝ่ายการเมือง โรงเรียนเรือดำน้ำชิงเต่า, นาวาเอกเฝิง เหลียง (Feng Liang) ผู้บังคับการเรือฉีจี้กวง และนาวาเอกคัง จุนเว่ย (Kang Junwei) กรรมาธิการทหารฝ่ายการเมืองประจำเรือฉีจี้กวง บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น ท่ามกลางประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมาก ที่เดินทางมาร่วมให้การต้อนรับกองเรือที่ 83 ในครั้งนี้

สำหรับการเยือนครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจฝึกภาคทะเลของนักเรียนนายเรือจีน พร้อมกำลังพล กว่า 1,200 นาย เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ด้านการเดินเรือระหว่างประเทศ และกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือจีน 

โดยในช่วงที่หมู่เรือจีนเทียบท่าประเทศไทย กองทัพเรือจีน จะจัดกิจกรรม “เปิดเรือให้ประชาชนเข้าชม” เพื่อให้ชาวไทยได้เยี่ยมชมเรือรบสมัยใหม่ พร้อมร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและมิตรภาพระหว่างทหารเรือทั้งสองประเทศ

เรือฝึก “ฉีจี้กวง” (Qi Jiguang) หมายเลข 83 เป็นเรือฝึกขนาดใหญ่ ระวางขับน้ำ 9,000 ตัน ความยาว 165.3 เมตร ทำความเร็วสูงสุดได้ 22 น็อต โดยมี พลเรือตรี เฝิง เหลียง เป็นผู้บัญชาการเรือ ส่วนเรือยกพลขึ้นบก “อี้เหมิงซาน” (Yimeng Shan) หมายเลข 988 มีระวางขับน้ำ 25,000 ตัน ความยาว 210 เมตร ความเร็วสูงสุด 25 น็อต มี พลเรือตรี นิว จื้อหยง (Niu Zhiyong) เป็นผู้บัญชาการเรือ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ กองเรือที่ 83 ได้เทียบท่าที่เมืองสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา และมีกระแสข่าวเท็จจากบางสื่อในกัมพูชา ว่าเป็นเรือรบที่จีนส่งกำลังเสริมทางทหาร ซึ่งข้อเท็จจริงคือภารกิจดังกล่าว เป็นเพียงการฝึกภาคทะเลและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่มีเจตนาทางการทหารหรือเกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนแต่อย่างใด ทั้งนี้ กองเรือที่ 83 มีกำหนดเยือนหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา ไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย เพื่อส่งเสริมมิตรภาพและความร่วมมือด้านกองทัพเรือ อย่างต่อเนื่อง

ผบ.ตร.เสียใจ ตชด.EOD เสียชีวิตในหน้าที่ กำชับดูแลสวัสดิการเต็มที่โดยด่วน พิธีศพสมเกียรติยศ “ตำรวจกล้า”  สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอเลื่อนยศ พล.ต.อ. มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 3.6 ล้านบาท  

(16 ต.ค. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณี "ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน" ผู้บังคับหมู่ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด หรือ EOD กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 444 เสียชีวิตจากการถูกคนร้ายยิงด้วยอาวุธปืน ขณะปฏิบัติภารกิจปิดล้อมเป้าหมายผู้ก่อความไม่สงบ บังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (15 ตุลาคม 2568) ว่า เหตุการณ์เกิดเมื่อชุด EOD เข้าพื้นที่ หลังรับแจ้งว่าเคลียร์พื้นที่ได้แล้ว แต่กลับเกิดเหตุการณ์สูญเสียโดนยิงที่ศีรษะจนเสียชีวิต

ผบ.ตร. กล่าวว่า “เรื่องนี้ผมเสียใจ ผมได้บอก พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร.ว่าสำหรับผู้ที่เสียชีวิตจาการปฏิบัติหน้าที่ ให้ดูแลสิทธิประโยชน์โดยเร็ว มากที่สุดเท่าที่มากได้ ผู้บังคับบัญชาต้องดูแล ลงไปจัดการงานพิธีการงานศพ การพระราชทานเพลิงศพให้สมเกียรติยศ การเพิ่มขั้นเงินเดือนต้องทำให้เร็ว” และย้ำว่า "สำหรับตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่แล้วได้รับบาดเจ็บ บางคนป่วยติดเตียง คนกลุ่มนี้หนักกว่า ต้องไปดูแลอย่ามองข้าม คนกลุ่มนี้ต้องทนทุกข์กับร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม สูญเสียอวัยวะ ต้องไปดูแล การเพิ่มขั้นเงินเดือน ยศ ว่าเพิ่มได้อย่างไร ไม่ใช่ปล่อยไป ต้องไปดูแลปรับแก้ระเบียบคำสั่งเพื่อสร้างความภาคภูมิใจ”

ด้าย พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในนามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของ ด.ต.สมศักดิ์ฯ โดยได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวในเบื้องต้นประมาณ 3,600,000 บาท พร้อมเสนอเลื่อนเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษไม่เกิน 7 ขั้น เลื่อนยศสูงขึ้นเป็น พล.ต.อ. และได้รับสิทธิบรรจุทายาทเข้ารับราชการตำรวจ โดย ผบ.ตร. กำชับการจัดพิธีศพ ด.ต.สมศักดิ์ ฯ อย่างสมเกียรติ พร้อมให้กำลังใจครอบครัว กำชับผู้บังคับบัญชาดูแลเยียวยาอย่างเต็มที่ และรวดเร็ว

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า ด.ต.สมศักดิ์ ฯ เป็นตำรวจที่มีความตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน และผู้บังคับบัญชา สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอสดุดีในความกล้าหาญ มุ่งมั่น เสียสละของ ด.ต.สมศักดิ์ ฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่ตำรวจ พิทักษ์สันติสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง เป็นตำรวจ EOD ที่มีความเชี่ยวชาญปฏิบัติภารกิจมากมายท่ามกลางความเสี่ยงเพื่อรักษาความสงบปลอดภัยในพื้นที่ และทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่เกรงกลัวภัยอันตรายจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต นับเป็นการสละชีพในหน้าที่ตำรวจที่น่ายกย่อง ซึ่งในวันนี้จะมีพิธีรดน้ำศพ ด.ต.สมศักดิ์ฯ ที่ฌาปนสถานเทศบาลนครยะลา จ.ยะลา โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงเป็นตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมพิธี

นอกจากนี้ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผบ.ตร.ห่วงใยและให้กำลังใจกำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่สำคัญในการรักษาความสงบสุขของบ้านเมือง ดูแลความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชน ขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นต่อไป โดยชื่นชมตำรวจทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง กล้าหาญ ตั้งใจ ขอให้รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต กำชับผู้บังคับบัญชาดูแลเรื่องความปลอดภัยและขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานด้วย โดยล่าสุดเกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดพื้นที่ อ.ยี่งอ จว.นราธิวาส เบื้องต้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ผบ.ตร.สั่งการให้ดูแลสิทธิสวัสดิการผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่เช่นกัน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568

(16 ต.ค. 68) เวลา 08.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานในพิธีต่าง ๆ เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ โดยมี รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., ข้าราชการตำรวจ และคณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธี

ในปีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีเนื่องในวันตำรวจขึ้นในวันที่ 16-17 ตุลาคม 2568 โดยวันนี้มีพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบริเวณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พิธีถวายสักการะพระบรมรูปหล่อ รัชกาลที่ 9, พิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 4, พิธีสักการะรูปปั้นจำลอง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ และพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานและเจริญพระพุทธมนต์ 

จากนั้น ผบ.ตร. เป็นประธานพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลืองานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ข้าราชการตำรวจที่ประพฤติปฏิบัติดีเยี่ยมตามประมวลจริยธรรม, ข้าราชการตำรวจและหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ได้ผ่านการคัดเลือกดีเด่นในด้านต่างๆ และพลเมืองดีที่ช่วยเหลืองานตำรวจ รวมจำนวน 128 ราย ณ ห้องศรียานนท์ อาคาร 1 ก่อนเดินทางพร้อมด้วยนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ไปเยี่ยมข้าราชการตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ณ โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อให้ความช่วยเหลือและเป็นขวัญกำลังใจ

ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ 17 ตุลาคม 2568 วันตำรวจ ผบ.ตร.และนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชา และคณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ จะร่วมพิธีเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม ประกอบด้วย พิธีวางพานพุ่มดอกไม้พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5, พิธีถวายราชสักการะและถวายมาลัยสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ 9, พิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ, พิธีวางพวงมาลาและพิธีตรึงหมุดแผ่นจารึกรายชื่อข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ และพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของข้าราชการตำรวจและนักเรียนนายร้อยตำรวจ

อว. ปิดอบรม 'นบม. รุ่น 32' มอบวุฒิบัตร 46 ผู้บริหารมหา‘ลัย ทั่วประเทศ “วราภรณ์” รองปลัด อว. ชี้ เครือข่ายผู้บริหารคือทัพหลักที่สำคัญ ดันมหาวิทยาลัยไทย สู่เวทีโลก

(16 ต.ค. 68) นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีปิดการฝึกอบรมและมอบประกาศนียบัตร พร้อมเข็มเชิดชูเกียรติแก่ ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตร “การพัฒนานักบริหารมหาวิทยาลัยสายวิชาการระดับสูง” (นบม.) รุ่นที่ 32 ซึ่งจัดโดยสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมทบวงมหาวิทยาลัย โดยมี นายสุทน เฉื่อยพุก ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาทุนทางปัญญา สำนักงานปลัดกระทรวง อว. เข้าร่วมในพิธี พร้อมด้วยรองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการ และผู้บริหารจากสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน รวม 46 คน จาก 37 แห่ง และบุคลากรจาก สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ณ โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ

นางสาววราภรณ์ กล่าวว่า สถาบันอุดมศึกษาเป็นแหล่งรวมทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่าและเป็นศูนย์กลางแห่งภูมิปัญญา วิชาการ และการผลิตกำลังคนของประเทศ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก การบริหารสถาบันอุดมศึกษา จึงต้องอาศัยผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพและเป็นสากล เพื่อสามารถตอบสนองต่อความท้าทายของโลกยุค Disruptive World ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“การสร้างเครือข่ายระหว่างผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาองค์กร การจัดหลักสูตร นบม. จึงมุ่งส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งในเชิงวิชาการและประสบการณ์การบริหาร ผ่านการอบรม การอภิปราย และการทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงและพัฒนาระบบอุดมศึกษาไทยอย่างยั่งยืน” รองปลัดกระทรวง อว. กล่าว

ด้าน นายสุทน กล่าวว่า หลักสูตร นบม. รุ่นที่ 32 จัดขึ้นเพื่อ พัฒนาผู้บริหารสายวิชาการให้มีวิสัยทัศน์ ความรู้ ความสามารถ และขีดสมรรถนะในการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล มีคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษา ทั้งในระดับบุคคลและระดับสถาบัน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทย ให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

หลักสูตรการพัฒนานักบริหารมหาวิทยาลัยสายวิชาการระดับสูง (นบม.) รุ่นที่ 32 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม – 16 ตุลาคม 2568 โดยมีการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ณ สถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานภาครัฐ–เอกชน ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงการศึกษาดูงานต่างประเทศ ณ สมาพันธรัฐสวิส และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี 

เนื้อหาสาระการอบรมครอบคลุมหัวข้อสำคัญ เช่น แนวโน้มอุดมศึกษาไทยยุคใหม่ ยุทธศาสตร์การบริหารสถาบันอุดมศึกษา การพัฒนาและขับเคลื่อนภาวะผู้นำ การจัดการเชิงนวัตกรรม การสัมมนาเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม รวมทั้งการศึกษาด้วยตนเอง เพื่อพัฒนาผู้บริหารให้มีความพร้อมในการยกระดับคุณภาพสถาบันอุดมศึกษาไทย สู่มาตรฐานสากล

‘แมรี่ เลาลอว์’ ผู้แทนยูเอ็น ห่วงสวัสดิภาพ ‘อังคณา’ ถูกขู่ฆ่า ผบ.ตร. เผยยังไม่มีรายงาน วอนสังคมเห็นต่างได้แต่อย่าใช้ความรุนแรง

(16 ต.ค. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่นางแมรี่ เลาลอว์ (Mary Lawlor) ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ แสดงความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของนางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา หลังมีรายงานว่าถูกขู่ฆ่า ว่าขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการในเรื่องดังกล่าว แต่ได้รับทราบจากสื่อมวลชนเท่านั้น

ผบ.ตร.ระบุว่า หากนางอังคณาถูกคุกคามจริง ขอให้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้มีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมยืนยันว่าตำรวจพร้อมให้ความคุ้มครองความปลอดภัยอย่างเต็มที่ โดยมอบหมายให้ตำรวจสันติบาลและตำรวจไซเบอร์ตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่ามีการโพสต์ข่มขู่จริงหรือไม่ รวมถึงจะพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแสดงความคิดเห็นต่างทางการเมืองเป็นสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ขอให้หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์หรือความรุนแรง พร้อมย้ำว่า “เราทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน” และขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันด้วยสติและความรอบคอบ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

เปิดตัวเลขนักท่องเที่ยว 5 ชาติ แห่เข้าไทยมากสุด ‘มาเลย์-จีน’ นำโด่ง!! ยอดรวมพุ่งแตะ 25 ล้านคน

(16 ต.ค. 68) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเผยตัวเลขล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 12 ตุลาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยแล้วกว่า 25.09 ล้านคน ลดลง 7.54% จากปีก่อน แต่ยังสร้างรายได้รวมกว่า 1.15 ล้านล้านบาท โดย 5 ชาติที่เดินทางเข้าไทยมากที่สุด ได้แก่ มาเลเซีย (3.6 ล้านคน), จีน (3.58 ล้านคน), อินเดีย (1.85 ล้านคน), รัสเซีย (1.31 ล้านคน) และ เกาหลีใต้ (1.20 ล้านคน)

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (6–12 ต.ค. 68) พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชะลอตัวจากสัปดาห์ก่อนหน้า เนื่องจากสิ้นสุดช่วงวันหยุดยาวของหลายประเทศ เช่น จีน เกาหลีใต้ และอินเดีย รวมมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 522,169 คน หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 74,600 คน

แม้ยอดนักท่องเที่ยวโดยรวมลดลง 13.63% แต่ตลาดมาเลเซียยังเติบโตขึ้น 7.31% ขณะที่จีน อินเดีย เกาหลีใต้ และรัสเซียลดลงในสัดส่วนต่างกัน โดยจีนลดลงมากที่สุดเกือบ 47% สะท้อนแนวโน้มการเดินทางที่เข้าสู่ช่วงพักตัวระยะสั้นหลังวันหยุดยาว

กระทรวงฯ คาดว่าในสัปดาห์ถัดไปจำนวนนักท่องเที่ยวจะทรงตัว โดยยังมีปัจจัยบวกจากเทศกาล “ดิวาลี” ของอินเดีย และฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซัน) รวมถึงมาตรการอำนวยความสะดวกของรัฐบาล ทั้งการยกเลิกบัตร ตม.6 และการเพิ่มเที่ยวบิน ซึ่งจะช่วยหนุนให้การท่องเที่ยวไทยคึกคักต่อเนื่องในช่วงปลายปีนี้

19 ตุลาคม พ.ศ. 2513 ‘วัน เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์’ ตึกแฝดแห่งอเมริกา เริ่มเปิดใช้ครั้งแรก ก่อนกลายเป็นโศกนาฏกรรม 9/11

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) อาคาร “วัน เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” (One World Trade Center) ในนครนิวยอร์ก เปิดใช้งานเป็นวันแรก แม้อาคารจะยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์จนถึงปี 2515 แต่ในเวลานั้น มันถูกยกให้เป็น “ตึกที่สูงที่สุดในโลก” ด้วยความสูงกว่า 417 เมตร มีทั้งหมด 110 ชั้น ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น มิโนรุ ยามาซากิ (Minoru Yamasaki) และควบคุมการก่อสร้างโดยวิศวกร เลสลี โรเบิร์ตสัน (Leslie E. Robertson)

ตึกเวิลด์เทรดฯ ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างทางวิศวกรรม หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของอเมริกาและระบบทุนนิยมโลก ที่สะท้อนยุคแห่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและพลังของมหานครนิวยอร์ก อย่างไรก็ตาม ตึกแฝดแห่งนี้เคยประสบอัคคีภัยในปี 2518 และถูกโจมตีด้วยระเบิดในปี 2536 ก่อนจะเผชิญโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ 

ในวันที่ 11 กันยายน 2544 เครื่องบินโดยสารที่ถูกผู้ก่อการร้ายจี้ บินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดฯ ทั้งสองหลัง จนถล่มลงภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลก สั่นสะเทือนทั้งทางการเมือง ความมั่นคง และความเชื่อมั่นของมนุษยชาติ

ภายหลังเหตุการณ์ 9/11 พื้นที่เดิมของตึกแฝดได้ถูกสร้างขึ้นใหม่เป็น “วัน เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” หรือ “Freedom Tower” ที่สูงกว่าเดิมถึง 541 เมตร เปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี 2549 พร้อมอนุสรณ์สถานรำลึกผู้เสียชีวิต เพื่อเตือนใจว่า “แม้ตึกจะพัง แต่ความทรงจำของโลกไม่เคยหายไป”

‘เลขาธิการนาโต้’ โว!! นาโต้เหนือกว่ารัสเซียทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจและกองทัพ ยืนยันพร้อมหนุนยูเครนต่อเนื่อง

(16 ต.ค. 68) มาร์ก รุตเต้ (Mark Rutte) เลขาธิการใหญ่องค์การนาโต้ กล่าวในที่ประชุมสมัชชารัฐสภานาโต้ครั้งที่ 71 ณ กรุงลูบลิยานา ประเทศสโลวีเนีย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ว่า องค์กรพันธมิตรนาโต้กำลัง “ยกระดับการตอบสนอง” ต่อภัยคุกคามทั่วโลก โดยพันธมิตรยุโรปและแคนาดาเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 5% ของจีดีพี พร้อมเร่งขยายการผลิตอาวุธและสนับสนุนยูเครนอย่างต่อเนื่อง

รุตเต้เปิดเผยว่า โครงการ “Prioritised Ukraine Requirements List” หรือ PURL ของนาโต้ ได้ส่งมอบยุทโธปกรณ์มูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐให้ยูเครนภายในสองเดือนหลังเปิดตัว พร้อมย้ำว่า “สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยให้ยูเครนยังอยู่ในสนามรบ แต่ยังช่วยชีวิตผู้คน” นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสร้างความเข้าใจกับประชาชนถึงภัยคุกคามความมั่นคงที่กำลังขยายตัวทั่วโลก

เลขาธิการนาโต้ยังกล่าวในเชิงเปรียบเทียบว่า เศรษฐกิจของกลุ่มพันธมิตรนาโต้มีขนาดใหญ่กว่ารัสเซียถึง 25 เท่า และมีกองทัพที่ “เหนือกว่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ทั้งด้านเทคโนโลยีและศักยภาพทางอากาศ โดยยกตัวอย่างเครื่องบินรบ MiG-31 ของรัสเซียว่า “ไม่อาจเทียบได้แม้แต่เงาของนาโต้” 

อย่างไรก็ดี ฝ่ายรัสเซียตอบโต้ทันที โดยมองว่าคำพูดของรุตเต้เป็นเพียง “สงครามข้อมูล” ที่สะท้อนถึงความวิตกของนาโต้ต่อการพัฒนาทางทหารของมอสโก ซึ่งยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องแม้จะถูกคว่ำบาตรและกดดันจากชาติตะวันตกก็ตาม

สมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ เปิดศึกกัมพูชา เสนอ ‘คว่ำบาตร–ขึ้นบัญชีดำเขมร’ เอี่ยวทุนเทา

(16 ต.ค. 68) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน 3 คน ได้แก่ เจฟเฟอร์สัน ชรีฟ จากรัฐอินเดียนา, จอห์น มูลีนาร์ จากมิชิแกน และไมเคิล รูลี จากโอไฮโอ ได้เสนอร่างมติ H.R. 5490 ต่อคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้ “ขึ้นบัญชีกัมพูชาเป็นประเทศที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ” พร้อมเรียกร้องให้คว่ำบาตรเจ้าหน้าที่รัฐและผู้นำธุรกิจรายใหญ่ของกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในกิจกรรมผิดกฎหมายและเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีน

ร่างมติดังกล่าวอยู่ภายใต้ชื่อ “Promoting International Fraudsters Accountability Act” โดยระบุรายชื่อบุคคลกว่า 40 รายที่ใกล้ชิดกับอดีตนายกรัฐมนตรีฮุนเซน รวมถึงสมาชิกครอบครัวและผู้มีอิทธิพลในวงการพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และธุรกิจคาสิโน เช่น เนต ซาโวเอิน, ฮุน โต, ก๊ก อัน และเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ “เบน สมิธ” ชาวแอฟริกาใต้ที่ถูกกล่าวหาว่าบริหารเครือข่ายทุจริตแทนกลุ่มฮุนเซน

รายงานของคณะกรรมาธิการความมั่นคงและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ระบุว่า กัมพูชาถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของศูนย์สแกมเมอร์ที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงจีน ครอบคลุมถึงไทย ลาว และเวียดนาม โดยสร้างความเสียหายต่อชาวอเมริกันกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 ขณะที่แอมเนสตี้อินเตอร์เนชันแนลรายงานว่ามีแรงงานกว่า 120,000 คนในกัมพูชาถูกกักขังหรือบังคับทำงานในกิจการหลอกลวงออนไลน์เหล่านี้

ด้านทางการกัมพูชายังไม่ออกมาแสดงความเห็นต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่ผู้สังเกตการณ์มองว่าร่างมติของสหรัฐฯ เป็นสัญญาณกดดันทางการเมืองครั้งใหม่ เพื่อสกัดอิทธิพลจีนในกัมพูชา ซึ่งถูกมองว่าเป็นพันธมิตรสำคัญของปักกิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top