Wednesday, 10 June 2026
TheStatesTimes

ไทยคือประเทศแรกที่ไม่ปิดประตูใส่คนเขมร ด้วยยึดหลักมนุษยธรรมแม้ในวันที่โลกทอดทิ้ง

“ปี 1979 – วันที่คนไทยเปิดประตูให้คนเขมร”
ปี 1979 (พ.ศ. 2522) เป็นปีที่โลกจารึกความโหดร้ายไว้กลางหัวใจของคนกัมพูชาเอง — ช่วงที่ระบอบเขมรแดงเพิ่งล่มสลาย เสียงปืนยังดังไม่หยุด แต่เสียงร้องไห้ของผู้ลี้ภัยดังกว่า คนเป็นแสนเป็นล้านหนีตายข้ามเขตแดนเข้ามาไทย ทุกวัน ทุกชั่วโมง ไม่มีแผน ไม่มีอาหาร ไม่มีอนาคต มีเพียงชีวิตที่อยากรอด

ในเวลานั้น ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในฐานะ "ผู้รุกราน" แต่อยู่ในฐานะ "ประเทศเจ้าบ้านที่ไม่พร้อมจะเป็นเจ้าบ้าน" เพราะตามกฎหมายของไทย ผู้ที่ข้ามแดนโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็น “ผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย” ซึ่งต้องถูกผลักดันกลับ แต่เราก็รู้ดีว่า “กลับไป” หมายถึง “ตาย”

รัฐบาลไทยจึงเลือกทางที่ยากที่สุด คือ ยอมฝืนใจตามหลักมนุษยธรรม เปิดพื้นที่ชายแดนให้สหประชาชาติ สภากาชาด และองค์กรนานาชาติเข้ามาช่วยดูแล ตั้งค่ายพักพิงชั่วคราว — ซึ่งในเอกสารของทางการไทยขณะนั้นเรียกว่า “ศูนย์ลักลอบเข้าเมือง” — เพื่อคัดกรอง ตรวจโรค และจัดการส่งต่อไปยังค่ายผู้ลี้ภัยของ UNHCR ตลอดแนวชายแดนฝั่งไทยทั้งหมด

ค่ายแห่งแรกที่ถูกตั้งขึ้นคือ ค่ายสระแก้ว (Sa Kaeo Refugee Camp) ใกล้ตัวเมืองสระแก้ว ก่อตั้งขึ้นอย่างเร่งด่วนในปลายปี 1979 เพื่อรองรับผู้หนีตายจากฝั่งปอยเปตและพระตะบอง ภายในไม่กี่สัปดาห์ มีผู้ลี้ภัยกว่า สี่หมื่นคน เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ดินแดงแห้งแล้งที่ยังไม่มีน้ำ ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีระบบสุขาภิบาล เจ้าหน้าที่ไทยจึงต้องระดมทหารเข้ามาสร้างศูนย์พักพิงกลางทุ่งเพื่อลดการเสียชีวิตจากโรคระบาด ก่อนจะทยอยย้ายผู้ลี้ภัยเหล่านี้ไปอยู่ในค่ายที่ใหญ่และมั่นคงกว่าซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้ามาในเขตไทย

ไม่นานหลังจากนั้น รัฐบาลไทยร่วมกับ UNHCR ตั้งศูนย์ใหญ่ที่ ค่ายเขาอีด่าง (Khao-I-Dang Holding Center) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ห่างจากอรัญประเทศประมาณ 20 กิโลเมตร เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 1979 และกลายเป็น “เมืองขนาดย่อม” ที่มีประชากรมากกว่า หนึ่งแสนหกหมื่นคน ในปีถัดมา

ที่นี่เป็นค่ายที่มีระบบที่สุด มีโรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์แจกอาหาร และระบบตรวจสุขภาพครบถ้วน ภายใต้การดูแลร่วมของกองทัพไทยและเจ้าหน้าที่ UNHCR ผู้ลี้ภัยถูกจำกัดการเข้าออกเพื่อความปลอดภัย แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเต็มที่ ไทยในเวลานั้นทำหน้าที่ “เจ้าภาพโดยจำใจ” แต่เต็มไปด้วยเมตตาและภาระหนักหน่วง

ขณะเดียวกันยังมีค่ายอื่น ๆ ที่กระจายอยู่ตามแนวชายแดน เช่น ค่ายหนองเสม็ด (Nong Samet Camp) ใกล้ตำบลคลองน้ำใส ซึ่งกลายเป็นศูนย์ใหญ่ของ “แนวร่วมปลดปล่อยประชาชนเขมร” (KPNLF) ที่ต่อสู้กับรัฐบาลเฮง สัมรินที่เวียดนามหนุนหลัง และ ค่ายหนองจันทร์ (Nong Chan Camp) ใกล้อำเภอโคกสูง ที่ต่อมาถูกกองทัพเวียดนามโจมตีในปี 1983–1984 ทำให้ผู้ลี้ภัยหลายพันคนต้องหนีตายซ้ำอีกครั้งก่อนจะถูกย้ายไปยัง “Site Two” ซึ่งเป็นค่ายถาวรแห่งใหม่

ในค่ายเหล่านี้มีทั้งเด็กที่ผอมจนเห็นกระดูก หญิงชราที่แบกลูกหลานข้ามแดน และชายหนุ่มที่บาดเจ็บจากสงครามกลางป่า หลายคนเล่าว่าเดินเท้ามาหลายวันโดยไม่มีอาหาร บางคนหนีมากับคนที่ไม่รู้จักเพราะคนในครอบครัวถูกสังหารหมดแล้ว

นักข่าวตะวันตกในเวลานั้น เช่น Sydney Schanberg จาก The New York Times และ Richard Dudman จาก St. Louis Post-Dispatch ต่างบันทึกไว้ตรงกันว่า

> “หากไม่มีการเปิดชายแดนของไทย คนเขมรนับแสนอาจไม่มีชีวิตอยู่ในวันนี้”
ภาพข่าวและสารคดีจากช่วงเวลานั้นแสดงให้เห็นความห่วงใยของสังคมไทย — ทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ นายแพทย์ พยาบาล ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครนับไม่ถ้วน ต่างผลัดเปลี่ยนกันดูแลผู้ลี้ภัยตามค่ายต่าง ๆ ตั้งแต่สระแก้วจนถึงสังขละบุรี แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่กฎหมายและความมั่นคงของชาติอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่าง “ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์” กับ “เสี่ยงอธิปไตยของตนเอง”

และสุดท้าย ประเทศไทยก็ไม่เคย “ผลักไส” ใครกลับไปตาย เราเลือกช่วย ทั้งอาหาร ยา และพื้นที่อาศัย — ในฐานะเพื่อนมนุษย์ ไม่ใช่ศัตรู

หลายสิบปีผ่านไป เด็กในค่ายเหล่านั้นบางคนเติบโตในอเมริกา บางคนได้สัญชาติฝรั่งเศส บางคนกลับมาตั้งรกรากอยู่ในไทยอย่างเงียบ ๆ

แต่สิ่งที่คนรุ่นใหม่ของกัมพูชาควรรู้คือ — ครั้งหนึ่งคนไทยเคยยื่นมือช่วยชีวิตพวกท่านไว้ ไม่ใช่เพื่อหวังบุญคุณ

แต่เพื่อเตือนว่า “ความดีไม่ควรถูกลืม”

อย่าปล่อยให้ประวัติศาสตร์ที่มีเลือดและน้ำตาเหล่านั้น กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าที่บิดเบือนในโลกออนไลน์
เพราะความจริงก็คือ 

> “เมื่อปี 1979 ที่โลกทอดทิ้งเขมร... ไทยคือประเทศแรกที่ไม่ปิดประตูใส่คนเขมร”

‘เนทันยาฮู’ โพสต์ชม ‘ทรัมป์’ ย้ำสมควรได้รับรางวัลโนเบล จากแผนสันติภาพ 20 ข้อ ช่วยยุติสงคราม ‘อิสราเอล-ฮามาส’

(10 ต.ค. 68) นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอลออกมาเรียกร้องอีกครั้งให้มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพแก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยยกเหตุผลว่าแผนสันติภาพ 20 ข้อของทรัมป์มีส่วนสำคัญในการยุติสงครามกาซาที่ดำเนินมานานสองปี ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส

เนทันยาฮูโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า “มอบรางวัลโนเบลสันติภาพให้ @realDonaldTrump — เขาสมควรได้รับมัน!” พร้อมภาพที่สร้างด้วย AI แสดงให้เห็นทรัมป์ยิ้มรับเสียงปรบมือจากผู้คน ขณะเขาสวมเหรียญโนเบลไว้ที่คอ และมีแบนเนอร์ด้านหลังเขียนว่า “สันติภาพผ่านพลัง”

ด้านทรัมป์ประกาศเมื่อวันพุธว่า อิสราเอลและฮามาสได้ลงนามใน “ระยะที่หนึ่ง” ของแผนสันติภาพแล้ว โดยจะเริ่มจากการปล่อยเชลยทั้งหมดและถอนทหารอิสราเอลไปยังแนวเส้นที่ตกลงกันไว้ เพื่อมุ่งสู่ “สันติภาพที่ยั่งยืนและถาวร” พร้อมระบุว่าอาจเดินทางไปตะวันออกกลางในสุดสัปดาห์นี้เพื่อติดตามข้อตกลงหยุดยิงด้วยตนเอง

นอกจากเนทันยาฮูแล้ว ประธานาธิบดีฮาเวียร์ มีเล (Javier Milei) ของอาร์เจนตินาก็ร่วมสนับสนุนการเสนอชื่อทรัมป์เข้าชิงโนเบล โดยกล่าวว่า “ผู้นำคนอื่นที่สร้างสันติภาพระดับนี้ คงได้รับรางวัลไปนานแล้ว” ทั้งนี้ ทรัมป์เคยได้รับการเสนอชื่อจากเนทันยาฮูมาก่อนเมื่อเดือนกรกฎาคม หลังมีบทบาทในการผลักดัน “ข้อตกลงอับราฮัม” ระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับหลายประเทศ

‘มาเรีย โครีนา มาชาโด’ ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา ผงาดคว้ารางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ 2025

(10 ต.ค. 68) มาเรีย โครีนา มาชาโด (Maria Corina Machado) นักการเมืองฝ่ายค้านเวเนซุเอลา คว้ารางวัลโนเบล สาขาสันติภาพประจำปี 2025 จากคณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ ณ กรุงออสโล ซึ่งถือเป็นไฮไลต์สำคัญของสัปดาห์แห่งการประกาศรางวัลโนเบล ระหว่างวันที่ 6–13 ตุลาคม โดยปีนี้มีผู้ถูกเสนอชื่อรวม 338 ราย แบ่งเป็นบุคคล 244 ราย และองค์กร 94 แห่ง

คณะกรรมการโนเบลระบุว่า มาชาโดเป็นสัญลักษณ์ของ “ความกล้าหาญในการต่อสู้กับการกดขี่” และเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนในประเทศยังคงมีความหวังต่อเสรีภาพ แม้ต้องใช้ชีวิตหลบซ่อนจากภัยคุกคามทางการเมือง ซึ่งเธอยังคงอยู่ในเวเนซุเอลาและยืนหยัดต่อสู้ด้วยแนวทางสันติ

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า มาชาโด “เป็นผู้รวมพลังฝ่ายค้านให้เป็นหนึ่งเดียว ต่อต้านการใช้กำลังทหารในสังคม และยึดมั่นในแนวทางการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยอย่างสันติ” ซึ่งทำให้เธอเป็นผู้ที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของอัลเฟรด โนเบล (Alfred Nobel) ทั้งสามข้ออย่างแท้จริง

‘รัสเซีย’ โชว์ตัวเลขการค้ากับแอฟริกาโตพุ่ง ตั้งเป้ากระจายตลาด ดันเศรษฐกิจภูมิภาคเติบโต

(10 ต.ค. 68) รัสเซียเผยการค้ากับประเทศในทวีปแอฟริกาเติบโตอย่างรวดเร็ว มีมูลค่ารวมเกือบ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามคำกล่าวของนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ซึ่งระบุว่ามีประเทศคู่ค้าหลักราว 8 แห่ง หรือคิดเป็นกว่า 70% ของการค้าทั้งหมด พร้อมย้ำว่ามอสโกจะเดินหน้ากระจายตลาดและเพิ่มความร่วมมือในภูมิภาค

ลาฟรอฟให้สัมภาษณ์กับสถานี RT ว่า แม้รัสเซียยังมีมูลค่าการค้ากับแอฟริกาน้อยกว่าจีนหรือชาติตะวันตก แต่แนวโน้มเติบโตเร็วอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณบวกของการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของรัสเซียในภูมิภาคที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติและตลาดเกิดใหม่

นอกจากนี้ ลาฟรอฟยังกล่าวว่ารัสเซียพร้อมทำงานร่วมกับจีนภายใต้ “ข้อริเริ่มด้านธรรมาภิบาลโลก” ที่เสนอโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อส่งเสริมระบบโลกที่เป็นธรรม ยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศ และเปิดโอกาสให้ทุกประเทศมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมในกระบวนการตัดสินใจระดับโลก

‘ชาวเขมร’ ตั้งแถวโบกธงรับเรือรบจีน 2 ลำ ขณะเข้าเทียบท่าสีหนุวิลล์ในภารกิจเชื่อมสัมพันธ์ 2 ประเทศ

(10 ต.ค.68) สื่อกัมพูชารายงานว่าเรือของกองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน 2 ลำ เดินทางถึงกัมพูชาในเช้าวันนี้ เพื่อเริ่มภารกิจการเยือนประเทศเป็นเวลา 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 10-14 ต.ค. ที่ระบุว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางทะเลระหว่างสองประเทศ

เรือรบจีน 2 ลำ ที่ประกอบด้วยเรือฉี จี้กวง (Qi Jiguang) และเรืออี้ เหมิงซาน (Yi Mengshan) ได้เข้าเทียบท่าที่ท่าเรือสีหนุวิลล์ จ.พระสีหนุ ที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพลเรือเอก อิน สุเขมรา รองเสนาธิการประจำฐานทัพเรือเรียม พร้อมด้วยนายทหารอาวุโสอื่นๆ

ฐานทัพเรือเรียมระบุว่า เรือฉี จี้กวง (PLAN 83) ที่มีนาวาเอกซวี เจี้ยนกัว เป็นผู้บังคับบัญชา มีความยาว 165 เมตร กว้าง 22.2 เมตร และมีระยะกินน้ำลึก 6.5 เมตร และมีระวางขับน้ำ 10,907 ตัน ส่วนเรืออี้ เหมิงซาน (PLAN 988) มีนาวาเอกฟู่ เซียนเว่ย เป็นผู้บังคับบัญชา มีความยาว 210 เมตร กว้าง 28 เมตร และมีระยะกินน้ำลึก 7.5 เมตร ระวางขับน้ำ 26,040 ตัน

รายงานของสื่อกัมพูชาระบุว่า การเยือนเป็นเวลา 5 วันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ฉันมิตรและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างกองทัพเรือกัมพูชาและกองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนของจีน

ผบ.ทรภ. 1 ตรวจเยี่ยมกำลังพลปฎิบัติงานในพื้นที่ชายแดน จว.จันทบุรี และจว.ตราด

พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนทางทะเลจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด ประกอบด้วย ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด ทัพเรือภาคที่ 1 หมู่เรือลาดตระเวนชายเเดน ส่วนที่ 1 (มชด./1) และศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเล กองทัพเรือ เกาะช้าง (ศรภ.ทร. เกาะช้าง)

เพื่อเยี่ยมบำรุงขวัญและรับทราบสถานการณ์ชายแดน รวมทั้งปัญหาอุปสรรค ข้อขัดข้องการปฏิบัติงานในพื้นที่ 

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำสิ่งสำคัญให้หน่วยงานและกำลังพลทุกนายมีความพร้อมตลอดเวลา สามารถปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้ทันทีเมื่อสั่ง และจะต้องประสบความสำเร็จ

รวมทั้งประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัย สร้างภาพพจน์ที่ดีและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพี่น้องประชาชน 

6 หนุ่ม CIR*CRL แซม เลออน พาย พี ติวเตอร์ เบ็น ส่งซิงเกิ้ลแรก 'WANT IT NOW' ให้ฟังแล้วทุกแพลตฟอร์ม

เพลง 'WANT IT NOW' พร้อมทีมสร้าง MV ระดับ South East Asia*
เปิดตัวเดบิวต์อย่างเป็นทางการสำหรับ 6 หนุ่ม แซม - พฤฒิชัย รวยฟูพันธ์ ,เลออน -เลออน เซ็ค , พาย - ฐิติกร วัฒนะบวรพัฒน์ , พี - พีรดนย์ ชื่นอารมย์ ,ติวเตอร์ - วีรฤทธิ์ มานะประเสริฐศักดิ์ และ เบ็น - ภัทรกิจ ตั้งมงคลกิจการ ในนาม CIR*CRL(เซอร์-เคิ่ล) เป็นศิลปิน T-POP น้องใหม่ตัวจริงภายใต้คอนเซ็ปต์ DIFFERENT STANDS , SAME GOAL การถือกำเนิด การเกิดใหม่ของพวกเขาทั้ง 6 คน พร้อมส่ง SINGLE DEBUT เพลงแรกกับเพลง “WANT IT NOW“ มาให้ทุกคนได้ฟังเพลงได้แล้ววันนี้ทุก สตรีมมิ่ง แพลตฟอร์ม ออนไลน์ ทุกช่องทาง พร้อมชมมิวสิควิดีโอ เพลง “WANT IT NOW“ ได้แล้วทาง YouTube  MchoiceMusic

โดยเพลง 'WANT IT NOW' นี้ได้มีการทำงานร่วมกันจากทีมงานหลากหลายประเทศ ที่เรียกได้ว่ารวมตัวท็อปของ South East Asia เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น เกาหลี ในส่วนของเพลง และ ไทย เวียดนาม สิงคโปร์ และ ฮ่องกง ในส่วนของ MUSIC VIDEO ซึ่งเนื้อหาจะพูดถึงเรื่องราวของเด็กหนุ่ม 6 คนที่มีพลังวิเศษที่ได้แรงบันดาลใจตัวละคร maneto ในเรื่อง x-men ที่แต่ละครจะมีเรื่องราวและ SYMBOLIC ตามพลังวิเศษที่แตกต่างกัน และ มารวมตัวกันจึงถือกำเกิดขึ้นเป็น CIR*CRL ที่พร้อมจะสร้างโลกใหม่พร้อมปรากฏการณ์ใหม่ให้กลับโลกใบนี้  ถ้าใครที่ได้เข้าไปดู MV แล้วจะเข้าใจถึงเนื้อหาเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว 

และในส่วนมิวสิควิดีโอ ยังได้ผู้กำกับรุ่นใหม่ไฟแรงที่เรียกได้ว่ากวาดเรียบแทบจะทั้งวงการ T-POP อย่าง คุณจีน คำขวัญ ดวงมณี (DIRECTOR & PRODUCED BY BIRKIN VISUAL) ที่จับมือกับ ผู้กำกับตัวท็อปฝั่งเวียดนาม คุณ PHUONG VU (ANTIANTIART) และสุดยอด DIRECTOR OF PHOTOGRAPHY คุณKELVIN CHEW WEI ZHONG ที่เคยร่วมงานกับศิลปินชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น billie eilish , Jackson Wang รวมถึง Jisoo BLACKPINK และ คุณMatthew ที่เป็นผู้ทำ COLORIST ให้กับ MV 'WANT IT NOW' ก็เคยผ่านงานการทำสี MUSIC VIDEO ให้ศิลปินอย่าง Fujii Kaze และศิลปินท่านอื่นๆอีกมากมาย เรียกได้ว่าเป็น MEGA PROJECT ของทาง MCHOICE และ MCHOICE MUSICE ที่ได้รวบรวมคนมากฝีมือในฝั่ง South East Asia มาร่วมกันช่วยทำ SINGLE DEBUT เปิดตัวเพลง WANT IT NOW ให้กับวงน้องใหม่อย่าง CIR*CRL แบบยิ่งใหญ่ ไม่แพ้เมืองนอกกันเลยทีเดียว และในส่วนของ ART WORK โลโก้วง และ ตัว SYMBOLIC ต่างๆ ก็ได้สุดยอด  CREATIVE & ART DIRECTOR  ชื่อดังของเมืองไทยอย่าง คุณอ๊อด สุพิชาน โรจน์วณิชย์ ที่เคยทำให้กับศิลปินดังๆ ต่างๆ มากมาย มาร่วมรังสรรค์ผลงานชิ้นเอกชิ้นนี้ด้วย 

สามารถเป็นกำลังใจและ ติดตามความเคลื่อนไหวอัปเดตข่าวสาร บอยกรุ๊ป วง CIR*CRL (เซอร์-เคิ่ล) ผ่านทาง โซเชียลมีเดีย ของ MCHOICE ได้ทุกช่องทาง  พร้อมชมมิวสิควิดีโอ เพลง 'WANT IT NOW' ได้แล้วทาง YouTube  MchoiceMusic และฟังเพลงได้แล้ววันนี้ทุก สตรีมมิ่ง แพลตฟอร์ม ออนไลน์ ทุกช่องทาง

ช่องทางติดตาม
Youtube (Official Channel) MchoiceMusic
Instagram: cir.crl
TikTok: @cir.crl
X (Twitter): @CIRCRL
linktree: https://linktr.ee/cir.crl

‘ทรัมป์’ ฉลองข้อตกลงหยุดยิงกาซา แต่ยังไม่รับประกันอิสราเอลจะไม่โจมตีอีก

(10 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แถลงฉลองความสำเร็จหลังมีการปล่อยตัวตัวประกันชาวอิสราเอล 20 คน จากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาส โดยทรัมป์ย้ำว่า “สิ่งแรกที่เราต้องทำคือพาตัวประกันกลับบ้านให้ได้ก่อน หลังจากนั้นเราค่อยดูต่อไป” พร้อมเปิดเผยแผนเดินทางไปอียิปต์วันอาทิตย์นี้ เพื่อร่วมลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการ และกล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภาอิสราเอล

ทรัมป์กล่าวว่า แผนสันติภาพ 20 ข้อที่ตนเป็นผู้ผลักดัน จะนำไปสู่การถอนทหารอิสราเอลออกจากเขตกาซาเป็นขั้นตอน และจัดตั้ง “กองกำลังรักษาเสถียรภาพนานาชาติ” เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยมีประเทศอาหรับที่ร่ำรวยร่วมสนับสนุนด้านเศรษฐกิจ “พวกเขารวยมาก และอยากช่วยสร้างกาซาใหม่ให้เป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ” ทรัมป์กล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเขามั่นใจหรือไม่ว่าอิสราเอลจะไม่กลับไปโจมตีกาซาอีก ทรัมป์ตอบเพียงว่า “เราจะดูอีกทีหลังจากนี้” พร้อมยืนยันว่าขณะนี้เป้าหมายหลักคือการช่วยชีวิตผู้บริสุทธิ์และสร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง เขายังย้ำว่า “ผมไม่ได้ทำเพื่อรางวัลโนเบล ผมทำเพราะผมต้องการช่วยชีวิตผู้คนจำนวนมาก”

‘เชน ค็อปลัน’ แห่ง Polymarket จุดไฟวงการคริปโต ขึ้นแท่นอภิมหาเศรษฐีอายุน้อยสุดในโลก หลังดีลกับ NYSE

(10 ต.ค. 68) เชน ค็อปลัน (Shayne Coplan) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Polymarket แพลตฟอร์มทำนายเหตุการณ์บนบล็อกเชนชื่อดัง กลายเป็นอภิมหาเศรษฐีอายุน้อยที่สุดในโลก ในวัยเพียง 27 ปี หลังจาก Intercontinental Exchange (ICE) บริษัทแม่ของตลาดหุ้นนิวยอร์ก (NYSE) เข้าลงทุนกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ดันมูลค่า Polymarket พุ่งแตะระดับ 9 พันล้านดอลลาร์ พร้อมขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในสตาร์ตอัปคริปโตที่เติบโตเร็วที่สุดในรอบทศวรรษ

สำหรับ Polymarket เปิดให้ผู้คนทั่วโลกสามารถ “เดิมพันเชิงทำนาย” เหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งการเลือกตั้ง ราคาคริปโต หรือแม้แต่ประเด็นในโลกออนไลน์ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 1.3 ล้านราย และมูลค่าการเทรดเฉลี่ยต่อวันสูงถึง 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ ‘ค็อปลัน’ กลายเป็นดาวรุ่งแห่งวงการคริปโตตามรอย ชางเพ็ง เจา “CZ” Zhao ผู้ร่วมก่อตั้ง Binance และ ไบรอัน อาร์มสตรอง (Brian Armstrong) CEO ของแพลตฟอร์มสกุลเงินดิจิทัล Coinbase

ทั้งนี้ เส้นทางของค็อปลันไม่ง่าย เขาเริ่มสร้าง Polymarket จากห้องน้ำเล็ก ๆ มีพนักงานเพียงคนเดียว ก่อนจะถูก FBI จับกุมหลังแพลตฟอร์มโด่งดังจากการทำนายผลเลือกตั้งปี 2024 มูลค่าเดิมพันสูงถึง 3 พันล้านดอลลาร์ แต่หลังจากรอดวิกฤต เขากลับพลิกเกมได้สำเร็จ โดยมีผู้สนับสนุนระดับโลกอย่าง ปีเตอร์ ทีล (Peter Thiel) นักธุรกิจและนักลงทุน ชาวเยอรมัน-อเมริกัน, วิทาลิก บูเทอริน (Vitalik Buterin) โปรแกรมเมอร์ชาวแคนาดาและเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum Buterin 

นอกจากนี้ยังมี บริษัท 1789 Capital ที่มี โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ ลูกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นที่ปรึกษา ซึ่ง ‘ค็อปลัน’ เคยกล่าวไว้ว่า “ไอเดียที่เปลี่ยนโลกมักอยู่ตรงหน้าเราเสมอ แค่ต้องบ้าพอที่จะลงมือทำ”

เปิดแผลสังคมชายแดน แรงงานไทย ‘บ่อน-แก๊งสแกมเมอร์-ค้าบริการ’ เสี่ยงตาย ไร้รัฐปกป้อง!! วงจรอุบาทว์คนไทย ในธุรกิจมืดต่างแดน

ดูข่าวไม่กี่วันมานี้มีแต่ข่าวปั่นโดยเฉพาะฝั่งตะวันตกที่พยายามจะเล่นสื่อดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามอย่างล่าสุดเรื่องที่ทูตจีนออกมากล่าวเรื่องรักษาอธิปไตยของกัมพูชา เอย่านี่ซูดปากบอกแหมเล่นใหญ่สไลเดอร์แต่อเมริกาบอกเป็นกลางแต่ให้เงินสนับสนุนเขาที่เป็นตัวเลขบนกระดาน 20 กว่าล้านบาท ไม่รู้เงินใต้โต๊ะอีกเท่าไร ทีอย่างนี้ไม่เห็นสื่อไหนออกมาบอกว่าอเมริกาสนับสนุนกัมพูชาเลยสักคำ สื่อไทยใจขี้ข้าอเมริกาหรือเปล่าก็ไม่รู้ก็งับข่าวไปแปลหรือไม่ก็เขาแปลมาให้แล้ว แค่เอาข่าวไปลง เอาเป็นว่าเรื่องนี้เอย่าจะไม่พูดดีกว่า มาคุยเรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องกันคือไม่กี่วันที่ผ่านมามีข่าวอดีตเชฟหนุ่มไทยเสียชีวิตในปอยเปต ประเด็นคือทำไมโรงพยาบาลในปอยเปตจึงไม่ทำการรักษา โดยจนถึงวันนี้ที่เอย่าเขียนบทความนี้ก็ได้ความว่า โดยทั่วไปหากใครก็ตามที่ไม่มีเอกสารอะไรติดตัวเลย ส่วนใหญ่โรงพยาบาลก็จะไม่รับรักษายกเว้นมีการส่งตัวจากเจ้าหน้าที่หรือมีใครที่สามารถการันตีหรือสื่อสารได้ว่าเขาคือใครเป็นอะไรมาจากไหนจึงจะสามารถรับรักษาได้ ธรรมเนียมปฏิบัติในการรักษาคนไข้นี้เป็นเหมือนกันทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยเรายึดถือธรรมเนียมปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วยแบบนี้มาช้านานแล้ว

ประเด็นต่อมาที่น่าสนใจคือ ทำไมผู้เสียชีวิตไม่มีเอกสารติดตัวเลย โดยทั่วไปการที่คนสักคนจะไปอยู่ต่างประเทศโดยเฉพาะชายแดนไทยโดยที่ไม่มีเอกสารอะไรเลยมีอยู่ไม่กี่สาเหตุ สาเหตุหลักๆ อาจจะมาจากการที่เข้าไปทำงานกับกลุ่มสแกมเมอร์ในประเทศนั้นซึ่งเมื่อเข้าไปทางพวกสแกมเมอร์จะยึดพาสปอร์ตดังนั้นต่อให้หนีออกมาก็จะไม่ได้เอกสารการเดินทางต่างๆ ออกมาด้วยนั่นเอง

แต่จากนี้มีประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ คนไทยที่ไปทำธุรกิจตามชายแดน มีใครข้ามไปทำอะไรกันบ้าง เอาเป็นว่าวันนี้เอย่าจะมาขยายเรื่องนี้ให้ทราบกัน

อาชีพแรกที่เรารู้ว่าจะต้องข้ามไปทำงานบริเวณชายแดนไทยกับชายแดนเพื่อนบ้านเป็นประจำก็คือนักธุรกิจชายแดนที่ค้าขายสินค้ากับพ่อค้าคนกลางหรือนักธุรกิจเพื่อนบ้านต่างชาติที่อาจจะต้องข้ามฝั่งไปเยี่ยมเยียนหากันบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อสานสัมพันธ์การค้าไม่ว่าธุรกิจสีขาว สีเทา หรือ สีดำก็ตาม อาชีพต่อมาคนที่ทำงานในบ่อน ไม่ว่าจะเป็นเด็กเสิร์ฟ หรือดีลเลอร์คนแจกไพ่บ่อน รวมถึงเชฟ และพนักงานในส่วนของโรงแรมที่พักหรือพนักงานในส่วนอื่นๆ ที่เอนเตอร์เทนเมนต์นั้นๆ ต้องการ ส่วนอาชีพที่ดูแล้วเหมือนจะสมัครใจหรือโดนหลอกไปที่บริเวณชายแดนก็คือกลุ่มที่ไปทำงานสแกมเมอร์และขายบริการนั่นเอง ถามว่าทำไมถึงมีการโฟกัสที่กลุ่มนี้นั่นก็เพราะว่ากลุ่มที่ทำงานสแกมเมอร์ที่เป็นคนไทยเองถึงแม้ว่าจะมีการประกาศเอย มีลงข่าวอย่างต่อเนื่องเรื่องการทำงานในประเทศเพื่อนบ้านก็ยังมีคนไทยจำนวนมากหลงเชื่อว่าไปทำงานแอดมินเพจในประเทศเพื่อนบ้าน รายได้ดี ทั้งๆ ที่หากทำงานแอดมินเพจจริงๆ นั้น สามารถทำงานที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ผ่านระบบโทรศัพท์มือถือ  

จากข้อมูลของอดีตแอดมินเพจมองพม่าได้ให้ข้อมูลกับเอย่าไว้ว่าในแต่ละปีมีคนจำนวนไม่น้อยเดินทางแบบเต็มใจก็ดี ไม่เต็มใจก็ดีเข้ามาทำงานในระบบสแกมเมอร์เพียงเพื่อหวังงานสบายรายได้ดี แต่ส่วนใหญ่คนที่ทำงานสแกมเมอร์ เมื่อรู้ว่าตัวเองโดนหลอกมาทำงานและได้รับการช่วยเหลือจนกลับไปไทยได้จะไม่กลับมาอีก ซึ่งต่างจากกลุ่มค้าบริการทางเพศที่แม้ว่าจะโดนทำร้าย หน่วงเหนี่ยว กักขังจนสุดท้ายสามารถช่วยเหลือจนเดินทางกลับประเทศไทยได้ แต่ไม่นานก็เดินทางกลับมายังชายแดนประเทศเพื่อนบ้านอีก โดยหลายรายอ้างว่าคิดถึงแฟน (คนที่หน่วงเหนี่ยว กักขัง ทำร้าย) จนเป็นที่มาที่ต้องไปช่วยเหลือนั่นเอง

ประเด็นสำคัญคือเราควรไปเสียเวลาช่วยคนกลุ่มนี้ไหม ซึ่งหลายครั้งคนกลุ่มนี้พยายามติดต่อใครก็ตามที่สามารถช่วยเหลือพวกเขาออกมาได้ แต่ความจริงแล้วคนที่ควรติดต่อนั่นคือเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยประจำประเทศนั้นๆ เสียมากกว่า แต่ถ้าหากเดินทางเข้าไปยังประเทศนั้นๆ แบบไม่ถูกต้องแล้วทางเอย่าก็คงตอบได้แค่เพียงว่าค่าใช้จ่ายในการออกจากประเทศนั้นๆ แพงกว่าการเดินทางเข้าไปยังประเทศนั้น 10-20 เท่า หรือบางคนอาจจะต้องยอมเป็นทาสอารมณ์ปรนเปรอกามให้แก่ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ก่อนจะได้เดินทางกลับมาจริงซึ่งสุดท้ายจากข้อมูลที่ทางเพจมองพม่าให้มาบอกว่า หลายคนไปแต่ตัวก็กลับมาแต่ตัว หลายคนบอกว่ามีชีวิตกลับมาก็ดีแล้วแต่อีกหลายคนเลือกที่จะกลับไปเพราะเงินมันหอมจนคนพวกนั้นไม่คิดจะหาเงินโดยวิธีอื่น ซึ่งนั่นก็คือราคาที่คนเหล่านั้นต้องจ่ายเพราะการขายบริการทางเพศนั้นส่วนใหญ่ไม่มีกฎเรื่องการใส่ถุงยางป้องกัน รวมถึงหลายคนมีรสนิยมทางเพศที่ผิดธรรมชาติรวมถึงการเสพยาที่มีมากมายหาง่ายในกลุ่มจีนเทาที่อยู่ตามขอบชายแดน แหล่งข่าวของเอย่าที่ชายแดนอีกท่านให้ความเห็นว่าบางทีเราอาจจะควรต้องดำเนินคดีสำหรับคนที่ไปทำงานเป็นสแกมเมอร์และกลุ่มค้าบริการในประเทศเพื่อนบ้านเพราะคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่สร้างปัญหาไม่ว่าจะเป็นการลักลอบเข้าออกประเทศอย่างผิดกฎหมาย ยาเสพติดและฉ้อโกงประชาชน เพราะทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีการประชาสัมพันธ์ ออกข่าว รณรงค์ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อคนพวกนี้แต่สุดท้ายคนกลุ่มนี้ก็ยังเลือกที่จะเดินทางไปแต่พออยากกลับไทยก็หงายการ์ดว่าโดนหลอกไปทุกที


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top